วาสนาชะตาใจ บทที่ 6 : ผิดที่ข้าเห็นแก่ตัว

วาสนาชะตาใจ บทที่ 6 : ผิดที่ข้าเห็นแก่ตัว

โดย : ชื่อถง

วาสนาชะตาใจ นวนิยายรักจีนโบราณจากปลายปากกา ชื่อถง เมื่อแม่ทัพชั่วร้ายทั่วป๋าจินคือ คางคกเผือก ที่โม่เฉียนจงชัง แต่แล้ววาสนาก็พาให้นางต้องก้าวเดินสู่อุ้งมือของคางคกตัวร้าย นางจะรับมือกับศึกภายนอกและความรู้สึกในใจตนได้อย่างไร มาเอาใจกันได้ที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนวนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

– 6 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

เมื่อทั่วป๋าจินก้าวเข้าเรือนเหมยเหมันต์ในยามอาหารเย็นนั้น โม่เฉียนนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่โดยมีสาวใช้ทั้งสี่นางห้อมล้อมทายาแก้ฟกช้ำให้ แม่ทัพใหญ่แห่งหลานโจวเลิกคิ้วเรียวได้รูปงามขึ้นสูง ถามอย่างแจ่มใสว่า

“ข้าให้เจ้าไปเรียนร่ายรำ ไฉนเจ้ากลับไปหาเรื่องต่อยตีกับคนอื่นจนฟกช้ำชวนปวดใจเช่นนี้”

“ข้าหาเรื่องที่ไหน” โม่เฉียนโกรธจนหูอื้อตาลาย “นางมารเฒ่านั่นพอไม่ได้ดังใจก็ฟาดข้าเอาตีข้าเอา เจอคนไม่มีเหตุผลแบบนี้ ข้าก็ต้องตอบโต้บ้างสิ”

“หือ…” ชายหนุ่มมองไปยังสาวใช้ข้างกายหญิงสาว

จูจี้หวารีบรายงานโดยละเอียดอย่างออกรสว่า

“อาจารย์ลู่สั่งให้ผูกกระดิ่งที่ข้อมือแม่นางโม่ แล้วสั่งให้แม่นางโม่ร่ายรำกระบี่โดยกระดิ่งไม่ดัง แม่นางโม่บอกอาจารย์ลู่ว่าทำไม่ได้ อาจารย์ลู่ตีสอนแม่นางโม่ แม่นางโม่เลย…เลย…เอ่อ…หาว่าอาจารย์ลู่เป็นยายแก่ใจร้าย อาจารย์ลู่ลงมือสั่งสอนแม่นางโม่อีก แม่นางโม่ไม่พอใจเลยลงมือสู้กับอาจารย์ลู่พักหนึ่ง แต่…แต่…แม่นางโม่สู้ไม่ได้ เลยถูกตีอีกยกใหญ่แถมยังถูกบังคับให้ฝึกรำกระบี่จนถึงเย็นโดยไม่ให้กินอะไรเลย พอฝึกเสร็จแล้วข้าน้อยก็ประคองแม่นางโม่กลับเรือนเพื่อทายาแก้ฟกช้ำ ส่วนท่านอาจารย์ลู่ปลอดภัยดีไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเจ้าค่ะ”

โม่เฉียนมองสาวใช้ที่เพียงวันเดียวก็สนิทสนมราวรู้จักกันมานาน และไม่มีความแบ่งแยกแตกต่างระหว่างเชื้อชาติด้วยสายตากล่าวหา

“จูจี้หวา เจ้าเป็นคนของเรือนนี้หรือเป็นคนของเรือนฟู่หรงกันแน่”

สาวใช้ก้มศีรษะลงเหมือนสำนึกผิด แต่น้ำเสียงยังไม่มีสลดเมื่อตอบ

“ท่านแม่ทัพให้ข้ามารับใช้แม่นางโม่ ข้าย่อมเป็นคนเรือนเหมยเหมันต์ เพียงแต่แม่นางโม่…” จูจี้หวามองนางอย่างเจ็บปวดแทน “ท่านสู้อาจารย์ลู่ไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ”

