วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๐ : หญิงคนชั่วก็ยังเป็นคน

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๐ : หญิงคนชั่วก็ยังเป็นคน

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“วันนี้ ลูกขออนุญาตออกไปดูหนังนะคะ”

วันวัสสาน์เอ่ยออกมาเมื่ออิ่มข้าวมื้อเช้า คุณหญิงต่วนแปลกใจ เพราะบุตรีไม่เคยสนใจมหรสพอย่างนี้ ในขณะที่คนอื่น ๆ คิดว่าหญิงสาวคงอยากพักผ่อน หลังจากรับผิดชอบงานของพี่ชายมาทั้งวันไม่ได้พัก กลางวสันต์จึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

“คุณเล็กคงอยากรู้ว่าโรงหนักข้างนอกเป็นอย่างไรด้วย ดูแต่ที่ฉายกันในตำหนัก ไม่เคยดูโรงใหญ่ ๆ”

วันวัสสาน์หันมายิ้มให้นิด ๆ เป็นเชิงขอบใจ ที่กลางวสันต์ช่วยให้เหตุผลกับมารดา แล้วยังรับรองอีกว่า

“ลูกไปเป็นเพื่อนคุณเล็กเอง คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วง”

หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างสมใจ แต่เมื่อถึงโรงภาพยนตร์ หล่อนกลับบอกกับพี่ชายฝาแฝดว่า

“คุณกลางคงไม่ว่าอะไร ถ้าเล็กอยากเข้าไปนั่งดูคนเดียว”

กลางวสันต์ประหลาดใจในตอนแรก แล้วก็หัวเราะออกมา แม่นกน้อยคงอยากออกมาเต้นนอกกรงเสียแล้ว บอกด้วยน้ำเสียงเริงร่า

“เอาสิ ถ้าคุณเล็กต้องการอย่างนั้น ฉันจะเตร่อยู่แถวนี้ละ หนังจบแล้วก็พบกันที่นี่”

ซื้อตั๋วแล้วก็เข้าไปยังที่นั่ง หญิงสาวเลือกนั่งริมทางเดิน ในขณะที่คนดูส่วนใหญ่เลือกจะนั่งกลาง ๆ ไฟดับมืดลง เหลือจุดสว่างเพียงบนจอ รอหนังฉายไปแล้วสักห้านาที หล่อนก็ลุกออกจากที่นั่ง ตรงขึ้นไปยังห้องฉาย

คมหันมองผู้ที่เปิดประตูเข้ามา

“ฉันเองจ้ะ จำได้ไหมจ๊ะ”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วแล้วคลายลง แววตาที่ส่งมาเป็นคำถามว่า มีอะไร

“นายแหลมเป็นอย่างไรบ้าง ไข้ขึ้นหรือเปล่า”

คมพยักหน้าไปทางหนึ่งของห้อง หล่อนจึงเห็นว่าคนป่วยนอนซมอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากแห้งขยับร้องเรียกหาน้ำ คมจึงขอให้หล่อนช่วยเหลือ เพราะเขาต้องคอยดูฟิล์มในเครื่องฉายให้วิ่งต่อเนื่องไม่สะดุดจนกว่าหนังจะจบ

 

นับแต่วันนั้น วันวัสสาน์ก็ออกจากตำหนักพระองค์หญิงกลับมาอยู่บ้าน กิจกรรมที่หล่อนโปรดปรานมากที่สุดรองจากการไปซื้อของที่ตลาดก็คือ การดูหนัง แต่ครั้นถามว่าหนังเรื่องนั้นเป็นอย่างไร หล่อนก็ตอบไม่ได้ เพราะพอหนังเริ่มฉาย หล่อนก็ลุกออกไปในความมืดทุกที

คุณหญิงต่วนกลัวลูกสาวจะใจแตก ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ทำตัวสมัยใหม่ ตั้งแต่มีไนต์คลับเกิดขึ้นมาในพระนคร สาว ๆ หลายคนก็ทำตัวเป็น ‘แฟลปเปอร์’ กล้าไปทุกอย่างทั้งจิบเหล้า สูบบุหรี่ต่อก้านอย่างเก๋ เจรจาพาทีกับชายหนุ่มก็ถึงเนื้อถึงตัว

