วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๔ : สู่โลกใบใหม่

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๔ : สู่โลกใบใหม่

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

นางเตียงค่อนข้างปลื้มใจที่ช่วงนี้ลูกค้า ‘ขึ้น’ อย่างคับคั่ง แม้ว่าสำนักของนางมิได้มีชื่อเสียงเท่าตรอกเต๊า หรือสำนักใหม่แถวแพร่งสรรพศาสตร์ที่ถูกไล่ที่กันมาจากราชดำเนิน นางเชื่อมั่นว่าทั้งหมดนี้เกิดจากนางสรเป็นผู้จุดธูปขอพร แต่ก่อนนั้น เมื่อโพล้เพล้ย่ำสนธยา ลูกสาวแต่ละคนจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันจุดธูปเป็นกำราวยี่สิบดอก ไหว้ขอพรให้กิจการรุ่งเรือง แล้วเอาธูปนั้นวนใต้โคมสีเขียวมัว ๆ ที่แขวนไว้เหนือประตูหน้าบ้าน บางวันใครแต่งตัวเสร็จก่อน ว่างอยู่ก็มาทำหน้าที่นี้

จนกระทั่งวันที่คุณหมอสาว…นักเรียนเตรียมแพทย์ผู้นั้นมาแจ้งข่าวว่าหล่อนได้รับทุนไปอเมริกา ทุกคนก็แสดงความยินดีกันถ้วนหน้า นางสรทำหน้าที่จุดธูปวนใต้โคมในวันนั้น ลูกค้าก็คึกคักรับกันไม่หวาดไม่ไหว นางเตียงเลยมอบหน้าที่นี้ให้นางสรเป็นผู้รับผิดชอบ

สองวันก่อน บัวเกี๋ยงมาลาก่อนเดินทาง นางเตียงก็ให้เงินเด็กไปซื้อข้าวปลาอาหารมากินฉลองกัน พร้อมกับอวยชัยให้พรนิสิตสาว

นางเตียงจำไม่ได้แน่ชัด ว่าหมอบัวเกี๋ยงจะเดินทางวันไหน หรือจะเป็นวันนี้ เพราะนางสรมีท่าทางซึมเซา สังเกตมาหลายทีแล้วว่า นางสรดูจะรักเด็กสาวคนนี้เป็นพิเศษ

พอนางสรซึมเซา บรรยากาศเงียบเหงา ลูกค้าไม่เข้า ตั้งแต่เปิดจนถึงเดี๋ยวนี้มีจับกังที่บังเอิญได้เงินมากเข้ามาใช้บริการอยู่คนเดียว นางเตียงจึงหงุดหงิด ลูกสาวเข้าหน้าไม่ติดแม้แต่คนเดียว

“วันนี้เอ็งไหว้ยังไงวะ สร ลูกค้าไม่มาเลย เงียบจนจะกลายเป็นป่าช้าอยู่แล้ว”

“แหม ถ้าที่นี่เป็นป่าช้า ทั้งแม่ทั้งฉันก็เป็นผีเฝ้าสุสานไปด้วยกันนี่ละ” ลูกสาวปากกล้าคนหนึ่งว่า อะไรสักอย่างก็ปลิวเฉียดหัวนางไป

“เดี๋ยวมึงได้เป็นผีจริง ๆ” นางเตียงเอ็ด “กูจะทิ้งให้เป็นผีไม่มีญาติเลย”

นางเตียงวนมาถามนางสรอีกครั้ง นางเปลวจึงตอบแทนว่า

“นังสรไม่ได้ไหว้หรอก วันนี้ฉันไหว้ ก็นังสรนะสิ ใจลอยตั้งแต่บ่าย ถึงมันไปไหว้ ผลก็ไม่ต่างกับที่เป็นกันตอนนี้หรอก”

“เอ็งเป็นอะไรวะ สร” นางเตียงถามด้วยน้ำเสียงที่สงบลง

“ไม่รู้สิแม่ ฉันรู้สึกใจคอไม่ดีมาตั้งแต่เช้า” นางสรบอกตามตรง

ยังไม่ทันซักถามอะไรมากกว่านั้น ทุกคนก็ต้องแปลกใจเมื่อลูกค้าที่เข้ามาใหม่คือ พ่อเลี้ยงจัน ทว่าเขามิได้มาคนเดียว มีหมอบัวเกี๋ยงเคียงคู่มาด้วย

“ฉันอยากจะขอใช้สถานที่สักหน่อย” พ่อเลี้ยงบอกนางเตียง “เอาห้องกว้างที่สุดนะ”

พ่อเลี้ยงชี้หญิงสาวอีกสองสามคนแล้วบอกว่า

“ขึ้นไปพร้อมกันเลย” แล้วก็หันมาถามบัวเกี๋ยงด้วยน้ำเสียงเอาใจ “เท่านี้พอไหมจ๊ะ”

