วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๗ : คืนมาสู่มาตุภูมิ

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๗ : คืนมาสู่มาตุภูมิ

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

นักเรียนไทยและเพื่อนในคณะหลายคนมาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแต่งงานของสุพลและบัวเกี๋ยงที่โบสถ์ คนที่คิดว่าจะพบหน้าแน่ ๆ คือ ชวาลา ก็หายตัวไป เขาหายไปตั้งแต่วันที่สุพลประสบอุบัติเหตุ เสียงเล่าลือถึงเขาค่อนข้างสับสน จนกระทั่งในวันนี้ ปะติดปะต่อเรื่องราวที่ได้มาจากแต่ละทางก็สรุปได้ว่าชวาลากลับสยามไปแล้ว รถของสุพลก็คงแปรเป็นเงินซื้อตั๋วเรือกลับบ้านและเงินติดกระเป๋า

สุพลพิมพ์จดหมายฉบับหนึ่งส่งไปทางบ้าน เพื่อแจ้งว่าเขาเรียนจบแล้ว แต่ขออยู่ต่ออีกสองปีเพื่อเรียนเฉพาะทาง ไม่บอกมากกว่านี้ ในขณะที่บัวเกี๋ยงเขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิท เล่าเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับพี่ชายของหล่อน ตลอดจนเรื่องการแต่งงาน ส่งรูปถ่ายหน้าโบสถ์ให้ไปด้วย แต่ขอร้องให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ

 

คุณหญิงพลับฟังสามีอ่านจดหมายภาษาอังกฤษของบุตรชาย แปลให้ฟังแล้วก็สองจิตสองใจ

“ใจหนึ่งอิฉันก็อยากให้ลูกกลับมาไว ๆ จากบ้านไปหลายปีดีดัก” ผ่อนลมหายใจออกมา “แต่อีกใจอิฉันก็ว่าอยู่ต่อก็ดีเหมือนกัน บ้านเมืองเราตอนนี้มันวุ่นวายอย่างไรพิกล”

ที่ว่าบ้านเมืองวุ่นวายนั้นก็เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยกลุ่ม ‘คณะราษฎร์’ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

จะว่าไปแล้วชาวบ้านร้านถิ่นไม่ยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่ว่า ‘ปฏิวัติ’ กันนั้น ก็เหมือนจะทำกันในวงเล็ก ๆ แค่กลุ่มทหารและเจ้านายบางพระองค์เท่านั้น ชาวบ้านยังพูดกันเองว่า…ทหารทะเลาะกัน เดี๋ยวก็จบ แต่แล้วเรื่องก็บานปลาย กลายเป็นความระส่ำระสายถึงเรื่องหน้าที่การงาน เพราะข้าราชการหลายคนถูก ‘ดุลยภาพ’ เพื่อประคองเศรษฐกิจของประเทศ

พระยาบริรักษ์เวชการแคล้วคลาดไม่ถูกดุลยภาพก็จริง แต่คุณหญิงพลับก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี ด้วยมีคนแวะเวียนมาหาเจ้าคุณสามีเพื่อ ‘ปรึกษาหารือ’ หรือ ‘ชักชวน’ ในบางเรื่องที่เจ้าคุณไม่เคยบอกคุณหญิง แม้จะไม่ถูกรบเร้าเหมือนเจ้าคุณหลายคนที่เป็นทหาร แต่เจ้าคุณแพทย์อย่างพระยาบริรักษ์เวชการก็ถือว่ามีอิทธิพลไม่น้อยกับคนกลุ่มหนึ่ง

“อยู่ต่ออีกสักปีสองปีก็ดีนะคะคุณพี่” คุณหญิงพลับเอนเอียงไปทางนี้ในที่สุด สามีก็เห็นด้วย

งานเลี้ยงของคณะรัฐมนตรีจัดขึ้นสม่ำเสมอ แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะยังอยู่ในช่วงชิงไหวชิงพริบ แต่ก็งานสมาคมสโมสรเหล่านี้แหละ ที่ใช้เป็นเวทีหยั่งเชิงกันเพื่อหาสมัครพรรคพวก พิจารณาว่าใครคือมิตรหรือศัตรู

