วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๓ : อี่นายอยู่ไหน…ช่วยบัวเกี๋ยงตวย

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๓ : อี่นายอยู่ไหน…ช่วยบัวเกี๋ยงตวย

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

สถานกาแฟนรสิงห์วันนี้มีคนมาใช้บริการน้อยกว่าวันที่เคยมาครั้งแรก แม้ว่าจะเป็นวันที่มีดนตรีให้ฟัง แต่ความนิยมที่เคยเฟื่องฟูดูจะคลายลงไป พูดให้ง่ายกว่านั้นคือเลิก ‘เห่อ’ กันแล้ว ผู้คนจึงบางตา เสียงหัวเราะสองเสียงประสานกัน กลางวสันต์อึ้งในทีแรกเมื่อบัวเกี๋ยงเล่าเรื่องช่วยเหลือส่องหล้า แล้วอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังพฤติกรรมแปลก ๆ ของผู้ป่วยที่โรงพยาบาลเสียจริต ปากคลองสาน หรือหลังคาแดง แล้วแต่ใครจะเรียก

“ฉันคิดเหมือนเธอนะ” ชายหนุ่มว่า “คนดีกับคนบ้าไม่ได้แยกกันง่ายขนาดนั้น ที่เราเห็นว่าเป็นคนดี ๆ นี่ละ ใครจะรู้ว่าจริงแท้อาจจะบ้ายิ่งกว่าคนที่หลังคาแดงก็ได้”

กลางวสันต์นึกถึงบทกลอนพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ที่อยู่ปกหลังหนังสือพิมพ์ ‘ดุสิตสมิต’ ที่พระองค์เป็นองค์นิพนธ์การีย์ หรือบรรณาธิการเอง กลอนบทสุดท้ายทรงนิพนธ์ปนภาษาอังกฤษอย่างขำขัน ท่องให้บัวเกี๋ยงฟังว่า

“ชมเราก็แทงคิว  ผิวะฉิวก็ซอร์รี

แม้นแม๊ดมิคืนดี ก็จะเชิญ ณ คลองสาน”

บัวเกี๋ยงไม่เข้าใจในตอนแรก ชายหนุ่มก็ทวนให้ฟังอีกครั้ง หากคราวนี้ออกเสียงคำภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงตะวันตก ทั้ง Thank you – ขอบใจ Sorry – ขออภัย และ Mad – บ้า หรือคลั่ง

เสียงหัวเราะเบาๆ ด้วยความเข้าใจดังขึ้นแล้วผ่อนลง หน้าบัวเกี๋ยงกลับหงอย บอกชายหนุ่มที่กำลังตักไอศกรีมเข้าปากว่า

“ถ้ายายพัดอยู่ด้วย เราคงคุยกันสนุกกว่านี้”

บัวเกี๋ยงชวนเพื่อนหล่อนแล้ว เพราะอีกไม่ถึงสัปดาห์หล่อนจะต้องเดินทาง กลางวสันต์ขอร้องไม่ให้บอกว่าเขาอยู่ด้วย บัวเกี๋ยงก็ไม่บอก แต่ศุภางค์เองเป็นฝ่ายปฏิเสธเพราะหล่อนมีธุระต้องติดตามไปกับสามี บัวเกี๋ยงและกลางวสันต์จึงต้องมาฉลองกันสองคนอย่างกร่อย ๆ

“ดูเธอโล่งใจ ที่ยายพัดมาไม่ได้” บัวเกี๋ยงถามออกไปตามตรง “ทำไมเธอต้องหลบหน้ายายพัดด้วย วสันต์”

“เธอจะให้ฉันพบไปเพื่ออะไร ในเมื่อพบหน้าก็มีแต่ทำมึนตึงใส่กัน”

“ทำไมเธอไม่บอกยายพัดไปตามตรง ว่าเธอชอบเขา”

“บอกแล้วยังไง ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะถึงอย่างไร ตอนนี้เขาก็เป็นพี่สะใภ้ของฉันไปแล้ว ถ้าฉันเดินเข้าไปบอกว่า คุณพัด…ผมหลงรักคุณตั้งแต่แรกเห็น จนถึงตอนนี้ผมก็ยังรักอยู่…แล้วยังไง เขาไม่ต้องลำบากใจหรือที่อยู่ ๆ น้องสามีเข้ามาบอกอย่างนี้”

“เธอน่าจะบอกพ่อกับแม่ของเธอ ก่อนที่ทั้งสองคนจะแต่งงานกัน”

