วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๘ : แผนของว่าที่เจ้าบ่าว

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

บ้านบริรักษ์เวชการในวันนี้แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อชายหนุ่มก้าวออกไปเมื่อหลายปีก่อน ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่พอสัมผัสได้ก็คือความ ‘สมัยใหม่’ ที่ความรู้สึกอย่างเจ้าขุนมูลนายจางลงไป แต่ถึงจะมลายสิ้นนั้นยังมิใช่ สุพลเข้าใจได้ทันทีที่เห็นว่าแขกของบิดาหลายคนแม้แต่งกายอย่างสากล มิได้สวมเครื่องแบบกรมกอง แต่ก็แสดงระเบียบของทหารอยู่ในทุกอิริยาบถ

นายแพทย์หนุ่มไม่รู้จักแขกหลายคนที่มาชุมนุมเพื่อ ‘ต้อนรับเขากลับบ้าน’ แต่แขกเหล่านั้นก็สนทนาปราศรัยราวกับสนิทสนมรักใคร่กันมานานปีได้อย่างไม่มีขัดเขิน

“ถ้าเจ้าคุณร่วมกับคณะรัฐบาล คุณสุพลเป็นแพทย์ทหาร ก็ไม่เลว” แขกผู้หนึ่งปรารภขึ้นมาอย่างไม่จริงจัง คล้ายจะเปรยไปตามบทสนทนาที่เลื่อนไหลไปเหมือนสายน้ำ ทว่าลึก ๆ ก็รอฟังคำตอบ

พระยาบริรักษ์เวชการไม่สนองทั้งรับหรือปฏิเสธ คงใช้วิธีการหัวเราะเลี่ยงไป หรือเบี่ยงความสนใจไปที่บุตรชายผู้เพิ่งสำเร็จการศึกษามาหมาดใหม่จากสหรัฐอเมริกา

สุพลแปลกใจที่มารดาถึงบ้านพร้อมกับคุณหญิงรัชฎาสรรพกิจ หรือคุณหญิงต่วน และธิดาของฝ่ายนั้น…วันวัสสาน์ ผู้ที่บุพการีจะตีเขาและหล่อนให้หล่อหลอมแน่นเหนียวเป็นทองแผ่นเดียวกัน

นายเริ่มกลับมาหลังจากนั้นอีกไม่นาน แต่ไม่มีบัวเกี๋ยงกลับมาด้วย กระทั่งกระเป๋าสัมภาระของหล่อนก็ไม่มี

“คุณบัวเกี๋ยงเธอให้ไปส่งที่บ้านอาเตี่ยอาม้าขอรับ” นายเริ่มรายงานเท่านั้นแล้วก็รีบปลีกตัวออกมา เพราะสายตาคุณหญิงต่วนและคุณหญิงพลับจ้องจับอย่างเอาเรื่อง มิให้พูดมาก ในขณะที่สุพลก็จับน้ำเสียงได้ว่านายเริ่มไม่กล้ารายงานอย่างตรงไปตรงมา อยากถามมากกว่านี้ ทว่าไม่มีโอกาสซักไซ้

คุณหญิงพลับ มารดาของสุพลใช้โอกาสในงานนี้ประกาศให้แขกเหรื่อทราบทั่วกัน ว่าวันวิวาห์ของสุพลและวันวัสสาน์คงเกิดขึ้นอีกไม่นาน ทราบกำหนดวันฤกษ์งามยามดีจากพระอาจารย์ที่นับถือแล้ว ก็จะรีบเชิญมิให้ต้องเตรียมตัวอย่างฉุกละหุก

ศุภางค์เหมือนคนน้ำท่วมปาก อยากพูดอะไรออกมา มารดาก็ตวัดตาคมมาทุกครั้ง ผู้ที่ช่วยให้ความว้าวุ่นของหล่อนสงบลงได้คือกลางวสันต์ ชายหนุ่มมาที่งานเลี้ยงในตอนค่ำ หมายมาดว่าจะได้พบปะพูดจากับบัวเกี๋ยงในฐานะเพื่อน ถามไถ่ถึงเรื่องราวชีวิตในเมืองไกล และยังมั่นใจว่าต้องเกิดเรื่องอะไรสักอย่างแน่ ๆ เกี่ยวกับการคลุมถุงชนครั้งนี้

