วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๖ : หมอผ่าตัดที่มือใช้การไม่ได้

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๖ : หมอผ่าตัดที่มือใช้การไม่ได้

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

ชายหนุ่มไม่เคยเชื่อเรื่องอาถรรพ์เบญจเพส หากเชื่อมั่นว่าเมื่อเราทำสิ่งใดย่อมได้ผลจากการกระทำนั้น เมื่อทำดีก็ย่อมได้ผลดี ทำไม่ดีก็ย่อมได้ผลชั่วตอบแทนกลับมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง วันครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ ๒๕ ของเขา มีเพียงหญิงสาวที่เขานั่งกินข้าวด้วยกันในมื้อพิเศษ เท่านี้ก็เพียงพอ

วันหยุดหนึ่ง สุพลชวนบัวเกี๋ยงไปเที่ยวนิวยอร์ก แต่จะแวะเที่ยวมหาวิทยาลัยเยลที่เมืองนิวเฮเวนก่อน บัวเกี๋ยงก็ตกลง เพราะตั้งแต่ที่หล่อนคร่ำเคร่งกับการเรียนมากเกินไป ชายหนุ่มก็เป็นคนบอกหล่อนเองว่า

“เรียนแพทย์หนักก็จริง แต่เธอจะเอาแต่ก้มหน้าอ่านตำราไม่ได้ ชีวิตในแง่มุมอื่น เธอก็ต้องออกไปใช้บ้าง”

แล้วเขาชวนหล่อนออกไปเดินเล่น ฟังดนตรี ดูละคร ชมอุปรากรต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เพลินใจได้ในเมืองนี้ แต่ที่บัวเกี๋ยงชอบที่สุดคือกรรเชียงเรือ หล่อนเคยพายเรือมาแต่เล็ก จับพายวาดผิวน้ำสองสามทีก็พายได้คล่อง ชอบกว่าสกีหรือแบดมินตันเสียอีก

สุพลเรียนปีสุดท้าย ใกล้จะจบแล้ว เมื่อเขาชวนไปเที่ยว บัวเกี๋ยงก็ไม่ขัดใจ เขาคงอยากพักผ่อนก่อนการสอบครั้งสุดท้าย

“เรานั่งรถไฟธรรมดาไปก็แล้วกันนะ” สุพลว่า “หรือเธออยากนั่งรถพูลแมน”

ชายหนุ่มหมายถึงรถไฟชั้นหนึ่งที่จัดอย่างหรูหราเหมือนห้องในโรงแรม

“ไม่เป็นไรหรอก นั่งรถธรรมดานี่ละ ดีแล้ว”

ทั้งสองคนไปถึงนิวยอร์ก แล้วความเซ็งก็บังเกิดขึ้นเมื่อชายหนุ่มเพิ่งรู้ตัวว่ากระเป๋าสตางค์หายไป

“สงสัยถูกล้วงตอนอยู่บนรถไฟแน่ ๆ” เขานึกถึงตอนที่เดินไปเข้าห้องน้ำแล้วชนกับวัยรุ่นอเมริกันที่เดินสวนมา

“ถือว่าฟาดเคราะห์ไปก็แล้วกัน” บัวเกี๋ยงปลอบ แต่สุพลไม่ค่อยสบายใจ ที่บัวเกี๋ยงเป็นฝ่ายควักกระเป๋าจ่ายทุกรายการ

กลับถึงบ้านเขาก็เตรียมตัวสอบครั้งสุดท้าย เขาทำคะแนนได้ดีมาตลอด อาจารย์หลายคนชมว่าเขาเป็นนักเรียนที่โดดเด่นคนหนึ่งของรุ่น โดยเฉพาะฝีมือการผ่าตัด ในวันสอบภาคปฏิบัติเขาก็ทำได้ดีอย่างที่ตนเองตั้งใจและอาจารย์คาดหมาย ชายหนุ่มกลับบ้านด้วยอารมณ์เบิกบานอย่างไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน

“วันนี้ไม่ต้องทำกับข้าวนะ เราไปเลี้ยงฉลองที่ร้านเจ๊กกัน”

“ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ว่าที่นายแพทย์สุพล บริรักษ์เวชการ” บัวเกี๋ยงทำเสียงล้อเลียน แต่หล่อนก็ยินดีกับเขาจริง ๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยชุดที่พิเศษกว่าทุกวันให้สมกับที่จะเป็นการฉลอง มองว่าต่างฝ่ายต่างพร้อมแล้วก็ชวนกันออกไป

ประตูเปิดออก ทั้งคู่ก็ต้องประหลาดใจที่เห็นชวาลายืนอยู่ตรงนั้น

บัวเกี๋ยงระบายลมหายใจให้เห็นว่าเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง การปรากฏตัวของชวาลาแต่ละครั้ง หมายความว่าเขาจะต้องมาเบียดบังไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง

“กำลังจะออกไปข้างนอกเหรอ ไปไหนกันล่ะ แต่งตัวเสียโก้เชียว”

“จะออกไปกินข้าวข้างนอกกันหน่อยครับ เปลี่ยนบรรยากาศ” สุพลตอบ

บัวเกี๋ยงภาวนาในใจอย่าให้ชวาลาขอตามไปด้วย แต่ไม่เป็นผล

“อย่างนั้นก็ดีเลยสิ ฉันไปด้วยคน กินกันหลายคนสนุกดี ว่าแต่…จะไปที่ไหนกันล่ะ”

“ไปร้านเจ๊กแถวนี้น่ะครับ”

คำตอบของสุพลทำให้ชวาลาแปรสีหน้าไปนิดหนึ่ง แต่ไม่เอ่ยอะไรออกมา เขาจัดการพาตัวเองนั่งรถไปกับหนุ่มสาวทั้งสองจนได้ จนถึงร้านอาหารจีนไม่ไกลจากที่พัก เขาก็บอกว่า

“เข้าไปกินกันสองคนเถอะนะ ร้านนี้อาหารไม่อร่อยเท่าไหร่ สุพล พี่ขอยืมรถหน่อยสิ ไปใกล้ ๆ นี่ละ อีกสองชั่วโมงพี่มารับนะ”

ชวาลาคว้ากุญแจแล้วสตาร์ทรถขับออกไปหน้าตาเฉย บัวเกี๋ยงได้แต่มองอย่างขัดใจ

“พี่ชวาลาเขาไม่ชอบร้านนี้ ตอนที่มาอเมริกาใหม่ ๆ เขาเคยเป็นคนล้างจานอยู่ที่ร้านเจ๊กสักเมืองหนึ่ง แล้วก็มีเรื่องกันถูกไล่ออก ที่นี้คนที่เขามีเรื่องด้วยน่ะ ก็ตามญาติมาเปิดร้านอาหารที่นี่ พี่ชวาลาเคยเข้าไปหนหนึ่งก็ถูกพวกนั้นฟื้นภูมิหลังขึ้นมาว่าให้อาย ฉันคิดว่าเรื่องที่เขามีปากเสียงกันคงเลวร้ายพอดู”

สุพลหันมามองบัวเกี๋ยงด้วยรอยยิ้ม

“อย่าสนใจเรื่องเขาเลย กินข้าวฉลองกันให้อร่อยดีกว่า วันนี้ขอสั่ง ‘ฉาล่งฮะ’ หน่อยเถอะ” สุพลหมายถึงกุ้งมังกรผัดขิงกับเครื่องเทศ อันเป็นจานวิเศษขึ้นชื่อของร้านทั้งด้านรสชาติและราคา

 

สี่ทุ่มกว่า ชวาลาก็ยังไม่ปรากฏตัวให้เห็น

จีนเจ้าของร้านยินดีให้นั่งคอยในร้าน เพราะเป็นลูกค้าที่คุ้นเคยต้องอัธยาศัยกัน จนจะปิดร้าน จึงเข้ามาบอกอย่างเกรงใจ