กลางวสันต์พ่นลมหายใจพรืด ราวกับว่าเรื่องนี้มันได้ผ่านไปแล้ว ผ่านไปโดยที่เขาเองช้ากว่าพี่ใหญ่ไปก้าวเดียวเท่านั้น

“วันที่กลับจากงานเลี้ยงส่งพี่สุพล แม้จะเพลีย แต่ฉันก็ได้ยินคุณแม่ทะเลาะกับคุณเล็ก เรื่องหมั้นหมายแต่งงานนั่นละ คุณเล็กรู้ดีว่าพี่สุพลไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย เธอก็เรียนคุณแม่ให้เลิกจับคลุมถุงชน แต่แม่ฉันนั้นบำเพ็ญตนเป็นพรหมของของลูกอย่างแข็งขันเชียวละ คุณแม่เป็นผู้ลิขิตชีวิตของลูก คุณเล็กจะคร่ำครวญยังไงคุณแม่ก็ไม่ยอม”

“แล้วมันเกี่ยวกับเธอและยายพัดยังไง” บัวเกี๋ยงยังไม่เข้าใจ

“เกี่ยวสิ เพราะฉันรู้ว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคุณพ่อคุณแม่น่ะ อยากเกี่ยวดองกันที่ตระกูลมากกว่าเพราะความรัก บังเอิญฉันรู้ตัวแล้วว่าทั้งฉันกับคุณพัดก็พอจะมีใจให้กันอยู่บ้าง แม้ว่าพี่ใหญ่จะแสดงออกมากกว่าก็เถอะ ฉันก็เลยจะเรียนคุณแม่ว่าฉันชอบคุณพัด ให้คุณแม่ไปทาบทามหมั้นหมาย คุณแม่ก็จะได้เกี่ยวดองสองตระกูลสมใจ แล้วก็ไม่บังคับขืนใจคุณเล็กอีก” กลางวสันต์เงียบไปนิดหนึ่ง สีหน้าละห้อยเมื่อบอกว่า “แต่ฉันช้ากว่าพี่ใหญ่ไปหนึ่งก้าว พี่ใหญ่เรียนคุณแม่คืนนั้น ตอนเช้าคุณแม่ก็ไปที่บ้านบริรักษ์เวชการเลย”

“คุณวันวัสสาน์เป็นอย่างไรบ้าง”

บัวเกี๋ยงถามเรื่อย ๆ แต่กลางวสันต์กลับมีทีท่าราวอ่อนใจกับฝ่ายนั้น

“คุณเล็กก็แปลกไป ออกบ้านบ่อย ๆ อ้างว่าจ่ายตลาดบ้าง อ้างเดินซื้อของบ้าง แต่ไปดูหนังบ่อยที่สุด”

ชายหนุ่มลดเสียงลงราวกำลังพูดเรื่องสำคัญ

“ฉันรู้สึกว่าคุณเล็กกำลังปิดบังอะไรเราอยู่ แต่ฉันก็ไม่มีเวลาจะตามไปทุกที่หรอก ดูคุณเล็กเธอระแวดระวังตัวเองพิกล ครั้งหนึ่งฉันบังเอิญพบแถวท่าพระจันทร์ คุณเล็กเธอก็วิ่งหลบฝูงคนหายไปเลย ราวกับกลัวว่าฉันจะเห็นว่าเธอมากับใคร หรือมาทำอะไรแถวนั้น”

เหตุผลที่ทำให้กลางวสันต์ไม่คิดติดตามว่าแฝดน้องของเขาทำอะไรอยู่ ก็เพราะขณะนี้เขามีเรื่องที่สนใจมากกว่า นั่นก็คือการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ ‘ดีม็อกเครซี’ ที่เริ่มจะพูดกันหนาหู นอกจากห้องเรียนและห้องชมรมในมหาวิทยาลัยแล้ว ชายหนุ่มจึงมักไปอยู่ตามสถานที่ที่เป็นแหล่งชุมนุมของข้าราชการ นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ เช่นร้านเหล้าโรงหรือเหล้ายาดอง ที่เรียกกันล้อ ๆ ว่า ยองดา ร้านประจำที่มักจะไปคือร้านอุ้ยหลี ฟังนักเขียนกับนักหนังสือพิมพ์ถกเถียงกัน บางครั้งเขาก็เสนอความคิดด้วย และถูกชักชวนให้เขียนบทความไปลงหนังสือพิมพ์หลายหน สถานพักผ่อนหย่อนใจอีกที่คือพูลรูม หรือโต๊ะบิลเลียดที่เปิดอยู่ริมถนนเจริญกรุงแถวตำบลสามยอด กลางวสันต์เลือกเข้าร้านของพวกจีนไหหลำ ไม่ว่าจะเป็นร้านฮั่วหลง ธงเฮง หรือเอ๊กเอ๊งหลง สลับกันไป แต่ไม่ยอมย่างกรายเข้าไปเล่นบิลเลียดในสุโขทัยบาร์