โม่เฉียนฟังแล้วได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างแค้นใจ เมื่อก่อนนางภูมิใจในวรยุทธ์ตัวเองมิใช่น้อย กวาดตามองทั้งจวนแม่ทัพใหญ่แห่งอู่เฉิง…ไม่มีสตรีนางใดเก่งเกินนาง มายามนี้หญิงสาวถึงรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงกบก้นบ่อ วิชากระบี่และหมัดมวยที่คิดว่าไม่น้อยหน้าใครนั้นกลับสู้อาจารย์ดนตรีในจวนแม่ทัพ

หลานโจวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แค่ออกหมัดต่อยตีไม่กี่ทีก็ถูกนางมารเฒ่าทุบตีกลับจนน่วมไปทั้งตัวแล้ว

ที่ร้ายคือ แพ้แล้วยังเป็นที่ขบขันของชาวเป่ยเว่ยรอบด้าน โดยเฉพาะแม่ทัพใหญ่ที่เอาแต่ส่ายหน้าอย่างเวทนานางเต็มทน

“เฉียนเฉียนเอ๋ย เจ้าทำไมไม่ประเมินคู่ต่อสู้ให้ดีก่อน ระดับอาจารย์ลู่ใช่คนที่เจ้าตอแยได้ง่ายๆ หรือ”

โม่เฉียนทำเสียงอย่างหนึ่งในลำคอเหมือนไม่แยแส แต่ในใจความรู้สึกบางอย่าง…คล้ายๆ กับน้อยใจก่อกวนอยู่อย่างบอกไม่ถูก นางโต้ว่า

“ข้าประเมินฝีมือนางได้แต่พลาดตรงที่ประเมินฝีมือตัวเองสูงไปหน่อย…ก็เท่านั้น”

“นี่เรียกว่าประเมินสูงไปหน่อยหรือ ถ้าอาจารย์ลู่ไม่ออมมือให้ป่านนี้เจ้าได้แต่นอนขยับตัวไม่ได้แล้ว”

หญิงสาวขอบตาร้อนผ่าว เจ็บทั้งตัวทั้งใจ…อย่างประหลาด นางจึงพาลว่า

“ไม่เรียนแล้ว ข้าไม่เรียนกับนางอีกแล้ว ถ้าท่านต้องการให้ข้าไปอิ่นโจวด้วยข้าแต่งกายเป็นองครักษ์ของท่านก็ได้”

ทั่วป๋าจินมองอย่างประเมินก่อนส่ายหน้า

“ไม่ไหวหรอก ความสูงเจ้าไม่ผ่าน ฝีมือเจ้าไม่ถึง…” เขามองทรวงอกที่ค่อนข้างใหญ่เกินความสูงและขนาดตัวของนางแล้วสรุป “แถมบางอย่างก็มากเกินจะตบตาใครได้”

โม่เฉียนถลึงตามองเขา ปากยังไม่ลดละความพยายาม

“งั้นข้าปลอมเป็นสาวใช้ส่วนตัวของท่าน”

แม่ทัพหนุ่มส่ายหน้า

“ผิงซีอ๋องรู้ว่าข้าไม่มีสาวใช้ข้างกาย เขาต้องสงสัยแน่นอน และก่อนที่เจ้าจะกลับคำไม่ยอมไปอิ่นโจว ข้าขอบอกก่อนว่าสารที่จะถูกส่งไปอู่เฉิงอยู่ในมือข้าแล้ว ถ้าเจ้าดื้อดึงนักข้าก็ปล่อยมันออกไปทันที”

โม่เฉียนกำหมัดแน่นก่อนคลาย ไหล่ที่เคยเชิดแข็งอย่างทะนงลู่ห่อลง นางลากพี่ใหญ่ให้อยู่ในอันตรายเพราะความโง่งมของนางไม่ได้แน่นอน

“สิบวันนางมารเฒ่าฆ่าข้าไม่ได้หรอก!” หญิงสาวพึมพำ

ทั่วป๋าจินเห็นนางยอมอ่อนลงเขาก็ถอย ไม่เย้ยหยันหรือพูดอะไรให้ขุ่นเคืองใจอีก ชายหนุ่มสั่งตั้งสำรับ บรรดาสาวใช้ก็ช่วยกันลำเลียงอาหารร้อนๆ เข้ามา