“เราเดินกลับกันก็ได้ ไม่ไกลเท่าไหร่ เดินคุยกันไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึง”

สุพลบอกอย่างไม่ทุกข์ร้อน คงเพราะความสุขปรี่ล้นที่เกิดจากการสอบในวันนี้ บัวเกี๋ยงไม่อยากให้เรื่องอื่นใดมาขัดความสุขของเขาอีก จึงตกลง ลาเจ้าของร้านแล้วเดินเคียงเขาไปใต้แสงจันทร์ที่หม่นมัว

รอบด้านสลัว ไฟถนนบางดวงติด ๆ ดับ ๆ แต่ด้วยอารมณ์ชื่นบานทำให้ทั้งสองเดินคุยกันไปได้เรื่อย ๆ จนกระทั่งมีเงาของคนกลุ่มหนึ่งก้าวออกมาขวางหน้า วัยรุ่นห้าคน ดูก็รู้ว่าเป็นพวกอันธพาลติดยา สาวเท้าเข้ามาแล้วก็แยกกันเป็นวงล้อม กระชับเข้ามาใกล้จนประชิดตัว

“ช่วยด้วย!” บัวเกี๋ยงร้องออกมาได้ครั้งเดียว หมัดหนัก ๆ ก็กระแทกเข้าไปที่ท้องของหล่อนจนจุก

สุพลถูกรุมค้นตัวหาทรัพย์สินมีค่า กระเป๋าสตางค์ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ มันก็คว้าไปเปิดดู ดึงเงินออกไปจนหมดแล้วทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ไม่หยุดเท่านี้ กลับมารุมอีกทึ้งอีกครั้งราวจะค้นหาสิ่งมีค่าทั้งหมดที่อยู่ในตัว บัวเกี๋ยงทรงตัวขึ้นมาได้ ก็คว้าหินก้อนใหญ่เหมาะมือทุบลงไปที่ศีรษะคนหนึ่ง เลือดไหลย้อย มันจึงปรี่เข้ามาหมายจะเอาคืนให้หายแค้น

สองคนจะสู้ห้าคนได้อย่างไร ส่งเสียงดังแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยิน บ้านหลังใกล้ที่สุดก็ยังไกลเกินกว่าเสียงตะโกนของบัวเกี๋ยงจะดังไปถึง สุพลถูกซ้อมจนน่วม ผลักลงไปกองกับพื้น เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นมา

“อ๊า!…” พร้อมกับเสียง ‘กร็อบ’ เหมือนอะไรแตก

มันไปแล้ว…มันวิ่งไปแล้ว

บัวเกี๋ยงครางออกมาแทบไม่พ้นริมฝีปาก เสียงสั่น มือไม้สั่น มันคงแน่ใจแล้วว่าไม่มีของมีค่าอะไรอีกมันถึงไป แต่สุพลเล่า ทำอย่างไรดี เสียงเขาร้องครวญครางราวเจ็บปวดแสนสาหัส หน้าตามีรอยช้ำ เลือดซิบ แต่ยังไม่เท่ากับมือข้างหนึ่งเลือดท่วม นิ้วมือสั่นระริก

หญิงสาวใจคอไม่ดี หล่อนต้องพาเขาไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด แต่จะทำอย่างไรเล่า หันมองดูเขาก็นึกถึงคราวที่นายหมอทรัพย์ถูกอ้ายมั่นฟ้าลอบฟัน ครั้งนั้นอ้ายมั่นฟ้ามีความแค้นต่อกันอยู่ แต่ครั้งนี้…สุพลไม่มีเรื่องบาดหมางกับใครเลย เป็นคราวเคราะห์แท้ ๆ เทียว

สวรรค์ยังมีเมตตา บัวเกี๋ยงเห็นไฟหน้ารถคันหนึ่งวิ่งเข้ามา หล่อนก็ออกไปกลางถนนโบกมือเรียก เห็นเจ้าของรถก็โล่งใจ นายจีนเจ้าของร้านอาหารที่หล่อนเพิ่งไปกินมานั่นเอง