“พอจ้ะ หลาย ๆ คน สนุกดี แต่เท่านี้ก็พอแล้ว”

หญิงสาวที่ถูกเลือกเดินนำไปก่อน พ่อเลี้ยงโอบร่างคนที่มาด้วยตามไป บัวเกี๋ยงหยุดถามนิดหนึ่งเหมือนนึกขึ้นได้

“พ่อเลี้ยงไม่เลือกพี่สองคนนั้นหรือคะ” หล่อนหมายถึงนางสรและนางเปลว

“ไม่ละ วันนี้ขอสาว ๆ ดีกว่า พวกแก่ ๆ เอาไว้แก้ขัดเท่านั้น”

คนที่มึนงงจนคิดอะไรไม่ออกคือนางสร นึกไม่ออกว่าสองคนนี้ไปเจอกันได้อย่างไร หากนั่นก็ยังไม่อยากรู้เท่าสองคนนี้กำลังจะ ‘ทำ’ อะไรกัน

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอคุยกับพี่เขาหน่อย แป๊บเดียวนะ เดี๋ยวฉันตามไปที่ห้อง”

บัวเกี๋ยงออดอ้อน พ่อเลี้ยงก็ยอมตาม ปล่อยแขนที่โอบหล่อนเดินไป สาว ๆ ที่เดินนำก็เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเอาใจแทน

 

“นี่มันอะไรกัน คุณหมอ”

นางสรถามเสียงสั่น แทบจะไม่เป็นประโยค หลายอย่างในหัวตีกันนัวไปหมดจนไม่รู้จะลำดับก่อนหลังอย่างไร

“หนูไปที่บ้านพ่อเลี้ยง แล้วพ่อเลี้ยงจะ…” บัวเกี๋ยงปล่อยประโยคนั้นให้หายไป แต่ก็เข้าใจกันทุกคน

หล่อนเล่าให้ฟังอย่างรวบรัดแต่ก็ได้ใจความว่าพ่อเลี้ยงจะเอาหล่อนเป็นเมีย หล่อนรู้ว่าถ้าอยู่ในบ้าน หล่อนไม่มีทางสู้ได้เพราะมีลูกน้องพ่อเลี้ยงอยู่ หล่อนจึงแกล้งโอนอ่อน ทำสมยอม แต่บอกพ่อเลี้ยงว่าหล่อนชอบแบบ ‘หลายคน’ จึงชวนพ่อเลี้ยงมาที่นี่

“ไม่ได้! จะยังไงก็ไม่ได้” นางสรกดอกที่ใจเต้นรัวจวนระเบิดออกมา

“หมอกลับไปนะ กลับไปเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องห่วงอะไรทางนี้ แล้วอย่าให้พ่อเลี้ยงเจอหมออีก จนกว่าหมอจะเดินทาง” นางสรบอกรัวเร็วอย่างคนตัดสินใจเด็ดขาด “พี่เปลว ไปเรียกสามล้อให้หมอ ให้กลับไปเดี๋ยวนี้เลย เร็ว ๆ สิ”

บัวเกี๋ยงโผเข้ากอดนางสร น้ำตาไหลซึมด้วยความซาบซึ้งใจ

“ขอบใจนะน้า ที่ช่วยหนู หนูไม่รู้จะทำอย่างไรจริง ๆ คิดได้เท่านี้”

“ปลอดภัยก็ดีแล้ว ชีวิตหมอยังอีกไกล อย่าให้ต้องมาสะดุดเพราะพ่อเลี้ยงเลย” นางสรว่า

บัวเกี๋ยงและนางเตียงเข้าใจว่า การพลาดพลั้งเสียท่าให้พ่อเลี้ยง จะทำให้อนาคตของบัวเกี๋ยงอับแสงลง มีเพียงผู้พูดเท่านั้นที่รู้ว่า ความหมายนั้นกินนัยอีกกว้างนัก

“พระคุณของน้าครั้งนี้ หนูจะไม่ลืมเลย” บัวเกี๋ยงกราบลงที่อกนางสร “หนูอดนึกไม่ได้ ว่าน้าปกป้องหนูเหมือนแม่ปกป้องลูก”

น้ำตานางสรร่วงลงมา ความรู้สึกหลายอย่างพลุ่งพล่านอยู่ภายใน อยากจะบอกใจจะขาดว่านี่แหละ แม่ของหนูละ แต่ก็ยั้งไว้ นางเปลวดูท่าจะอดปากไม่ไหว ก็ถูกมองเขม็ง

“พี่พาหมอไปเรียกสามล้อเถอะ แค่ไปเรียกสามล้อนะ ไม่ต้องพูดอะไร”

“รู้แล้วน่ะ”