กลางวสันต์เป็นอีกคนที่รู้ว่า สุพลและบัวเกี๋ยงแต่งงานกันแล้วที่อเมริกา ศุภางค์คับอกคับใจจนต้องหาทางปรึกษาเขาในวันหนึ่งให้ได้ ไม่เช่นนั้นอกใจหล่อนจะระเบิด

สุพลไม่อาจแก้คำพูดของมารดาที่ประกาศต่อแขกเหรื่อได้ จำต้องเงียบไว้เพื่อรักษาหน้า กว่าจะได้เอ่ยวาจาคัดค้านแผนการนี้ก็ต้องรอจนงานเลี้ยงเลิก

“ลูกแต่งงานกับบัวเกี๋ยงแล้วนะครับคุณแม่”

“ลักลอบทำกันเองอย่างนั้น แม่ไม่ยอมรับ” คุณหญิงพลับปฏิเสธ แล้วตัดพ้อ “ลูกนะลูก ทำอะไรไม่นึกถึงหน้าพ่อแม่ คนที่เขาได้ข่าวมา ลือกันผิด ๆ ถูก ๆ อย่างไร ก็พูดกันเซ็งแซ่แต่ในทางที่ไม่ดี สุพลทำอย่างนี้เหมือนหลอกแม่กับเจ้าคุณพ่อ จดหมายมาขออยู่ต่อคิดว่าจะร่ำเรียนเขียนอ่าน ใครจะนึก…ว่าติดผู้หญิงจนไม่ยอมกลับมา เงินทองพ่อแม่ให้ไปเท่าไหร่หมดไปกับปรนเปรอผู้หญิง จนต้องไปขอหยิบยืมคนอื่น ติดหนี้เขาไปทั่ว”

“คุณแม่! อย่ากล่าวหาลูกอย่างนี้ สิ่งที่คุณแม่ได้ยินมา ไม่เป็นความจริง ถ้าคุณแม่จะให้โอกาส ลูกจะเรียนทุกเรื่องด้วยความสัตย์”

สุพลพยายามอธิบายว่าเขารักบัวเกี๋ยงอย่างไร ทั้งเขาและหล่อนเกื้อกูลดูแลกันอย่างไร คุณหญิงพลับก็ตีค่าว่าฟังไม่ขึ้นไปเสียหมด เรื่องเดียวที่สุพลไม่บอกมารดาก็คือเรื่องที่เขาถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ มือใช้การไม่ได้ เขารู้สึกเหมือนชีวิตกำลังสลาย ก็ได้บัวเกี๋ยงฉุดรั้งเขาไว้ให้กลับคืนมาดำรงสติตั้งตัวใหม่

คุณหญิงพลับรำพันแต่ว่า

“ลูกแค่หลงผิดไปชั่วขณะเท่านั้น หนุ่มสาวอยู่ไกลบ้านไกลเมือง ก็คงเหงาเป็นธรรมดา อารมณ์พาไปให้เตลิดกันทั้งคู่ แต่เอาเถอะ” ลงเสียงหนัก ดุจจะตัดสินว่าเรื่องนี้ควรจบอย่างไร “ในเมื่อลูกยืนยันจะเลี้ยงดู…แม่คนนั้น แม่ก็ไม่ห้าม แต่ขอให้แต่งงานกับหนูวัสสาน์เสียก่อน อยู่กินกันให้พ้นไปสักปี แล้วจะให้แม่คนนั้นมาอยู่ที่นี่ หนูวัสสาน์ก็คงเข้าใจ”

“คุณแม่!” สุพลและศุภางค์อุทานขึ้นมาพร้อมกัน

พระยาบริรักษ์เวชการก็มองหน้าภรรยาอย่างนึกไม่ถึง ว่าหล่อนจะเสนอทางออกอย่างนี้ เพราะตัวเจ้าคุณเองก็ยึดมั่นหลักปฏิบัติผัวเดียวเมียเดียว ไม่ยอมมีเล็กมีน้อยทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง แม้กระทั่งในความคิด

“ลูกจะไปอธิบายกับ…คนของลูกอย่างไรก็ตามแต่ ขอแค่อย่าเพิ่งพาเข้าบ้านมาตอนนี้ แม่ขอแค่นี้”