“สุพลถูกทำร้ายต้องรีบไปส่งโรงพยาบาล”

หล่อนบอกรวดเร็วแต่ก็ครบถ้วน ช่วยกันกับจีนเจ้าของร้านอาหารประคองสุพลขึ้นรถ ไปส่งโรงพยาบาลใกล้ที่สุด สุพลถึงมือหมอแล้ว บัวเกี๋ยงก็ค่อยโล่งใจ แผลตามเนื้อตัวหล่อนมีไม่มาก แค่ถลอกนิดหน่อยเท่านั้น จีนเจ้าของร้านอยู่เป็นเพื่อนจนเกือบรุ่งสาง บัวเกี๋ยงทั้งขอบใจและเกรงใจที่เขาอยู่โยงเฝ้าดูอาการด้วย จึงบอกให้เขากลับไปพักผ่อนได้ ส่วนหล่อนจะขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ที่เป็นนักเรียนแพทย์ส่งกลับบ้านเอง

อาจารย์หมอช่วยทำแผลและฉีดยาแก้ปวดให้สุพล เมื่อบัวเกี๋ยงเข้าไปหา เขาหลับไปแล้ว หล่อนเอื้อมมือไปสัมผัสตัวเขาอย่างแผ่วเบา ไล่ไปตามรอยแผลแต่ละจุด จนมาสะดุดที่มือข้างหนึ่งซึ่งอาจารย์หมอใส่เฝือกไว้ หล่อนหันไปทางอาจารย์โดยไม่มีคำถาม ฝ่ายนั้นก็บอกว่า

“กระดูกมือแตก อาจารย์เข้าเฝือกให้แล้ว แต่อาจจะใช้ได้ไม่เหมือนเดิม”

น้ำตาร่วงลงมาสองข้างแก้มของหญิงสาว หันไปมองดวงหน้าที่หลับตาอยู่

โอ้…สุพล ว่าที่หมอผ่าตัดฝีมือดี เป็นอย่างนี้ไปได้

บัวเกี๋ยงกดอกไว้ด้วยความสะท้านสะเทือน หล่อนอยากให้เขาหาย แต่ไม่อยากให้เขาตื่นขึ้นมาตอนนี้ หล่อนรู้ดีว่า ถ้าเขารู้เรื่องนี้เมื่อไร หัวใจเขาจะแตกสลายเมื่อนั้น

 

น้ำตาของชายหนุ่มไหลลงมา เมื่อเห็นว่ามือหุ้มเฝือกไว้ เขามิได้ฟูมฟาย แต่ไม่พูดกับใครอีก

บัวเกี๋ยงขอเพื่อนพากลับอพาร์ตเมนต์ เขาก็ลุกไปอย่างว่าง่าย…ง่ายราวกับว่าตัวเขาเป็นหุ่นไร้ชีวิต ใครจะจับไปวางตรงไหนก็แล้วแต่ใจเถิด เขาไม่มีเรี่ยวแรงกำลังจะต่อสู้กับอะไรอีกแล้ว

สุพลกลายเป็นคนป่วย…คนป่วยที่ไม่ยอมรักษา

บัวเกี๋ยงเพียรพยายามป้อนข้าวจัดยาให้อย่างไรก็ไม่เป็นผล สุพลกลายเป็นคนดื้อ เหตุผลที่เขาบอกเสมอก็คือ

“ถึงร่างกายหายเจ็บ แต่มือฉันก็ใช้การไม่ได้เหมือนเดิม แล้วฉันจะเป็นหมอผ่าตัดได้ยังไง”

“แต่เธอไม่ได้ผ่าตัดคนไข้ทุกคนนะ เธอเรียนมาเพื่อจะผ่าตัดอย่างเดียวเท่านั้นเองหรือ” บัวเกี๋ยงย้อน สุพลไม่ตอบ ความมึนตึงก็แทรกเข้ามาคั่นกลางทั้งสองคนอยู่เป็นระยะ

ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาในวันหนึ่งด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ว่าบัวเกี๋ยงไม่เข้ามาดูอาการของเขาเหมือนเช่นเคย ลุกออกไปที่ห้องกลาง ไม่มีอาหารจัดวางไว้ก็เป็นเรื่องผิดปกติ เพราะทุกเช้าบัวเกี๋ยงจะจัดอาหารไว้บนโต๊ะ ครั้นเขาทำดื้อดึงไม่ยอมกิน หลัง ๆ หล่อนก็ไม่รบเร้าอีก นั่งกินคนเดียวอย่างซังกะตายให้จบไปมื้อหนึ่ง

หรือว่าหล่อนจะไม่สบาย…คิดอย่างนั้นแล้วก็เคาะประตูห้องหล่อนเบา ๆ

ไม่มีเสียงตอบกลับมา สุพลจึงเปิดประตูแง้มดูก่อน เห็นหล่อนนอนอยู่บนเตียงก็ตกใจว่าหล่อนอาจจะไม่สบาย เข้าไปอังมือที่หน้าผาก และจับข้อมือเพื่อตรวจชีพจร

“เธอไม่ป่วยนี่ อัตราการเต้นของหัวใจก็ปกติ”

“เหรอ…เธอรู้ด้วยเหรอ ว่าฉันป่วยหรือไม่ป่วย” น้ำเสียงเนือยดุจคร้านจะคุยกับเขา

“จับชีพจรดูก็รู้” เขาบอกแล้วจ้องไปที่ตาหล่อน “ดูที่ม่านตาเธอ ก็ปกติ”

หญิงสาวขยับตัวลุกขึ้น

“เห็นไหมละ เธอยังตรวจโรคได้ ยังมีคนไข้อีกมาก ที่ต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถของเธอ”

ดวงตาของสุพลแดงขึ้นมาอีกครั้ง เขาซบหน้าลงกับบ่าของหล่อน ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวเป็นเด็กน้อย

“ฉันอยากเป็นหมอผ่าตัด ฉันทุ่มเทมาทั้งชีวิต เพื่อเผชิญความสูญเปล่าเช่นนี้หรือ”

“ไม่สูญเปล่าหรอก ฉันเชื่อว่าสักวันหนึ่ง มือของเธอต้องใช้ได้เหมือนเดิม แต่เธอต้องให้กำลังใจตัวเองด้วย อย่าเพิ่งหมดหวังตอนนี้สิ”

บัวเกี๋ยงออกไปเรียนแล้วกลับบ้านมาเตรียมอาหารให้สุพล หลังจากดูแลเขาแล้ว หล่อนก็อดที่จะแอบร้องไห้คนเดียวไม่ได้ ทำอย่างไรจะให้กำลังใจเขาคืนมา แค่มือเจ็บไม่ใช่เรื่องร้ายหนักหนา เขายังรักษาคนไข้ได้ แต่ตัวเขาเองนั่นละ ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเยียวยา แม้ว่าหล่อนจะเพียรให้กำลังใจเขาแค่ไหน อาการเขาก็คล้ายจะดีขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็กลับซึมเซาหงอยเหงาลงไป

จัดห้องเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบเพื่อมิให้คิดฟุ้งซ่าน หญิงสาวก็พบกล่องกำมะหยี่ที่หล่อนนำติดตัวมาด้วย เปิดออกดูก็พบว่า มันคืออัญมณีติดหน้าซอสามสายที่เขายัดเยียดใส่มือหล่อนไว้ในวันที่เขาเดินทาง เหมือนแสงสว่างจุดขึ้นในความมืด

ในวันถัดมา บัวเกี๋ยงก็ส่งไวโอลินตัวหนึ่งให้เขา

“เมื่องานเลี้ยงส่ง ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอสีซอได้ เพลงนั้นที่เธอเล่น คือเพลงอะไรนะ”

“คำหวาน”

“ฉันอยากฟังอีกครั้ง เธอสีไวโอลินให้ฉันฟังได้ไหม”