นางเปลวสะบัดเสียงใส่ พาบัวเกี๋ยงออกไปจากสำนัก เรียกสามล้อคันที่ไว้ใจได้ให้ไปส่งหมอบัวเกี๋ยงถึงที่หมาย แล้วรีบย้อนกลับมาช่วยนางสร มันต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ ๆ ถ้าพ่อเลี้ยงรู้ว่า หมอสาวที่เขาหมายมั่นหนีกลับไปแล้ว

 

“พวกเอ็งออกไปให้หมด”

นางสรสั่งให้สาว ๆ ในห้องออกไป เหลือแค่ตัวเองกับนางเปลวที่วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา เข้ามาอยู่ในห้องทันเวลาที่นางสรจะปิดประตูลงกลอน

“มันเรื่องอะไรกันวะ” พ่อเลี้ยงถามอย่างฉุนจัด “เอ็งไล่นังพวกนั้นออกไป แล้วก็เข้ามาแทน ข้าบอกแล้วยังไง ว่าไม่เอาพวกแก่ ๆ แล้วคุณหมออยู่ไหน”

ว่าแล้วก็นึกขึ้นมาได้

“ข้ายังไม่ได้ชำระความกับเอ็ง หน็อย…หลอกข้าได้ว่าคุณหมอเป็นเด็กใหม่ที่นี่ กีดกันท่านั้นท่านี้”

“พ่อเลี้ยงจะมีเมียกี่คนก็ได้ จะขึ้นห้องกับใครก็ได้ ยกเว้นกับคุณหมอ”

“ทำไม!” เสียงตวาดดังขึ้นอีก “ต่อให้เป็นหญิงคนชั่ว ค่าตัวแพงเท่าไหร่ ข้าก็มีจ่าย”

“ต่อให้บัวเกี๋ยงเป็นหญิงคนชั่ว พ่อเลี้ยงก็ซื้อไม่ได้” นางสรย้อน

“ทำไมวะ!”

พ่อเลี้ยงเหลืออด ลุกขึ้นเอามือฟาดอย่างแรงจนหน้าหัน

นางสรทั้งเจ็บทั้งชา ยกมือกุมหน้าที่เจ็บปวด รอยแดงขึ้นเป็นปื้นพร้อมสัมผัสผ่าวร้อน น้ำตาร่วงพรูลงมาเป็นสาย บอกสิ่งที่เหมือนมีดกรีดหัวใจของตัวว่า

“เพราะบัวเกี๋ยงเป็นลูกของพ่อเลี้ยงกับข้าเจ้า”

เลือดขึ้นหน้าพ่อเลี้ยงจัน อารมณ์หุนหันทำให้หูอื้อตาลาย ถีบร่างบางจนปลิวไปกระแทกกับผนังด้านหนึ่ง นางเปลวรีบเข้าไปประคอง

“มึงว่าอะไร กูไม่เคยมีลูก มึงอย่าปั้นน้ำเป็นตัว”

“ข้าเจ้าบ่ได้ปั้นน้ำเป็นตั๋ว” นางสรกลับเป็นบัวซอน “ถ้าป้อเลี้ยงอยากรู้ ข้าเจ้าจะเล่าหื้อฟัง”

พ่อเลี้ยงคลุ้มคลั่งตบตีบัวซอน เมื่อรู้ว่าบัวเกี๋ยงหนีไปแล้ว และมารู้อีกว่าเด็กสาวผู้นั้นเป็นลูกของตน ใครจะเชื่อ เหลวไหลทั้งเพ

นางเตียงได้ยินเสียงตึงตังก็ตบประตู เรียกให้เปิด นางสรก็บอกว่าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องห่วง นางเตียงจึงให้ลูกสาวสองคนเฝ้าอยู่หน้าห้อง เผื่อเกิดอะไรขึ้นมา จะได้รับมือทัน

ตบตีกันจนเหนื่อยทั้งสองฝ่าย พ่อเลี้ยงก็นั่งลง มองด้วยสายตาเอาเรื่อง

“มึงเล่ามา ถ้ามึงตอแหล คราวนี้กูเอามึงตายแน่”

นางสร…บัวซอนสูดลมหายใจเข้า ราวจะรวบรวมสติกำลังครั้งสุดท้ายของชีวิต เล่าเรื่องราวแต่หนหลังที่เคยเกิดขึ้นสิบกว่าปีก่อนในปางไม้ที่เชียงดาว เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าเล่าจบ…พ่อเลี้ยงไม่เชื่อ จะทุบตีหนักกว่านี้ก็ช่างมัน อีกสองวันเท่านั้น หมอบัวเกี๋ยงจะเดินทางแล้ว หมอ…ลูกคงเอาตัวรอดได้

พ่อเลี้ยงฟังอย่างฮึดฮัดในตอนแรก ทบทวนอยู่นานกว่าจะนึกออกว่าหญิงคนชั่วตรงหน้าเป็นคนเดียวกับดรุณีบ้านป่าเมื่อครั้งกระโน้น เมื่อจบเรื่อง ยังนิ่งงันคล้ายไม่เชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง

หมอบัวเกี๋ยงเป็นลูกของเรากับบัวซอนหรือนี่

“พ่อเลี้ยงได้เจอไอ้เทิดอีกหรือเปล่า” บัวซอนถาม

“ไม่ได้เจอ นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันเป็นใคร” พ่อเลี้ยงปฏิเสธเสียงแข็งทั้งที่ในใจเดือดดาล

นิ่งงันกันไปครู่หนึ่ง พ่อเลี้ยงก็ลุกขึ้น

“ข้าจะกลับละ บอกนางเตียงแม่เอ็งด้วยนะ ว่าข้าจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก”

พ่อเลี้ยงจากไปแล้ว นางเปลวไม่ไว้ใจ เพราะไม่คิดว่าเขาจะเชื่อเรื่องที่ได้ยินทั้งหมด

“แต่ฉันเชื่อ ว่าพ่อเลี้ยงจะไม่ยุ่งกับหมอบัวอีก” นางสรว่า

“ทำไมเอ็งมั่นใจนักวะ”

“ฉันเห็นตาพ่อเลี้ยง มันยังมีสำนึกชั่วดีอยู่ในนั้น”

 

เพื่อนนักเรียนเตรียมแพทย์ที่เป็นหญิงชวนกันมาส่งบัวเกี๋ยงที่ท่าเรือเกือบจะครบทั้งรุ่น ด้วยว่า

“ตัวเป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน ทั้งตัวแทนรุ่น และตัวแทนนิสิตหญิง”

ระหว่างรอเวลาเดินทาง ก็สนทนากันด้วยเรื่องทั่ว ๆ ไป ย้อนความหลังเมื่อเข้าเรียนวันแรกบ้าง พูดถึงเพื่อนบางคนที่เรียนแพทย์ไม่ไหว ลาออกไปเรียนพยาบาลหรือเภสัชอย่างน่าเสียดายบ้าง บางคนก็ลาออกไปแต่งงาน จากจำนวนที่เข้ามาได้สิบกว่าคน เหลืออยู่ไม่ถึงสิบ

กลางวสันต์จอดรถแล้วลงมาพร้อมกับศุภางค์ โบกมือให้แต่ไกล บัวเกี๋ยงก็โบกมือรับ นึกพอใจว่าวันนี้ทั้งคู่มาด้วยกันได้

“เธอไปเสียไกล ตั้งหลายปี ฉันคงเหงาแย่ ไม่มีคนช่วยลับสมอง” กลางวสันต์ว่า

“อย่าพูดไปหน่อยเลย แค่เธอวนไปตามร้านกาแฟกับโต๊ะบิลเลียด ขี้คร้านจะได้ลับสมองจนแหลมคม” บัวเกี๋ยงว่า ชายหนุ่มก็หัวเราะที่ถูกย้อนเข้าให้

“ตอนที่จอดรถ ฉันเห็นพ่อเลี้ยงอยู่ที่นั่นด้วยละ” ชายหนุ่มว่า

“มาส่งใครละมั้ง หรือไม่ก็มาตรวจสินค้าลงเรือ” บัวเกี๋ยงเดา

ข้อสันนิษฐานทั้งหมดได้รับคำตอบในนาทีถัดมา เมื่อพ่อเลี้ยงส่งสัญญาณให้บัวเกี๋ยงเข้าไปหา

ในตอนนี้บัวเกี๋ยงไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น คนตั้งมากมายเต็มท่าเรือ หล่อนจึงเดินตรงไปหาเขา

“ฉันมาส่งคุณหมอ มีของขวัญมาให้เล็กน้อย” พ่อเลี้ยงยื่นซองหนึ่งให้

บัวเกี๋ยงรับมาเปิดดู ก็พบว่ามันเป็นเงินดอลลาร์หลายฉบับ ประเมินด้วยสายตา เป็นจำนวนสูงทีเดียว

“พ่อเลี้ยงให้ฉันทำไม เงินมากขนาดนี้ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” บัวเกี๋ยงพยายามส่งคืน แต่เขาไม่รับ

“เก็บไว้เต๊อะ” พ่อเลี้ยงเปลี่ยนมาใช้ภาษาเหนือ นิ่งไปนิดหนึ่งราวต้องสรรหาถ้อยคำมาร้อยเรียงเป็นคำพูด “เก็บไว้เป็นค่ากินอยู่ ถ้าหมอบ่สบายใจ๋จะรับไว้ กึ๊ดว่าเป็นทุนการศึกษาของปางไม้ ช่วยเหลือคนเมืองตวยกั๋นก็ได้”

บัวเกี๋ยงยกมือไหว้

“ยินดีจ๊าดนักเจ้า”

หญิงสาวกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนแล้ว แต่พ่อเลี้ยงยังยืนนิ่งอีกนาน ราวจะประทับร่างนั้นไว้ในความทรงจำ กลับไปนั่งที่รถ คนขับพาออกไป

สตรีสองคนหลบอยู่มุมตึก กระซิบแก่กัน

“บัวซอน มึงเห็นเหมือนกั๋นก่ ว่าคนขับรถป้อเลี้ยง คือ…”

“ไอ้เทิดแต๊ ๆ พี่ศรีโบ ไอ้เทิดยังอยู่กับป้อเลี้ยง”

ศรีโบกุมมือบัวซอนก็พบว่าเย็นเฉียบ นางลูบไปมาให้ผ่อนคลายและส่งกำลังใจอยู่ในที บัวซอนยิ้มตอบแทนน้ำใจที่ให้กัน มองไปไกลที่ท่าเรือ พลางคิด เรื่องทางนี้จะเป็นยังไงต่อก็ช่าง สิ่งที่นางโล่งใจที่สุดตอนนี้ก็คือ ความลับยังคงเป็นความลับต่อไป ศรีโบชวนเข้าไปหา แต่บัวซอนส่ายหน้า ส่งคำอวยพรไปกับแสงแดดและสายลม

“โชคดีมีชัยเน่อ บัวเกี๋ยง…ลูกแม่”

 

ผู้โดยสารทยอยขึ้นเรือแล้ว แม้บัวเกี๋ยงจะประวิงเวลาอยู่กับเพื่อนนานแค่ไหนก็ต้องไปอยู่ดี ศุภางค์ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ จ่าหน้าผู้รับคือพี่ชายของหล่อน

“ฝากตัวส่งจดหมายให้พี่ชายด้วย ถ้าไม่ได้ให้เองกับมือ จะส่งเมลก็ได้” หล่อนหมายถึงไปรษณีย์ “ ตัวมีตำบลที่อยู่ของพี่ชายอยู่แล้วนี่”

“ได้สิ” บัวเกี๋ยงรับจดหมายและรับปาก กอดลากันเป็นครั้งสุดท้าย

ศุภางค์รู้สึกใจหาย ที่เห็นเพื่อนรักค่อย ๆ เดินห่างออกไป ไกลกว่าจะเรียกกันได้ยิน

“กำลังคิดอะไรอยู่ คุณพี่ หน้าตาเหมือนคนวิตก” กลางวสันต์ถาม

หล่อนสะดุ้ง รีบปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แต่ก็ปิดไม่มิด เพียงแต่ชายหนุ่มไม่ซักไซ้ต่อเท่านั้นเอง ศุภางค์กำลังชั่งใจ ทบทวนว่าสิ่งที่หล่อนทำลงไปนั้นถูกต้องหรือไม่ สำนึกบางอย่างผุดขึ้นมาให้หล่อนละอาย หล่อนจึงวิ่งไปที่เรือตะโกนเรียกชื่อเพื่อน กว่าบัวเกี๋ยงจะหันมาโบกมือให้ เรือก็ออกจากท่าไปเสียแล้ว

“คุณพี่จะไปที่ไหนหรือเปล่า หรือกลับบ้านเลย”

“เลิกประชดประชัน เรียกฉันว่าคุณพี่เสียทีเถอะ เท่านี้ฉันก็อึดอัดจะตายอยู่แล้ว”

“เป็นสะใภ้ใหญ่รัชฎาสรรพกิจ น่าอึดอัดตรงไหน”

“ก็ตั้งแต่แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้นี่ละ ฉันจะบอกให้เธอรู้ไว้ ว่าฉันไม่เคยรักคุณใหญ่”

“เรื่องนั้นฉันรู้” ชายหนุ่มว่า “แล้วก็รู้ว่าเธอรักใคร คุณพัด ฉันจึงต้องหนีไปอยู่ไกล ๆ เพราะกลัวว่าถ้าเราอยู่ใกล้กันสักวันหนึ่ง เราทั้งคู่จะทำเรื่องผิดศีลธรรมขึ้นมา”

“ฉันจะหย่า”

“หย่ากับพี่ใหญ่ ถอนตัวจากสะใภ้ใหญ่ แล้วมาเป็นสะใภ้รองแทนนะเหรอ” กลางวสันต์ประชดกับท้องฟ้า “ทั้งแม่เธอแม่ฉันไม่มีวันยอม”

“หมายความว่า ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางที่เราจะได้อยู่ด้วยกันงั้นเหรอ”

กลางวสันต์พยักหน้า แววตาเขาเจ็บปวดเมื่อปลอบให้หล่อนสงบจิตใจว่า

“ฉันมีแมลงปอของเธอ เป็นตัวแทนเธออยู่ใกล้ ๆ ฉัน เท่านี้ก็พอแล้ว”

“แล้วฉันล่ะ ฉันมีอะไรจากเธอให้ดูต่างหน้าบ้าง”