ขณะเล่าให้บัวเกี๋ยงฟังถึงบรรยากาศภายในพูลรูมและการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องบ้านเมืองนั้น เสียงทุ้มก็ดังขึ้นมาอวยพรหญิงสาวว่า

“ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ คุณหมอ”

ทั้งสองหันไปมองแล้วก็ยกมือไหว้เมื่อเห็นว่าเป็นใคร…ต้นตะวันและภรรยาของเขา

บัวเกี๋ยงยิ้มให้ศุภางค์ผู้เป็นเพื่อนสนิท หล่อนก็ยิ้มตอบนิด ๆ ราวกับผู้ใหญ่ยิ้มรับไหว้เด็ก ครั้นปรายตามองไปยังผู้ที่นั่งอยู่ด้วยกัน ศุภางค์ก็ทำคอแข็งหน้าตึง

ต้นตะวันแนะนำ ‘แขก’ ที่มาด้วยกัน บัวเกี๋ยงสบตาแล้วก็ตัวเย็นวาบ

“พ่อเลี้ยงครับ น้องชายผมเอง กลางวสันต์”

“คนนี้นะหรือครับ ที่คุณใหญ่บอกว่าเป็นฝาแฝด”

“ใช่ครับ แต่เป็นแฝดชายหญิง นายกลางเป็นพี่ คุณเล็กเป็นน้อง ทางเหนือมีฝาแฝดแบบนี้บ้างไหมครับ”

ต้นตะวันถามเพื่อดำเนินการสนทนาต่อไปเท่านั้น ไม่ต้องการคำตอบจริงจัง ทว่าพ่อเลี้ยงหัวเราะ เล่าถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วว่า

“มีครับ ผมเจอมาเองกับตัว ไอ้ว่าที่พ่อตาเจ้าเล่ห์จับลูกสาวสลับตัวมาแต่งงานมั่วไปหมด”

บัวเกี๋ยงฟังอย่างคันปาก อยากจะบอกเหลือเกินว่าไอ้เรื่องที่มันวุ่นวายทั้งหมดนี้เกิดจากใคร พ่อเลี้ยงก็เป็นหนึ่งในตัวการของเรื่องนี้ละ หน้าตาของหล่อนคงฉายแววไม่พอใจ ต้นตะวันจึงหัวเราะ เย้าหล่อนว่า

“ตายจริง ผมเสียมารยาทจนคุณหมอโกรธเข้าแล้ว นี่คุณหมอบัว…บัวอะไรนะน้อง” หันไปถามภรรยา

“บัวเกี๋ยงค่ะ” ศุภางค์ตอบ “บัวเกี๋ยงเรียนแพทย์ เป็นนักเรียนทุน จะไปเรียนที่อเมริกาเร็ว ๆ นี้”

รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของพ่อเลี้ยง ตาเป็นประกายวาว

“ยินดีที่ได้รู้จัก และขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ คุณหมอ” พ่อเลี้ยงเน้นคำในตอนท้ายคล้ายจะย้ำความนัยบางอย่าง “เหมือนว่าเราเคยพบกันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ผมน่าจะเข้าใจคุณหมอผิดไป…ผิดไปมาก ใช่ไหมครับ คุณหมอบัว”

บัวเกี๋ยงทำตัวไม่ถูก อ้ายน้อยจั๋นทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยใส่หล่อนอย่างเปิดเผย แต่เขาไม่ได้ซักอะไรอีก หัวเราะออกมาให้เห็นว่าเป็นเรื่องเย้ากันเล่นเท่านั้น

ต้นตะวันพาพ่อเลี้ยงไปรวมกับแขกโต๊ะที่นัดหมายกันไว้ ฝากให้ศุภางค์อยู่กับเพื่อนของหล่อนและน้องชายของเขา