ชายหนุ่มหันมามองหญิงสาว ดวงตากร้าวมีน้ำเอ่อคลอ หล่อนพยายามเหลือเกินที่จะให้เขาฝึกใช้มือด้วยการสีไวโอลิน แต่จิตใจเขาไม่นิ่งพอที่จะรับความปรารถนาดีในยามนี้ เขาเอื้อมมือคว้า แล้วทำสิ่งที่หญิงสาวคาดไม่ถึง

มือข้างที่ยังดีคว้าไวโอลินฟาดกับขอบโต๊ะโดยแรง เพียงครั้งเดียวก็แตก และครั้งที่สองสามตามมามันก็ไม่อยู่ในรูปเดิม

บัวเกี๋ยงกลืนก้อนขมขื่นลงไปในคอ แต่ไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมานอกจากน้ำตาที่หยาดไหล หล่อนลุกออกไปจากห้องเงียบ ๆ ปิดประตูให้เขาแล้วเข้าห้องตัวเอง

เขามิได้รักหล่อนมากพอที่จะเล่นเพลงที่หล่อนร้องขอให้ฟังอีกครั้ง

สุพลตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ด้วยความรู้สึกเงียบเหงากว่าวันไหน ๆ เป็นความเงียบที่ไร้ชีวิตชีวา ลุกขึ้นนั่งสายตาก็สะดุดกับของสิ่งหนึ่งบนโต๊ะหัวเตียง ‘ถ่วงหน้า’ อัญมณีประดับซอสามสายที่เขาเคยมอบให้บัวเกี๋ยงไว้ เขาจำได้

พลันก็นึกขึ้นมาได้ว่า เพราะเหตุใดหล่อนจึงไปหาไวโอลินมาให้เขาสีเป็นเพลงคำหวาน

หล่อนไม่เคยให้สัญญา แต่หล่อนนำสิ่งที่เขาให้หล่อนไว้ติดตัวมาด้วย

บัดนี้ หล่อนส่งคืน คงเพราะไม่อยากให้เขาเป็นตัวถ่วงในชีวิตหล่อนอีกต่อไป

สุพลใจหายวาบ ความคิดแล่นเร็วไปไกลกว่าร่างกายที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า เปิดประตูห้องหญิงสาวแล้วก็เห็นเต็มตา…ไม่มีข้าวของของหล่อนเหลืออยู่ แม้แต่ชิ้นเดียว

 

ชายหนุ่มไปตามหญิงคนรักที่คณะ บัวเกี๋ยงมิหลบหน้า ทว่าสนทนากับเขาอย่างคนรู้จักทั่วไป ถอดใจเสียแล้วที่จะช่วยกระตุ้นให้เขากลับมาเห็นคุณค่าของตัวเองเหมือนเดิม บัวเกี๋ยงขอไปอาศัยกับเพื่อนอเมริกันคนหนึ่งที่เรียนคณะเดียวกัน ที่พักอยู่ใกล้สวนสาธารณะ ใกล้กว่าอพาร์ตเมนต์ที่บัวเกี๋ยงเคยอยู่กับสุพลมาหลายปี

สุพลพยายามงอนง้อขอให้บัวเกี๋ยงกลับไปอยู่ด้วยกัน หล่อนก็บ่ายเบี่ยงไป ไม่คุยเรื่องนี้จนเขาอ่อนใจ ไม่มารบเร้าหล่อนอีก

ดึกคืนหนึ่ง เสียงไวโอลินก็ดังฟังไม่เป็นเพลง คนกำลังจะนอนพลันสะดุ้ง เปิดหน้าต่างชะโงกมองก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนสีอยู่ที่ริมหน้าต่าง ตะโกนไล่ว่าหนวกหูอย่างไรก็ไม่เป็นผล

“เสียงโวยวายอะไรกัน” บัวเกี๋ยงไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ

เพื่อนของหล่อนมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วร้องว่า

“เคธ มาดูอะไรนี่สิ”

