บ้านเช่า

บ้านเช่า

โดย : ภัทรภร

Loading

อ่านเอาขอแบ่งปันเรื่องเล่าจากเงาสนธยา เรื่องลี้ลับจากประสบการณ์ตรงของ ภัทรภร มนุษย์ฟรีแลนซ์ ที่ตระเวนเดินทางทำงานไปทั่วทิศและมักได้ของแถมเป็นการพบปะทักทายจากเหล่าเพื่อนต่างมิติ และ ทรรศิตา มนุษย์ผู้ใช้ชีวิตเป็นจาริกชนคนเดินทางแสวงหาความหมายชีวิตระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และมักผูกพันกับเรื่องลี้ลับบางอย่างเกินคาดเดา

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ฉันอายุได้ประมาณ 9-10 ขวบ ตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ที่จังหวัดอยุธยา ดินแดนที่โอบล้อมไปด้วยโบราณสถาน วัดเก่า เมืองเก่า โดยเฉพาะในเกาะเมือง เป็นที่เลื่องลือที่สุด เรียกได้ว่า แทบจะทุกตารางนิ้วของเมืองน่ะแหละ และใครที่เติบโตมาในเมืองนี้แล้วไม่เคยเจอผีหรือวิญญาณอะไรสักอย่างเลยก็ค่อนข้างจะแปลกเอาการ

เหตุการณ์ที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ เกิดขึ้นที่บ้านไทยโบราณหลังหนึ่งซึ่งครอบครัวของฉันย้ายไปอยู่ในช่วงหนึ่ง

ตอนนั้นแม่พาฉันและน้องๆ และยายทวดไปเช่าบ้านหลังนี้ เพราะค่อยข้างใกล้กับโรงเรียน และติดถนนใหญ่

ภาพจำตอนแรกที่เข้าไปในบ้านหลังนี้ยังชัดเจนมากมาจนถึงทุกวันนี้

รั้วบ้านหลังนี้จะอยู่ติดกับถนนใหญ่ มีประตูไม้แบบโบราณแบบใช้ไม้ขัด ความกว้างประมาณคนเดินผ่านได้ เป็นตัวไม้เก่าและผุพังอยู่ทางขวาสุดของรั้ว มีเถาวัลย์และวัชพืชปกคลุมเกือบหมดจนประตูแทบใช้การไม่ได้

เมื่อเดินผ่านเข้าไป จะเป็นสวนหน้าบ้าน มีต้นชมพู่มะเหมี่ยวต้นใหญ่อยู่ตรงกลาง เดินเข้าไปอีกนิด จะเห็นตัวบ้านหลังใหญ่ เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง สีฟ้าหม่นๆ ด้านหลังตัวบ้านคือคลองเมืองที่ไหลไปออกแม่น้ำลพบุรี ที่จะเชื่อมกับแม่น้ำป่าสัก

เมื่อขึ้นบันไดบ้านไป จะเป็นชานพัก มีหลังคาและที่นั่งรับลม ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าไปในตัวบ้าน

บ้านหลังนี้จะวางผังแบบบ้านไทยโบราณคือ มีโถงกลางโล่งๆ และมีห้องอยู่รอบด้าน ฝั่งซ้ายมีห้องประมาณสองห้อง โดยนับจากประตู ด้านหน้ามองตรงไปจะเป็นครัวไฟ มีประตูด้านหลังที่ปิดตายไว้ด้วยกุญแจโบราณลูกใหญ่มาก

ถัดมาทางขวา จะเป็นชิงช้าแขวนเก่าๆ มีหลังคาคลุม ซึ่งภายหลังพวกเราได้ซ่อมแซมเป็นชิงช้าขนาดใหญ่ที่นั่งได้ประมาณสองคน ถัดไปเป็นแนวระเบียงกว้างก่อนจะเดินขึ้นไปบนชานบ้าน และมีห้องเรียงรายอยู่ทางฝั่งนี้