บรรยากาศอึมครึมระหว่างกลางวสันต์และศุภางค์ก่อตัวขึ้นโดยไม่มีใครช่วยให้ดีขึ้น บัวเกี๋ยงเองก็ครุ่นคิดถึงแต่ว่า จะหาโอกาสอยู่กับพ่อเลี้ยงหรืออ้ายน้อยจั๋นตามลำพัง เพื่อจะถามไถ่ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ทางเมืองเหนือได้อย่างไร

เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง กลุ่มที่เจรจาธุรกิจเสร็จสิ้น ต้นตะวันและพ่อเลี้ยงกลับมาที่โต๊ะ

“นายกลาง ไปส่งพี่สะใภ้กลับบ้านหน่อยนะ” ต้นตะวันบอกเชิงสั่งมากกว่าขอร้อง บอกศุภางค์ว่า “พี่จะไปดูทำเลทำเบียร์ฮอลล์แถวสุรวงศ์สักหน่อย”

“ไปดูตอนค่ำนี้นะเหรอ พี่ใหญ่” กลางวสันต์ถามขึ้นมา ศุภางค์ก็ตีความเอาว่าที่เขาถามนั้นเพราะหาเรื่องบ่ายเบี่ยงจะไม่ส่งหล่อนกลับบ้าน

“ก็ทำที่เที่ยวกลางคืน มันก็ต้องดูบรรยากาศตอนกลางคืนสิ” น้ำเสียงต้นตะวันตำหนิน้องชาย

“ถ้างั้นฉันส่งคุณพัดที่บ้านก่อน แล้วค่อยไปส่งเธอที่หอพักนะ” กลางวสันต์บอกบัวเกี๋ยง

“ฉันเรียกสามล้อกลับเองได้ เธอไปส่งยายพัดเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน” บัวเกี๋ยงบอก แต่กลางวสันต์ตั้งท่าจะไม่ยอม เขาถือเป็นความรับผิดชอบของเขา

“ผมไปส่งคุณหมอเองก็ได้ คุณหมอพักแถวไหนล่ะครับ” พ่อเลี้ยงเอ่ยขึ้นมา

“ดิฉันอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยค่ะ” บัวเกี๋ยงตอบ “พ่อเลี้ยงไม่ต้องไปกับคุณต้นตะวันหรือคะ”

“ธุระของฉันเรียบร้อยที่นี่แล้ว ฉันว่าง” บอกพลางผายมือเปิดทางให้หญิงสาว “เชิญคุณหมอ”

บัวเกี๋ยงลาทุกคนแล้วเดินตามพ่อเลี้ยงไป หล่อนเท่านั้นที่รู้ใจตัวเองว่าโอกาสอย่างนี้หาไม่ง่ายนัก หล่อนอยากรู้เรื่องของคนที่อยู่เชียงใหม่ ในตอนนี้ก็มีแต่พ่อเลี้ยงหรืออ้ายน้อยจั๋นเท่านั้น ที่พอจะเล่าอะไรให้ฟังได้ ถ้าไม่รีบคว้าโอกาสนี้ไว้ ก็ไม่รู้จะได้เจอกันเมื่อไรอีก

นั่งอยู่บนรถยนต์คันโก้แล้ว พ่อเลี้ยงก็วางมือลงมาบนมือเรียวของหญิงสาว

“มือหมอนิ่มจัง สงสัยว่าตอนฉีดยาจะมือหนักหรือเปล่า”

บัวเกี๋ยงตัวเย็นวาบ รีบดึงมือออกราวกับมีของร้อนนาบลงมา พ่อเลี้ยงรุกไล่หล่อนรวดเร็ว ไม่ทันได้ตั้งตัว บัวเกี๋ยงไม่ไร้เดียงสาที่จะไม่รู้ว่า อ้ายน้อยจั๋นมีจุดประสงค์อย่างไร

“ป้อเลี้ยงจะไปไหนเจ้า ทางไปหอพักต้องไปทางนี้” บัวเกี๋ยงใช้คำเมืองเมื่ออยู่กันตามลำพัง หารู้ไม่ว่ายิ่งทำให้พ่อเลี้ยงรู้สึกว่าหล่อนจงใจทำตัวให้สนิทสนมมากขึ้น

“ถึงเวลาข้าวแลงพอดี” เขาหมายถึงมื้อเย็น “ไปกิ๋นข้าวตวยกั๋นก่อน แล้วค่อยปิ๊กหอพักก็ทัน”

“กิ๋นข้าว…ตี้ไหนเจ้า”