พระยาบริรักษ์เวชการพยายามเลี่ยงจากการสมาคม แต่บางงานก็เลี่ยงมิได้ คุณหญิงพลับติดตามสามีไปทุกครั้ง จนกระทั่งในงานหนึ่งได้พบกับคนสนิทของรัฐมนตรีท่านหนึ่ง คนในงานแนะนำว่าเขาเพิ่งสำเร็จมาจากอเมริกา รับใช้ท่านรัฐมนตรีได้ถูกใจยิ่งนัก

คุณหญิงพลับอยากพบเพื่อจะถามถึงสุพล เผื่อว่าจะเคยพบปะที่นั่น ก็รอว่าเมื่อไหร่เขาจะเข้ามาทักทายแนะนำตัว แต่เขาไม่ยอมมา ด้วยถือว่าใครอยากพบก็ต้องเข้าไปหาเขาเอง หลายครั้งที่เขาเดินเฉียดไปมา ก็ยังไม่เข้าไปพบหน้าอยู่นั่นเอง

อดทนรอไม่ไหว คุณหญิงจึงชวนเจ้าคุณสามีตรงเข้าไปหาชายหนุ่ม

“ประทานโทษค่ะ ทราบมาว่าคุณ…เพิ่งมาจากอเมริกา”

“สวัสดีครับ ผมชื่อชวาลา เพิ่งกลับจากอเมริกาได้ไม่นานนี้เองครับ”

คุณหญิงพลับแนะนำตัวรวดเร็ว แล้วก็ถามถึงลูกชาย ชวาลาทำท่านึกอยู่นานราวกับว่าคนที่ถูกถามถึงนั้นช่างรางเลือนเสียเหลือเกิน

“สุพล…อ้อ คงเป็นหมอหนุ่มคนนั้น ขอประทานอภัยที่ต้องเรียนให้คุณหญิงทราบในเรื่องไม่น่าฟัง”

“เรื่องอะไรคะ” คุณหญิงพลับแปลกใจขึ้นมาครามครัน

“เขาไม่ค่อยสุงสิงกับใครหรอกครับ เวลาสมาคมนักเรียนก็อิดออดอิดเอื้อนไม่มา จะพบหน้าก็แต่เวลาเงินขาดมือ ผมเองก็ช่วยน้องไปสองสามครั้งนะครับ ไม่กี่ดอลลาร์ คุณหญิงอย่าได้กังวลเรื่องใช้คืนเลย ตั้งแต่ตัดสินใจให้ยืมเงิน ผมก็รู้แต่แรกแล้วว่าไม่มีทางได้คืน”

“สุพลเอาไปเงินไปทำอะไรนักหนา” คุณหญิงครางออกมา เพราะทั้งเงินทุนและเงินที่บ้านส่งให้ รวมแล้วก็เป็นจำนวนไม่น้อย พออยู่ได้สบายโดยไม่เดือดร้อนแน่นอน

“คงใช้เป็นค่าเลี้ยงดูภรรยามังครับ” ชวาลานิ่งไป แกล้งถาม “ไม่ทราบว่าคุณเกดนี่ พบกันที่นี่หรือที่อเมริกาครับ เพราะที่โน่น…เขาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตเหมือนผัวเมีย”

คุณหญิงพลับร้อนวาบสลับเย็นจนเหมือนจะเป็นไข้ สามีพาตัวกลับไป ในวันต่อมาลูกสาวก็ถูกตามตัวมาพบที่บ้าน

“หนูไม่ทราบค่ะ” ศุภางค์ปฏิเสธ แต่คุณหญิงพลับไม่เชื่อ เค้นให้ยอมรับความจริงจนศุภางค์จนด้วยถ้อยคำ ส่งภาพถ่ายที่บัวเกี๋ยงแนบมากับจดหมายให้มารดาดู

ภาพถ่ายของสุพลในชุดสากลกับบัวเกี๋ยงในชุดเจ้าสาวสวมมงกุฎดอกส้ม ในมือถือช่อดอกไม้ ถ่ายเคียงกันหน้าโบสถ์ด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

“พี่เราเขาบอกอะไรมาอีก”

“ไม่มีค่ะ แค่บอกว่าเขาแต่งงานแล้วเท่านั้น” ศุภางค์แตะมือมารดา ถามกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า “เราบอกเรื่องนี้ให้คุณหญิงแม่ กับคุณเล็กทราบดีไหมคะ” หล่อนหมายถึงคุณหญิงรัชฎาสรรพกิจ แม่สามี และวันวัสสาน์ ว่าที่พี่สะใภ้

