วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๒ : บัวซอน

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๒ : บัวซอน

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

นางเตียงเล่าอาการของส่องหล้าให้หมอฟัง ในเวลาต่อมาก็มีคนพานางไปอยู่รวมกับคนอื่น ๆ บัวเกี๋ยงจึงได้เห็นว่าในอาคารภายใต้หลังคาสังกะสีทาสีแดงนั้นแบ่งเป็นห้อง ๆ โปร่งสบายคล้ายกับอยู่บ้าน เพียงแต่ไม่มีหน้าต่าง แต่ใช้ลูกกรงสายบัวแทนสำหรับระบายอากาศให้โปร่งโล่ง

“คนเสียจริต ส่วนใหญ่เกิดจากจิตใจ เราก็ต้องฟื้นฟูสภาพจิตใจกันก่อน” นายแพทย์ผู้หนึ่งอธิบายเมื่อรู้ว่าบัวเกี๋ยงเป็นนักเรียนเตรียมแพทย์ “ถ้าจิตใจดีขึ้น มันก็ส่งผลมาถึงร่างกาย อย่างที่เขาว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”

แม้จะดูเหมือนบ้าน แต่บางส่วนก็ยังจัดไว้สำหรับเป็นที่คุมขังสำหรับผู้ป่วยที่คลั่ง อุปกรณ์อย่างโซ่ ที่ช็อตไฟฟ้า และอีกหลายอย่างก็ยังจำเป็นต้องใช้เมื่อถึงคราวฉุกเฉิน

“ทำไมที่นี่ต้องทาหลังคาสีแดงด้วยคะ” บัวเกี๋ยงถาม ขณะที่นายแพทย์เดินมาส่งที่ท่าน้ำ

“ราคาถูกนะซี” นายแพทย์หัวเราะ เพราะใครต่อใครคิดว่าที่โรงพยาบาลเสียจริตนี้ทาหลังคาสีแดงคงมีความหมายพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ว่ากันมากก็คือ สีแดงช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้คึกคัก

แต่ที่จริงแล้ว เป็นเพราะคราวย้ายที่ทำการโรงพยาบาลจากบ้านเจ้าสัวเกงซัวเพราะสถานที่คับแคบเกินไป โรงเรือนส่วนใหญ่มุงด้วยหลังคาสังกะสีซึ่งใช้ไม่นานก็จะเป็นสนิม พระอายุรเวชวิจักษณ์ หรือนายแพทย์โมเดิร์น คาธิวส์ (Dr. Modern Cathews) ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า หมอคาธิวส์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการคนแรกจึงให้ทาสีไว้เพื่อกันสนิม

“เงินก็เหลือน้อย หมอเลยให้ไปซื้อสีค้างสต็อกราคาถูกมาผสมน้ำมัน ทากันสนิม เผอิญที่เหลืออยู่มีแต่สีแดง แม้จะเก่าและแห้งไปมาก แต่ผสมน้ำมันแล้วก็พอใช้ได้ ก็เลยมีแต่สีแดงอย่างที่เห็นนี่ละ” นายแพทย์หยุดนิดหนึ่ง

“ใคร ๆ ก็เลยเรียกที่นี่ว่า ‘หลังคาแดง’”

 

นางเตียงไม่ห้ามบัวเกี๋ยงอยู่ต่อเมื่อกลับมาที่สำนักแล้ว แต่กำชับว่าให้กลับก่อนถึงเวลาเปิด นางสรจึงให้เด็กไปซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านเจ๊กใกล้ ๆ มาสามห่อ นั่งกินด้วยกันสามคน

“ทำไมพี่ส่องหล้าถึงทำอย่างนั้นจ๊ะ” บัวเกี๋ยงถาม

“มันผิดหวังที่ผัวทิ้งนะสิ” นางเปลวสรุปเรื่องในประโยคเดียว

แต่ระหว่างนั้นก็ค่อยให้รายละเอียดเพิ่มเติม สรุปได้ความว่า ส่องหล้าหลงรักลูกค้าหนุ่มคนหนึ่งที่มาใช้บริการนางเป็นประจำ ฝ่ายชายคงวาดวิมานไว้ให้อย่างหรู แม่โฉมตรูจึงปล่อยตัวเองให้มีลูก กะว่าป่องขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ให้ฝ่ายชายจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่นางเตียง แล้วออกไปใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกัน แต่ผู้ชายก็หายหน้าไปเมื่อได้รู้ข่าวว่านางกำลังตั้งท้องลูกของเขา ส่องหล้าคอยจนมั่นใจว่าเขาไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว เพราะข่าวล่าสุดที่มาถึงคือ เขาแต่งงานไปกับลูกสาวคหบดีคนหนึ่งที่ฐานะสมกัน หลังแต่งงานทั้งคู่ก็จูงมือกันลงเรือไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ต่างประเทศ