เมื่อลูกสาวออกไปข้างนอกจึงต้องมีบริวารติดตามไปด้วยเสมอ

วันวัสสาน์ไม่ขัดข้องและไม่แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องอึดอัดใจ เพราะเมื่อออกจากบ้านแล้ว หล่อนก็ให้เงินค่าขนมแก่ผู้ติดตาม นัดหมายเวลาสถานที่พบเพื่อกลับบ้าน แล้วก็แยกย้ายกันไปสำราญส่วนตัว บริวารสาวเหล่านั้นก็ถูกใจที่ได้ออกมาเที่ยวเล่น และไม่เคยปริปากให้ระแคะระคายไปถึงหูคุณหญิงต่วนเลย

แยกจากคนติดตามมาได้ วันวัสสาน์ก็ใช้เวลานั้นกับแหลมอย่างคุ้มค่า

งานวิวาห์ของต้นตะวันและศุภางค์เกิดขึ้นในปีถัดมา เร็วกว่าที่กะไว้แต่แรก เพราะพระยารัชฎาสรรพกิจระแคะระคายมาว่า บนผิวหน้าที่ราบเรียบของการปกครอง คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ทหารแบ่งกลุ่มกันเป็นฝักฝ่ายด้วยเรื่อง ดิม็อกเครซี (1) ใครเข้ากับกลุ่มไหนก็ยังไม่แน่ชัด จึงต้องระมัดระตัวในการแสดงท่าทีในตอนนี้ แต่ไม่ว่า ‘สิ่งนั้น’ จะเกิดอย่างไร เงิน ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการ และหากเรื่องบานปลายไปจนถึงขั้นนองเลือด หมอและพยาบาลก็จำเป็นไม่ว่าอยู่ข้างไหน

เจ้าคุณรัชฎาสรรพกิจประเมินเช่นนี้แล้วจึงเร่งและรวบรัดให้ต้นตะวันแต่งงานโดยเร็วที่สุด

งานแต่งของบุตรชายพระยารัชฎาสรรพกิจและธิดาของพระยาบริรักษ์เวชการใหญ่โตสมฐานะของทั้งสองฝ่าย พิธีตักบาตรจัดขึ้นที่บ้านฝ่ายหญิงในตอนเช้า ส่วนพิธีรดน้ำ กินเลี้ยง และส่งตัวเข้าหอจัดขึ้นที่บ้านฝ่ายชาย เจ้าสาวขนเสื้อผ้าบางส่วนมาเตรียมไว้แล้วก่อนถึงวันงาน

ศุภางค์ผ่านพิธีวิวาห์ด้วยความรู้สึกกึ่งเป็นสุขกึ่งเล่นละคร เพราะถูกบอกให้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ตลอดทั้งวัน บางทีก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ตัวเอง บัวเกี๋ยงคอยอยู่ข้าง ๆ ในขณะที่กลางวสันต์ยืนอยู่เงียบ ๆ ไม่แสดงตัวว่าเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าภาพ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ศุภางค์ก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ รับมื้อเช้ากับครอบครัวสามีด้วยความรู้สึกว่า จากนี้…กิจวัตรประจำวันของหล่อนจะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง

กลางวสันต์กินมื้อเช้าอย่างรวดเร็ว เสร็จแล้วก็ขอตัวลุกออกไป ไม่กี่นาทีต่อมา ชายหนุ่มก็หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าลงมาลาผู้เป็นบุพการี

“ลูกจะไปอยู่ที่หอพักตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ”

กลางวสันต์ตั้งใจจะเรียนคณะรัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เพราะมีนิสิตน้อยลงทุกปี กระทรวงธรรมการจึงเลิกคณะนี้ไป เขาจึงต้องเรียนคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์แทน เจ้าคุณบิดาซื้อรถยนต์ใหม่เอี่ยมให้ แต่ชายหนุ่มไม่รับ ขอใช้รถคันเก่าของที่บ้านแทน ส่วนเรื่องหอพักนั้น แม้คุณหญิงต่วนจะทัดทานอย่างไรก็ไม่เป็นผล กลางวสันต์ดื้อดึงจะอยู่หอพักให้ได้ ชี้แจงเหตุผลหลายประการ ยกเว้นความอึดอัดใจที่ศุภางค์จะมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันในฐานะสะใภ้ใหญ่