อาหารค่ำของแม่ทัพใหญ่ไม่ได้หลากหลายมากนัก แถมยังแทบไม่แตกต่างจากอาหารเช้าเท่าใดนัก ส่วนใหญ่เป็นจานที่ทำจากธัญพืช เนื้อแห้งและผักแห้ง แม้เพิ่งเข้าสู่ต้นฤดูหนาวแต่ผักใบเขียนแทบไม่มีให้เห็นแล้ว เทียบกับอาหารเย็นในจวนแม่ทัพอู่เฉิงแล้วถือว่าห่างไกลกันมากนัก ที่นั่นมีทั้งอาหารจานเนื้อ จานผัก น้ำแกง ไม่ว่าจะกินกี่คนอาหารก็เต็มโต๊ะไปหมด

ในตอนแรกโม่เฉียนก็อยากบ่นอยากเปรียบเทียบอาหารการกินระหว่างสองจวนเหมือนกัน แต่พอนางเห็นรูปร่างผอมบางของสาวใช้ทั้งสี่และท่าทีที่นางประคับประคองอาหารแต่ละจานเหมือนประคองสมบัติล้ำค่า หญิงสาวก็เก็บคำพูดทุกอย่างลงคอ ก้มหน้าก้มตากินอย่างไม่เกี่ยงงอน

กระทั่งข้าวหมดไปหนึ่งถ้วย ทั่วป๋าจินที่กินค่อนข้างน้อยเหมือนกินเพียงให้อยู่ได้เท่านั้นก็วางตะเกียบลงแล้วเอ่ยว่า

“หลังกินข้าวอิ่มแล้วเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม ยังมีอีกหลายเรื่องที่เจ้าต้องเรียน”

โม่เฉียนแทบสำลักข้าวที่กำลังกลืนลงคอ นางกระแอมกระไอก่อนร้อง

“ยังต้องเรียนอะไรอีก”

“ในจวนผิงซีอ๋องล้วนเต็มไปด้วยกฎระเบียบมากมาย อีกทั้งมารยาทการปฏิบัติตัวเจ้าจะพลาดไม่ได้ โชคดีที่อาจารย์ลู่เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้ข้าเลยให้นางมาสอนเจ้า”

โม่เฉียนหันไปมองบรรดาสาวใช้ด้วยสายตาคาดคั้น สั่งว่า

“บอกข้า…ได้โปรดบอกข้าว่าจวนนี้มีหญิงแซ่ลู่มากกว่าหนึ่งนาง”

ตงสิงกับชิวหลีที่ใจอ่อนกว่าไม่กล้าสบตานาง ส่วนจูจี้หวาและถูชิ่วชิ่วที่กล้ากว่าเป็นกันเองกับโม่เฉียนมากกว่าพากันมองนางด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ ก่อนหนึ่งในสองจะชูนิ้วขึ้นนิ้วเดียวเป็นคำตอบ

“มีอาจารย์ลู่อยู่ท่านเดียว ก็…ท่านนั้นแหละเจ้าค่ะ”

ค่ำคืนนั้นมีเสียงกรีดร้องและสบถด่าดังจากเรือนเหมยเหมันต์เป็นระยะ พวกข้ารับใช้ในจวนที่อยู่ห่างออกไปและไม่ค่อยได้รู้ข่าวสารมากมายอะไรพากันกระซิบกระซาบว่าท่านแม่ทัพคงกำลังทรมานรีดข้อมูลจากศัตรูอยู่

พวกเขาไม่รู้ว่าคืนนั้นหลังอบรม ‘ศัตรู’ จนฝ่ายนั้นมือไม้บวมไปหมดแล้ว ผู้ลงทัณฑ์ก็ออกจากเรือนเหมยเหมันต์ตรงไปยังห้องหนังสือ ไฟในห้องยังสว่าง ทหารยามคุ้นเคยกับอาจารย์ลู่ดีและรู้ว่านางเป็นหนึ่งในน้อยคนที่ท่านแม่ทัพใหญ่ให้ความเคารพจึงปล่อยให้นางเข้าไปโดยง่าย