กลางวสันต์ส่ายหน้า

“ไม่มี และไม่ควรมี เพราะถ้าเธอมีอะไรจากฉันไว้ดูต่างหน้า ในขณะที่เธอยังเป็นภรรยาพี่ใหญ่ ผลร้ายที่มันอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันจะตกอยู่ที่เธอคนเดียว ความรักของเรามันผิดจังหวะตั้งแต่ต้น มันก็เลยพลาดกันไปหมด ฉันก็หวังว่า สำหรับคนที่รักกัน จะไม่มีใครต้องคลาดคลาเหมือนเราอีก”

“เธอหมายถึงใคร”

“บัวเกี๋ยงกับพี่สุพลยังไงละ สองคนนี้คงมีบุพเพสันนิวาสต่อกัน พี่สุพลไปเรียนตั้งไกล บัวเกี๋ยงก็ยังมีโอกาสตามไปจนได้ ใครจะคิด ว่าชะตาจะเป็นแบบนี้”

ศุภางค์ยิ่งสลดลงไป เจ็บและโกรธแค้นตัวเองไม่หาย ชายหนุ่มมาส่งที่บ้านแล้วรีบกลับหอพัก ไม่อยู่รอพบพ่อแม่ของเขา ศุภางค์ขังตัวเงียบอยู่ในห้อง ร้องไห้อยู่คนเดียว เหลียวเห็นกระดาษบนโต๊ะเขียนหนังสือก็คว้ามาฉีกทึ้งราวกับจะช่วยแก้ไขสิ่งที่หล่อนทำลงไปนั้นได้

หล่อนเคยคิดว่ากลางวสันต์ชอบบัวเกี๋ยง แล้วความคิดนี้ก็หายไปเมื่อเขาแสดงให้เห็นว่าไม่พอใจที่หล่อนแต่งงานกับต้นตะวัน พี่ชายของเขา ชีวิตแต่งงานที่ไม่มีความสุขของศุภางค์ทำให้หล่อนอิจฉาคู่รักอื่น เมื่อมีข่าวลือว่าบัวเกี๋ยงและกลางวสันต์นัดพบกันบ่อย ๆ หล่อนก็หวั่นว่ามิตรภาพของทั้งคู่จะก้าวหน้าไปเกินกว่าเพื่อน วันที่พบกันครั้งล่าสุดที่สถานกาแฟนรสิงห์คือวันที่ความน้อยเนื้อต่ำใจและอิจฉาของหล่อนถึงที่สุด

หล่อนไม่ว่างมาเลี้ยงส่ง บัวเกี๋ยงกับกลางวสันต์ก็มาฉลองกันสองคนได้ ไม่สำคัญเลยว่าจะมีหล่อนร่วมวงด้วยหรือไม่

ตลอดทางที่เขาขับรถมาส่งที่บ้าน ก็ไม่พูดอะไรจนชวนหงุดหงิด

ถ้าบัวเกี๋ยงไม่ไปกับพ่อเลี้ยงเมืองเหนือ กลางวสันต์คงอารมณ์ดีกว่าที่เขาแสดงต่อหล่อน

ความคั่งแค้นใจถูกระบายลงในจดหมาย หล่อนเขียนถึงพี่ชาย ตั้งใจจะให้บัวเกี๋ยงถือไปส่งกับมือ ให้พี่ชายเปิดอ่านต่อหน้า ให้รู้กันไปว่าจะมองหน้ากันอย่างไรอีก…แต่มาบัดนี้ ศุภางค์อยากย้อนเวลา ไม่นานหรอก แค่ก่อนเรือออกจากท่าเท่านั้นก็พอ หล่อนจะขอจดหมายฉบับนั้นคืนจากเพื่อนรัก

แม้อาบน้ำให้กายเย็น นอนหลับตาในความมืด แต่ข้อความในจดหมายยังวนเวียนเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนอยู่ทุกนาที

‘…น้องรู้ว่าพี่ชายรักและคิดถึงบัวเกี๋ยง แต่น้องก็ไม่อยากให้พี่ชายกลายเป็นคนโง่ พี่ชายอยู่ไกล คงไม่รู้ว่าบัวเกี๋ยงเปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้สนิทกับกลางวสันต์ ควงกันไปไหนต่อไหนทั่วพระนคร แต่น้องยังไม่เสียใจเท่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ บัวเกี๋ยงกลายเป็นเมียพ่อเลี้ยงเมืองเหนือไปเสียแล้ว มีคนเห็นพ่อเลี้ยงพาบัวเกี๋ยงไปที่บ้าน อยู่ด้วยกันนานสองนาน ตลอดรุ่งก็ยังไม่ออกมา ถ้าพี่ชายจะต่อว่าน้อง ว่าเอาเรื่องบัดสีมาเล่าให้ฟัง ก็ขอให้พี่รับรู้ว่าที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เพราะน้องปรารถนาดีต่อพี่ชายเท่านั้น ไม่ได้คิดเป็นอื่น…’