“กลับบ้านทุกสัปดาห์นะ นายกลาง” ต้นตะวันบอกน้องชายราวกับเป็นผู้ปกครองอีกคนหนึ่ง

กลางวสันต์คอแข็ง ตอบอย่างเฉยเมยเพื่อแสดงว่าเขามิได้รับปากว่า

“ถ้าไม่มีงานมาก ก็จะกลับมาบ้างครับ”

หันไปทางศุภางค์ผู้เป็นสะใภ้ใหญ่ แววตาของเขามีรอยบางอย่างซ่อนลึกอยู่ภายใน แต่สิ่งที่เขาทำคือยกมือไหว้ จงใจประชดประชัน

“ผมลาละครับ คุณพี่”

ศุภางค์กลืนอะไรไม่ลงคออีก กลางวสันต์จงใจประกาศให้รู้ว่า มิตรภาพระหว่างเขาและหล่อนจบสิ้นกันนับแต่วันนี้

 

จดหมายฉบับแรกที่บัวเกี๋ยงเขียนถึงสุพลมีทั้งเรื่องยินดีและเรื่องเศร้าใจ

เรื่องเศร้านั้นก็คือ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ หรือทูลกระหม่อมแดง ที่สุพลทั้งรักและเคารพนับถือ เมื่อเสด็จนิวัติพระนครแล้วก็ได้เสด็จไปฝึกงานที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ ประทับอยู่กับหมอคอร์ท ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้ ๓ สัปดาห์ ก็ต้องเสด็จกลับมาประทับ ณ วังสระปทุม ในพระนคร เพราะประชวรด้วยพระโรคฝีบิดในพระยกนะ (ตับ) และยังมีอาการแทรกซ้อน ทรงทรมานอยู่ราว ๓ เดือน ก็สวรรคตเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ เวลา ๑๖.๔๕ น. มีพระชนมายุได้ ๓๗ พรรษา ๘ เดือน ๒๓ วัน

ส่วนเรื่องน่ายินดีนั้นก็คือ บัวเกี๋ยงเข้าเรียนเตรียมแพทย์ได้สำเร็จ

เพราะได้รับรู้เรื่องสวรรคตของทูลกระหม่อม ทำให้บัวเกี๋ยงยิ่งคิดได้ว่า โรคภัยไข้เจ็บมิได้เลือกว่าจะเกิดขึ้นกับใคร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าฟ้า เจ้าขุนมูลนาย หรือข้าไพร่คนธรรมดา ล้วนเจ็บป่วยและตายได้ทั้งนั้น ทูลกระหม่อมเองก็เป็นแพทย์ มีหมอและบริวารแวดล้อมมากมาย ยังหนีไม่พ้นเงื้อมมือมัจจุราช แล้วคนธรรมดาสามัญจะต้องทรมานแค่ไหนเมื่อป่วยไข้ หญิงสาวจึงมุ่งมั่นว่าจะต้องเรียนแพทย์ให้สำเร็จ เพื่อช่วยเหลือคนที่เป็นทุกข์จากความเจ็บป่วย

แม้จะเข้าเตรียมแพทย์ได้แล้ว แต่บัวเกี๋ยงก็ยังมาช่วยงานที่คลินิกเช่นเดิม

ภายในคลินิก ‘อุณากรรณ’ ย่านสี่พระยาในวันนี้มีคนไข้มากเป็นพิเศษ มากจนคุณฉัน ผู้สำเร็จวิชาเภสัชกรจากประเทศอังกฤษ พี่สาวของหมอลินต้องมาจัดลำดับผู้ป่วย ซึ่งปกติเป็นหน้าที่ของบัวเกี๋ยง เห็นจำนวนคนไข้ตรงหน้าและรู้ว่าเป็นภารเพิ่มภาระให้คุณฉัน บัวเกี๋ยงก็รีบเข้าไปรับช่วง