“ถ้าปล่อยจนป่อง ท้องไม่มีพ่อ แม่ได้ตบมันตาย” นางเปลวว่า

บัวเกี๋ยงหน้าสลดลง นางสรจึงถาม

“เป็นอะไร คุณหมอ”

“ฉันนึกถึงตัวเองกับพี่ส่องหล้า คิดว่าใครโชคดีกว่ากัน ระหว่างฉันที่เกิดมากำพร้าพ่อแม่ กับเด็ก…คนนั้น” บัวเกี๋ยงหยุดเหมือนห้วงเวลานั้นหล่อนขาดอากาศหายใจ ภาพกองเลือดยังคงติดตา “ที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก”

นางสรเม้มปากนิ่ง นางเปลวหันมามองด้วยนัยบางอย่าง แต่นางสรหลบตา

“วาสนาจะไม่ได้เลี้ยงดูกัน” นางเปลวสรุปขึ้นมาลอย ๆ

ความเงียบเข้ามาแผ่คลุมอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเซ็งไปกว่านี้ นางเปลวก็ถามขึ้นมาว่า

“เรียนหมอเป็นยังไงบ้างล่ะ เหนื่อยหรือเปล่า”

“เหนื่อย แต่ก็สนุกจ้ะ” บัวเกี๋ยงตอบ “เอ้อ นี่น้า ฉันจะขอทุนไปเรียนที่อเมริกานะ ถ้าฉันได้ทุนนี้ ฉันคงไม่ได้มาที่นี่อีกหลายปีเลย”

นางสรและนางเปลวเบิกตากว้าง

“จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนทำไมแสนไกล ไม่ห่วงพ่อแม่ญาติพี่น้องทางนี้บ้างรึ นังหนู” นางเปลวถามอย่างผู้ใหญ่คนหนึ่ง เปลี่ยนจากที่เคยเรียก คุณหมอ เป็น นังหนู

“หนูไม่มีใครให้ต้องห่วง หนูอยู่ตัวคนเดียวมาแต่ไหนแต่ไร ไปที่ไหนก็มีแต่คนล้อว่าลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ หนูได้เรียนหนังสือเพราะนายหมอทรัพย์อุปการะ หนูเลยอยากเป็นหมอเหมือนกับเขา ถ้าหนูได้ทุนไปเรียนจริง ๆ ก็มีห่วงอะไร เพราะเท่าที่ผ่านมา จะว่าชีวิตหนูไม่มีใครเลยก็ว่าได้”

“หนูไม่เคยเห็น หรือรู้เรื่องแม่ของหนูเลยหรือจ๊ะ” นางสรถาม

หญิงสาวส่ายหน้า

“ไม่รู้เลยจ้ะ รู้เลือน ๆ เรื่องเดียวคือแม่หนูชื่อ บัวซอน แต่เชียงใหม่ก็มีบัวซอนตั้งหลายคน” บัวเกี๋ยงเล่าอย่างจะให้เป็นเรื่องขำและแสดงว่าปลงได้แล้วอยู่ในที “แม่หนูจะชื่อบัวซอนจริง ๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ขอให้หนู…คุณหมอได้ทุนนั้นนะจ๊ะ” นางสรอวยพร บัวเกี๋ยงก็ยกมือไหว้

“ขอบใจจ้ะน้า ถ้าฉันได้ทุน ฉันจะบอกน้าเป็นคนที่สองเลย” สีหน้าหญิงสาวชื่นขึ้น “คนแรกคือหมอลิน ต้องบอกหมอลินก่อน”

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะกลับมาอีกครั้งจนกระทั่งบัวเกี๋ยงลากลับไป

นางเปลวหันมามองนางสรนิ่ง พูดเสียงเบาราวกระซิบแก่กัน ทว่าน้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง

“เอ็งจะไม่บอกจริง ๆ เหรอ ว่าเอ็งเป็นแม่คุณหมอ…นังบัวซอน”