“ป่านนี้เรื่องก็คงแซ่ไปทั่วแล้วละ แต่แม่ไม่ยอมรับ จะมาทำข้ามหน้าข้ามตาผู้ใหญ่ ไม่เห็นหัวพ่อแม่แบบนี้ไม่ได้ ยายพัด ทำลายรูปนี้ซะ อย่าให้ใครเห็นอีก เรื่องอะไรที่มันแซ่ลอยมาตามลม แม่จะถือว่าเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น”

ศุภางค์มองมารดาด้วยความเห็นใจ แต่หล่อนก็นึกห่วงพี่ชายและเพื่อนสนิทอยู่ไม่น้อย อย่างไรเสียสักวันหนึ่ง ทั้งคู่ก็ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับเรื่องนี้

ไว้ให้เป็นเรื่องของอนาคตก็แล้วกัน…ศุภางค์ปลอบตัวเอง

 

หญิงสาวไขกุญแจบ้าน กำลังจะผลักประตูก็ถูกผลักเข้าไปอย่างแรงไม่ทันตั้งตัว ผู้ที่ตามเข้ามาปิดประตูโดยไว ทรุดตัวนั่งพิงขวางไว้ไม่ให้หล่อนเปิด สุพลได้ยินเสียงร้อง ออกจากห้องมาดูก็พบว่า บัวเกี๋ยงกำลังทรงตัวลุกจากพื้น ส่วนคนที่นั่งพิงประตูมือกุมท้องอยู่มีเลือดไหลซึมจนชุ่ม

เสียงเอะอะจากคนกลุ่มหนึ่งดังอยู่ข้างนอก คล้ายจะค้นหาใครสักคน มั่นใจว่าหายไปแถวนี้ หนุ่มแปลกหน้ายกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเพื่อบอกให้เงียบ…ขอร้องให้เงียบ แววตาวิงวอน

สุพลและบัวเกี๋ยงเข้าใจในทันที เด็กหนุ่มคนนี้คงหนีกลุ่มข้างนอกและคงปะทะกันมาแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่บาดเจ็บ สุพลแอบมองออกไปก็เห็นยังวนเวียนค้นหา ตั้งท่าจะเดินมาทางที่พักของเขา

จริงดังคาด เสียงเคาะประตูรัวถี่ดังขึ้น

คนเป็นเจ้าของบ้านหันมามองหน้ากัน แววตาเด็กหนุ่มคนนั้นขอร้องให้ช่วยเขา

สุพลรอเวลาครู่หนึ่งจึงแง้มประตูเพียงนิดเดียวเพื่อดูว่าใครมา ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของคนที่นี่อยู่แล้ว หากไม่ชอบมาพากลจะได้ปิดทัน

“พวกเราตามหาคนคนหนึ่งอยู่ วิ่งมาแถวนี้ ยูเห็นหรือเปล่า” หนุ่มอเมริกันถามเป็นภาษาอังกฤษ น้ำเสียงเอาเรื่อง ราวกับว่าคนที่ตามหาซุกซ่อนอยู่ในนี้แน่นอน

“ผมอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ไม่เห็นใคร”

หนุ่มอเมริกันท่าทางเป็นหัวหน้ายังไม่ปักใจเชื่อ

“ผมขอดูข้างในหน่อยได้ไหม” เป็นคำขอก็จริงแต่น้ำเสียงค่อนไปทางขู่

สุพลไม่ขัด ให้เข้ามาดูในบ้านได้ พลันตาไวเห็นหยดเลือดที่พื้น ก็รีบลากเท้าไปเช็ด โชคดีที่วันนี้เขาสวมถุงเท้าสีดำอยู่บ้าน จึงไม่เห็นคราบเลือดเป็นรอยติดถุงเท้า แต่ก็รีบมองหาว่าจะมีหยดตรงไหนอีกหรือไม่

“ใครอยู่ในห้องน้ำ ผมขอดูได้ไหม” เหลือเพียงห้องเดียวที่ยังไม่ได้เข้าไป เสียงฝักบัวเปิดดังซู่

สุพลทำหน้าไม่พอใจ บอกไปว่า

“ภรรยาผมอยู่ในนั้น เธออาบน้ำอยู่”