“หนูทำต่อเอง ขอบพระคุณค่ะ ที่กรุณาดูแลให้”

“ไม่หนักหนาอะไรหรอก ลินเหนื่อยกว่าเราหลายเท่า อีกอย่างวันนี้แม้จะมีคนไข้มาก แต่เท่าที่ดูอาการก็เป็นโรคทั่วไป ไม่ร้ายแรงอะไรนัก”

บัวเกี๋ยงขานชื่อคนไข้ พาไปที่ห้องตรวจ คุณฉันไปประจำที่โต๊ะจัดยา จนถึงรายสุดท้ายบัวเกี๋ยงเรียกชื่อ กวาดสายตาไปก็พบว่า ผู้ป่วยรายนี้นั่งคอยอยู่ที่เก้าอี้ตัวหลังสุดมุมห้องอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว

“คุณสรใช่ไหมคะ”

บัวเกี๋ยงเข้าไปถึงตัว เห็นหน้าชัดก็นึกในใจว่า ผู้ป่วยหญิงรายนี้แม้จะมีท่าทีอ่อนระโหยไม่สดชื่น แต่รูปโฉมที่ปรากฏแก่ตาก็นับว่ามีเค้าความงามอยู่มาก ความป่วยไข้ไม่สามารถบดบังให้ด้อยลงไปได้เลย เหมือนกับดอกไม้งามที่เหี่ยวเฉาด้วยเปลวแดดยามเที่ยงวัน ทว่ามันก็ยังเป็นดอกไม้งามอยู่ดี

นางสรเป็นคนไข้รายสุดท้าย หมอลินจึงอนุญาตให้บัวเกี๋ยงนั่งอยู่ในห้องตรวจด้วยได้ เพื่อสังเกตวิธีการตรวจไข้ ซักถามอาการ เป็นการเรียนรู้วิชาแพทย์อีกทางหนึ่ง

“หมอจะฉีดยา…” หมอลินเอ่ยชื่ออะไรสักอย่างที่ผู้ป่วยฟังไม่เข้าใจ ด้วยความไม่คุ้นหูเหมือนยาอื่น ๆ ที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ หล่อนจึงถามว่า

“ยาใหม่ แรงกว่าเดิมใช่ไหมหมอ?” น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นมีความเกรงใจ บัวเกี๋ยงจับสำเนียงในน้ำเสียงนั้นได้ว่าหล่อนมิใช่คนมีพื้นเพที่นี่ หล่อนต้องมาจากทางเหนือแน่ ๆ

หมอลินพยักหน้า นางสรจึงรำพึงออกมาเบา ๆ

“แพงกว่าเดิมใช่ไหมคะ?” นางสรนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วบอกด้วยแววตาวิงวอน “คุณหมอใช้ยาตัวเดิมก็ได้ค่ะ อย่าเอายาแพง ๆ มารักษาอิฉันเลย”

หมอลินยิ้มด้วยแววตาเอื้ออารี บอกคนไข้ให้สบายใจว่า

“ไม่มียาอะไรแพงเกินไปสำหรับใครหรอก ถ้ายานั้นจะรักษาอาการป่วยให้หาย ต่อชีวิตของเราไปได้”

“แต่อิฉันไม่มีอัฐจะจ่าย…” นางสรอยากจะพูดว่าหล่อนเกรงใจ เพราะหลายครั้งหมอลินก็ไม่คิดค่ารักษา ‘คนไข้อย่างพวกหล่อน’ แต่ก็พูดไม่ออก ทั้งตื้นตันในน้ำใจของหมอลิน ทั้งละอายแก่ใจที่ต้องรักษาฟรี

“อย่าคิดมากไปเลย ชีวิตของคนสำคัญกว่าราคาของยา ฉันรักษาไข้เพราะอยากเห็นคนหายป่วย ไม่ได้รักษาเพราะหวังจะกอบโกยเอาจากความป่วยไข้ของมนุษย์”