ไม่มีใครเอ่ยคำใดอีก คุณหญิงพลับก็ลุกออกไป ปล่อยให้แต่ละคนจัดการเรื่องของตัวเอง

 

ร่างบอบบางในอ้อมแขนยังอ้อยอิ่ง เกลือกหน้าลงกับอกแข็งแรงของชายหนุ่มอย่างอาลัย วันวัสสาน์ถอนใจอย่างคนคิดไม่ตก เงยมองดวงหน้าที่ประดับไรหนวดและเคราครึ้มเขียวอย่างรักใคร่สนิทเสน่หา แหลม เป็นคนรักที่หล่อนพบว่า เมื่อจะหาเหตุผลว่าเพราะอะไร หล่อนจึงหลงใหลในตัวเขา หญิงสาวก็หาเหตุผลให้ตนเองไม่ได้

คงเหมือนที่บทพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ว่าไว้ ในเรื่อง เวนิสวาณิช

ความเอยความรัก เริ่มสมัครชั้นต้น ณ หนไหน

เริ่มเพาะเหมาะกลางหว่างหัวใจ หรือเริ่มในสมองตรองจงดี

แรกจะเกิดเป็นไฉนใครรู้บ้าง อย่าอำพรางตอบสำนวนให้ควรที่

ใครถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรตี ผู้ใดมีคำตอบขอบใจเอย

นึกถึงชาติกำเนิด ไฉนเลยเส้นทางเดินจะทอดนำให้พบพา ด้วยว่าวันวัสสาน์และแหลมอยู่กัน ‘คนละชั้น’ ไม่มีวันบรรจบกันได้ แต่ก็พรหมลิขิตนั่นอย่างไร ที่ผูกโยงไว้แล้วลากให้มาพบกัน ในวันที่หญิงสาวดูข้าวของอย่างเพลินใจ หนุ่มคนหนึ่งวิ่งหนีจากการถูกทำร้าย เหตุการณ์พาไปให้ทั้งสองหนีไปด้วยกัน

นับแต่นั้น วันวัสสาน์ก็ไม่สามารถระงับใจตนเองมิให้คิดถึงเขาได้

แหลม เป็นชายเดียวในดวงใจที่หล่อนยกไว้เป็นยอดบูชา ทว่าเขามิอาจก้าวขึ้นมาเป็นเขยเล็กของพระยาและคุณหญิงรัชฎาสรรพกิจได้ ไม่มีวัน เพราะชายหนุ่มเป็นคนต่ำชั้น เมื่อมองมาจากจุดที่หล่อนอยู่

“ฉันรู้ว่าฉันไม่คู่ควรกับดอกฟ้าอย่างเธอ” ว่าพลางก็คลึงนิ้วบางอย่างเทียนควั่นแล้วยกขึ้นจูบ “แต่ฉันก็รักเธอเหลือเกิน”

ในความรักของแหลม มีความเจียมตัวอยู่ในนั้น เมื่อวันวัสสาน์แจ้งข่าวกับเขาในวันหนึ่งว่า สุพล…นักเรียนแพทย์คนนั้น ขออยู่อเมริกาต่ออีกสองปี ทั้งคู่ก็เหมือนว่าได้ข่าวดีที่สุดในชีวิต อันจะยืดเวลาของอ้อมกอดและจุมพิตที่มีต่อกันออกไปอีกระยะหนึ่ง

“อย่างไรก็คงไม่พ้น ต้องแต่งงานด้วยกันแน่ๆ” วันวันสาน์ย้ำบ่อยครั้งอย่างคนหมดทางไป หล่อนเคยคิด…คิดอย่างมุทะลุว่าจะหนีไปกับแหลม ไปอยู่ที่ไหนก็ได้สุดหล้าฟ้าเขียว ขอเพียงมีเขาคนเดียวเท่านั้น ชีวิตหล่อนก็ไม่หวั่นกลัวอะไรอีก

ความคิดที่ค่อย ๆ ก่อตัวจนเป็นแผนการเงียบ ๆ ในใจวันวัสสาน์เป็นอันต้องสลายไป เมื่อหล่อนบอกหนุ่มคนรักว่า

“ฉันท้อง” น้ำเสียงนั้นยากจะเดาได้ว่ารู้สึกอย่างไร “ท้องลูกของเรา”