ห้องแรกอยู่ทางซ้ายมือเป็นห้องน้ำเล็กๆ เมื่อเดินต่อไปอีกจะเป็นห้องโถงที่มีห้องนอนใหญ่อยู่ขวามือ ส่วนด้านซ้ายจะเป็นประตูห้องนอนอีกห้องที่เล็กกว่า และมีผนังยาวไปจรดประตูหลังบ้านที่กั้นไว้อีกชั้น ซึ่งออกประตูนี้ไปก็จะเป็นห้องนอนอีกห้องอยู่ทางซ้าย ตรงข้ามห้องนี้จะเป็นบันไดที่ทอดลงไปใต้ถุนบ้าน

ห้องนอนของครอบครัวฉันคือห้องนอนใหญ่ทางฝั่งขวานี้แหละ ส่วนยายทวด ก็จะขอกางมุ้งนอนที่หน้าห้อง ตรงโถงกลางที่เชื่อมระหว่างชานหน้าบ้านไปประตูหลังบ้าน

วันแรกที่พวกเราไปถึง ต้องช่วยกันทำความสะอาด ปัดหยากไย่จำนวนมหาศาล โดยเริ่มจากส่วนที่พวกเราจะนอนก่อนแล้วค่อยๆ ขยายไปทำห้องอื่นทีหลัง ส่วนตรงครัวไฟ เราใช้เป็นห้องครัวจริงๆ แต่หลังห้องครัวก็ยังมีประตูปิดตายที่เราเปิดไม่ได้ ก็เลยปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น

ค่ำวันหนึ่งหลังจากย้ายเข้ามาได้ไม่นานนัก พวกเราคือแม่ ฉันและน้องๆ กับยายทวด ก็นั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่ที่ชานบ้าน ใกล้ๆ กับชิงช้า เวลาตอนนั้นน่าจะประมาณทุ่มกว่าๆ ซึ่งแม่เพิ่งกลับมาจากทำงาน ก็เลยกินข้าวกันค่ำหน่อย แต่ปกติเราจะเปิดไฟแค่ตรงที่พวกเรานั่งกัน จะไม่เปิดไฟในห้องโถงกลางถ้าไม่ได้เข้าไปใช้ จะเปิดแค่ในห้องนอน

ตรงจุดที่ฉันนั่ง ก็จะมองตรงไปที่ช่องประตู ห้องโถงที่ยายทวดนอน และประตูหลังบ้านได้ชัด ซึ่งระหว่างที่ฉันกำลังกินข้าว ก็เงยหน้าขึ้นไปมองตรงประตูหลังบ้านซึ่งอยู่ลึกเข้าไปด้านในสุด เพราะรู้สึกเหมือนว่ากำลังมีคนมองอยู่ ฉันก็เลยได้สบตากับคุณตาท่านหนึ่งที่ยืนพ้นขอบประตูทางขวามือมาประมาณครึ่งตัว และด้วยแสงไฟจากด้านนอกที่ส่องเข้าไป เลยพอจะมองเห็นว่าคุณตาใส่เสื้อขาวราชปะแตน นุ่งผ้าม่วง มีถุงเท้า รองเท้า เหมือนชุดแบบโบราณ คุณตาก็มีรูปร่างปกติเหมือนคนทั่วไปนี่แหละ ติดแค่ขอบตาดำคล้ำมากไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอะไร ฉันก็ด้วยความเป็นเด็กน่ะแหละ ก็เลยหันมาบอกยายทวด

“ยายๆ ไม่ชวนคุณตาคนนั้นมากินข้าวด้วยเหรอ”

ทันทีที่ยายทวดได้ยิน ก็หันไปมองตามมือที่ฉันชี้ไป  แกไม่พูดอะไรสักคำ แต่หันหน้ากลับมา แล้วตวาดฉันเบาๆ

“กินข้าวไป ไม่ต้องพูดอะไรเลยนะ” แล้วทุกคนก็ก้มหน้าก้มตากินข้าว ยายทวดกับแม่คือกินกันเสร็จเร็วมาก แล้วรีบเก็บสำรับกันอย่างไว

ฉันก็ได้แต่งงว่าทำไมอ่ะ ก็แค่จะชวนคุณตากินข้าว?

