วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๙ : จดหมายจากคนรัก

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๙ : จดหมายจากคนรัก

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

ศุภางค์สองจิตสองใจในตอนแรกว่าจะเรียนต่อให้จบชั้น ม.๘ หลังจากที่จบมัธยมบริบูรณ์หญิงแล้วดีหรือไม่ เพราะคุณหญิงพลับเห็นว่า แค่ ม.๖ ก็ถือว่าเรียนสูงมากแล้วสำหรับผู้หญิง ทำงานเป็นเลขานุการหรือเสมียนก็ได้ ถ้าเรียนครูเพื่อจะจบมาเป็นครูประชาบาล ได้เงินเดือนไม่กี่บาทเท่านั้น สิ่งที่คุณหญิงพลับตั้งใจ คือให้บุตรีเป็นเลขานุการิณีของบิดา จะได้ไม่ต้องอยู่ไกลหูไกลตา ไปเป็นลูกจ้างคนอื่น

ผู้ที่มีผลต่อการตัดสินใจในครั้งนี้คือ คุณหญิงรัชฎาสรรพกิจและบุตรชาย

หลังจากวันที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการในงานเลี้ยงส่งสุพลแล้ว แขกประจำบ้านพระยาบริรักษ์เวชการก็คือ ต้นตะวัน ทีแรกชายหนุ่มก็อ้างตัวเป็นผู้ถือสารจากคุณแม่มาเรียนคุณหญิง จากคุณพ่อมาเรียนท่านเจ้าคุณ ซึ่งก็เห็นชัดว่าเป็นข้ออ้างไปอย่างนั้นเอง เพราะทุกครั้งเมื่อจบจากเรื่องที่อ้างว่าเป็น ‘ธุระ’ ต้นตะวันก็จะขออนุญาตพาศุภางค์ออกไปนอกบ้าน ขับรถเล่น กินขนม ดูหนัง หรือแม้แต่ชวนไปซื้อของ

คุณหญิงพลับแบ่งรับแบ่งสู้ในตอนแรก ครั้งต่อมา ต้นตะวันจึงชวนน้องชายหรือน้องสาว บางทีก็ทั้งคู่ ให้ไปด้วยกัน ได้ไม่น่าเกลียดว่าไปกันสองต่อสอง ส่วนตัวศุภางค์นั้นจะเป็นสุขยิ่งกว่า ถ้าการไปเที่ยวครั้งนั้นมีกลางวสันต์ไปด้วย

ถ้าบังเอิญมีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางสนามหญ้า ศุภางค์คงไม่ตกใจเท่าคำพูดของคุณหญิงรัชฎาสรรพกิจ

“ฉันจะขอหมั้นหมายหนูพัดให้กับพ่อใหญ่”

คุณหญิงพลับและพระยาบริรักษ์เวชการไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน แม้จะเห็นว่าต้นตะวันพอใจธิดาของตน แต่ก็ไม่คิดว่าจะเจรจาขอหมั้นหมายเร็วอย่างนี้

“ยายพัดยังตัดสินใจไม่ได้เรื่องเรียนต่อ” คุณหญิงพลับรำพึงออกมาเป็นการแบ่งรับแบ่งสู้ แต่คุณหญิงต่วนไม่ย่อท้อ คงหารือกันมาดีแล้ว จึงมีทางออกให้ว่า

“ไม่ต้องไปเรียนต่อหรอก ม.๘ หรือมหาวิทยาลัย เป็นเมียพ่อใหญ่ก็สุขสบาย ไม่ต้องทำงานก็มีกินไปทั้งชาติ เจ้าคุณกับคุณหญิงอย่าหาว่าอิฉันเร่งเลยนะคะ แต่พ่อใหญ่ตอนนี้มีแต่ผู้หญิงมารุมล้อม เป็นพ่อเนื้อหอมอยู่ในสังคม อิฉันไม่อยากให้พ่อใหญ่ไปคว้านางอะไรมาเป็นสะใภ้ อีกไม่เท่าไหร่คุณพี่ก็จะเลื่อนเป็นเจ้าพระยา” คุณหญิงเอ่ยถึงสามีอย่างภาคภูมิอยู่ในที จงใจให้อีกฝ่ายนึกเสียดายถ้ามิได้เกี่ยวดองกัน “อิฉันก็หวังจะได้สะใภ้ที่ฐานะหน้าตาสมกัน”