หนุ่มแปลกหน้าหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อถือ ตบประตูห้องน้ำสั่งให้คนข้างในเปิดประตู บัวเกี๋ยงเปิดออกด้วยสีหน้าตกใจที่เห็นคนแปลกหน้า หล่อนอยู่ในชุดที่มีเพียงผ้าขนหนูพันไว้ครึ่งอก

“ขออภัยที่เสียมารยาท” หนุ่มอเมริกันยันประตูไว้ให้เปิดครึ่ง ๆ ส่ายสายตาสำรวจ แล้วถอยออกไป

“ซอรี่ ที่ทำให้ยูต้องตกใจ”

บัวเกี๋ยงและสุพลมองหน้ากันอย่างอกสั่นขวัญหาย ชายแปลกหน้าคนนั้นดูมีอิทธิพลบางอย่างในด้านมืด รอจนแน่ใจแล้วว่าไม่ย้อนกลับมา ทั้งคู่จึงเข้าไปในห้องน้ำ เด็กหนุ่มคู้ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำ มีม่านบังไว้ บัวเกี๋ยงถอดผ้าเช็ดตัวออก ดึงเสื้อที่หล่อนถอดแล้วร่นลงไปไว้ที่เอวกลับใส่คืนเช่นเดิม

“ทำไมพวกนั้นตามล่าเธอ”

“มัน…มันหาว่าฉันยักยอกของ” เด็กหนุ่มบอกอย่างหวั่นกลัว “ฉันไม่ได้ยักยอกนะ รับมาเท่าไหร่ก็ส่งไปเท่านั้น ถ้าเขาได้ไม่ครบ ก็แสดงว่าคนส่งมาให้ไม่ครบแต่แรก”

สุพลฟังเท่านั้นก็เข้าใจทั้งหมด เด็กหนุ่มคนนี้คงส่งยาเสพติดและติดยาด้วย เพราะร่างกายดูซูบซีด ตาแห้งจนเหลือง พูดจาไม่ต่อเนื่องเพราะลิ้นแข็ง กว่าจะเค้นออกมาแต่ละคำช่างยากเย็น เห็นรอยช้ำเป็นจ้ำที่แขนหลายจุดก็รู้ว่าฉีดมาไม่น้อย

“เธอบาดเจ็บ ต้องรีบรักษา” สุพลว่า

“ไม่นะ ฉันไม่ไปโรงพยาบาล ถ้าพวกมันรู้ มันต้องตามไปฆ่าฉันแน่ ๆ”

“แต่แผลเธอลึกมาก ต้องรีบรักษาโดยด่วน ฉันจะล้างแผลห้ามเลือดให้ก่อน” บัวเกี๋ยงว่าแล้วก็ออกไปหยิบอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้กลับเข้ามาในห้องน้ำ ไม่พาเด็กหนุ่มออกไปทำแผลข้างนอกเพราะเกรงว่า ‘พวกนั้น’ อาจจะย้อนกลับมาอีก

บาดแผลที่ถูกทำร้ายลึกจนต้องเย็บ ไม่รู้เพราะใจเด็ดหรือกลัวว่าไอ้พวกนั้นจะได้ยินเสียง ตามกลับมาเจอ ตลอดเวลาที่หญิงสาวล้างแผลให้ด้วยน้ำเกลือ เด็กหนุ่มไม่ปริปากร้องออกมา ทว่ากัดแขนตนเองจนจมเขี้ยวเพื่อข่มความเจ็บปวดแทน

“คุณเป็นหมอเหรอ” เขาถามออกมาเมื่อเห็นว่าบัวเกี๋ยงทำแผลได้คล่องแคล่ว

“เราทั้งสองคนเรียนแพทย์” บัวเกี๋ยงตอบแล้วหันไปหาสุพลที่ยังยืนมองนิ่ง “แผลเขาลึกมาก เราต้องเย็บแผล เธอเย็บแผลให้เขาหน่อยสิ”

สุพลมอง ‘คนไข้’ ตรงหน้าอย่างชั่งใจ แม้ว่าความตั้งใจจะเป็นหมอจะคืนมาแล้ว แต่เมื่อเจอเคสที่ต้องลงมือเช่นนี้ เขาก็ยังหวั่นใจ ถ้าไม่ประสบอุบัติเหตุจนมือเจ็บเสียก่อน เขาคงมีความมั่นใจมากกว่านี้