แหลมดีใจในนาทีแรก เหมือนผัวหนุ่มเมียสาวได้ข่าวดีหลังจากอยู่กินกันมานานปี ครั้นความดีใจที่โลดขึ้นหายไป ความเป็นจริงไหลเตือนมาให้สติ แหลมก็บอกว่า

“ฉันไม่อยากให้ลูกของเราต้องเกิดมาอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ”

วันวัสสาน์คิดว่าเขาจะพาหล่อนหนีก่อนถึงวันวิวาห์ ทว่าหล่อนคิดผิดถนัด เมื่อเขาบอก

“คุณหนูแต่งงานกับเขาเถอะ เด็กที่เกิดมาจะได้มีพ่อแม่ที่ฐานะสมกัน”

“ได้อย่างไรกันล่ะ เขาเป็นลูกของเธอ” วันวัสสาน์แย้ง

“ตอนนี้ยังดูไม่ออก ว่าท้อง คุณหนูให้ผู้ใหญ่เร่งจัดงานเถอะ”

“แล้วเธอล่ะ แหลม เธอจะอยู่ที่ไหน เธอจะทิ้งฉันไปหรือ” วันวัสสาน์ยังร่ำไร

“ผมไม่ทิ้งคุณหนูกับลูกไปไหนหรอก แต่งงานแล้ว คุณหนูหาทางให้ผมเข้าไปอยู่ในบ้าน เป็นคนสวน คนขับรถ หรืออะไรก็ได้” แหลมมองหน้าวันวัสสาน์ลึกเข้าไปในดวงตาหวาดหวั่นของหล่อน “เราจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน พ่อ แม่ ลูก”

วันวัสสาน์มิได้เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่หล่อนก็ยังตีบตันหาทางอื่นมิได้ ในวันหนึ่งที่ผู้ใหญ่นัดหมายมาคุยกันเรื่องจัดงานวิวาห์ แม้หน้าตาของผู้จะถูก ‘คลุมถุงชน’ จะอิหลักอิเหลื่อทั้งคู่ แต่ก็เป็นวันวัสสาน์เอง ที่เอ่ยวาจาต่อหน้าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายว่า

“ลูกยินดีแต่งงานกับพี่สุพลเจ้าค่ะ”

คำตอบของหญิงสาวนำความพอใจมาสู่ทุกคน ยกเว้นผู้จะเป็นเจ้าบ่าว

พระยารัชฎาสรรพกิจ บิดาของว่าที่เจ้าสาวคือผู้ที่สมใจมากที่สุด เพราะความพลิกผันทางการเมืองทำให้เจ้าคุณรัชฎาฯ ที่เคย ‘ใหญ่’ กลายเป็นคนเล็กน้อยลงไป ผู้ที่เคารพนบไหว้ก็เพราะยังเกรงใจในอาวุโส แต่ที่จะยำเกรงดังเก่าก่อนนั้นอ่อนลงไป แม้ว่าทั้งฝั่งรัฐบาล และผู้ที่คัดค้านจะวิ่งกันเงียบ ๆ เพื่อทาบทามใครต่อใครให้เข้าเป็นพวก แต่เจ้าคุณรัชฎาฯ ก็อยู่ในกลุ่ม ‘คอยเก้อ’

เมื่อยังไม่มีการปะทะของฝ่ายใด ยังไม่เห็นว่าใครเป็นต่อหรือเป็นรอง เจ้าคุณรัชฎาฯ ก็ยังสามารถวางตัวนิ่ง ๆ อยู่ได้ ใส่ใจลูกสะใภ้มากขึ้น เพราะเป็นธิดาของพระยาบริรักษ์เวชการ ผู้ในขณะนี้หัวกระไดไม่แห้ง มีคนมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้น

จนกระทั่งคืนงานเลี้ยงต้อนรับนายแพทย์สุพลกลับบ้าน

คุณหญิงพลับประกาศชัดว่างานวิวาห์ของทั้งคู่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า เช้าวันถัดมา พระยารัชฎาสรรพกิจก็ได้ ‘ต้อนรับ’ แขกไปใครมา ที่หนนี้เจรจาเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งคณะรัฐบาล ความสำราญคืนกลับมา เจ้าคุณรัชฎาฯ จึงเห็นว่าธิดาคนเล็กนี้ คือของขวัญที่สวรรค์ประทานมาให้เลยทีเดียว