“บ้านเฮาเอง ขึ้นลงเจียงใหม่-บางกอกบ่อย ๆ ก็เลยซื้อไว้หลังหนึ่ง สบายและเป็นส่วนตัวมากกว่าอยู่โรงแรม” พ่อเลี้ยงบอกด้วยน้ำเสียงเรื่อย ๆ คล้ายเล่า แต่มีนัยพิเศษตอนท้าย

“กิ๋นข้าวแล้ว หมออยากจะถามอะหยัง ก็ถามมาได้เลย เฮาว่าง…ทั้งคืน”

รอยยิ้มจุดขึ้นมุมปากเล็กน้อยเมื่อบอกว่า

“หรือหมอจะค้างตวยกั๋นที่บ้าน เฮาก็ยินดี”

 

เรือนของพ่อเลี้ยงจันทำให้หญิงสาวหวนนึกถึงถิ่นที่หล่อนจากมา แม้ว่าตัวเรือนที่ปลูกอยู่ท่ามกลางแวดล้อมของต้นไม้ใหญ่น้อยชั้นล่างจะเป็นตึกปูนอย่างสมัยใหม่ แต่ก็ยังมีใต้ถุน ส่วนชั้นสองไปจนถึงเครื่องหลังคา เป็นสถาปัตยกรรมอย่างเมืองเหนือที่คุ้นชิน ประตูบานใหญ่ทำจากไม้สักแผ่นเดียว เครื่องเรือนต่าง ๆ ล้วนประกอบจากไม้โดยช่างฝีมือประณีต ประกาศว่าเจ้าของบ้านประกอบกิจการใดเพื่อเลี้ยงชีพ

“คุณหมอทำตัวตามสบายเน่อ บ้านนี้มีแค่เฮา” พ่อเลี้ยงหมายถึงตัวเอง “ไอ้เทิด แล้วก็เมียมันเท่านั้น”

บอกแล้วก็หันไปสั่งการกับร่างที่ยืนใกล้ประตู เห็นเงาแวบไหวอยู่ที่หางตา

“เทิด จัดข้าวแลงเผื่อคุณหมอตวย”

นายเทิดรับคำสั่งแล้วหายออกไป ปล่อยให้นายอยู่กับแขกสาวตามลำพัง

บัวเกี๋ยงประหม่าในตอนแรก กลัวว่ามาอยู่ในถ้ำเสือ ถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นมา หล่อนจะเอาตัวรอดได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าไม่รู้จักอ้ายน้อยจั๋นมาก่อน แล้วก็เพราะรู้นี่ละ ที่ทำให้ประหวั่นพรั่นใจ อ้ายน้อยจั๋นอาจจะหน้ามืด รวบหัวรวบหางหล่อนเมื่อไหร่ก็ได้ ท่าทางของบัวเกี๋ยงจึงดูระรังระไวอยู่ทุกขณะจิต

ถ้าสู้กันตัวต่อตัว อีบัวเกี๋ยงไม่กลัวหรอก…หล่อนคิด

ตั้งแต่เล็กจนโต เพื่อนเล่นล้วนแต่เด็กชาย เป็นไอ้ลิงทโมนประจำวัดและตลาดกันทั้งนั้น ทะเลาะกันก็บ่อย เตะตีทุบถอง กระทั่งยันจนกระเด็นก็ทำมาไม่น้อย ไอ้พวกผู้ชายน่ะ ถ้ารู้จุดอ่อนของมันก็ไม่ยาก เตะผ่าหมากแรง ๆ สักที แค่นี้ก็จุกจนตัวงอ พูดไม่ออกนอนคุดคู้อยู่กับพื้น

แต่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วย ฉวยไอ้เทิดสอดมือเข้ามา ให้เก่งกล้าอย่างไรก็ไม่น่ารอด

“พ่อเลี้ยงแต่งงานหรือยังเจ้า” หญิงสาวถามเพื่อจะค่อย ๆ คืบเข้าไปเรื่องที่ต้องการ

“พ่อเลี้ยง…ห่างเหินแต๊เน่อ คุณหมอ” เขาว่าปนหัวเราะ “เป็นหยังบ่เรียกว่า อ้ายน้อยจั๋น เหมือนวันที่เจอกันเตื้อแรกเล่า”

บัวเกี๋ยงยิ้มตอบ ไม่อธิบาย

“เฮายังบ่ได้แต่งงาน เกือบละ แต่มีเรื่องวุ่น ๆ เกิดขึ้นเหียก่อน”