นางสร หรือ บัวซอนมือไม้เย็นเฉียบ น้ำตาร่วงลงมาเดี๋ยวนั้น

“คุณหมอเธอกำลังไปได้ดี” นางพูดราวยกย่องไว้อีกระดับหนึ่ง “อย่าให้ฉันต้องไปขวางความก้าวหน้าของ….ของลูกเลย”

“เอ็งจะปิดไว้ได้นานแค่ไหนวะ”

นางสรจับมือนางเปลวไว้ บอกแกมขอร้อง

“จนกว่าหมอจะเดินทาง คงอีกไม่นานหรอก พี่ศรีโบ…ฉันไหว้ละ อย่าให้หมอบัวรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด”

นางเปลว หรือ ศรีโบ ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่ก็มิได้ปฏิเสธคำร้องขอ ปรารภลอย ๆ

“ก็ขออย่าให้นังหนูรู้จากทางอื่นก็แล้วกัน”

 

หวนนึกไปถึงหลายปีก่อนที่ตัวเองจะมาอยู่ในพระนคร บัวซอนคือหญิงสาวสวยในหมู่ลูกหลานคนงานปางไม้ของพ่อเลี้ยงบ้านวังสิงห์คำที่เชียงใหม่ ดูแลปางไม้ทางเขตเชียงดาว ในวันหนึ่งเมื่อพ่อเลี้ยงพาบุตรชายมาตรวจงานที่ปางไม้ด้วย บัวซอนจึงได้พบกับเขา

“นี่ลูกจายคนเดียวของเฮา น้อยจั๋น” พ่อเลี้ยงแนะนำกับคนงานให้รู้จักบุตรชายคนเดียว ชื่อจัน

“ชื่อน้อยจั๋น แสดงว่าบวชเณรมาแล้วน่อ” คนงานผู้หนึ่งถาม เพราะถ้าเรียก ‘น้อย’ นำหน้าชื่อ แสดงว่าบวชเรียนเป็นเณรมาแล้ว หากบวชพระสึกออกมาจะเรียก ‘หนาน’

“แม่นละ แหมบะเมินจะหื้อไปเฮียนที่เมืองใหม่” พ่อเลี้ยงหมายถึงประเทศสิงคโปร์ ที่หลายคนเรียกว่า เมืองใหม่ “วันนี้ก็เลยพามาแอ่วปางไม้ จะอยู่สักสองสามวันเน่อ”

ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเอง ที่หนุ่มน้อยลูกพ่อเลี้ยง กับสาวแรกรุ่นคนงามของปางไม้ได้เสียกันในป่าใกล้น้ำตก แล้วยังพบกันอีกหลายครั้งเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย จนกระทั่งพ่อเลี้ยงพาลูกชายกลับไป แล้วเขาก็ไปที่สิงคโปร์

บัวซอนรอคอยจะได้พบหน้ากันอีกครั้ง เมื่อเขาสำเร็จการศึกษากลับมา แต่ร่างกายของนางฟ้องว่ามีบางอย่างผิดปกติ บอกเล่าเรื่องนี้กับศรีโบ พี่สาวในปางไม้ที่สนิทกันที่สุด นางก็บอกตรงไปตรงมาว่า

“อีบัวซอน มึงท้อง” ขยับเข้าใกล้ ถามให้รู้แน่ว่า “มึงท้องกับไผ”

“อ้ายน้อยจั๋น ลูกป้อเลี้ยง”

“อีบัวซอน!” เสียงอุทานคำเดียวนี้กินความหมายหลายอย่าง ตั้งแต่พ่อเลี้ยงไม่มีวันยอมรับ และพ่อแม่มันเองก็จะทุบตีลูกสาวเอา ศรีโบจึงเสนอความคิดว่า

“ไอ้เทิดมันฮักเมามึงอยู่” ศรีโบหมายถึงว่าฝ่ายนั้นหลงรักบัวซอน “มึงยอมเป็นเมียมัน ไอ่หน้อย อีหน้อยที่เกิดมาจะได้เข้าใจว่าเป็นลูกมัน”

บัวซอนกลัวไปหมดทุกอย่าง ไอ้เทิดที่ว่านั้นมันก็เป็นคนงานในปางไม้ อายุอานามแก่กว่าหลายปี มันไม่ใช่คนที่นี่ แต่ขึ้นล่องเมืองเหนือกับเมืองใต้เพื่อประสานงานค้าไม้ให้พ่อเลี้ยง คราวไหนมาที่ปางไม้ก็อยู่คราวละนาน ๆ เมื่อก่อนก็ยังไม่รู้สึกอะไร มาปีหลัง ๆ นี้เอง ที่บัวซอนรู้สึกว่าไอ้เทิดมองแปลก ๆ สายตากะลิ้มกะเหลี่ย มองสำรวจทั่วตัวอย่างพึงใจ