คุณหญิงต่วนใจร้อนจะรวบรัดให้จบในวันเดียวเสียด้วยซ้ำ หมั้นตอนเช้า รดน้ำตอนบ่าย แล้วก็เข้าหอเลย แต่เจ้าคุณบริรักษ์ฯ และคุณหญิงพลับไม่เห็นด้วย ยอมแค่หมั้นหมายกันไว้ก่อน

ศุภางค์จึงต้องไม่เรียนต่อให้จบ ม.๘ แต่เข้าเรียนฟินิชชิ่งคอร์สแทน ซึ่งก็จะยื้อเวลาออกไปได้อีก ๓ ปี

ฟินิชชิ่งคอร์ส เป็นหลักสูตรสำหรับสตรีที่ไม่ประสงค์จะเรียนมหาวิทยาลัย แต่เรียนรู้วิชาต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง เน้นเรื่องความรู้รอบตัวและการเข้าสมาคม ผู้เรียนส่วนใหญ่จึงเป็นลูกผู้ดีที่มาฝึกฝนมารยาทในการเข้าสังคม การต้อนรับแขก จัดดอกไม้ จัดโต๊ะดินเนอร์ กระทั่งลีลาศ ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสก็ต้องเรียนเพราะมีแขกต่างชาติให้พบปะ

ศุภางค์ยอมรับข้อเสนอนี้ มิใช่เพราะอยากเรียน เพราะเท่าที่ได้รับการอบรมมาจากคอนแวนต์ ก็ทำให้หล่อนมีพื้นทางนี้มาแล้วพอสมควร แต่หล่อนยอมรับเพราะจะได้ยื้อเวลาแต่งงานออกไปสักหน่อย มิใช่หล่อนรังเกียจต้นตะวัน

แต่เพราะตัวเองนั้น มั่นใจแล้วว่าหล่อนรักกลางวสันต์มากกว่า

 

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ รู้สึกเพลียและล้าไปทั้งร่าง สมองตื้อตัน อ่านอะไรไม่เข้าหัวอีกต่อไป บัวเกี๋ยงจึงหยุดแค่นั้น ลุกไปล้างหน้า แล้วหยิบจดหมายของสุพลขึ้นมาอ่าน ทุกครั้งที่หล่อนท้อถอยหมดกำลังใจจะท่องหนังสือ เรื่องเล่าของสุพลนี่แหละ เป็นน้ำทิพย์ที่พรมให้เกิดกำลังใจ มุมานะขึ้นมาทำสิ่งที่มุ่งหมายได้อีกครั้ง

“…พี่ประดิษฐ์เล่าให้ฟังว่า ในฤดูร้อนหนึ่งได้ไปพักตากอากาศที่กลอสเตอร์ เมืองชายทะเลที่เป็นที่พักร้อนของข้าราชการสถานทูตไทยแล้วป่วย ปอดบวมนอนซมอยู่อย่างนั้น ทูลกระหม่อมทรงทราบก็รีบเสด็จตามมาแล้วพามารักษาที่ตำหนัก ทรงเป็นห่วงอาการไข้ คืนไหนอากาศหนาวก็ลงมาห่มผ้าให้ โดยปกติแล้วเมื่อนักเรียนใหม่มาถึง นักเรียนรุ่นพี่จะไปต้อนรับที่ท่าเรือ แต่ปีนั้นพี่ประดิษฐ์ไม่ได้ไป ทูลกระหม่อมไม่ทรงอนุญาต เพราะยังไม่แข็งแรงดี พี่ประดิษฐ์หัวเราะแล้วบอกว่าตอนนี้ พี่ประดิษฐ์แข็งแรงมาก เล่นกีฬาหลายอย่าง ทั้งอเมริกันฟุตบอล บาสเก็ตบอล และเบสบอล ส่วนทูลกระหม่อมโปรดกรรเชียงเรือมากกว่าอย่างอื่น