“เรื่องอี่นายซ้องปีบกา” บัวเกี๋ยงหลุดปากไปไม่ทันระวัง

พ่อเลี้ยงหรี่ตาลง ราวจะเค้นหาว่าสาวน้อยรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้หรือไม่

“รู้จักซ้องปีบตวยกา” พ่อเลี้ยงซัก

“รู้จักก่ะ…ตึงอี่นายกาสะลอง อี่นายซ้องปีบ ลูกสาวนายแคว้นมั่ง ไผอยู่ในเวียง ก็รู้จักหมดนั่นนะ” บัวเกี๋ยงตอบให้เข้าใจว่า การรู้จักของหล่อนนั้น ก็เหมือนชาวบ้านทั่วไปที่รู้จักคนใหญ่โตประจำถิ่น ไม่มีความพิเศษแต่อย่างใด

“เฮาบ่ฮู้มาก่อน ว่านายแคว้นมีลูกสาวฝาแฝด นายแคว้นสลับตั๋วลูกสาวไปมา” พ่อเลี้ยงว่าอย่างคั่งแค้นในเรื่องแต่หนหลัง “มันวอกนัก”

บัวเกี๋ยงฟังเรื่องเล่าจากปากของพ่อเลี้ยง เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกเชื่อถือเพียงครึ่งเดียว บางส่วนก็มีเค้าอย่างที่อากงเรือสินค้าเล่า แต่รายละเอียดต่างไป ถึงกระนั้นเรื่องก็มาจบลงที่สองพี่น้องและนายหมอหนุ่มจบชีวิตไปตามกัน

“นายแคว้นกับนายแม่ล่ะเจ้า เป็นจะได”

“แม่ทองใบตายแล้ว ตายก่อนลูกสาว ส่วนนายแคว้น…” พ่อเลี้ยงจันมองออกไปในอากาศเบื้องหน้าอย่างคั่งแค้นและสาสะใจในวินาทีต่อมา “ก็เกือบเป็นผีบ้า แต่กรรมคงหนา โดดน้ำปิงตายก็มีคนมาช่วยไว้ ผูกคอตายขื่อก็หักลงมา กึ๊ดดูเต๊อะ…คิดเอาเถอะ ผีห่าซาตานยังบ่อยากได้วิญญาณคนอย่างมัน ก็เลยบวช ออกธุดงค์ แล้วก็หายแสบไปเลย”

พ่อเลี้ยงบอกตอนสุดท้ายว่าพอพระออกธุดงค์ก็หายไปเลย ไม่มีใครพบอีก

“แล้วเฮือนนายแคว้นล่ะเจ้า ละไว้เฉย ๆ อั้นกา”

“เฮือนนั้นเป็นของเฮาละ แต่ยังบ่รู้ว่าจะยะไดต่อ อาจจะเตขว้าง…รื้อทิ้ง แล้วสร้างโฮเต็ล ตรงนั้นทำเลดี ติดน้ำปิง”

หญิงสาวฟังแล้วก็สะท้อนในอกในใจ แม้เฮือนหลังนั้นจะไม่ใช่บ้านของหล่อน แต่ก็เคยเป็นที่เล่น ฝากท้องฝากชีวิตมาตั้งแต่จำความได้ ความผูกพันไม่ผิดอะไรกับบ้านที่ตัวถือกำเนิดเกิดมา

“ถ้าได้ไปหันแหมเตื้อ…คงบ่เหมือนเดิม” หล่อนรำพึงออกมาอย่างเสียดาย

“หมอชอบเฮือนหลังนั้นกา เฮาเก็บไว้หื้อหมอได้ ถ้าหมอต้องการ”

น้ำเสียงของพ่อเลี้ยงแฝงนัยที่บัวเกี๋ยงเข้าใจทุกอย่าง หล่อนเผลอเปิดช่องให้เขาเลี้ยวลดเข้ามาจนได้

“บ่เจ้า บ่อยากได้” บัวเกี๋ยงรีบปฏิเสธ “แต่ถ้าจะขอ ขอป้อเลี้ยงเก็บต้นกาสะลองฮิมน้ำไว้ได้ก่”

พ่อเลี้ยงหรี่ตา สีหน้าครุ่นคิด หล่อนคงผูกพันกับที่นั่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“มีอะหยัง หมอถึงขอไว้”

“ตอนน้อย ๆ…เป็นเด็ก ข้าเจ้าไปเก็บดอกมาเล่นบ่อย ๆ เจ้า”