หญิงสาวลุกตามไปดู ก็เห็นว่าสุพลกำลังสีไวโอลินอยู่ข้างล่าง เสียงดังน่ารำคาญเพราะฟังไม่เป็นเพลง

“บัวเกี๋ยง ฉันขอโทษ เธอกลับไปอยู่กับฉันได้ไหม”

หญิงสาวหมุนตัวกลับ อยากจะแกล้งทรมานเสียให้เข็ด เขาก็สีดังขึ้น ชวนรำคาญหนักกว่าเก่า จนคนข้างห้องเดินมาเคาะประตู บอกว่ามีเรื่องอะไรกันก็ชวนกันไปคุยไปปรับความเข้าใจกันที่อื่น คนจะหลับจะนอน เจอเสียงดนตรีที่ไม่เสนาะหูแบบนี้ ใครจะข่มตานอนได้

บัวเกี๋ยงจึงจำใจต้องลงมาพบเขา ชวนกันไปนั่งในสวนสาธารณะ

“ฉันพยายามหัดเล่นได้ไม่นาน เธอฟังออกหรือเปล่า ว่าเป็นเพลงคำหวาน”

“ไม่เห็นจะเป็นเพลงเลย” บัวเกี๋ยงว่า “มือเธอหายดีแล้วเหรอ”

“ยังไม่หายหรอก แต่ฉันก็พยายามจะใช้มัน รู้หรือเปล่าว่าหัดเล่นไวโอลินนี่ช่วยได้มากเลย”

“ดีแล้วละ เธอเล่นเป็นเพลงเมื่อไหร่ มือเธอก็คงใช้การได้…เหมือนเดิม” คำสุดท้ายเสียงเบาราวกับว่าหล่อนก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้การได้เหมือนเดิมสนิท แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็คงฟื้นฟูกำลังใจขึ้นมาได้แล้ว

“ฉันมาคิดทบทวนดูแล้ว ที่เธอต่อว่าฉันมันก็ถูก”

“สุพล ตั้งแต่รู้จักกันมา ฉันก็รู้แต่ว่าเธอมุ่งมั่นอยากเรียนหมอ นอกจากพ่อเธอเป็นหมอแล้ว มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เธออยากเป็นหมออีก” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ตั้งใจจะให้เขาทบทวนความฝันที่เขามุ่งมั่นอีกครั้ง

“อันที่จริง ฉันไม่ได้อยากเรียนหมอเพราะเจ้าคุณพ่อหรอก แต่เพราะคุณลุงต่างหาก” สุพลเล่า มองออกไปไกลแสนไกล ถึงอดีตของเด็กน้อยคนหนึ่งที่วิ่งเล่นอยู่ในวังเจ้านายพระองค์หนึ่ง

“คุณลุงของฉันคือขุนโอสถกรรม ฉันดีใจทุกครั้งเวลาตามคุณลุงไปรักษาเจ้านายท่านที่วัง คุณป้า…ภรรยาของคุณลุงเป็นข้าหลวงที่วังนั้น เป็นพนักงานวิเสท คือผู้ทำกับข้าวของหลวง คุณแม่ก็พาฉันไปวิ่งเล่นที่วังนั้นบ่อย ๆ ได้เห็นคนป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็รักษากันด้วยยาไทยแผนโบราณ คุณลุงเป็นหมอประจำวัง ตอนเช้าท่านจะไปราชการที่ศิริราช เสร็จแล้วจึงมาที่วัง เดินเยี่ยมไปตามที่พักของคนในวัง ดูว่าใครเจ็บป่วยไข้อย่างไรบ้าง ถ้าฉันอยู่ ท่านจะให้ฉันถือล่วมยาเดินตามท่านไป โก้อย่าบอกใครเลย” เขายิ้มให้เรื่องราวของตนแต่หนหลัง หันมามองคนที่นั่งข้าง หน้าหล่อนก็มีรอยยิ้มเช่นกัน “ฉันอาศัยครูพักลักจำจากคุณลุงมาเรื่อย จนกระทั่งพระองค์เจ้าท่านหนึ่งเป็นทูตอยู่ที่ฝรั่งเศสกลับมาเยี่ยมบ้าน เล่าถึงการแพทย์ที่นั่นให้ฟัง ฉันก็พบว่าช่างแตกต่างจากที่คุณลุงและคุณพ่อรักษาอยู่”