คืนนั้นฉันหลับสบายบนเตียง คงเพราะถูกแกว่งไกวอยู่ในรถไฟมาถึง ๕ วันเต็ม ตื่นขึ้นมาตอนรุ่งเช้ายังผวาว่าอยู่ที่ไหน ฉันค่อนข้างละอายที่ตื่นสายกว่าทูลกระหม่อมและพี่ประดิษฐ์ พอแต่งตัวออกมาที่โต๊ะอาหาร ทูลกระหม่อมทรงทำมื้อเช้าประทานให้ ก็ยิ่งละอายใจ ว่าท่านเป็นถึงเจ้าฟ้าเจ้านาย แต่ตื่นก่อนแล้วยังทำกับข้าวให้เรากิน ระหว่างรับมื้อเช้า ก็มีรับสั่งว่า อยู่อเมริกาต้องรู้จักช่วยตนเองทุกอย่าง จะหวังให้คนรับใช้มาคอยทำให้ไม่ได้ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็ทรงสอน อย่างเรื่องล้างจาน ฉันกับพี่ประดิษฐ์ช่วยกันล้าง ทูลกระหม่อมก็สอนให้ใช้น้ำร้อนลวกจานชามที่ล้างเสร็จแล้ว จานชามจะแห้งโดยไม่ต้องเช็ดแล้วยังสะอาดขึ้นอีกด้วย…”

บัวเกี๋ยงยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก นึกถึงว่าเดี๋ยวนี้หล่อนก็ล้างจานชามอย่างนั้น ม้าก็ชมว่าสะอาดดี เช่นเดียวกับการถูเรือน ที่บัวเกี๋ยงก็มีวิธีที่เตี่ยและม้าไม่เข้าใจในตอนแรก

“…เสร็จจากล้างจานฉันก็อาสากวาดตำหนักให้ แม้จะเห็นว่ามิได้มีฝุ่นจับ ตักน้ำใส่ถังมาเสียดิบดี คงเห็นแล้วว่าท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ อย่างคนไม่เคยจับงานอย่างนี้ จึงทรงสอนฉันกวาดเรือนโดยให้ฉีกกระดาษเป็นแผ่นเล็ก ๆ ก็หนังสือพิมพ์นั่นละ เพราะมีอายุสั้นแค่วันเดียว ฉีกแล้วก็แช่น้ำจนชุ่ม บีบให้หมาดแล้วโปรยลงไปบนพื้น เมื่อกวาดพื้น ผงฝุ่นก็จะติดกระดาษ ฝุ่นไม่ฟุ้งขึ้นมา พื้นก็สะอาดหมดจดราวถูด้วยผ้าชุบน้ำ พี่ประดิษฐ์มองฉันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพราะว่าตัวเองเคยถูกสอนอย่างนี้มาแล้ว

ตำหนักที่ประทับที่ฉันเล่าให้ฟังนี้ บัวเกี๋ยงอย่าคิดว่าเป็นตำหนักหลังใหญ่แยกอยู่โดดเดี่ยว มีสนามหญ้ารายล้อมอย่างตำหนักเจ้านายที่บ้านเรา ที่ประทับของทูลกระหม่อม คนที่นี่เรียกว่า อพาร์ตเมนต์ (Apartment) เป็นห้องรวมอยู่ในตึกใหญ่อยู่ที่ถนนลองวูด (Long Wood Ave.) ในบอสตัน ภายในมีห้องโถงซึ่งจัดไว้เป็นสัดส่วนสำหรับใช้นั่งเล่น รับแขก และทรงพระอักษร มิได้ใหญ่โตโอ่อ่าแยกเป็นห้องนั้นห้องนี้อย่างที่ฉันคิดในตอนแรก มีห้องนอน ๒ ห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องบรรทม อีกห้องหนึ่งไว้สำหรับแขกพัก อย่างฉันและพี่ประดิษฐ์นี่อย่างไรละ นอกจากนี้ก็มีห้องน้ำและห้องครัว เท่านี้เอง ตำหนักที่ประทับของพระองค์ในต่างแดน

ทูลกระหม่อมทรงใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน คนที่นี่รู้จักพระองค์ในนาม มิสเตอร์สงขลา มหิดล