“อ้อ เก็บไว้เป็นความทรงจำ” พ่อเลี้ยงครางออกมาอย่างเข้าใจ “ได้ก่ะ เฮาจะฮักษาไว้อย่างดี…หื้อหมอ”

ว่าจบ มือใหญ่ก็วางลงมาที่หลังมือหญิงสาว บัวเกี๋ยงจะดึงออก ฝ่ายนั้นก็กดไว้ เงาแวบไหวอยู่ที่ประตู โดยมิต้องรายงาน พ่อเลี้ยงก็รู้ว่าโต๊ะอาหารตั้งเสร็จแล้ว

“กิ๋นข้าวแลงกันก่อน ดูท่า…หมอยังมีเรื่องตางเจียงใหม่อยากถามแหมนัก”

บัวเกี๋ยงลุกตามไปที่โต๊ะอาหาร มองจานชามที่จัดวางไว้ บรรจุอาหารเหนือหลายชนิดที่หล่อนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกอ่อง แกงฮังเล และผักกาดจอ หญิงคนเดียวในที่นั้นคงเป็นเมียนายเทิด

“แคบหมูมีไหน เอามาตวยแล่” พ่อเลี้ยงถามเมื่อมองอาหารบนโต๊ะ

เมียนายเทิดก้มหน้าน้อย ๆ แล้วเดินออกไป บัวเกี๋ยงอดรู้สึกไม่ได้ว่านางดูอมทุกข์ เป็นทุกข์อย่างคนที่ไม่รู้ว่าจะหลุดพ้นจากทุกข์นั้นไปได้อย่างไร

“เมียไอ้เทิดมันคุ้มดีคุ้มร้าย แต่มันยะกิ๋นลำ” พ่อเลี้ยงบอกว่านางทำกับข้าวอร่อย “ก็เลยเลี้ยงไว้”

นางกลับมาพร้อมกับจานแคบหมู วางลงแล้วก็ถอยไปยืนชิดริมฝา ทำตัวคล้ายหายไปจากตรงนั้น

“เฮาขึ้นล่องเจียงใหม่บางกอก เทิดเลยอยู่ประจำ ดูแลบ้านนี้ แต่เมื่อก่อนเทิดก็ยะก๋านอยู่ที่ปางไม้ มีเมียคนหนึ่งพากันมาอยู่ที่นี่ เมียแท้งลูกแล้วฆ่าตัวตาย เทิดมันก็เป็นบ้าเป็นว้อ เกือบจะเสียคนไปละ พอพ่อเฮาแป๋งบ้านที่นี่ ก็เลยหื้อมันเฝ้า จะได้บ่เตลิดไปไหน”

บัวเกี๋ยงฟังพลางเหลือบมองนายเทิด แวบแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ไอ้คนนี้ไม่น่าไว้ใจ สายตาหลุกหลิก ซ่อนเล่ห์ ผิดกับที่พ่อเลี้ยงบอกว่าครั้งหนึ่งเคยเสียใจจนแทบจะเสียผู้เสียคนไปพักหนึ่ง หล่อนจึงระวังตัวขึ้น ไม่แตะต้องอาหาร เพราะกลัวว่าจะมีอะไรบางอย่างเจืออยู่ในนั้น

พ่อเลี้ยงจันเห็นหญิงสาวอิดเอื้อนไม่ยอมตักอาหารเข้าปาก ก็รบเร้าและกินให้ดูทุกจานเพื่อให้หล่อนสบายใจ เย้าล้อ ๆ ว่า

“เฮาบ่ได้ใส่ยาอะหยังในกับข้าวหรอก หมอกิ๋นหื้อสบายใจเต๊อะ”

นั่นแหละ บัวเกี๋ยงถึงได้ยอมกิน…บ้าง

“อาม่าเป็นจะไดพ่อง พ่อเลี้ยงได้เจอก่”

พ่อเลี้ยงจันนึกอยู่นานว่าหล่อนถามถึงใคร เพราะปกติแล้วไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น ถ้าไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทางธุรกิจและหญิงสาวที่พึงใจ ถามกันไปมาจึงพอนึกออกว่าคือยายซิ้มแก่ที่เปิดบ้านเป็นร้านขายของอยู่แถวท่าแพ ก็บอกให้จบเรื่องกันไปว่าสบายดี

อาหารเย็นถูกเก็บไปแล้ว แต่พ่อเลี้ยงยังไม่เอ่ยปากว่าจะออกไปส่ง

“หมอถามถึงแต่คนอื่น บ่เล่าเรื่องตัวเองพ่อง” พ่อเลี้ยงว่า ทำท่านึก “แปลกนะ เจียงใหม่ก็เล็กนิดเดียว จะไดเฮาบ่เกยปะกันเลย”