ไอ้เทิดได้บัวซอนเป็นเมียสมใจ แต่เป็นเมียแค่การรับรู้ของคนอื่น เพราะตกค่ำ บัวซอนก็ปรนเปรอด้วยสุราอาหารอย่างดีเท่าที่จะหามาได้ มอมจนไอ้เทิดฟุบหลับไป ตื่นขึ้นมาก็ทำให้เข้าใจว่าได้เสพสมกันแล้ว ในเดือนถัดมาหลังจากอยู่ด้วยกัน บัวซอนก็บอกว่าหล่อนท้อง

“น้ำยากูดี อีบัวซอนแต่งกับกูได้เดือนเดียว กูก็เล่นคาถา เสกกุมารเข้าท้อง”

ถ้อยคำกลั้วเสียงหัวเราะทำนองนี้ดังขึ้นบ่อย ๆ ในวงเหล้า บัวซอนโล่งใจ ที่บ่ายเบี่ยงไม่ต้องร่วมหลับนอนกับไอ้เทิดได้ จนกระทั่งคลอด

บัวซอนคลอดลูกสาว ในวันที่เด็กน้อยลืมตาดูโลก เป็นเดือนพฤศจิกายน ที่คนภาคเหนือเรียกเดือน ๑ หรือเดือนเกี๋ยง นางจึงตั้งชื่อให้เด็กน้อยว่า ‘บัวเกี๋ยง’

หลังคลอดลูกสาว พักฟื้นร่างกายจนหายดี บัวซอนก็ไม่อาจหนีจากอารมณ์ใคร่ของไอ้เทิดได้อีก มันสวาปามกินเหมือนหมูเหมือนหมา เหมือนคนตายอดตายอยาก บัวซอนก็ถือว่าชดใช้ให้มัน ที่เอามันมาหลอกว่าเป็นพ่อของนังหนู

“ฉันจะไปอยู่เมืองใต้ละนะ ไปคราวนี้ เอาเมียกับลูกไปด้วย” ไอ้เทิดบอกกับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยไม่ถามความคิดเห็น แสดงว่าคิดและตัดสินใจมาแล้ว “เดินทางกันรอบส่งไม้เที่ยวนี้ละ”

บัวซอนกลัวที่จะต้องหอบลูกน้อยล่องใต้ไปในเรือเป็นเดือน ๆ ไอ้เทิดก็ให้ศรีโบไปด้วย จะได้ช่วยกันดูแล เมื่อไม่มีใครทัดทานได้ พ่อแม่ก็ถือว่าลูกสาวแต่งงานแล้วเป็นสมบัติของผัว เมื่อถึงหน้าน้ำ ล่องซุงให้ไหลไปตามน้ำแล้ว ไอ้เทิดก็พาลูกเมียและคนติดตามลงเรือล่องตามไป

จากเชียงดาวล่องเรือมาตามลำน้ำปิง ถึงท่าหน้าวัดเกต ไอ้เทิดก็อุ้มห่อแม่หนูน้อยจากอกแม่ที่นอนหลับอยู่วางไว้ที่ท่าน้ำ แล้วก็สั่งให้ลูกน้องล่องเรือต่อไป กว่าบัวซอนจะรู้ตัวว่าลูกหาย ก็มาไกลเสียแล้ว

“มึงอย่าคิดตบตากู อีเด็กนั่นไม่ใช่ลูกกู” ไอ้เทิดตบหน้าบัวซอนเมื่อนางโวยวาย

ไม่ว่าบัวซอนจะร้องไห้อ้อนวอนแค่ไหน ไอ้เทิดก็ไม่ย้อนกลับไปรับลูกของนาง จนถึงพระนครก็รับปากส่ง ๆ ว่าจะตามหาแล้วเอามาคืนให้

ไอ้เทิดพาบัวซอนและศรีโบมาบ้านหลังหนึ่งติดโคมสีเขียวมัว ๆ แถวสะพานถ่าน บอกว่าเป็นบ้านญาติ จะฝากให้ค้างชั่วคราวก่อน แล้วจึงจะพาไปบ้านของตนเองที่อยู่อีกตำบลหนึ่ง