การมาเฝ้าทูลกระหม่อมของนักเรียนไทย เป็นเหมือนการรายงานผลการเรียนและการใช้ชีวิต นักเรียนทุนคนหนึ่งพบทูลกระหม่อมแล้วก็แทบจะร้องไห้ สีหน้าโศกสลด เพราะเรียนอยู่เมืองห่างไกล เพื่อนคนไทยไม่มี อีกทั้งยังพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง รำพันแต่ว่าทุกข์ยากลำบากใจ ฉันฟังแล้วคิดว่าทูลกระหม่อมคงกริ้วแน่ แต่ผิดคาด ทรงรับสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ถ้าไม่มีความอดทนแล้ว ก็ไม่ควรอยู่ในอเมริกาต่อไป ควรกลับเมืองไทย เพราะค่าใช้จ่ายของนักเรียนไทยในอเมริกานี้ คือเงินของประเทศที่ต้องเสียไป ถ้าเอามาใช้เสียในทางที่ไม่จำเป็น ก็เท่ากับตัดโอกาสคนอื่นที่จะได้ใช้สอยบ้าง เงินของเรามีปริมาณจำกัด เงินที่นักเรียนแต่ละคนใช้จ่ายวันเดียวในอเมริกา เทียบเท่ากับเงินที่ตาสีตาสาใช้เลี้ยงคนได้ทั้งครอบครัวในเดือนหนึ่ง การตั้งใจเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่ตั้งใจเรียน หรือไม่มีความสามารถจะเรียนแล้ว ก็เป็นการเสียเงินของประเทศไปโดยเปล่าประโยชน์

ฉันฟังรับสั่งแล้วก็เห็นด้วยทุกประการ นักเรียนทุนคนนั้นก็คงได้คิด เพราะวันต่อมาก็ทูลลากลับไปมุ่งมั่นศึกษาต่อ

นับว่าเป็นโชคดีของฉันมากที่ได้เฝ้าทูลกระหม่อม ก่อนเสด็จนิวัตพระนครปลายปีนี้ มีรับสั่งประทานหลักการทำงานให้แก่พวกเราว่า มีอยู่ ๓ ประการ ประการแรก ต้องมีความรู้ในสิ่งที่ทำ คือ Knowledge ประการถัดมา ต้องมีไหวพริบในการทำงาน คือ Intelligence และประการสุดท้าย ต้องมีความละเอียดถี่ถ้วนในสิ่งที่ทำ คือ Thoroughness จำง่าย ๆ ก็คือใช้อักษรต้นของแต่ละคำมารวมกัน จะได้คำว่า KIT อ่านว่า คิด จำง่ายใช่ไหมละ สำเนียงก็เป็นไทยดี และเตือนเราว่าให้รู้จักใช้ความคิดด้วย

ที่เล่ามานี้ ฉันอยากให้บัวเกี๋ยงใช้หลักนี้ในการเรียนเช่นกัน ฉันมั่นใจว่าเธอจะต้องเป็นนักเรียนแพทย์ได้อย่างแน่นอน

ด้วยความระลึกถึง

สุพล.”  

 

ขณะที่สุพลเขียนจดหมายฉบับแรกนั้น ชายหนุ่มคงไม่คิดว่า การเฝ้าทูลกระหม่อมในคราวนั้น จะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของเขา

สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ เสด็จนิวัตสู่สยามเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ และมิได้เสด็จเยือนอเมริกาอีก

 

กำหนดงานหมั้นของต้นตะวันและศุภางค์คือหกเดือนถัดมาจากวันที่คุณหญิงพลับเอ่ยปากตกลง แม้จะเป็นเพียงงานหมั้น แต่ก็เตรียมการอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยว่าทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็มิใช่คนเล็กน้อย

ศุภางค์มาปรับทุกข์กับบัวเกี๋ยงบ้าง เรื่องกลางวสันต์ทำตัวห่างเหินไป แรก ๆ ก็มิได้สังเกต แต่เมื่อใกล้ถึงวันหมั้น ต้นตะวันก็ไม่พาน้องชายมาพบอีก ยามที่จะชวนหล่อนออกไปข้างนอก หรือยามที่หญิงสาวไปที่บ้านรัชฎาสรรพกิจ กลางวสันต์ก็จะบังเอิญไม่อยู่บ้านในวันนั้น

“ฉันมั่นใจว่าเขาจงใจหลบหน้าฉัน” ศุภางค์ตัดพ้อ “ตอนที่ไปพบเขายังเล่นแบดมินตันที่สนามหน้าบ้าน พอเห็นฉันลงจากรถเท่านั้นละ เขาก็แต่งตัวออกจากบ้าน บอกว่ามีนัดหมาย”