“ป้อจายตึงเจียงใหม่ หันแค่อี่นายซ้องปีบคนเดียวเท่าอั้นละ” บัวเกี๋ยงตอบออกไป เพราะผู้ชายในเชียงใหม่ ไม่ว่าคนไหน พอถามถึงหญิงงาม ก็จะตอบว่าซ้องปีบ ลูกสาวนายแคว้นมั่งทั้งนั้น

แต่พ่อเลี้ยงจันเข้าใจไปอีกทางหนึ่ง หญิงสาวคงประชดเขาเข้าให้ว่าเขาไม่ยอมชายตาแลหญิงใดนอกจากซ้องปีบ ทั้งที่หล่อนก็อาจจะอยู่ตรงนั้น

“เมื่อก่อน เฮาอาจจะบ่ทันสังเกต แต่วันนี้เฮาหันแล้ว จำหมอได้แล้ว” แววตาของเขาเป็นประกายเมื่อบอก “เสียดายที่หมอต้องไปอเมริกา ถ้าหมอยังอยู่ที่นี่ เฮาจะยกบ้านหลังนี้หื้อหมออยู่ บ่ต้องไปอุดอู้อยู่ในหอพัก”

“ป้อเลี้ยงจะยกหื้อข้าเจ้ายะหยัง” ยกให้ทำไม บัวเกี๋ยงถาม

“เพราะพอใจ๋จะยกหื้อน่าก่ะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำมีนัยพิศวาสเช่นประกายตาคมกล้า โน้มตัวลงมาเกือบชิดหญิงสาว มือสองข้างกำเท้าแขนเก้าอี้ที่หล่อนนั่ง ขังไว้มิให้ลุกหนี

“หมอบ่เหมือนคนอื่น แม่ญิงกี่คนที่ผ่านมา แม้จะงาม…ก็แค่งาม” ยิ้มพึงใจฉายที่มุมปากยามเชยชมดอกไม้แรกแย้ม “แต่หมอ นอกจากงามแล้ว ยังหลวก…ฉลาด แม่ญิงที่ตึงงาม ตึงหลวก หาได้ยากนัก แล้วจะอี้หมอบ่กึ๊ดว่า หมอเป็นคนพิเศษกา”

บัวเกี๋ยงตัวเย็นวาบเมื่อพ่อเลี้ยงเอ่ยเนิบช้า แต่ละถ้อยวาจาเหมือนน้ำแข็งแล่นไล่ไปตามแขนขาและแผ่นหลัง ไล่ไปตรงไหนก็ขนลุกตั้งกรูเกรียว ไม่รู้ตัวเลยว่า ท่าทีหวั่นน้อย ๆ หวาดนิด ๆ ดุจกวางสาวที่กำลังจะถูกราชสีห์ขย้ำคอนั้น ปลุกอารมณ์ในกายพ่อเลี้ยงให้ลุกไหม้ด้วยไฟปรารถนา

ถ้ารวบรวมกำลังทั้งหมด ถีบยอดอกทีเดียวเต็มเหนี่ยว พ่อเลี้ยงก็คงกระเด็นไปนอนหงายอยู่กับพื้น…บัวเกี๋ยงคิด จากนั้นก็วิ่งออกไปให้เร็ว แค่พ้นเขตรั้วบ้านหลังนี้ก็ปลอดภัย…ใช่ เท่านี้ก็รอดแล้ว

แต่มันจะง่ายอย่างนั้นหรือเล่า ในเมื่อเงาทางประตูแวบไหวไปมาอยู่เป็นระยะ

ไอ้เทิดทำตัวเงียบกริบ ไร้ตัวตน แต่มันก็พร้อมจะปรากฏกายได้ทุกเมื่อ หล่อนจำแววตาของมันได้ ไม่ว่ามันจะคิดอะไรอยู่ก็ตาม แววตานั้นไม่ใช่การมองอย่างคนดี ๆ เลย

บัวเกี๋ยงอยากจะด่าให้กับความโง่ของตัวเอง หล่อนประมาทอ้ายน้อยจั๋นเกินไป

ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรจะหลุดพ้นออกไปจากตรงนี้ได้ ภาวนาในใจ

อี่นายอยู่ไหน…ช่วยบัวเกี๋ยงตวย

 



Don`t copy text!