“คุณช่วยผมหน่อยได้ไหม” เด็กหนุ่มขอร้อง “ผมไปที่โรงพยาบาลไม่ได้ พวกมันจ้องจับตัวผมอยู่”

สุพลกลืนก้อนแข็งลงไปในลำคอ หันมองบัวเกี๋ยง หล่อนก็พยักหน้าให้เขา ลุกออกไปเพื่อหาอุปกรณ์สำหรับเย็บแผล ระหว่างนั้นสุพลก็พิจารณาว่าเขาจะเริ่มต้นอย่างไรดี ต้องปักเข็มลงไปกี่ครั้ง

บัวเกี๋ยงกลับมาพร้อมเข็มและไหม สีหน้าเป็นกังวลเมื่อบอกว่า

“เราไม่มียาชา”

ทุกคนเข้าใจความหมายนี้ บัวเกี๋ยงจึงให้เขากินยาแก้ปวดก่อนเริ่มเย็บแผล แม้จะช่วยได้ไม่มากแต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

สุพลร้อยไหมเข้ากับปลายเข็มเย็บแผลที่เป็นรูปโค้งเหมือนเบ็ดตกปลา เพียงแต่ไม่มีเงี่ยง กะความยาวของไหมให้พอดีกับความยาวของแผลที่ต้องเย็บปิด แตะปลายเข็มลงไปมือก็สั่นระริก ในหัวมีเสียงก้องกลับไปมาแต่ว่า…แกทำไม่ได้ แกทำไม่ได้หรอก มือแกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

สัมผัสแผ่วเบาแตะลงมาที่บ่าเขา บัวเกี๋ยงบอกเบา ๆ ทว่าหนักแน่น

“เธอทำได้ สุพล”

หันมองหน้าหญิงคนรัก หล่อนก็ยิ้มให้ หันไปทางคนไข้ แววตาเขาเจ็บปวด หวาดกลัว แต่ก็ขอร้องอยู่ในที

สุพลกดปลายเข็มลงไป ดึงเส้นไหมอย่างพยายามเบามือที่สุด หากก็ยังไม่วายเห็นเนื้อของคนไข้เต้นระริก แต่ฝ่ายนั้นก็ไม่ร้องครวญครางออกมา คงต่อสู้กับความเจ็บปวดของตนเองทุกครั้งฝีเข็มเกี่ยวลงไปในเนื้อ เย็บได้ครึ่งทาง สุพลก็เหงื่อท่วมราวกับผ่านสมรภูมิอย่างหนัก บัวเกี๋ยงใช้ผ้าขนหนูผืนน้อยซับเหงื่อให้เขา

“คุณหมอ…” เสียงคนไข้แผ่วเบาเครือครางอยู่ในคอ “ผมมีเรื่องหนึ่งอยากสารภาพกับคุณหมอ”

ทั้งสองหันไปมองเด็กหนุ่มพร้อมกัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เขามีเรื่องอะไรให้สารภาพ

“เมื่อปีก่อน ตอนกลางคืน หมอถูกทำร้ายใช่ไหม”

“ใช่ ฉันถูกดักชิงทรัพย์” สุพลบอก มองหน้าคนเล่านิ่ง คล้ายจะเดาคำพูดต่อไปได้

“ผมคือคนหนึ่งในกลุ่มนั้น และผมคือคนที่…” เสียงนั้นขาดหายไป น้ำตาไหลลงมาแทน

สุพลสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความรู้สึกหลายอย่างประดังเข้ามาเหมือนคลื่นซัด คนที่ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสจนมือใช้การไม่ได้อยู่ตรงหน้าเขานี่เอง

นายแพทย์หนุ่มพยายามสลัดความฟุ้งซ่านทิ้งไป จดจ่ออยู่กับปลายเข็มที่จะกดลงไปบนผิวก็ทำไม่ได้ดั่งใจ เขาบังคับมือตัวเองไม่ได้ เพราะใจไม่เป็นสมาธิเอาเสียเลย ใจหนึ่งอยากกระตุกกระชากไหมให้รัดแน่นจนขาดแล้วก็ปล่อยแผลที่เหลือเปิดค้างอย่างนั้น คนเจ็บจะเป็นยังไงต่อก็ช่าง ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาสักนิด ก็แค่วัยรุ่นติดยา กุ๊ยข้างถนนคนหนึ่ง ไม่มีค่าพอจะรักษาให้รอด