ทั่วป๋าจินกำลังอ่านเอกสารกองใหญ่อย่างคร่ำเคร่ง ข้างกายเขาคือชิงเสวียนเด็กหนุ่มวัยสิบสี่สิบห้าปีหน้าตาดีกำลังช่วยฝนหมึกและรินน้ำชาให้แม่ทัพใหญ่อย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อเห็นว่ามีผู้เข้ามาในห้อง ทั่วป๋าจินก็เงยหน้าขึ้นก่อนยิ้มรับสุภาพ เชื้อเชิญนางให้นั่งอย่างให้เกียรติ

“อาจารย์ลู่”

ลู่หลิงหลงมองชายหนุ่มรูปงามประหนึ่งเซียนตกสวรรค์ที่ซูบผอมลงอย่างปวดใจ เมื่อฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยความแร้นแค้นมาเยือนและอิ่นโจวขูดรีดเลือดเนื้อจากหลานโจวหนักขึ้นๆ ทั่วป๋าจิน…เด็กน้อยที่นางเห็นตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ต้องคร่ำเคร่งหาทางแก้ปัญหา อาหารการกินเขาก็เริ่มจำกัดให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อทุกคนในจวนจะไม่หิวโหยอดอยาก

“ดึกแล้วท่านแม่ทัพยังไม่พักผ่อนอีกหรือ”

“เหลืองานอยู่มากที่ข้าต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนไปอิ่นโจว” ทั่วป๋าจินตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

เขาเป็นเช่นนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใด…เล็กน้อยเท่าเส้นผมหรือใหญ่โตดังภูผาถล่ม ถูกมัดโยงอยู่กับเสาแล้วโดนเฆี่ยนตีเนื้อตัวแตกยับหรือว่ายืนโดดเด่นเป็นสง่าเหนือผู้ใดในท้องพระโรง ทั่วป๋าจินก็ยิ้มแย้มรับมันได้เสมอ เขางดงาม เฉลียวฉลาด เก่งกล้าสามารถ หนักแน่นห้าวหาญ น้ำใจกว้างขวาง ทะเยอทะยานไม่เกียจคร้าน

บุรุษผู้โดดเด่นเช่นนี้ควรเป็นบุตรชายที่บิดาภาคภูมิใจ เป็นคนหนุ่มที่ผู้คนในตระกูลยกย่องเชิดชู น่าเสียดายที่ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม…

“ถึงงานจะมากแต่ท่านก็ควรระวังสุขภาพด้วย”

ลู่หลิงหลงตวัดสายตามองชิงเสวียน ฝ่ายนั้นจึงถอยออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูแน่นหนา เมื่ออยู่กันตามลำพังนางจึงเอ่ยว่า

“เรื่องแม่สาวน้อยชาวฉีผู้นั้น…”

“คงต้องรบกวนอาจารย์ลู่ให้ดูแลด้วย ข้ารู้ว่าเวลามีเพียงแค่สิบวัน แต่นางเป็นคนหัวไว”

“หัวไวแต่ดื้อดึง ไม่เคารพผู้ใหญ่ ก้าวร้าว ใจร้อนบุ่มบ่าม” อาจารย์ลู่ผู้มีแต่คนเคารพทั่วจวนถอนใจเล็กน้อย ก่อนจะยอมรับ “แต่พื้นฐานไม่เลว จิตใจไม่ได้เลวร้ายอันใด”

ทั่วป๋าจินยิ้มราวกับว่าเขาเป็นผู้ได้คำชมเสียเอง ลู่หลิงหลงจึงถามตรงๆ ว่า

“ท่านชอบสิ่งใดในตัวนางกัน นางเป็นแค่หญิงชาวบ้านที่มีดีแค่พี่ชายเป็นรองแม่ทัพใหญ่ สตรีเป่ยเว่ยที่เข้ามาในชีวิตท่านล้วนดีกว่านางเป็นร้อยเป็นพันเท่า ไฉนสายตาของท่านกลับมองแต่นาง ทุ่มเทให้นางมากมายขนาดนี้กัน”