นางสรน้ำตาไหลออกมาอย่างซาบซึ้ง บัวเกี๋ยงน้ำตาซึม ทว่าภายในความคิดเหมือนมีดวงไฟสว่างจุดส่องทางให้บัวเกี๋ยงเดินหน้าสู่จุดมุ่งหมายได้อย่างแน่วแน่ขึ้น ว่าหล่อนจะมุ่งมั่นเดินทางสายนี้ให้จงได้

คุณฉันจัดยาบำรุงให้ นางสรยกมือไหว้ทุกคนในที่นั้น เดินออกมา แม้แดดจะไม่แผดกล้าจนทำให้หน้ามืดเป็นลมได้ แต่หล่อนก็เข่าอ่อนทรุดลงหน้าคลินิก บัวเกี๋ยงปรี่เข้าไปประคองพาเข้ามานั่งข้างในอีกครั้ง พัดให้เย็นและระบายอากาศ

“คุณน้าหน้ามืดหรือคะ นั่งพักสักครู่ค่อยกลับเถิดค่ะ” พัดวีให้จนสีหน้านางสรมีสีเลือดฉาย ไม่ซีดจางเหมือนเมื่อครู่ บัวเกี๋ยงจึงเสนอว่า “บ้านคุณน้าอยู่ทางไหน ให้หนูไปส่งไหมคะ หนูจะเรียกแท็กซี่ หรือรถเมล์ให้นะคะ”

บัวเกี๋ยงกำลังจะลุกออกไป นางสรก็ฉุดข้อมือไว้

“อย่าลำบากเลยค่ะคุณหนู ค่าแท็กซี่มันแสนแพง อิฉันนั่งรถรางไปก็ได้ค่ะ”

“ให้หนูไปส่งคุณน้านะคะ” บัวเกี๋ยงไม่ยอมให้ปฏิเสธอีก ไม่กี่นาทีต่อมาทั้งสองคนก็อยู่บนรถราง บัวเกี๋ยงบังคับให้นั่งในตอนหน้าเพราะที่นั่งเป็นเบาะ นั่งสบายกว่า แม้จะมีราคาถึง ๕๐ สตางค์ แต่ก็ดีกว่านั่งเก้าอี้ไม้ด้านหลังที่แบ่งฝั่งกันไว้ด้วยม่านกั้น ค่าโดยสารราคา ๒๕ สตางค์

 

รถรางแล่นมาถึงสะพานเสี้ยวจะข้ามคลองหลอด บัวเกี๋ยงก็สังเกตว่านางสรมีอาการพะวักพะวนชัดเจนขึ้น

“คุณหนูลงที่ป้ายนี้ก็ได้ค่ะ มีรถผ่านมาอีกสายหลาย บ้านของอิฉัน…” น้ำเสียงเมื่อเอ่ยถึง ‘บ้าน’ สะดุดเล็กน้อย “ข้ามคลองไปก็ถึงแล้วค่ะ”

“ก็อีกนิดเดียว จะเป็นไรไปคะ ให้หนูได้ส่งคุณน้าถึงบ้านดีกว่า”

ริมคลองหลอดมีเรือขนถ่านจอดเรียงรายไปเป็นแนว แต่ละลำบรรทุกถ่านแสมท่อนยาวเต็มลำเรือ เมื่อมีคนซื้อ คนขายถ่านก็จะตัดเป็นท่อน ใส่เข่งไม้ไผ่สานตาห่าง ผงถ่านร่วงลงบนพื้นริมฝั่งกระทั่งลอยบนผิวน้ำดำไปตลอดแนว ชาวบ้านจึงเรียนย่านนี้ว่า ‘สะพานถ่าน’ อันหมายความถึงย่านที่ขายถ่าน และความหมายอีกนัยหนึ่งคือย่านของ ‘หญิงคนชั่ว’ เพราะบ้านเรือนที่ปลูกเรียงรายกันไปนี้ หลายหลังเป็นสำนักโคมเขียว พอพระอาทิตย์ตก ใต้แสงโคมและตะเกียงลาน ย่านนี้ก็จะคึกคักด้วยสตรีสาวสะคราญคอยให้ความสำราญแก่บุรุษผู้ต้องการหลีกเร้นจากโลกมนุษย์สู่แดนสุขาวดี