สุพลหันมาทางบัวเกี๋ยง แววตาของหล่อนอ่อนโยนลง

“ครอบครัวฉันเป็นหมอกันมาตลอด ฉันเองก็ต้องสืบสานทางนี้ต่อไป มิใช่จำใจ แต่เพราะใจรัก” ก้มมองมือที่ถือคันชักไวโอลินแล้วว่า “แค่กระดูกหักมันก็สมานได้ ฉันเพียงต้องใช้เวลานิดหน่อยเท่านั้นเอง”

“ฉันดีใจที่เธอคิดได้อย่างนี้ ความรู้ความสามารถของเธอจะช่วยคนได้อีกมาก” น้ำเสียงของบัวเกี๋ยงสดใสขึ้น “จะว่าไปแล้ว ถ้าเธอไม่ต้องผ่าตัดใครก็ดีนะ แสดงว่าอาการไม่ร้ายแรงถึงต้องขึ้นเขียง”

“นั่นสินะ ที่เธอว่ามันก็ถูก”

สุพลวางไวโอลินไว้ข้างตัว ล้วงหยิบของสิ่งหนึ่งจากกระเป๋าเสื้อ ส่งให้บัวเกี๋ยง

“วันที่เธอเก็บของออกมา เธอลืมไว้ที่…บ้าน” เขาจงใจเน้นคำว่า ‘บ้าน’ อย่างมีความหมาย

อัญมณีสีแดงพราวพรายสะท้อนประกายกลับไปมาที่ฝ่ามือของหล่อน

“ฉันให้เธอแล้ว ฉันก็อยากให้เธอเก็บรักษามันไว้ ฉันสัญญาว่าจะไม่เป็นตัวถ่วงของใคร ไม่ว่าเธอหรือชีวิตฉันเอง” เขารวบมือของหล่อนให้กุมอัญมณีสีแดงเม็ดนั้นไว้

“ฉันขอบใจที่เธอให้สติฉัน ฉันจึงกลับมามีกำลังใจสู้ต่อได้ ฉันอยากเป็นหมอ รักษาคนไข้ ฉันวาดวิมานเอาไว้ แต่ไม่สานต่อให้มันเป็นจริง เพียงเพราะมีอุปสรรคเล็กน้อยเข้ามาขัดขวางเท่านั้น”

บัวเกี๋ยงมองดูเขาเต็มตา ดวงหน้าของเขาละมุนใต้แสงจันทร์ ทว่าดวงตามุ่งมั่นแรงกล้ากลับคืนมาสู่ชายหนุ่มอีกครั้ง

“วิมานของฉัน ฉันไม่อยากวาดมันคนเดียว ฉันอยากให้เธออยู่เคียงข้างกัน วาดวิมานนั้นให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา…จะได้ไหม”

“ฉันอยู่เคียงข้างเธอเสมอไม่ว่ายามไหน” หญิงสาวบอก “เธอจะขอให้ฉันกลับไปอยู่กับเธอเหมือนเดิมใช่ไหมล่ะ”

สุพลยิ้มตอบ

“ใช่ แต่ก็มากกว่านั้น”

หญิงสาวเอียงหน้าแทนคำถาม เขาก็เอ่ยถ้อยคำที่เตรียมมานาน

“แต่งงานกับฉันนะ แล้วเราจะสร้างวิมานไปด้วยกัน”

ใต้แสงจันทร์ หญิงสาวไม่มีคำตอบ นอกจากพยักหน้าน้อย ๆ และรอยยิ้มละไม ชายหนุ่มรวบร่างหล่อนเข้ามากอดอย่างรักใคร่…เนิ่นนาน

 



Don`t copy text!