“อาจารย์ลู่ ท่านอยู่กับนางมาทั้งวัน ท่านดูไม่ออกเลยหรือว่าเฉียนเฉียนของข้าเหนือกว่าเหล่าสตรีที่ท่านเอ่ยถึงตรงไหน” เขาเลิกคิ้วถาม ดวงหน้ายังเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม

“นางตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง” ลู่หลิงหลงเหยียดปาก นึกถึงแม่สาวคนนั้นที่ตอนนี้คงนอนโอดโอยให้สาวใช้ทายาแก้ฟกช้ำเพิ่มแล้วอยากจะส่ายหน้า ด้วยวัยและฝีมือระดับนางมีผู้ใดกล้าชี้หน้าด่าว่านางเป็นมารเฒ่าใจร้ายกัน มีแต่หญิงฉีผู้นี้ที่กล้านัก!

“นางไร้มารยา แต่ไม่ไร้น้ำใจ ที่สำคัญนางคิดถึงผู้คนรอบตัวก่อนตัวเอง นางเป็นหญิงคนที่สองที่เห็นชีวิตหญิงฟั่นเฟือนผู้หนึ่งมีค่า จ้าวชิงเซียนฮูหยินของเสิ่นอู๋จี้เป็นคนแรก เฉียนเฉียนเป็นคนที่สอง นางยอมเสี่ยงมาหลานโจวเพื่อช่วยอาเหมย ว่าไปแล้วทั้งคู่มีนิสัยหลายอย่างคล้ายกันมาก”

อาจารย์ลู่ชะงัก มองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างค้นคว้า ด้วยความที่นางเห็นเขามาตั้งแต่เป็นเด็กน้อย เคยสอนพื้นฐานวรยุทธ์ให้เขา ถึงจะไม่เคยคารวะเป็นศิษย์อาจารย์แต่ความผูกพันก็มีไม่น้อย ดังนั้นนางจึงกล้าเอ่ยปากถามตรงๆ ว่า

“ท่านแม่ทัพ ไม่ใช่ว่าท่านเห็นนังเด็กดื้อนั่นเป็นตัวแทนของเสิ่นฮูหยินหรอกนะ” ปีก่อนตอนที่ทั่วป๋าจินลักพาตัวหญิงฉีสองคนมา นางเดินทางไปต่างเมืองพอดี เมื่อกลับมาก็พบว่าทั่วป๋าจินบาดเจ็บหนัก คลังเสบียงถูกไฟผลาญไปกว่าครึ่ง บรรดาคนรับใช้พากันกระซิบกระซาบถึงแม่ทัพปีศาจที่บุกมาเพื่อช่วยคู่หมั้นกับหมอหนุ่มรูปงาม

ทว่าสุดท้ายเมื่อกลับถึงอู่เฉิง เสิ่นอู๋จี้กลับถอนหมั้นสาวงาม แล้วรับ ‘น้องสาว’ ของหมอหนุ่มเป็นภรรยาแทน พวกชาวบ้านอาจไม่รู้ความจริง แต่นางและอีกหลายคนในจวนนี้รู้ว่าน้องสาวของหมอหนุ่มเป็นคนเดียวกับหมอเผยที่ทั่วป๋าจินจับตัวมา

ทั่วป๋าจินจับน้ำเสียงกังวลในวาจาของอาจารย์ลู่ได้ เขาจึงหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบ

“อาจารย์ลู่ ข้าแค่ชื่นชมฝีมือของหมอเผยเท่านั้น ไม่ได้ชื่นชอบนาง”

ชายหนุ่มละไว้ไม่เอ่ยอะไรต่อ แต่ลู่หลิงหลงเข้าใจได้  สำหรับคนสนิทที่รู้จักนิสัยเขาดีอย่างนาง…

แม่ทัพใหญ่แห่งหลานโจวไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร และนั่นทำให้หญิงสูงวัยกังวลไม่น้อย

ผู้คนในเป่ยเว่ยรับรู้กันว่าทั่วป๋าจินนั้นถึงจะเก่งกาจแต่กลับเป็นบุรุษเจ้าชู้ หลงใหลในอิสตรี