นางสรกระวนกระวายหนักขึ้น มิได้ห่วงว่าหมอบัวจะรู้ว่าตัวเองเป็น ‘หญิงคนชั่ว’ แต่ไม่อยากให้หมอบัวเข้าไปในสถานที่อโคจรที่เป็นทั้ง ‘บ้าน’ และ ‘ที่ทำงาน’ ของหล่อน

เสียงเอะอะดังขึ้นพร้อมกับรถรางที่นั่งคลอนไหว โดยไม่ทันตั้งตัวรถก็เอียงไปด้านหนึ่งเพราะหลุดจากรางขณะเลี้ยว นายคนขับผู้บังคับคันเร่งและเบรกในตอนหน้าพยายามดึงเหนี่ยวกลับมาแต่ไม่เป็นผล รถทั้งคันเอียงคว่ำอยู่ข้างราง ผู้โดยสารร้องโอดโอยด้วยความตกใจและความเจ็บ ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นรีบเข้ามาช่วยเหลือ ดึงผู้ได้รับอุบัติเหตุออกไปปฐมพยาบาลและปลอบขวัญ เคราะห์ดีว่ามีผู้โดยสารไม่มาก และส่วนใหญ่ไม่ได้รับบาดเจ็บหนักหนา ขวัญหายเพราะตกใจมากกว่าอื่น

“สร!” เสียงแหลมดังหวีดร้องก้องมาก่อนตัว ในนาทีต่อมา หญิงชาวบ้านสองสามคนในชุดสีฉูดฉาด นุ่งผ้าซิ่นเหน็บไว้อย่างหมิ่นเหม่ก็เข้ามาช่วยดึงนางสรที่ติดอยู่ในรถออกมา พยุงซ้าย-ขวาหิ้วปีกพาไปที่ ‘บ้าน’

นางสรเหลียวมองหาหมอบัว เมื่อพบว่าปลอดภัยดีก็โล่งใจ หมอบัวกำลังช่วยเหลือคนเจ็บ หล่อนจึงถือโอกาสนี้ให้พี่น้องสาว ๆ ช่วยกันพยุงกลับบ้าน

บัวเกี๋ยงดูผู้ป่วยแล้วโล่งใจว่าไม่เจ็บถึงขั้นกระดูกหัก เป็นแต่เพียงถลอกและฟกช้ำเท่านั้น เห็นคนพยุงนางสรกะโผลกกะเผลกไปทางหนึ่ง กำลังจะลับหลังอยู่ไว ๆ ก็รีบวิ่งตามไปจนทัน เดินต่ออีกนิดก็ถึงหน้าอาคารหลังหนึ่ง แม้ไม่โอ่อ่าแต่ก็ดูมีสง่ากว่าบ้านอื่นในละแวกเดียวกัน

“น้าอยู่บ้านหลังนี้หรือจ๊ะ?”

“ใช่จ้ะ” ผู้ตอบไม่ใช่นางสร แต่เป็นสตรีผู้ที่พยุงหล่อนมาจนถึงบ้าน เปิดประตูเข้าไป หญิงสูงวัยท่าทางใจดีแต่มีเค้าเด็ดขาดอยู่ในทีนั่งอยู่ในส่วนรับแขก เห็นเหล่า ‘ลูกสาว’ พยุงกันเข้ามาก็ตกใจ ถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น

“รถตกรางน่ะแม่ นังสรเอ๊ย เอ็งนี่มันซวยซ้ำซวยซ้อน ป่วยจนต้องไปหาหมอแล้วยังตกรถรางอีก” นางเปลวว่า

“แล้วนังหนูนั่น…” นางเตียง ผู้ที่ใคร ๆ ในที่นี้เรียกว่า ‘คุณแม่’ หันไปทางบัวเกี๋ยง “ใครกัน?”