อีกสองสามวันต่อมา ฉันก็ขอไปนอนกับยายทวด เพราะชอบนอนห้องที่โล่งๆ อากาศเย็นสบายดี

ยายทวดก็กางมุ้งนอนตามปกติ ทางขวามือก็คือประตูหลังบ้านตรงที่เคยเห็นคุณตานั่นแหละ ซ้ายมือก็คือประตูที่ออกไปชานเรือนด้านนอก จะบอกว่าเรานอนขวางกลางประตูเลยก็คงได้ แต่ยายทวดเป็นคนไม่ค่อยถือเรื่องอะไรแบบนี้ ก็เลยนอนได้สบาย

ตอนดึกคืนนั้น ฉันตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงเด็กๆ หัวเราะ ก็เลยมองออกไปรอบๆมุ้ง ปรากฎว่ามีเด็กสามคนกำลังวิ่งเล่นอยู่รอบๆ มุ้ง ส่งเสียงหัวเราะกันสนุกสนาน แต่เด็กพวกนั้นแต่งตัวแปลกๆ เด็กผู้ชายสองคนมีผมจุกคนหนึ่ง กับผมเปียคนหนึ่ง ไม่สวมเสื้อ นุ่งแต่โจงกระเบน ส่วนเด็กผู้หญิงหนึ่งคนมีจุกตรงกลางศีรษะ ใส่เสื้อคล้ายๆ คอกระเช้าสีขาว นุ่งผ้าโจงกระเบนเหมือนกัน

ฉันลุกขึ้นมานั่งมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะกิดเรียกยายทวด

“ยายๆ เด็กที่ไหนเข้ามาวิ่งเล่นในบ้านเราอ่ะ”

ยายทวดที่ตื่นมาก็ไม่พูดอะไรเหมือนเดิม แล้วดึงฉันให้นอนลงไป

“นอนๆ ไปเหอะ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฝันล่ะสิเอ็ง”

ฉันก็ได้แต่มองยายทวดแล้วก็นอนต่อตามที่ยายสั่ง

 

หลังจากนั้นฉันก็ไม่ค่อยได้เจออะไรอีก มีบ้างประปราย ทั้งเสียงเดินทั่วไปในบ้าน เสียงชิงช้าแกว่ง เสียงคนเคาะประตู เสียงเด็กหัวเราะ ฯลฯ แต่เหมือนว่าพวกเราก็ชินที่จะเจอพวกเขาแล้ว และพวกเขาเหล่านั้นก็ชินกับพวกเราแล้วเช่นกัน มีบางวันที่ฉันกับน้องๆ ลงไปใต้ถุนบ้าน แล้วไปขุดดินเล่น ก็เจอเศษกระเบื้องเก่า ของพวกถ้วยชามโบราณ มีกุญแจทองเหลืองดอกใหญ่มาก ที่ไขห้องไหนในบ้านก็ไม่ได้เลย เป็นต้น

และหลังจากเราความสะอาดบ้านทั้งหลังเรียบร้อย ก็มีญาติๆ มาอยู่เพิ่มกันจนครบทุกห้อง ทำให้บ้านไม่เงียบเหงาอีกต่อไป มีคนผลัดกันเข้าออกขวักไขว่ไปหมด

พวกเราอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ประมาณสองปี ก็ย้ายกลับไปอยู่บ้านของปู่กับย่า

จนวันที่เรากำลังขนของย้ายออกนั่นแหละ ฉันเพิ่งได้เห็นป้ายที่ประตูหน้าบ้าน

เขียนไว้ว่า “หลวงถกลธนกิจ” ซึ่งเมื่อไปค้นดูจากอินเตอร์เน็ตก็เจอชื่อว่าเป็นผู้ดูแลเรื่องการเงินและภาษีของจังหวัดอยุธยาเมื่อประมาณเกือบ 100 ปีก่อน ส่วนเด็กๆ เหล่านั้นก็คงเป็นลูกหลานในบ้านของท่านนั่นเอง

ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้ได้ถูกเปลี่ยนผ่านไปยังเจ้าของใหม่ บ้านหลังเดิมก็ถูกรื้อถอน และปรับเปลี่ยนเป็นอพาร์ทเมนต์ไปแล้ว ฉันก็ได้แต่หวังว่า วิญญาณของทุกท่านที่อยู่ในบ้านไม้สีฟ้าหลังนั้น จะได้ไปอยู่ ณ ภพภูมิใหม่ทั้งหมดแล้วเช่นกัน

 

Don`t copy text!