แต่ลู่หลิงหลงรู้ดีกว่านั้น นางรู้ว่าข่าวเกี่ยวกับชายตรงหน้าล้วนเป็นข่าวลือที่ถูกปล่อยออกไปอย่างจงใจเพื่อมุ่งทำลายเขา และที่น่าขบขันคือทั่วป๋าจินก็นึกสนุกกระโจนเข้าร่วมวงข่าวลือเสียหายนี้ด้วยความเต็มใจ เขาทำเจ้าชู้กรุ้มกริ่มใส่บรรดาคุณหนูสูงศักดิ์ หยอกเย้าหญิงงามในหอนางโลม

ทุกอย่างเป็นละครเพื่อผลประโยชน์ เพื่อ…ปิดบังความรู้สึกรังเกียจสตรีที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมมารยา

ทั่วป๋าจินเหมือนสนุกสนานที่ได้ทดสอบว่าระหว่างเขากับหญิงมากหน้าหลายตาเหล่านั้นใครจะสวมหน้ากากร้องงิ้วได้ดีกว่ากัน

ดังนั้นเมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มเริ่มทุ่มเทให้กับหญิงสาวรายหนึ่งอย่างจริงจัง แถมยังเป็นหญิงต่างแคว้น ลู่หลิงหลงก็อดหนักใจไม่ได้

“ท่านแม่ทัพ ท่านคงไม่ลืมนะว่าแม่นางโม่ผู้ที่…ท่านชื่นชอบนางนี้เป็นสตรีฉี ภายภาคหน้าอาจมีปัญหา”

เสียงของอาจารย์ลู่เบาลงก่อนหายไปในลำคอเมื่อเห็นทั่วป๋าจินยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้รอยยิ้มของเขากลับเต็มไปด้วยความขมขื่นและเกลียดชัง

“ไม่ใช่หญิงเป่ยเว่ยแล้วอย่างไร อาจารย์ลู่ก็รู้ดีว่าปัญหาภายภาคหน้าที่ท่านกังวล หญิงผู้นั้นจัดการปัดกวาดให้ข้าหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ข้าต้องเป็นห่วงอีก”

“อาจิน…” ลู่หลิงหลงเป็นคนแข็ง ยึดมั่นถือมั่นในความคิดอ่านของตนไม่น้อย จะมีก็แต่เรื่องนี้ที่นางนึกตำหนิตัวเองว่าไม่ควรเอ่ยถึงเลย

“ขอบคุณอาจารย์ลู่ที่ห่วงใย ข้าทั่วป๋าจินจะไม่ลืมน้ำใจของท่าน”

“เฮ้อ…” หญิงสูงวัยถอนใจ นึกแล้วก็ยิ่งชังหญิงเลวผู้นั้นนัก ผู้คนมากมายรวมถึงทั่วป๋าจินหรือแม้แต่นางเองล้วนแต่ต้องเจ็บปวดเพราะนังอสรพิษผู้นั้นมากมายนัก แต่นางสารเลวผู้นั้นกลับมีชีวิตที่ดีงาม จนบางครานางก็นึกขมขื่นใจว่าสวรรค์ช่างไม่มีตาเอาเสียเลย

“ช่างเถอะๆ คนแก่อย่างข้า บางทีก็หลงๆ ลืมๆ ไป” นางเอ่ยแล้วหยุดเพียงเท่านั้น เปลี่ยนเรื่องไปว่า “ท่านให้เวลาข้าสิบวัน คงต้องดูกันว่าอีกเก้าวันที่เหลือข้าจะจัดการกับนังเด็กดื้อนั่นได้ไหม”

แม้จะเรียก ‘นังเด็กดื้อ’ แต่น้ำเสียงของลู่หลิงหลงไม่ได้เกลียดชัง ท่วงท่าวาจาแสดงความมุ่งมั่นมากกว่าความไม่พอใจ

“ถ้าท่านทำไม่ได้ก็คงไม่มีใครในแผ่นดินนี้ทำได้แน่นอน” ทั่วป๋าจินเอ่ยอย่างเชื่อมั่น