พลันเขาก็ละทุกอย่างในมือ ลุกเดินผละไป

บัวเกี๋ยงรีบตามไปคุยกับเขา

“สุพล เธอจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ เธอต้องกลับไปเย็บแผลให้เสร็จ”

“แต่มันคือคนที่ทำร้ายฉันนะ บัวเกี๋ยง ไอ้เด็กนั่นคือคนที่ทำร้ายฉัน” เสียงสั่นราวกับว่าอนาคตนั้นไม่เหลือแล้ว

“เขาเป็นคนเจ็บ เป็นคนไข้ ในฐานะหมอ เธอเลือกรักษาไม่ได้ ต่อให้เป็นคนที่เธอเกลียดแค่ไหนก็ตาม” หล่อนเอื้อมไปกุมมือเขาที่ยังคงสั่นมิอาจควบคุมได้ “ถ้าเธอเจ็บแค้น ตอนนี้เธอก็รู้แล้วว่าคนที่ทำร้ายเธอคือใคร เธอจะเอาคืนหรือให้เขาชดใช้อย่างไรก็ได้ แต่ไม่ใช่การไม่ยอมรักษาเขา”

“ฉันพยายามไม่คิดเรื่องนี้ แต่ฉันไม่มีสมาธิเลย บัวเกี๋ยง มือฉันใช้การได้ไม่เหมือนเดิม”

“ไม่จริงหรอก ฉันดูเธอตลอด ฝีเข็มเธอยังสม่ำเสมอ เธอเย็บได้ดีกว่าฉันตอนนี้เสียอีก อย่าคิดอะไรทั้งนั้น กลับไปเย็บให้เสร็จนะ ถือว่าฉันขอร้อง”

บัวเกี๋ยงพาสุพลกลับเข้าไปในห้องน้ำ ดึงผ้าม่านกั้นมิให้เห็นสุพลเห็น ‘คนไข้’ ให้เขาเห็นเพียงรอยแผลที่ท้องจะได้จดจ่ออยู่เท่านั้น

แผลที่เย็บค้างไว้ ใช้เวลาอีกนานทีเดียวกว่าสุพลจะเย็บเสร็จ เมื่อสำเร็จก็แทบจะฟุบล้มลงราวกับว่าเขาใช้พลังทั้งหมดในกายทุ่มเทไปในการนี้

“เธอทำได้แล้ว สุพล”

บัวเกี๋ยงบอกเสียงเบาหากเป็นกำลังใจที่หนักแน่น หล่อนกอดเขาอย่างอ่อนโยน สุพลโอนเอนซบลงกับอกภรรยาด้วยความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย แต่ก็สุขใจ ความมั่นใจคืนกลับมา เมื่อเห็นว่ารอยเย็บแผลยาวลึกนั้นฝีเข็มสม่ำเสมอเรียบงาม

‘คนไข้’ หลับไปแล้ว คงทั้งเหนื่อยล้าและเจ็บปวดผสานกัน บัวเกี๋ยงจึงเอาหมอนมาหนุนและผ้ามาห่มให้

“นอนในอ่างอาบน้ำนี้ละ ดีกว่าอุ้มออกไปข้างนอก”

สายวันถัดมาคนไข้ก็หายไป ในห้องน้ำมีเพียงผ้าห่มพับวางไว้บนหมอน ไม่มีจดหมายหรือข้อความใด ๆ บอกให้รู้ว่าเขาจากไปตอนไหน บัวเกี๋ยงและสุพลมองหน้ากันแล้วก็ได้แต่ถอนใจ หวังว่าเขาจะปลอดภัยจากพวกที่ตามล่า และอาการเจ็บของเขาไม่กำเริบขึ้นมาจนหนัก

หนึ่งเดือนผ่านไปหลังจากนั้น เมื่อบัวเกี๋ยงและสุพลกลับจากข้างนอก เปิดประตูเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ ก็พบจดหมายฉบับหนึ่งสอดไว้ใต้ประตู เปิดออกดูเห็นข้อความสั้น ๆ แต่ที่ประหลาดใจกว่านั้นคือเงินหลายดอลลาร์