“นี่น้าเตียง น้าฉันเอง” ไอ้เทิดแนะนำหญิงเจ้าของบ้าน ท่าทางดูเป็นมิตร แต่ดวงตานั้นก็คมดุบอกไม่ถูก แม้ปากจะมีรอยยิ้ม แต่สายตาที่มองมาทำให้เย็บวาบไปตลอดสันหลัง

ไอ้เทิดไม่ค้างด้วย อ้างว่ามีธุระเรื่องไม้ของพ่อเลี้ยงต้องไปจัดการ เสร็จงานแล้วจะมารับไปอยู่ที่บ้าน

แต่ไอ้เทิดไม่กลับมา จนกระทั่งทุกวันนี้มันก็ยังไม่กลับมา

บัวซอนคิดถึงแต่ลูก ศรีโบเพียรปลอบอย่างไรก็ไม่เป็นผล จนนางเตียงรำคาญ เมื่อบัวซอนตัดสินใจว่าจะออกไปตามหาลูก นางเตียงก็บอกตรงไปตรงมาว่า

“ไอ้เทิดมันขายเอ็งสองคนให้ข้าแล้ว ถ้าจะไปจากที่นี่ ก็หาเงินไถ่ตัวมาก่อน”

บัวซอนและศรีโบนิ่งอึ้ง นานพอดู กว่าจะรับรู้ถึงสถานภาพของตัวเอง

“หน้าตาเอ็งสองคนใช้ได้ นังคนน้องสวยกว่าอีตัวพี่ เอ็งสองคนต้องฝึกการพูดจาเสียใหม่ ชื่อก็เปลี่ยนด้วย บัวซอนกับศรีโบ ฟังยังไงก็เป็นนังบ้านนอกบ้านป่า บัวซอน…” นางเตียงใช้ความคิด “ที่นี่มีชื่อบัวแล้ว เอ็งเปลี่ยนชื่อ เป็น สร ส่วนนังคนนี้” หันมาทางศรีโบ “จากนี้ไป เอ็งชื่อว่า เปลว ก็แล้วกันนะ”

บัวซอนหรือนางสรยังคงคิดถึงลูก ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน นางยังมีความหวังเล็ก ๆ ว่าสักวันหนึ่งจะได้พบลูก แม้ได้เดินสวนกันมุมถนนสักครั้งหนึ่งก็ยังดี จนกระทั่งได้พบผู้ช่วยคุณหมอลินที่คลินิก แวบหนึ่งของความคิดที่เกิดขึ้นมา คือดวงหน้านั้นมีเค้าตนเองเมื่อวัยสาว ผสมกับหน้าหนุ่มน้อยอีกคนหนึ่ง

นางไม่คิดว่า ‘คุณหมอ’ จะตามประกบมาจนถึงสำนักนางเตียง จนกระทั่งพ่อเลี้ยงพบเข้าโดยบังเอิญ เข้าใจว่าหมอบัวเป็นลูกสาวคนหนึ่งของนางเตียง แม้ยังไม่มั่นใจ ว่าสิ่งที่ตนเองคิดถูกต้อง แต่นางก็ไม่อยากให้คุณหมอบัวเธอแปดเปื้อน จึงเอาตัวเองมาขวางไว้

พ่อเลี้ยง หรืออ้ายน้อยจั๋น จำนางไม่ได้ แม้จะพบกันที่นี่หลายครั้ง

นั่นเองทำให้บัวซอนได้รู้ว่า ความรักที่เด็กหนุ่มมอบให้หล่อนไว้ มิใช่ความรักแท้จริง เป็นเพียงคำหวานเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการเท่านั้น คือร่างกายของหล่อน

แต่เขาได้ฝากเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาไว้ให้หล่อนด้วย แม้เขาจะไม่รู้ตัวก็ตาม

ถ้าสิ่งที่นางคาดเดาเป็นจริง หมอบัวเกี๋ยงกับพ่อเลี้ยงจันไม่ควรพบกันอีก

นางกลัวว่าความเจ้าชู้และจะเอาสิ่งที่ต้องการให้ได้ของพ่อเลี้ยง จะทำให้เกิดเรื่องผิดศีลธรรมตามมา

 

ห้องประชุมอาจารย์ถูกใช้เป็นที่สัมภาษณ์คัดเลือกนักเรียนแพทย์เพื่อรับทุนไปเรียนต่างประเทศ อาจารย์ผู้เป็นกรรมการอ่านใบสมัครของแต่ละคนแล้วก็ถามกันเองว่า

“มีผู้หญิงอยู่คนเดียวหรือนี่”