“ไม่รู้สิ ฉันก็เพิ่งจะเห็นนี่แหละว่ามีคนตามมา หน้าตาเข้าเค้า โตกำลังดี สงสัยจะมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกสาวคุณแม่อีกคนมังคะ”

“อย่าล่วงเกินคุณหมอเธอ!” นางสรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มดุจนน่าตกใจ

“ตายจริง เห็นหน้าตายังอ่อน ไม่คิดว่าเป็นมดเป็นหมอ ชื่ออะไรหรือจ๊ะ คุณนางสาวแพทย์”

ในยุคนั้น หมอหญิงยังถือว่าเป็นสิ่งใหม่ เพราะหมอส่วนใหญ่จะเป็นหมอชาย เรียกกันว่านายหมอ หรือนายแพทย์ ต่อเมื่อพอเริ่มจะมีหมอที่เป็นผู้หญิงบ้าง ถ้าไม่เรียกว่าหมอตามด้วยชื่อ ก็เรียกกันว่านางสาวแพทย์ อีกนานต่อมาเมื่อบัวเกี๋ยงเข้าสู่วัยกลางคนแล้วนั่นละ คำว่านางสาวแพทย์จึงเลือน ๆ ไป ใช้ ‘แพทย์หญิง’ แทน

“หนูชื่อบัวเกี๋ยงค่ะ”

“ชื่อเสียงเรียงนามก็ชัดเจนว่ามาจากทางเหนือ มาอยู่พระนครแล้ว ขอเรียกแค่ ‘บัว’ ได้ไหมจ๊ะ” สีหน้าและน้ำเสียงของนางเปลวฉอเลาะตามจริตที่หล่อนถนัด “คุณหมอบัว”

“แล้วแต่สะดวกค่ะ แต่อย่าเพิ่งเรียกคุณหมอเลย หนูเพิ่งเป็นนิสิตแพทย์เท่านั้น ยังไม่เป็นคุณหมอค่ะ”

“รักษาคนให้หายเจ็บไข้ได้ ก็สมควรยกย่องให้เป็นหมอไม่ใช่หรือจ๊ะ” นางเปลวถาม

บัวเกี๋ยงไม่ตอบ ได้แต่ยิ้ม มองดูกลุ่ม ‘พี่สาว’ เช็ดตัวให้นางสร แล้วกวาดสายตาสำรวจไปโดยรอบ สถานที่แห่งนี้คือสำนักโคมเขียวอย่างไม่มีข้อสงสัย ผู้คนภายในล้วนแต่สตรีต่างวัยหลากรูปโฉม บางคนผัดหน้านวลแต่งผมเรียบร้อยจนโฉมสะคราญ บางคนยังอยู่ในสภาพครึ่ง ๆ กลาง ๆ ระหว่างรูปจริงกับรูปบรรจงที่ยังแต่งไม่แล้วเสร็จ ได้ยินเสียงเอะอะที่หน้าบ้าน จึงวิ่งออกมาดูเหตุการณ์เสียก่อน เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว นางเตียงก็ไล่บรรดาลูกสาวให้ไปเตรียมตัว

“ที่นี่เป็นสำนักโคมเขียวใช่ไหมคะ?” บัวเกี๋ยงถามออกไปตรง ๆ เพราะเมื่อครั้งอยู่เชียงใหม่ ก็เคยไปวิ่งเล่นแถวกำแพงดินบ่อย ๆ เห็นสภาพแวดล้อมของผู้คนในอาชีพนี้ไม่ผิดกัน

“ใช่จ้ะ จะเรียกง่าย ๆ ก็ ‘ซ่อง’ นั่นละ” นางเตียงตอบ

“ฉันถึงไม่อยากให้คุณหมอตามมา” นางสรบอกแก่บัวเกี๋ยง

“ทำไมล่ะคะ คุณน้าคิดว่าถ้าหนูรู้ว่าคุณน้าอยู่ที่ไหน ทำอะไร แล้วหนูจะรังเกียจคุณน้าหรือคะ” หญิงสาวยิ้ม “หนูไม่เคยคิดแบบนั้นเลย ตั้งแต่มาช่วยงานคุณหมอลินที่คลินิก คุณหมอก็บอกหนูแต่แรกแล้วว่า ที่คลินิกของคุณหมอนอกจากคนไข้สตรีที่มารักษาครรภ์และทำคลอดแล้ว คนไข้อีกกลุ่มก็คือ…”