ศุภางค์นึกถึงกิ๊บติดผมของหล่อนที่กลางวสันต์นำมาคืนให้ตามสัญญา หล่อนบอกว่าในเมื่อเขาเป็นคนเก็บได้ ก็ให้ถือว่าเป็นของเขา ไม่ต้องคืน กลางวสันต์ยังไม่ลดละ จะคืนให้ได้ หล่อนก็รับไว้แล้วยื่นให้เขา บอกว่าคราวนี้หล่อนมอบให้เขาเอง เขาก็รับไปเก็บไว้ หญิงสาวมั่นใจ ว่าหล่อนเห็นรอยยิ้มของเขา

บัวเกี๋ยงไม่อยากไปร่วมงานหมั้นของเพื่อนสาว หล่อนรู้ว่าคนที่นั่นไม่ต้อนรับหล่อน

“เราต้องอ่านหนังสือ แผนกวิทยาศาสตร์นี่เรียนยากจัง”

“ตัวอย่าอ้าง คร่ำเคร่งอ่านหนังสือทุกวัน ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เป็นบ้ากันพอดี” ศุภางค์ค้อน “พักเสียวันหนึ่งมาอยู่เป็นเพื่อนกัน คงไม่รบกวนเวลาตัวมากกระมัง”

บัวเกี๋ยงเห็นใจเพื่อน แต่ไหนแต่ไรมา ศุภางค์ก็เอื้อเฟื้อหล่อนมาตลอด จึงตกลงว่าจะอยู่เป็นเพื่อนหล่อนในวันหมั้น ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีใครกระทบกระแทกแดกดันให้เจ็บใจนั้น ก็จะทำหูทวนลมไปเสีย

ศุภางค์จับมือเพื่อนในตอนแรกแล้วเปลี่ยนมาโอบกอดไว้อย่างขอบใจ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นสั่นเครือ เศร้า เหงาอย่างบอกไม่ถูก

“เราเคยคิดนะ ว่าในโลกนี้คงมีแค่พี่ชาย ตัว และวสันต์ ที่จะคอยอยู่เคียงข้างเรา” น้ำเสียงคล้ายเจือสะอื้น “แต่ตอนนี้ เรารู้สึกว่า เหลือตัวคนเดียวเท่านั้น ที่อยู่เคียงข้างเรา”

 

วันวัสสาน์มาซื้อข้าวของที่จำเป็นต้องใช้ในงานหมั้นของพี่ชายคนโตที่บางลำพู เรียบร้อยเร็วกว่าที่กะไว้ จึงให้บริวารขนของกลับบ้านไปก่อน ส่วนตัวหล่อนขอเดินเล่นดูข้าวของเพลิน ๆ เสียหน่อย เพราะน้อยครั้งที่จะมีอิสระ ได้อยู่คนเดียวโดยไม่มีบริวารติดหน้าตามหลังเป็นขบวน

บางทีหล่อนก็อึดอัดกับการอยู่ในกรอบที่งดงามของคุณแม่

บางครั้งหล่อนก็ดื้อแพ่งกับมารดา ภายใต้ท่าทีอ่อน ๆ ของหล่อนนั่นละ

เรื่องที่ยังทัดทานมารดาไม่สำเร็จ ก็คือเรื่องหมั้นหมายกับสุพล

วันวัสสาน์มีคำตอบให้ตัวเองแล้วตั้งแต่วันงานเลี้ยงส่งสุพลที่บ้านบริรักษ์เวชการ มารดาของหล่อนเจ้ากี้เจ้าการให้ไปทำอาหารตั้งแต่เช้า แม้สุพลจะปฏิบัติต่อหล่อนอย่างสุภาพ ก็เป็นตามมารยาทมากกว่ามีจิตเสน่หา ตรงกันข้าม หล่อนเห็นว่าเขาใส่ใจเด็กสาวบ้านป่าคนนั้นมากกว่าใคร วันวัสสาน์มิได้อยากเอาชนะ หรือเห็นว่าเป็นการเสียศักดิ์ศรี ถ้าสุพลจะเลือกเด็กสาวคนนั้น แทนที่จะเลือกหล่อนผู้งามพร้อมทั้งรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ

กลับบ้านในคืนนั้น วันวัสสาน์ก็บอกคุณหญิงต่วนตามตรง ว่าไม่ประสงค์จะหมั้นหมายกับสุพล มารดาก็เอ็ดแหว ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ยืนกรานจะให้หล่อนเกี่ยวดองกับเขาให้ได้ ในวันถัดมา พี่ใหญ่จึงพาออกไปข้างนอก จะได้ไม่ต้องมีปากเสียงกับมารดาอีก พบกันที่สถานกาแฟนรสิงห์ ก็ยิ่งทำให้มั่นใจว่า หล่อนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสุพลและเด็กสาวคนนั้น ไม่ว่าทางใดทั้งสิ้น