“ครับ อาจารย์หมอ” อาจารย์ผู้อ่อนอาวุโสกว่าบอก “ทีแรกก็สมัครหลายคน ประกาศสัมภาษณ์หลายคน แต่ก็มาแจ้งสละสิทธิ์กันทีหลัง มาถึงวันนี้เหลือที่เป็นผู้หญิงคนเดียวครับ”

“ทีแรกก็ตั้งใจว่า จัดสรรโควตาให้ผู้ชายคน ผู้หญิงคน” อาจารย์อาวุโสระบายลมหายใจ “แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ให้ถือว่าเท่ากันทุกคนแล้วกันนะ”

ไม่มีใครคัดค้าน นักเรียนแพทย์คนแรกก็ถูกเรียกเข้าไป

คนที่รออยู่นอกห้องสัมภาษณ์พยายามสงบจิตใจไม่ให้ตื่นเต้นจนกลายเป็นลนลาน นักเรียนแพทย์ซึ่งเป็นหญิงหนึ่งเดียวในที่นั้น หันซ้ายขวาก็พบแต่หน้าเพื่อนและรุ่นพี่ที่รู้จักกันดี รู้ว่ามีความสามารถขนาดไหน น่าเสียดาย น่าจะมีทุนเพียงพอสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนล้วนหัวกะทิของรุ่น

บัวเกี๋ยงถูกเรียกในลำดับกลาง ๆ แม้จะพยายามสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง บอกว่าไม่กลัว แต่เมื่อเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ เห็นอาจารย์นั่งเรียงกันห้าคน สีหน้าเรียบเฉย ไม่วางท่าข่มให้กลัวจนระย่อ แต่ก็ไม่ยิ้มร่า บัวเกี๋ยงก็รู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย

คำถามเป็นเรื่องทั่วไป เช่นว่า ชอบเรียนวิชาไหน ไม่ชอบวิชาไหน เพราะอะไร อยากเป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านใด ทั้งหมดนี้บัวเกี๋ยงตอบได้อย่างฉะฉาน กรรมการค่อนข้างพอใจ ว่าหล่อนแสดงออกถึงความมั่นใจ ไม่ลังเล แต่ก็ชี้แจงเหตุผลได้ละเอียดถี่ถ้วน

สุพลเคยบอกกับหล่อนว่า

‘ถ้าจะเป็นหมอ เธอต้องละเอียด รอบคอบ อย่าใจร้อน เพราะการวินิจฉัยหาสาเหตุของโรค เธอต้องมีข้อมูลและเหตุผลที่น่าเชื่อถือ แต่ขณะเดียวกัน เธอต้องไม่โลเล เพราะเมื่อหมอจะตัดสินใจรักษาคนไข้ด้วยวิธีใดแล้ว หมอต้องเด็ดขาด…ฉันไม่ได้พูดเองหรอกนะ อาจารย์หมอท่านหนึ่งเคยบอกฉันไว้ ฉันก็เห็นว่าจริง’

ภายในห้องเงียบไปพักหนึ่ง คล้ายกับว่าหมดคำถามแล้ว บัวเกี๋ยงคิดว่ายังไม่ถึงคำถามสำคัญ เพราะเท่าที่หล่อนตอบยังเป็นเรื่องทั่วไปทั้งนั้น ยังไม่มีคำถามเกี่ยวกับการรับทุน หรือถามว่าถ้าได้ทุนแล้วจะเป็นประโยชน์อย่างไร

ความน้อยใจแล่นขึ้นมาวูบหนึ่ง ว่าที่เพื่อนๆ ผู้หญิงสละสิทธิ์สัมภาษณ์ ก็คงเพราะรู้อยู่แล้วว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ ที่อาจารย์ถามมานั้น ก็คงถามให้ได้ชื่อว่าสัมภาษณ์แล้วก็เท่านั้น

รอฟังว่าอาจารย์จะเชิญให้ออกไปเมื่อไร อาจารย์อาวุโสผู้นั่งเป็นประธานอยู่ก็ถามว่า

“ถ้าต้องเลือกระหว่างเป็นคนมั่งมี กับเป็นคนมีชื่อเสียง เธอจะเลือกเป็นแบบไหน”

เป็นครั้งแรกที่บัวเกี๋ยงทวนคำถามเพื่อความแน่ใจ

“หนูเลือกได้แค่สองอย่างนี้ใช่ไหมคะ” เพราะคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในใจคือ เป็น ‘คนดี’ เพราะคนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้