 

สะพานถ่านค่อนข้างเงียบเหงาเมื่อเทียบกับหลายปีที่ล่วงผ่าน แม้อาคารบางหลังยังเปิดเป็นสำนักโคมเขียว แต่บรรยากาศก็ดูห่อเหี่ยวซบเซา ไม่ครึกครื้นเหมือนคืนวันเก่าก่อน บัวเกี๋ยงมาที่สำนักของนางเตียงหลังจากกลับถึงสยามได้หนึ่งสัปดาห์ จัดการทุกอย่างลงตัวก็รีบมาแจ้งนางสร ว่าหล่อนสำเร็จวิชาแพทย์กลับมาแล้ว

คนที่เคยคุ้นหน้าในครั้งกระโน้น บัดนี้ดูร่วงโรยไป แม้ว่าจะแต้มเติมสีสันบนใบหน้า และแต่งตัวจัดจ้าฉูดฉาดอย่างไร ก็ไม่อาจปิดบังความเหี่ยวเฉาได้สนิท

“นังพิศ นังน้อย นังอะไรต่ออะไร มันพากันไปหมด” นางเตียงเล่าอย่างคนที่ปลง เมื่อสองปีล่วงมานี้ นางควบคุมบรรดา ‘ลูกสาว’ ได้น้อยลง

“เขาไปอยู่ที่ไหนกันหรือจ๊ะ” บัวเกี๋ยงถาม ทั้งที่ในใจก็คิดว่าดีแล้ว ที่ไม่ต้องมาทำอาชีพอย่างนี้ ชีวิตผู้หญิงโคมเขียวหรือหญิงคนชั่ว ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นอย่างไร แต่จุดจบมักคล้ายกันที่เป็นโรคน่ารังเกียจ และตายไปด้วยความอับอาย

“ก็ไปอยู่ในที่ที่ศิวิไลกว่านี้นะสิ” นางเปลวว่า น้ำเสียงค่อนแคะเมื่อเอ่ยถึงคำว่า ‘ศิวิไล’ ที่ชักจะได้ยินกันจนชินหู

สีหน้าบัวเกี๋ยงฉายชัดว่าไม่เข้าใจ นางสรจึงขยาย

“ก็ไปอยู่ที่เบียร์ฮอลล์บ้าง ไนต์คลับบ้าง หรือภัตตาคารอย่างห้อยเทียนเหลา เก้าชั้น พวกผู้ชายนิยมไปเที่ยวอย่างนี้กันมากขึ้น เพราะมีระบำให้ดู”

“ระบำเปลื้องผ้าน่ะ” นางเปลวว่า “อย่างพวกข้า ให้ไประบำอย่างนั้นคงไม่มีใครมอง”

ทั้งสองคนช่วยกันเล่าถึงสถานบันเทิงอย่างใหม่สำหรับผู้ชายที่เปลี่ยนแปลงไปไม่กี่ปีมานี้ ที่ขึ้นชื่อกว่าอะไรทั้งหลายก็คือ เบียร์ฮอลล์ แม้สนนราคาค่าใช้จ่ายต่อคืนจะแสนแพงถึง ๓๐ บาท แต่ก็นับว่าคุ้มค่า เพราะอาหารตาเด็ดกว่ารสชาติของเบียร์ อย่างคอนเสิร์ตฮอลล์ที่ถนนสุรวงศ์ มีผู้หญิงฝรั่งมานั่งคุยด้วย แขกชายก็ชอบใจ ยิ่งเมื่อบริษัทของไทยผลิตเบียร์ได้เอง ห้องเบียร์ที่บรรจุรูปผู้หญิงสวยเพื่อโฆษณาร้านก็มากขึ้น ไม่ว่าจะย่างไปซอกมุมไหนในพระนครเป็นต้องพบ เช่นว่า ไพฑูรย์ภัตตาคารที่สี่แยกถนนพะเนียง นอกจากกับข้าวจะมีรสชาติโอชา สาวสวยทรงโสภาก็มาเป็นผู้เดินโต๊ะ หน้าโรงหนังศาลาเฉลิมกรุง มีโอชาเบียร์ฮอลล์ แถวสี่พระยามีกิรินเบียร์ฮอลล์ ส่วนที่ขึ้นชื่อที่สี่แยกราชวงศ์คือซันสตาร์เบียร์ฮอลล์