 

หกสัปดาห์บนเรือเดินสมุทรมีแต่น้ำกับฟ้า ทว่าบัวเกี๋ยงไม่เคยเบื่อ เมื่อใดที่เหงาก็ขึ้นไปที่ดาดฟ้า มองทะเลเบื้องหน้าที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แล้วก็คิดได้ว่าตัวเราเองนี้เล็กนิดเดียว เมื่อเทียบกับขนาดของโลกใบนี้ เปรียบเป็นปลา ก็คงเป็นปลาตัวน้อยนิดในมหาสมุทร ถึงตายก็ไม่มีใครรู้เห็น หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีปลาตัวหนึ่งว่ายอยู่ในทะเลเดียวกัน แต่คนเรานั้น…เมื่อเกิดมาแล้ว ไฉนเลยจะอยู่รอวันตายโดยไม่สร้างความดีงามไว้ให้แก่โลกเล่า

ตั้งแต่จำความได้ คำล้อเลียนที่ได้ยินมาตลอดก็คือลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ บัวเกี๋ยงทั้งโกรธทั้งอายและน้อยใจ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่เด็กคนหนึ่งจะเกิดมาโดยไม่มีพ่อแม่ บัวเกี๋ยงรู้ว่าตัวเองมีผู้ให้กำเนิด แต่ทั้งสองคนไม่รักมากพอที่จะเลี้ยงดู ปฐมบทแห่งชีวิตเช่นนี้กระมัง ที่ทำให้บัวเกี๋ยงต้องกล้า กร้าว และแกร่ง กว่าเด็กอื่น เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด จนหลายคนมองว่าเป็นเด็กก้าวร้าว

ในวันที่หิวโหย รอจังหวะแม่ค้าเผลอ คว้าห่ออาหารวิ่งไป ครั้นถูกจับได้ก็โดนทั้งหยิก ทั้งตี ยิ่งเป็นเด็กกำพร้า ยิ่งโดนด่าว่าเจ็บแสบกว่าเด็กคนอื่นเสียอีก

อี่นายกาสะลองเป็นผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อข้าวและขนมให้กินประทังความหิว บัวเกี๋ยงจึงแอบซอกซอนติดตามไป จนพบว่าอี่นายกาสะลองอยู่กับนายแม่ทองใบที่เรือนริมน้ำ ยามเช้าอี่นายจะลงมาเก็บดอกปีบ พบกันที่นั่น อี่นายก็ชวนขึ้นไปบนเรือน แบ่งข้าวให้กิน นับแต่นั้น บัวเกี๋ยงก็เทียวไปเทียวมาบ้านอี่นายกาสะลองทุกวัน คอยช่วยเหลือหยิบจับงานสารพัดตามแต่อี่นายและนายแม่จะใช้ให้ทำ บัวเกี๋ยงเชื่อฟังทุกอย่าง ยกเว้นไม่ยอมมาอยู่ด้วย เพราะ…

‘ข้าเจ้ากลัวนายแคว้นมั่ง’

เติบใหญ่ขึ้นอีกนิด บัวเกี๋ยงรู้สึกว่าตนเองมีสังหรณ์พิเศษ แต่ก็มิได้มั่นใจ เพียงแต่หลายครั้งที่รู้สึกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น มักมีสัญญาณบอกล่วงหน้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขณะวิ่งเล่นกับเพื่อนผ่านร้านค้าของหญิงจีนชรา บัวเกี๋ยงรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในห้องแถวนั้น ตัดสินใจเข้าไปดูจึงรู้ว่าอาม่า…จีนชราอยู่คนเดียวที่นั่น อาม่าเป็นคนใจดี ให้ขนมกิน บัวเกี๋ยงจึงแวะเวียนมาหาบ่อย ๆ ช่วยกวาดบ้านถูเรือน จัดข้าวของในบ้านแลกอาหารจนอาม่าเมตตา ชวนมาอยู่ด้วยกัน ยกห้องหนึ่งให้

บัวเกี๋ยงจึงมีที่อยู่อาศัย ตอนเช้าเปิดร้านให้อาม่า ตกสายก็ไปขลุกอยู่กับอี่นายกาสะลองทั้งวัน จนค่ำก็กลับมาปิดร้าน

ความรู้สึกลึก ๆ บอกว่าจะมีคนมาอยู่ห้องที่มันอาศัยอยู่นี้ ในวันหนึ่ง บัวเกี๋ยงจึงลุกขึ้นมาปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาด เก็บข้าวของของตัวเองย้ายไปนอนที่อื่น สัปดาห์ถัดมา ก็มีคนมาอยู่ห้องนั้นจริง ๆ

นายหมอทรัพย์ หลานชายอาม่า มาจากเมืองใต้

มาเป็นหมอที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

 