เจ้าของคำถามพยักหน้าน้อย ๆ เป็นการยืนยัน รอฟังคำตอบ

“หนูเลือกเป็นคนมีชื่อเสียงค่ะ” บัวเกี๋ยงตอบมั่นใจ ให้เหตุผล “เพราะถ้าหนูอยากมั่งมี หนูควรจะเรียนเป็นแม่ค้า เรียนวิธีหาเงิน หรือออกไปทำงานตั้งแต่ตอนนี้ จะได้มีเงินเร็ว ๆ เมื่อเพื่อนเรียนจบหมอ หนูอาจจะกลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว แต่ที่หนูอยากเป็นคนมีชื่อเสียงมากกว่า เพราะชื่อเสียงเกิดจากการสร้าง การที่เราสร้างตัวเองให้มีชื่อเสียงในด้านนั้นได้ หมายความว่าเราเชี่ยวชำนาญในด้านนั้น จนเป็นที่ยอมรับ ผู้คนก็จะเล่าลือออกไปให้รู้กันทั่ว คนมีเงิน หาเงินด้วยตนเอง วัดกันที่จำนวนทรัพย์สิน วันใดเงินหมดก็กลายเป็นคนไม่มีได้ แต่คนมีชื่อเสียง เกิดจากคนอื่นยอมรับ จึงยกย่อง วัดกันด้วยความสามารถ สติปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าติดตัวมนุษย์ เราจะถูกยกย่องหรือนินทา ก็ขึ้นอยู่กับว่าสร้างชื่อเสียงไว้ในทางใด ไม่ว่าเราจะยังอยู่หรือตายไป ชื่อเสียงของเราก็ยังคงอยู่ในความทรงจำผู้คนค่ะ”

ทั้งห้องเงียบไปอีกครั้ง อาจารย์ผู้ถามบอกเพียง

“ขอบใจ”

บัวเกี๋ยงมิได้นั่งอยู่หน้าห้องเมื่อสัมภาษณ์เสร็จแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะรออยู่ตรงนั้นเพื่อเลียบเคียงถามอาจารย์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง หล่อนทำดีหรือเปล่า มีโอกาสได้ทุนไหม เพราะอีกไม่กี่วันก็รู้ผล หล่อนคิดถึงหมอลิน แม้ว่าวันนี้จะไม่ใช่วันที่ต้องไปคลินิก แต่หล่อนก็เรียกสามล้อให้ไปส่งที่บางรัก อยากเล่าให้คุณหมอลินฟัง ว่าหล่อนถูกถามและตอบกรรมการว่าอย่างไรบ้าง

 

ผลการคัดเลือกรู้กันตั้งแต่สัมภาษณ์คนสุดท้ายเสร็จ แต่กว่าจะมีประกาศก็อีกสองสัปดาห์ เพราะต้องเวียนแจ้งและขอความเห็นชอบอีกหลายขั้นตอน ในระหว่างนั้น อาจารย์ที่เป็นกรรมการก็สอนตามปกติ มิได้แพร่งพรายหรือบอกเป็นนัยให้เตรียมดีใจหรือทำใจเมื่อถึงตอนประกาศผล

ในที่สุดบัวเกี๋ยงก็ทำสำเร็จ

‘ว่าที่นักเรียนทุน’ วิ่งเข้าไปในคลินิกอุณากรรณด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เห็นเท่านั้น ทั้งคุณหมอลินและคุณฉันก็รู้ว่าบัวเกี๋ยงจะบอกอะไร ยังไม่ทันที่นิสิตสาวจะแจ้งข่าวดี ก็เอ่ยออกมาเสียก่อนว่า

“ขอแสดงความยินดีด้วยนะจ๊ะ”

บัวเกี๋ยงยกมือไหว้ วางหนังสือแล้วรีบเข้าไปช่วยเหลือคุณหมอลินในห้องตรวจ

ตั้งแต่เรียนเตรียมแพทย์ได้สามเดือน คุณหมอลินก็อนุญาตให้เข้าไปอยู่ในห้องตรวจ ฟังวิธีการซักถามอาการผู้ป่วยเพื่อวินิจฉัยโรค หยิบจับข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้รู้จักคุ้นเคย บัวเกี๋ยงจึงเรียนรู้ได้ไวกว่าเพื่อนร่วมรุ่น