ความรู้สึกเป็นอิสระ ปลอดจากบริวารติดสอยห้อยตาม ทำให้วันวัสสาน์ดูข้าวของเพลินเป็นพิเศษ ขนมบางอย่างที่ซื้อข้างทางแล้วยืนกินตรงนั้นได้ หล่อนก็ทำอย่างมีความสุข เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ จนมาหยุดที่ร้านขายผ้าร้านหนึ่ง ค่อย ๆ เลือกดูทีละผืนอย่างเพลินใจ

เสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องสับสน

คนในร้านบางคนกรูออกไปดูที่ถนนว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงร้องดังมาว่ามีคนไล่ยิงกัน

วันวัสสาน์ใจสั่นอยู่ในร้าน ทำยังไงดี มีคนยิงกันข้างนอก หล่อนจะออกไปได้ตอนไหน ถ้าเกิดออกไปแล้วเจอลูกหลงจะทำอย่างไรเล่า ลูกจ้างคนหนึ่งคงเห็นท่าทีหวาดกลัวของหล่อน จึงบอกว่า

“คุณหนูออกไปทางหลังร้านก็ได้ ลัดเลาะไปตามซอยนั้นก็น่าจะปลอดภัย เพราะไอ้พวกนักเลงมันวิ่งไปทางนู้น”

หญิงสาวมือไม้สั่นจนเย็นเฉียบไปทั้งร่าง หล่อนไม่เคยเจออะไรอย่างนี้ ที่คิดออกก็คือ ออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด จะได้ปลอดภัย

ก้าวออกไปไม่ทันระวังตัว หล่อนก็ชนเข้ากับอะไรอย่างหนึ่งจนล้มลงไปกองกับพื้น หันมามองก็แทบจะกรีดร้องออกมา แต่ว่าเสียงกลับหายไปในลำคอ ร่างสูงที่จ้องหล่อนอยู่ถือปืนขู่ว่า

“อย่าร้องนะ!”

วันวัสสาน์ปากคอสั่น หน้ามืดจะเป็นลมขึ้นมา ชายหนุ่มคิดว่าถ้าหล่อนเป็นลมล้มพับตรงนี้ ไอ้พวกที่ตามอยู่ต้องรู้แน่ นางคนนี้ดูขวัญอ่อนเสียด้วย ตะคอกสักสองทีก็คงบอกออกมาหมดสิ้น

คิดอย่างนั้นแล้วจึงปราดเข้าไปฉุดให้ลุกขึ้นแล้วลากวิ่งไปด้วยกัน เสียงดังไล่หลังมาไว ๆ ว่าพบตัวแล้ว ก็ยิ่งเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น วันวัสสาน์ก้าวตามแรงฉุดนั้น รู้สึกราวตัวเองกำลังปลิว

เขาปล่อยแขนหล่อนเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว

วันวัสสาน์มึนงงว่าอยู่ที่ไหน ตั้งสติได้มองออกไปจึงเห็นอยู่ว่าอยู่ในโรงภาพยนตร์ หล่อนและเขาอยู่ในห้องฉาย ข้างล่างไฟสลัวเพราะยังไม่ถึงรอบฉาย ชายกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาหาสักพักแล้วก็ออกไป นั่นแหละ ผู้ที่ฉุดหล่อนวิ่งมาจึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง เหงื่อไหลชุ่มโชกจนเปียกไปทั้งตัว

“คราวนี้มีเรื่องกับใครอีกละ ไอ้แหลม” เสียงห้าวถามออกมาจากมุมหนึ่งของห้อง คนถูกถามก็ตอบว่า

“ไอ้ชอบ สวนมะลิ นะสิ”

“ไปฉะกันอีท่าไหนวะ ถึงได้วิ่งหน้าตั้งหลบกระสุนมาอย่างนี้”

“ไว้ค่อยเล่าได้ไหมพี่ ตอนนี้ขอน้ำกินหน่อยเถอะ”