บัวเกี๋ยงไม่พูดต่อ ละไว้ให้รู้กันว่าหมายถึงคนกลุ่มไหน

“จะมีใครเข้าใจอาการเจ็บป่วยของผู้หญิง ได้เท่าผู้หญิงด้วยกันเอง ใช่ไหมคะ?” บัวเกี๋ยงถาม

“จริงด้วย” นางเปลวสนับสนุน “รักษากับหมอชาย บางทีมันหาเศษหาเลย แตะนั่นขยำนี่ จับจูบลูบคลำแล้วอ้างว่าตรวจอาการ ทำอย่างกับเราไม่รู้ทัน แต่ถ้าเราร้องโวยวายออกมาใครเขาจะเชื่อ หลัง ๆ เลยไม่ไปรักษากับมัน ให้ฉันตายยังดีกว่าไปให้มันแทะโลมฟรี ๆ เราทำมาหากินนี่ พลีเนื้อตัวทอดกายก็ยังได้อัฐ”

“ถ้าหนูจะขอมาที่นี่อีกจะได้ไหมคะ?” บัวเกี๋ยงถาม ผู้ที่ตกใจมากที่สุดคือนางสร หล่อนคิดว่าหมอสาวอนาคตไกลไม่ควรก้าวเท้าเข้ามาในโลกของพวกหล่อน ไม่ว่าจะในแง่มุมใดก็ตาม

“มาทำไมกัน ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่หนูควรมา” น้ำเสียงของนางสรเข้มขึ้นราวจะต่อว่าเด็กสาว แต่ก็ไม่มากจนเป็นการดุ

“หนูก็จะมาช่วยดูอาการพี่ ๆ น้า ๆ ยังไงล่ะคะ เจ็บไข้ตัวร้อนเล็ก ๆ น้อย ๆ หนูพอช่วยได้ค่ะ”

“ริจะเป็นหมอเถื่อนรึไงนังหนู” นางเปลวแกล้งกระเซ้า บัวเกี๋ยงก็ตอบอย่างคิดแล้วว่า

“เปล่าค่ะ หนูจะขอปรึกษาหมอลินก่อน ถ้าคุณหมออนุญาต หนูจะมาอีกนะคะ”

นางสรยิ้มเจื่อน คิดว่าให้พ้นวันนี้ไปเสียก่อนเถิด แล้วค่อยหาทางกีดกันไม่ให้หมอบัวเธอมาข้องเกี่ยวที่สำนักนี้อีก อนาคตของเธอยังสดใส อย่าให้ต้องมัวหมองเพราะเหล่าหญิงคนชั่วอย่างพวกหล่อนเลย โล่งใจว่าหมอบัวเกี๋ยงกำลังจะออกจากบ้าน เสียงกรีดร้องแหลมก็ดังขึ้น

“กรี๊ด…”

“เอะอะอะไรกัน นังพวกนี้” เสียงเข้มดุและแววตาเอาเรื่องของนางเตียงที่ตวัดมองไปที่บันได ทำให้คนรอบตัวยืนเกร็ง ไม่กล้าส่งเสียงออกมา นางคนที่เกาะราวบันไดอยู่บอกละล่ำละลักกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า

“นังส่องหล้าจ้ะแม่ นังส่องหน้ามัน…ลวด…”

บอกเพียงเท่านี้ทุกคนก็รู้ความหมาย ยกเว้นแต่บัวเกี๋ยง แต่เดาจากสีหน้าซีดเผือดของทุกคนในที่นั้นก็รู้ว่าคงมิใช่เรื่องดี นางเตียงเดินอย่างกระฉับกระเฉงไปที่บันไดขัดกับวัยที่น่าจะงกเงิ่น คนอื่น ๆ วิ่งตามไป

บัวเกี๋ยงฉุดแขนนางผู้หนึ่งไว้ ถามว่ามีอะไรกันแน่ นางผู้นั้นก็ตอบว่า

“อีส่องหล้ามันทำแท้ง”

 

เชิงอรรถ : 

(1) Democracy – ประชาธิปไตย



Don`t copy text!