แม้เบียร์ฮอลล์จะเด็ดดวงแค่ไหน แต่ก็มีที่ไฉไล ยกให้ว่าชั้นยอดกว่า นั่นก็คือโรงเต้นรำ

จากเดิมที่มีแค่โรสฮอลล์บนถนนสุรวงศ์ ซึ่งเป็นโรงเต้นรำแบบคาร์บาเรต์ ก็มีคู่แข่งที่เยาวราช คือตึกไพบูลย์สมบัติของเจ้าคุณไพบูลย์สมบัติ อันคนทั่วไปเรียกกันง่าย ๆ ว่า ๙ ชั้น หน้าประตูสะพานหันมี ซ่วนหลีบาร์ ที่นางเลิ้งมี ศรีอาทิตย์สถาน หลังตลาดมิ่งเมืองมี สถานเขษมสุข บนถนนเจริญกรุงมีตึกทิฆัมพร หรือ ๔ ชั้น และตึกดำรงพาณิชย์ หรือ ๗ ชั้น แถววังบูรพา บรรยากาศภายในชวนให้หนุ่ม ๆ ได้กระชุ่มกระชวยด้วยการจิบเหล้าหลากชนิดแล้วเลือกคู่เต้นรำกับสาวแฉล้มแก้มแดงที่อยู่ภายใน เต้นให้เนื้อตัวเบียดสีกันพอให้เลือดวิ่ง

หากที่ถึงอกถึงใจจริง ๆ คือระบำเปลือยกาย โดยคณะนายหรั่ง เรืองนาม หรือระบำนายหรั่งหัวแดง ร้อนแรงถึงทรวงเพราะนางระบำนุ่งลมห่มฟ้า ไม่สวมเสื้อผ้า มีแต่อะไรชิ้นเล็ก ๆ แปะไว้ที่สองยอดถัน และมุมเล็ก ๆ บังจุดอัศจรรย์ให้คนดูวาบหวิวใจ ในตอนแรกก็ยังโชว์ตามงานวัดใหญ่ ๆ เช่นงานวัดภูเขาทองและงานวัดหัวลำโพง เก็บค่าชมคนละ ๑ บาท แม้จะถูกตำรวจจับและถูกวิพากษ์วิจารณ์ในด้านฉุดรั้งศีลธรรมให้ต่ำลง นายหรั่งก็ยังคงแสดงต่อที่ชั้นบนของตลาดบำเพ็ญบุญ และเวียนไปแสดงในโรงเต้นรำหลายที่ รายได้ดีกว่าแสดงตามงานวัดเป็นไหน ๆ หนำซ้ำยังโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ให้เอิกเกริกไป

สาวน้อยสาวใหญ่ที่มั่นใจในเรือนร่างและจริตมารยา จึงย้ายจากสำนักโคมเขียวมาอยู่ประจำแหล่งกลางคืนเหล่านี้แทน เป็นสาวเดินโต๊ะบ้าง เป็นคู่เต้นรำบ้าง แล้วแต่ว่าจะชอบทางไหน

บัวเกี๋ยงเข้าใจและได้สังเกตว่า คนที่ยังอยู่กับนางเตียงล้วนแต่สูงวัย พ้นจากคำว่าสาวรุ่นไปหลายปี

“ลูกค้าที่นี่ก็เหลือแต่พวกกุลี ไอ้ขี้เมา ที่มีปัญญาจ่ายได้ราคาถูก ๆ เท่านั้นละ” นางเตียงบอกอย่างยอมรับกับความเปลี่ยนแปลง “ทุกวันนี้ข้าก็เลยเปิดไปอย่างงั้น ใครอยากจะอยู่ก็อยู่ ใครจะไปเป็นนางระบำที่ไหนก็ไป ส่วนใครควงกันมาจากไหน จะมาใช้ห้องคุยกัน ข้าก็คิดเป็นชั่วโมง ได้ค่าเช่าห้องบ้างก็ยังดี ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”