วันนี้คนไข้ค่อนข้างมาก กว่าจะตรวจคนสุดท้ายเสร็จฟ้าก็มืด

หมอลินนั่งนิ่งอยู่นาน คงทั้งเหนื่อยและอ่อนเพลีย บัวเกี๋ยงรินน้ำใส่แก้วมาให้แล้วออกไปปิดคลินิก ปล่อยให้คุณหมอลินนั่งพักเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียงรบกวน

“เพิ่งจะปิดหรือ” บุรุษผู้หนึ่งถาม คุณเทียนเลี้ยง (1) สามีของคุณหมอลินนั่นเอง

“ค่ะคุณ วันนี้คนไข้เยอะค่ะ” บัวเกี๋ยงตอบ ปิดประตูแล้วตามเข้าไป

คุณเทียนเลี้ยงตรงเข้าไปหาภรรยาที่นั่งหลับตาพิงเก้าอี้อย่างหมดแรง เรียกเบา ๆ สองสามทีก็ไม่ขานรับ จึงจับมือเขย่าเบา ๆ เพื่อปลุก คุณหมอลินได้ยินเสียงสามีก็ลืมตาขึ้นช้า ๆ ปากขยับเล็กน้อยเป็นการขานรับ แต่ดูไร้เรี่ยวแรงแม้จะเปล่งเสียง

“คุณ…”

ขยับตัวลุกขึ้น โลกก็หมุนคว้าง ทรงกายไม่อยู่

คุณเทียนเลี้ยงปราดเข้าไปรวบร่างภรรยาได้ทันก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น คุณฉันมาเห็นเข้าก็ตกใจ ช่วยกันกับบัวเกี๋ยงแก้ไขให้ฟื้นขึ้นมา

“คงเพราะเหนื่อยมากไปหน่อยเท่านั้นเอง”

คุณหมอลินบอกเพื่อให้ทุกคนสบายใจ ฝืนกินอาหารที่บัวเกี๋ยงทำให้ไม่กี่คำก็อิ่ม เธอไม่ปฏิเสธเพื่อให้ทุกคนสบายใจเท่านั้น

คืนนั้น บัวเกี๋ยงกลับบ้านด้วยความเป็นห่วงคุณหมอลิน แต่ก็เบาใจอยู่นิดหนึ่งว่า คุณเทียนเลี้ยงมารับภรรยากลับบ้านเอง อาการของคุณหมอลินพักหลัง ๆ ดูจะอ่อนแอ เหนื่อยง่าย แต่ก็ไม่วายรักษาคนไข้ไม่หยุดหย่อน จนใกล้ถึงวันที่บัวเกี๋ยงต้องเดินทาง หญิงสาวมาลา คุณหมอลินและคุณฉันก็อวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ เจริญก้าวหน้าในการเรียน อวยพรเลยไปถึงอนาคตข้างหน้า ว่าขอให้เป็นหมอที่รักของคนไข้

คุณหมอลินบอกกับบัวเกี๋ยงเป็นสิ่งสุดท้ายถึงอาการป่วยของตัวเองว่า

“ฉันมีอาการสมองอักเสบ”

บัวเกี๋ยงใจหายเมื่อได้ยิน มารู้เมื่อถึงคราวต้องจากกันไกล หันไปทางคุณฉัน ฝ่ายนั้นก็ซ่อนหน้าเช็ดน้ำตา ราวกับว่าคุณฉันเธอเห็นปลายทางของน้องสาวแล้วว่าจะเป็นอย่างไร

เมื่อไปเรียนที่อเมริกาแล้ว บัวเกี๋ยงจึงรู้ว่า การพบกันเพื่อลาครั้งนั้น เป็นการลาตลอดชีวิต

คุณหมอลินจากไปในวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ อายุเพียง ๓๔ ปี

นึกถึงคุณหมอลินทีไร บัวเกี๋ยงก็ปลอบใจตัวเองว่า เป็นโชคดีของคุณหมอแล้ว ที่ไม่ต้องเผชิญอะไรอีกหลายอย่าง หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ พ.ศ. ๒๔๗๕ และภาวะสงครามที่ทำให้คุณธรรมของหลายคนตกต่ำ

ไม่ต้องรับรู้ว่า หมอบางคนเห็นคนไข้เป็น ‘ลูกค้า’ เป็นช่องทางหาเงินที่จะกอบโกยได้ไม่สิ้นสุด

 

เชิงอรรถ : 

(1) เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล หรือ พระยาศรีวิศาลวาจา อดีตปลัดทูลฉลอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 



Don`t copy text!