นายหมอทรัพย์กลายเป็นผู้ปกครองของบัวเกี๋ยง บังคับให้เรียนหนังสือจะได้มีความรู้ติดตัว

ตลอดหลายปีที่เติบโตขึ้นมา บัวเกี๋ยงไม่เคยมีจุดหมายว่าชีวิตนี้จะต้องเป็นอะไร แค่มีข้าวกินอิ่มท้อง มีที่ให้ซุกหัวนอน เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเด็กกำพร้าคนหนึ่ง จนกระทั่งนายหมอถูกอ้ายมั่นฟ้าลอบทำร้าย บัวเกี๋ยงกลัวนายหมอจะตาย ร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุด

นั่นแหละ บัวเกี๋ยงจึงได้เรียนรู้ว่า การสูญเสียคนที่รักเป็นความทุกข์ทรมานใจแค่ไหน นายหมอทรัพย์รอดมาได้เพราะหมอที่โรงพยาบาลช่วยเหลือ และอีกหลายคนที่เกือบตายเพราะพิษไข้ ก็รอดมาได้เพราะหมอ บัวเกี๋ยงจึงเห็นว่าคนเป็นหมอคือเทวดา เป็นที่พึ่งพาของคนไข้

ในวันที่บัวเกี๋ยงบอกใครต่อใครว่าอยากเป็นหมอ ได้รับแต่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยระคนดูถูก ว่าน้ำหน้าอย่างมัน เด็กกำพร้าที่เอาแต่เล่นซนวิ่งไปมาในตลาดนี่นะหรือจะเป็นหมอ อ่านหนังสือให้ออกเสียก่อนเถอะ ค่อยฝันไปไกลถึงขั้นนั้น

มีเพียงคนเดียวที่ไม่หัวเราะเยาะมัน

นายหมอทรัพย์กลับให้กำลังใจ ว่าบัวเกี๋ยงทำได้ และนายหมอจะเป็นผู้สนับสนุนเอง

แสงตะวันที่ขอบฟ้าลาลับไปแล้ว…นายหมอทรัพย์ อี่นายกาสะลอง ก็จากไปแล้ว

แต่ไม่ว่านายหมอและอี่นายจะอยู่ที่ไหน ดวงวิญญาณของทั้งคู่ก็คงรับรู้ได้ว่า เด็กน้อยคนหนึ่งที่นายหมอและอี่นายเคยเมตตา เดินทางมาไกลมากจากจุดเริ่มต้นและยังคงก้าวต่อไป แม้ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะต้องเผชิญกับอะไรอีก

 

ซานฟรานซิสโก…แผ่นดินอเมริกาปรากฏอยู่ต่อหน้า โลกใบใหม่ที่ไม่เคยรู้จัก แต่ต้องพำนักอีกหลายปี

คณะนักเรียนไทยที่มารอต้อนรับมีไม่มาก หากในจำนวนนั้นมีสุพลรวมอยู่ด้วย

บัวเกี๋ยงมิได้แปลกใจ แต่ก็มิได้คาดหวังว่าเขาจะมารับ เพราะหล่อนมิได้เขียนจดหมายมาแจ้งข่าวว่าได้รับทุน ทั้งยังขอร้องมิให้ศุภางค์บอกเรื่องนี้แก่เขา หล่อนอยากให้เขาประหลาดใจเมื่อได้พบกันที่อเมริกา แต่กระนั้น บัวเกี๋ยงก็ไม่คิดว่าเขาจะไม่รู้เรื่องนี้เสียเลย ยังไงเขาต้องรู้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สุพลตรงเข้ามาช่วยหิ้วกระเป๋า เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากจากเมื่อพบกันครั้งสุดท้าย นายแพทย์หนุ่มส่งยิ้มละไมให้หล่อน

“ยินดีต้อนรับสู่อเมริกา มิสบัวเกี๋ยง”

“ฉันก็ยินดี ที่เราได้พบกันอีกครั้ง”

บัวเกี๋ยงทักทายด้วยความยินดีเช่นกัน ส่งจดหมายที่ศุภางค์ฝากมาให้เดี๋ยวนั้น

สุพลรับเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ ไม่กระตือรือร้นเปิดอ่านในทันที เพราะไม่คิดว่าศุภางค์จะเขียนเรื่องที่มีสาระไปกว่าเล่าเรื่อยเปื่อยจากเรื่องโน้นสู่เรื่องนี้ เช่นเดียวกับฉบับที่ผ่านมา สุพลไม่คิดว่าเนื้อหานั้นจะเป็นความลับที่เพื่อนสนิทของน้องสาวจะรู้ไม่ได้

พานักเรียนทุนเข้าที่พักเรียบร้อยแล้วค่อยชวนบัวเกี๋ยงเปิดอ่านด้วยกัน

 



Don`t copy text!