‘ผมนำเงินที่เคยเอาไปจากคุณหมอพร้อมกับค่ารักษาพยาบาลมาให้ ขอบคุณหมอที่ช่วยผมไว้ ขออภัยที่ผมเคยทำร้ายหมอด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หวังว่าหมอจะให้อภัยวัยรุ่นหลงผิดคนหนึ่ง…จาก คนไข้ของหมอ’

น้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตาของนายแพทย์หนุ่ม เด็กคนนั้นใช้เงินคืนให้เขาด้วยความสำนึกผิด ข้อความสั้น ๆ ที่สัมผัสได้ว่าเด็กหนุ่มเขียนออกมาจากใจ คือรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่ได้รับ เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จัก สารภาพว่าเป็นคนที่ทำร้ายเขา แต่บัดนี้กลายเป็น ‘คนไข้ของหมอ’

สุพลบอกไม่ถูกว่านอกเหนือจากความตื้นตัน ความรู้สึกอีกหลายหลากนั้นเป็นอย่างไร แต่เขามั่นใจว่าจะไม่ลืมเลย

 

ปีกแห่งเวลาพาสองปีโบยบินไปในพริบตา สุพลคิดว่าเขาเพิ่งเขียนจดหมายแจ้งบิดาว่าจะขออยู่ต่อเมื่อวานนี้เอง บัวเกี๋ยงฝึกภาคปฏิบัติไม่ต่างจากบุคลากรคนหนึ่งในโรงพยาบาลจนกระทั่งปีสุดท้ายก็ยังคร่ำเคร่งกับตำรา เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าหล่อนอยู่ในชุดครุย รับใบปริญญาอันประกาศว่าหล่อนสำเร็จการศึกษาแล้ว

หมอหนุ่มสาวใช้เวลาที่เหลือหลังจากส่งของใช้บางส่วนลงเรือล่วงหน้าไปแล้ว รอวันเดินทางกลับ ท่องเที่ยวไปเมืองต่าง ๆ ในอเมริกาเท่าที่เวลาจะอำนวยได้

หกสัปดาห์บนเรือเดินสมุทรแม้จะพูดถึงเรื่องชีวิตนักเรียนแพทย์ในอเมริกาหลายคราหลายหน ก็หนีไม่พ้นอิ่มใจทุกเมื่อ ที่มุมานะฝ่าอุปสรรคนานาจนสำเร็จมาได้ แม้บางครั้งจะเหนื่อยแทบขาดใจ หรือท้อจนอยากจะล้มเลิก แต่เมื่อต่างอยู่เคียงข้างกัน คนหนึ่งถอยอีกคนคอยดัน คนหนึ่งล้มอีกคนก็ฉุด เป็นกำลังใจให้เสมอ โอบพยุงกันไว้เหมือนลมใต้ปีกส่งให้บินไปถึงจุดหมาย

ท้องทะเลกว้างใหญ่ในคลองสายตาค่อยเปลี่ยนเป็นสายธาราแห่งชีวิตชาวบางกอก ริมฝั่งเจ้าพระยา ที่เป็นวัดวาก็เห็นยอดเจดีย์โผล่พ้นแนวไม้ สีทองอร่ามสุกปลั่งสะท้อนแสงตะวันฉาบฉาย มองไปทางใดก็ให้รู้สึกว่าได้คืนมาสู่มาตุภูมิแล้ว

“เธอไปที่บ้านพร้อมกับฉันเลยนะ” สุพลว่า

บัวเกี๋ยงพยักหน้ารับ เป็นภรรยาของเขาแล้ว สามีอยู่ที่ไหนหล่อนก็ต้องอยู่ที่นั่น

สุพลโบกมือให้น้องสาวเมื่อเห็นหล่อนโบกผ้าเช็ดหน้าไหว ๆ อยู่ข้างมารดา บัวเกี๋ยงโบกมือให้เพื่อนเช่นกันก่อนที่สุพลจะดึงแขนหล่อนเกาะเกี่ยวเคียงกันลงมาจากเรือ

“กราบคุณแม่ครับ” สุพลไหว้มารดา

คุณหญิงพลับโผเข้ามากอดลูกชายด้วยความคิดถึง

“โตขึ้นมากเลยนะลูกแม่ เป็นนายแพทย์เต็มตัวแล้วสิทีนี้”