“คุณหมอล่ะคะ จบมาแล้วทำอะไรต่อ” นางสรถามด้วยน้ำเสียงปลื้ม มองหญิงสาวผู้เจริญด้วยปัญญา ว่าผุดผ่องไปทั้งร่าง

“ตอนนี้ฝึกงานที่ศิริราชค่ะ หลังจากนี้ตั้งใจว่าจะออกชนบท” บัวเกี๋ยงตอบ

“คุณหมอไม่อยู่ที่พระนครนี้หรือ” นางสรใจหาย ด้วยว่าหญิงสาวจากไปเรียนหลายปี กลับมาแล้วก็อยากอยู่ใกล้ให้หายคิดถึง อีกทั้งชีวิตในพระนคร…สำหรับหมอแล้วก็ถือว่าสุขสบาย

“คนไข้ไม่ได้มีแต่ในพระนครนี่คะ คนป่วยมีทุกที่ แต่หมอกับโรงพยาบาลดี ๆ มีไม่พอ”

“คุณหมอจะไปเมื่อไหร่คะ” นางสรถาม

“ยังไม่ทราบเลยค่ะ แต่น้าไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าจะไป หนูต้องมาบอกน้าแน่ ๆ”

นางสรยิ้ม คิดคำนึงถึงบางเรื่องพลางชั่งใจว่าควรบอกดีหรือไม่ ท้ายที่สุดก็หยั่งเชิงถามอ้อม ๆ

“คุณหมอได้เจอพ่อเลี้ยงบ้างไหม ตั้งแต่กลับมานี่”

“ไม่ได้เจอเลยจ้ะ” บัวเกี๋ยงว่า นึกถึงครั้งสุดท้ายที่พบเขา “น้ารู้ไหม วันที่หนูจะเดินทาง หนูแปลกใจมากที่พ่อเลี้ยงไปพบหนูที่ท่าเรือ ให้เงินมาซองหนึ่ง บอกว่าเป็นทุนการศึกษา แล้วก็ยังส่งมาให้ทุกปี”

“ก็ดีแล้วละ หนูรับไว้เถอะ ไม่ต้องคิดอะไรมาก” นางสรตอบเสียงเบา

บัวเกี๋ยงสังหรณ์ว่ามีเบื้องหลังอะไรบางอย่าง จึงถามตรง ๆ ว่า

“คืนนั้น…คืนที่น้าช่วยหนู น้าพูดอะไรกับพ่อเลี้ยงหรือจ้ะ”

นางสรชะงัก ไม่คิดว่าจะถูกถาม หันมาสบตานางเปลว ฝ่ายนั้นก็มองมาอย่างว่าให้ตัดสินใจเอาเอง ว่าจะบอกหรือไม่

“ไม่มีอะไรมากหรอกจ้ะ แค่พูดทำนองว่า เราคนเมืองเหมือนกัน ไม่ควรข่มเหงน้ำใจกัน” นางสรนิ่งแล้วเปลี่ยนเรื่องว่า “ถ้าหนูพอมีเวลาว่าง ลองเลียบ ๆ ไปดูที่บ้านพ่อเลี้ยงสักหน่อยซีจ้ะ เผื่อได้เจอกัน พ่อเลี้ยงอาจมีเรื่องคุยกับคุณหมอก็ได้”

“ค่ะ หนูจะลองไปดู จะไปกลางวันแสก ๆ เลย” บัวเกี๋ยงว่าให้ติดตลก “ไม่ไปตอนค่ำอย่างคราวก่อนอีกแล้ว”

นางสรหัวเราะตอบ หากว่า

“ต่อให้คุณหมอไปกลางดึก น้าก็เชื่อว่าคุณหมอจะปลอดภัย”

คำพูดนั้นยังติดในใจบัวเกี๋ยง ว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำบางอย่าง แต่นางสรก็เก็บปากสนิท แม้บัวเกี๋ยงจะชวนสนทนาด้วยเรื่องทั่วไปแล้วแกล้งวกกลับมาถาม นางสรก็ตามทัน หันเหไปสู่เรื่องอื่นจนได้

บัวเกี๋ยงมั่นใจว่านางสรและพ่อเลี้ยงจันมีความลับอะไรบางอย่าง…เกี่ยวกับตัวหล่อน

 