“ข้าจะไม่ทำให้ท่านแม่ทัพผิดหวังเด็ดขาด” หญิงสูงวัยรับคำ

นางกำลังจะเตรียมตัวลุกกลับเรือน ทว่าชายหนุ่มกลับรั้งไว้

“อาจารย์ลู่ ข้าไปอิ่นโจวคราวนี้ท่านเตรียมตัวไว้ ถ้ามีเหตุผิดพลาดไม่ตรงตามแผน ท่านต้องรีบเดินทางไปหาพี่หญิงของข้าที่เมืองหลวง อย่าพะวงกับทางนี้ เอาตัวท่านให้รอดก่อนเพราะผิงซีอ๋องต้องส่งคนมากวาดล้างที่นี่แน่นอน”

“ท่านแม่ทัพไม่มีทางพลาด”

“คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อนาคตได้ ข้าไม่อยากประมาท”

“ท่านแม่ทัพ ถ้าท่านยังกังวลทิ้งแม่นางโม่ไว้ที่หลานโจวเถอะ ข้าจะดูแลนางให้ พานางไปอาจจะทำให้ทุกอย่างยุ่งยากขึ้น งานที่อิ่นโจว…อาศัยเพียงจินเหลียนคนเดียวก็น่าจะพอ”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับงาน เป็นความผิดของข้าเองที่เห็นแก่ตัว ไม่อาจตัดใจทิ้งนางไว้เบื้องหลังได้”

ลู่หลิงหลงเข้าใจดี ทั่วป๋าจินระแวงว่าโม่เฟิ่งเสียนจะลอบเข้าหลานโจวแล้วชิงตัวน้องสาวกลับไป ถ้าโม่เฉียนกลับอู่เฉิงได้ คงยากที่จะหลอกให้นางมาหลานโจวอีกครั้ง ซ้ำร้ายรองแม่ทัพใหญ่ผู้นั้นอาจจะจับน้องสาววิวาห์กับลูกน้องหรือชายหนุ่มชาวฉีรายใดก็ได้ ดังนั้นทั่วป๋าจินที่ลงทุนลงแรงไปมากแล้วย่อมไม่ยอมปล่อยเนื้อชิ้นงามจากปาก เขายอมพานางไปอิ่นโจวด้วยดีกว่าจะเสี่ยงกับการสูญเสียนางไป

เฮ้อ…นางก็ได้แต่หวังว่านังเด็กดื้อฉีนั้นจะรู้ว่าตนนั้นโชคดีเพียงใด!

หน้าห้องหนังสือชิงเสวียนยังยืนรออยู่อย่างอดทน แม้จะเป็นต้นฤดูหนาวแต่ปีนี้คล้ายอากาศหนาวเย็นกว่าปีก่อนหน้ามาก เวลาชั่วยามเดียวหิมะก็ตกคลุมพื้นดินจนขาวไปหมด เด็กหนุ่มที่สวมใส่เสื้อผ้าไม่หนาหนักหนาวจนต้องยืนกอดอกกระทืบเท้าเบาๆ เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ลู่หลิงหลงเห็นสภาพของเขาแล้วอดตำหนิอย่างห่วงใยไม่ได้ว่า

“เด็กโง่ ทำไมไม่รู้จักไปหลบหนาวในห้องข้างๆ มายืนตากลมตรงนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

ชิงเสวียนยิ้มปากสั่นให้นาง เขาตอบว่า

“ข้ารอส่งท่านยาย”

“เหลวไหลจริง เห็นข้าเป็นเด็กหรือไงเจ้าถึงต้องรอส่งกลับเรือน ไป เจ้ากลับเข้าไปดูแลท่านแม่ทัพเถอะ” ปากตำหนิแต่มือลูบหลังไหล่เขาด้วยความรักใคร่ ก่อนเสริมว่า “แล้วก็ระวังตัวเองดีๆ ด้วย ถ้าเจ้าจับไข้เจ็บป่วยไปผู้ที่ปวดใจที่สุดคงเป็นข้า”

“ขอรับท่านยาย” เด็กหนุ่มก้มศีรษะรับอย่างเชื่อฟังก่อนกลับเข้าไปในห้องหนังสือ

ลู่หลิงหลงรอจนหัวใจและความหวังหนึ่งเดียวของนางปิดประตูห้องเรียบร้อย นางจึงยอมกลับไปพักผ่อนยังเรือนของตน

Don`t copy text!