บัวเกี๋ยงยกมือไหว้ คุณหญิงพลับก็รับไหว้อย่างแกน ๆ รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นมาทันที

“ผมจากไปเสียนาน กลับมาบ้าน มีคนมารับเท่านี้เองหรือครับ” สุพลแกล้งเย้า เพราะมีแค่มารดากับน้องสาวมาคอยรับที่ท่าเรือ

“เจ้าคุณพ่อคอยอยู่ที่บ้าน เราเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับลูกกลับบ้านกันนะจ๊ะ งานนี้…” คุณหญิงพลับตัดสินใจไม่พูดต่อ ดังว่าตัวเองก็ไม่มั่นใจว่าจะพูดดีหรือไม่

“ดีเลยครับคุณแม่ ผมจะได้แจ้งเรื่องสำคัญให้ทุกคนทราบ” สุพลบอกพลางเอื้อมไปกุมมือบัวเกี๋ยงไว้ คุณหญิงพลับมองตามก็รู้ทันทีว่าเขาหมายถึงเรื่องอะไร ชายหนุ่มมองหน้าน้องสาว ศุภางค์ก็ส่งสายตาแทนการบอกว่า…รู้กันหมดแล้ว

รู้แล้วก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ลำบากว่าจะบอกอย่างไร…สุพลคิด

คุณหญิงพลับบงการให้คนขับรถขนกระเป๋าเสื้อผ้าของสุพลและบัวเกี๋ยงไปไว้ที่รถ นั่นแหละสุพลจึงได้รู้ว่ามีรถสองคัน

“พ่อต้นตะวันเขาให้คนที่บ้านมาขับรถให้ยายพัด สุพลนั่งไปกับน้องนะลูก” หันมาทางบัวเกี๋ยง “ส่วนหนู นั่งไปกับฉัน ฉันอยากคุยอะไรด้วยสักหน่อย”

บัวเกี๋ยงหันมาสบตาสุพล เขาก็พยักหน้าให้ ในใจคิดว่าคุณแม่คงอยากพูดจากับบัวเกี๋ยงสักเล็กน้อยก่อนถึงบ้าน ในเรื่องที่หล่อนเป็นภรรยาเขา

สุพลเดาไม่ผิด เพราะเมื่อนั่งในรถยังไม่พ้นท่าเรือ คุณหญิงพลับก็เอ่ยขึ้นมา

“ฉันไม่อ้อมค้อมล่ะนะ เรื่องเธอกับสุพล คนเขาลือกันแซ่ ว่าเธอกับสุพลอยู่กินด้วยกันอย่างคู่ผัวตัวเมียอยู่ทางโน้น ฉันไม่ถามละว่าจริงหรือไม่ เธอเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าสุพลหมั้นหมายไว้กับใคร ถึงไม่มีพิธีหมั้นผูกพันกันไว้ แต่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็เห็นชอบ มิใช่ลักลอบไปคบหากัน แบบนั้นฉันไม่ยอมรับ” คุณหญิงพลับมองหญิงสาวราวผู้พิพากษากำลังจะตัดสินคดี “อยู่ที่โน่นจะเป็นอะไรกันฉันไม่รับรู้ ข่าวลือ…ฉันก็ถือว่าเป็นข่าวลือ ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะความจริงที่นี่ก็คือ สุพลต้องแต่งงานกับหนูวันวัสสาน์ เธอเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม”

“เข้าใจค่ะ” บัวเกี๋ยงตอบสั้น ไม่มีคำอธิบาย

คุณหญิงพลับพอใจที่อีกฝ่ายพูดง่าย เข้าใจง่าย ไม่ร่ำไร ก็จบคำพูดเท่านั้น สั่งคนขับรถว่า

“เริ่ม ส่งฉันที่บ้านคุณหญิงรัชฎาฯ ฉันจะกลับบ้านพร้อมกับคุณหญิงและหนูวัสสาน์” หันมาทางบัวเกี๋ยงบอกว่า “ส่งฉันแล้ว เธอจะให้ไปส่งที่ไหน ก็บอกนายเริ่มไปก็แล้วกัน”

“ขอบพระคุณค่ะ ที่กรุณา” บัวเกี๋ยงตอบแล้วนั่งนิ่งไปตลอดทาง



Don`t copy text!