คมรินน้ำส่งให้ แหลมก็รับไปดื่มอย่างกระหาย

“แล้วนังหนูนี่ใคร อย่าบอกนะว่ายิงกันแย่งอีนังคนนี้”

วันวัสสาน์ได้ยินแล้วใจหายวาบ หล่อนกลายเป็นตัวอะไรไปแล้วหรือ

แหลมไม่ตอบ หน้าเขาซีดลงเรื่อย ๆ เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพรายเต็มหน้า กัดริมฝีปากจนเขียวคล้ำ ราวกับว่ากำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดอยู่ ตาค่อย ๆ ปรือลง มือไม้อ่อนแรง หญิงสาวมองไปที่ร่างนั้น เห็นเขากุมสีข้างอยู่ เมื่อมือแดงฉานนั้นตกลงข้างตัว หล่อนก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ

“เธอถูกแทง!”

แหลมไม่มีเรี่ยวแรงต้านทานอะไรอีก หลับตาลงพร้อมกับสติสัมปชัญญะหลุดไปในนาทีนั้น

 

ต้นตะวันเป็นห่วงน้องสาวว่าเย็นแล้วยังไม่กลับบ้าน ถามบริวารที่ไปซื้อของก็ได้แต่คำตอบเดิม ๆ ที่ยิ่งถามก็ยิ่งชวนให้หงุดหงิด จวนค่ำจึงเห็นหล่อนเดินลงมาจากตึก อาบน้ำแต่งตัวใหม่เรียบร้อย ทว่าดูไม่สดชื่น แต่ก็เข้าใจว่าหล่อนเจอแดดมาทั้งวัน ก็ย่อมอ่อนเพลียเป็นธรรมดา

วันวัสสาน์ยังใจเต้นตึกตักเมื่อยืนอยู่ในห้องของตัวเอง เข้ามาทางหลังบ้าน ลัดเลาะขึ้นทางด้านหลังตึกมิให้ใครเห็นว่าเสื้อผ้าของหล่อนยับยู่ยี่และมีรอยเลือด หน้าเผือดซีดราวกับเห็นภาพหลอนตลอดเวลา รอยแผลเปิดแยกจนเห็นเนื้อขาวนั้นยังติดตามาถึงตอนนี้

คิดแล้วก็ยังใจเต้น เมื่อเห็นชายหนุ่มสลบล้มพับไป เลือดไหลออกมาราวสายน้ำ

คม…ชายหนุ่มในโรงภาพยนตร์ขอให้หล่อนไปตามหมอจากคลินิกใกล้ ๆ มาดูอาการ เขาไม่อาจเสี่ยงประคองร่างคนป่วยออกไปได้ เพราะพวกที่ตามไล่อาจจะยังซุ่มคอยอยู่แถวนี้ วันวัสสาน์ออกมาหาหมอด้วยใจเต้นระทึก กลัวไปหมดทุกอย่าง ไอ้พวกนั้นจะจำหล่อนได้ไหมหนอ ถ้าหากมันจำได้แล้วพุ่งเข้ามา หล่อนจะทำอย่างไรดี

หญิงสาวกลับมาที่โรงภาพยนตร์พร้อมกับหมอวัยกลางคน ดูขั้นตอนการรักษาแล้วก็หน้ามืดจะเป็นลมอยู่หลายหน หล่อนทนเห็นภาพแบบนี้ไม่ได้ มีแต่เลือด…เลือดทั้งนั้น หมอทำแผลให้ยาไว้ก่อนจากไป หล่อนก็จ่ายค่ารักษาให้ วันวัสสาน์ยังต้องนั่งสงบจิตใจอีกหลายนาที กว่าจะรวบรวมกำลังพยุงตัวเองให้ลุกออกไปเรียกรถรับจ้างมาส่งถึงบ้าน อ้อมเข้าทางด้านหลัง รีบขึ้นห้องเพื่ออาบน้ำแต่งตัวใหม่

ถ้าคนในบ้านเห็นสภาพหล่อนยับเยินมาจากข้างนอกต้องซักถามเป็นการใหญ่แน่

 

วันวัสสาน์ยังทำหน้าที่ควบคุมบริวารเรื่องอาหารหวานคาวในงานหมั้นของพี่ชายใหญ่ได้อย่างเรียบร้อยน่าชื่นชม แม้บางครั้งจะมีท่าทีเหมือนใจลอย แต่ผู้ที่พบเห็นก็เข้าใจไปในทางเดียวกันว่าหล่อนคงเหนื่อยเพราะต้องดูแลงานมิให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้เสียหน้าพระยาและคุณหญิงรัชฎาสรรพกิจ