สุพลพบบัวเกี๋ยงที่โรงพยาบาล ต่างฝ่ายต่างพูดจากันตรงไปตรงมาในสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ บัวเกี๋ยงเข้าใจเหตุผลทางฝ่ายคุณหญิงพลับ ว่าเพราะเหตุใดคุณหญิงจึงทำเช่นนี้ แต่ที่สุพลไม่พอใจก็คือ บัวเกี๋ยงยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่ว่าสุพลจะเพียรหาแผนการที่จะไม่ต้องเข้าพิธีวิวาห์กับวันวัสสาน์ และหาทางให้คุณหญิงมารดายอมรับในความสัมพันธ์ของหล่อนกับเขาอย่างไร บัวเกี๋ยงก็ส่ายหน้าอย่างปลงทุกคราว

สุพลเจ็บร้าวที่บัวเกี๋ยงไม่ต่อสู้เพื่อสถานภาพของหล่อน

“ตัวเธอเอง คัดค้านคุณหญิงแม่เธอได้หรือ” ครั้นหล่อนย้อนเช่นนี้ สุพลก็จนด้วยคำตอบ

เขาบอกเรื่องมารดายอมให้หล่อนเข้าไปอยู่ร่วมชายคาเมื่อเขาแต่งงานกับวันวัสสาน์ได้หนึ่งปี บัวเกี๋ยงก็ย้อนถามอีก

“เธออยากให้ฉันทำอย่างนั้นจริง ๆ หรือ”

กลายเป็นว่าสุพลหมดหนทางจะเจรจา ทั้งกับฝ่ายมารดาและหญิงคนรัก อ่อนใจจะเกลี้ยกล่อมจึงถามเสียงอ่อยเป็นการหยั่งเชิงแกมขอร้องว่า

“วันแต่งงานของฉัน เธอไปร่วมแสดงความยินดีด้วยได้ไหม”

“คงไม่มีใครต้อนรับฉันเท่าไหร่” บัวเกี๋ยงตอบ “แต่เธอสบายใจได้เรื่องหนึ่งว่า ถึงเธอจะแต่งงานกับใคร อยู่กินกับใคร ความรู้สึกใด ๆ ที่ฉันเคยมีต่อเธอจะคงเดิมอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง”

“เธอคงยังไม่ลืม ที่เราเคยคุยกันว่า เราจะสร้างวิมานด้วยกัน”

“ฉันไม่ลืม”

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอเธอเรื่องหนึ่ง ถือว่าเป็นคำขอสุดท้ายจากฉัน” น้ำเสียงสุพลเกือบจะเป็นประชด หากเขาก็พยายามสะกดไว้ “ฉันขอให้เธอไปที่งานแต่งงาน ฉันอยากให้เธอเห็นว่า สีหน้าของสามีเธอตอนเข้าพิธีรดน้ำกับหญิงอื่นที่เขาไม่ได้รักนั้นเป็นอย่างไร”

บัวเกี๋ยงเม้มปากแน่น สะกดอารมณ์หลากหลายที่พลุ่งขึ้นมา สุพลเห็นว่าเขาเป็นต่อก็รุกซ้ำ

“ฉันจะทำให้เธอเห็นว่า คนที่น่าเวทนาไม่ใช่คนไข้หรอก แต่คือฉันเอง”

หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ ไม่ตอบแล้วตัดบทลาอ้างว่าจะไปดูอาการคนไข้ สุพลไม่ตามไปรบเร้าอีก แต่เขามีแผนการบางอย่างสว่างขึ้นในใจ

ในวันวิวาห์ ขอแค่บัวเกี๋ยงอยู่ในงานเท่านั้น ก่อนพิธีจะเริ่มต้น เขาจะประกาศต่อหน้าธารกำนัลว่าหล่อนและเขาเป็นสามีภรรยากันโดยชอบแล้ว หากสิ่งที่เขายังคิดไม่ตกคือเรื่องคู่วิวาห์ วันวัสสาน์เป็นสาวน้อยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เติบโตในกรอบประเพณีอันงดงามด้วยความใส่ใจของมารดา ควรหรือมาถูกหักหน้าให้อายในวันแต่งงาน ทั้งที่หล่อนมิได้ทำผิดเลยสักนิด

สุพลคิดหาหนทางที่จะทำให้หล่อนบอบช้ำน้อยที่สุด 



Don`t copy text!