มีแต่บัวเกี๋ยงเท่านั้นที่สังเกตว่า อาการของหญิงสาวผิดปกติ

“คุณป่วยหรือเปล่า หน้าตาซีดเซียว” บัวเกี๋ยงดักถามเมื่อสบโอกาสอยู่ตามลำพัง

“เปล่านี่ ฉันสบายดี” วันวัสสาน์ตอบ แม้จะมีท่าทางปึ่งชา แต่ก็ลดลงไปมาก

“ฉันคิดว่าคุณไม่ได้ป่วยกายหรอก แต่ใจของคุณไม่ค่อยสงบ” บัวเกี๋ยงว่า “ท่าทางของคุณเหมือนคนเจออะไรที่น่าตกใจจนขวัญผวา คุณไปเจออะไรที่น่ากลัวมาหรือเปล่า”

วันวัสสาน์หันมามองนิ่งคล้ายจะตำหนิว่ามันเรื่องอะไรของเธอ มาพูดฉอด ๆ อยู่อย่างนี้ หากแท้ที่จริง คำพูดของบัวเกี๋ยงดุจเหล็กแหลมพุ่งแทงเข้าไปตรงเป้าความรู้สึกของหล่อนจนเถียงไม่ออก

“เธอ…” หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่แน่ใจว่าจะถามดีหรือไม่ แต่หญิงคนนี้บอกว่าอยากเรียนหมอ คงมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้างกระมัง

“คนเป็นแผล…มีดบาด จะป่วยมากไหม มีอันตรายร้ายแรงหรือเปล่า”

บัวเกี๋ยงงงที่วันวัสสาน์ถาม แต่ก็ตอบ

“อยู่ที่ว่าแผลเล็กหรือใหญ่ แล้วมีดสกปรกไหม อาจเป็นบาดทะยักได้นะ” บัวเกี๋ยงอธิบาย “คุณเป็นแผลที่ไหนคะ”

“ไม่ใช่ฉันหรอก เพื่อนฉันน่ะ เขาได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลตรงนี้” นิ้วเรียวชี้ไปที่สีข้าง

บัวเกี๋ยงนึกถึงคราวที่นายหมอทรัพย์ถูกอ้ายมั่นฟ้าลอบดักฟัน แผลที่สีข้างทำให้ป่วยจนเป็นไข้ต้องนอนซม แต่นายหมอก็ดื้อ…ทั้งที่ยังมีไข้แท้ ๆ แต่ก็กัดฟันลุกออกไปดูอี่นายกาสะลองฟ้อนนำขบวนสรงน้ำพระที่หน้าวัด

ที่วันวัสสาน์บอกว่าเป็นแผลที่สีข้าง คงไม่ใช่บาดแผลธรรมดา คนอยู่แต่ในครัวอย่างหล่อนจะสับเนื้อหั่นผักอย่างไรให้มีดแฉลบเข้าที่สีข้าง บัวเกี๋ยงไม่ซักไซ้ หากแต่บอกว่า

“พักผ่อนให้มาก ๆ ไว้ก่อนจะดี แล้วต้องคอยดูแลแผลให้สะอาด”

หญิงสาวพยักหน้ารับฟังคำแนะนำ เสร็จจากงานหมั้นของพี่ชาย แขกเหรื่อกลับกันไปหมดแล้ว มารดาก็เรียกเข้ามาถาม

“แม่เล็กมีเรื่องอะไรกับนังคนนั้น แม่เห็นคุยกันอยู่นานสองนาน” น้ำเสียงคุณหญิงต่วนขุ่นเขียว รอฟังว่าถ้าบัวเกี๋ยงทำเรื่องให้บุตรีของหล่อนไม่สบายใจ หล่อนก็พร้อมจะจัดการในทันที

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ วันนี้ลูกเหนื่อยเหลือเกิน ขอตัวพักผ่อนนะคะ”

วันวัสสาน์ตัดบทสำเร็จ อยู่คนเดียวในห้อง ความคิดคำนึงถึงคนเจ็บก็มาเยือนอีกครั้งและอยู่ไปตลอดทั้งคื



Don`t copy text!