นิราศรักสองนครา บทที่ 37 : ไม่อาจจรไปจากใจ

นิราศรักสองนครา บทที่ 37 : ไม่อาจจรไปจากใจ

โดย : ปรียนันทนา

Loading

นิราศรักสองนครา โดย ปรียนันทนา เรื่องราวของโชติ หญิงสาวชาวสยาม กับทางเลือกสองทาง ความรักของชายหญิงกับความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด เธอจะเลือกทางใด และหากไม่สามารถเลือกได้  จะมีหนทางใดที่ใจสองดวงจะมาบรรจบพบกัน ณ จุดที่ลงตัวได้หรือไม่ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านพร้อมกันที่นี่ anowl.co

“แล้วเรื่องที่พ่อของเขาคิดหากินกับทางบ้านเราล่ะแม่โชติ หลานได้ถามไถ่พ่อมิเชลให้ถี่ถ้วนแล้วฤา”

คุณหญิงอ่วมปล่อยหลานสาวพรั่งพรูความรู้สึกอึดอัดอยู่นานโดยไม่ได้แทรก เธอเพียงทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีเท่านั้น เมื่อโชติหยุดพูด คุณหญิงจึงค่อย ๆ ถามบางอย่างที่เธอคิดว่าอาจเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจในอนาคตของหลานสาว มากกว่าแค่คำพูดของมิเชลที่โชติถ่ายทอดเมื่อครู่

“เรื่องนั้นหลานค่อนข้างแน่ใจทีเดียว” โชติอึกอักมองหน้าบัวอย่างขอความช่วยเหลือ แต่ฝ่ายนั้นส่ายหน้าเป็นคำตอบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของโชติ “พี่บัวก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยกันนี่จ๊ะพี่”

“คุณโชติเจ้าขา พี่น่ะอยู่ด้วยกันกับคุณ ๆ ทั้งสอง แต่สิ่งที่คุณทั้งสองสนทนากันนั้นพี่หาเข้าใจไม่ พี่ก็ได้แต่มองแม่น้ำลำคลองไปเรื่อย ๆ พอเข้าไปในตึกที่มีของแสดงมาก ๆ นั่นก็ดูโน่นดูนี่ฆ่าเวลาไปเรื่อย ๆ นะคะคุณโชติ”

“ไปไหนอีกรึ นอกจากริมน้ำ” คุณหญิงอ่วมสงสัย

“เขาเรียกกันว่ามูเซ่ค่ะคุณป้า เป็นสถานที่เก็บงานสะสมต่าง ๆ ทั้งภาพเขียน งานปั้น แล้วเปิดให้ชาวเมืองเข้าไปชม ที่นั่นเคยเป็นพระราชวังด้วยนะคะ”

“ให้คนทั่วไปเข้าไปชมของสะสมรึ เช่นนั้นคงจะคล้ายกับพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ที่ในหลวงทรงใช้เป็นสถานที่เก็บของสะสมส่วนพระองค์”

“อาจคล้ายค่ะ ต่างกันที่พระองค์ท่านมิได้อนุญาตให้คนนอกเข้าไปในเขตพระราชฐาน ส่วนของเมืองนี้เขาเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ มีของมากมายจัดเป็นห้องหับแบ่งหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย” โชตินึกถึงคำอธิบายของมิเชลที่บอกว่าตอนนี้ทางราชสำนักกำลังจัดหาและรวบรวมงานศิลปะและโบราณวัตถุจากแหล่งต่าง ๆ เพิ่มเติม

เพื่อให้มีขนาดใหญ่และหลากหลายกว่าที่มีอยู่ เขาพูดโดยไม่ได้คิดสิ่งใดมากกว่าอยากเล่า แต่สิ่งที่ติดค้างในใจหญิงสาวคือความแน่นอนที่ตกตะกอนแล้วว่าเหตุใดบิดาของเขาจึงเลียบเคียงเรื่องเศียรพระพุทธรูปและของมีค่าจำพวกอัญมณีต่าง ๆ จากสยามอย่างจริงจัง

“ถึงว่าเล่า ป้าไม่แปลกใจสักนิดที่พ่อของพ่อหนุ่มนั่นจะอยากได้ของของบ้านเรา” คุณหญิงไขข้อข้องใจอย่างกระจ่างแจ้งโดยพลัน

“นั่นปะไรเล่า” บัวที่นั่งฟังอยู่ถึงกับจับต้นชนปลายได้ทันทีเช่นกัน

“พี่บัวไม่สังหรณ์สักนิดรึจ๊ะว่าเหตุใดมิเชลพาเราไปเดินชมในนั้น”

“พี่มิได้มีสิ่งใดข้องใจดอกค่ะ เพียงคิดว่าคนเมืองนี้ช่างมีเวลาออกไปทำการสิ่งที่มิเคยพบยิ่งนัก ทั้งนั่งเล่น เดินเล่น ดูสิ่งโน้นสิ่งนี้กันเพลิดเพลินทั้งชายแลหญิง”

“บ้านเมืองของคนที่เขาว่าตนเองมีอารยะก็เป็นเยี่ยงนี้แหละ แต่หาใช่ว่าบ้านอื่นเมืองใดมิมีเช่นนี้จะเป็นพวกอนารยะนะแม่บัว”

คุณหญิงกล่าวตอนท้ายเสียงเรียบ แต่ลอบมองวงหน้างามที่เคยเปล่งประกายความสุขสดชื่นแห่งวัยสาว แล้วพลันนึกเวทนาที่โชติครองตัวเป็นโสดมานาน ทั้งเรื่องออกเรือนก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครในบ้านเห็นว่าควรต้องเร่งรัด แต่เมื่อจิตอันปฏิพัทธ์ที่มีต่อใครคนหนึ่งโบยบินอย่างอ่อนโยนเข้าสู่ดวงใจได้เพียงไม่นาน ทุกอย่างที่คล้ายดูลงตัวก็พลันกลับกลายเป็นหน้ามือเป็นหลังมือ

ต่อไปนี้คงเป็นช่วงเวลาที่อาจยากลำบากในการตัดสินใจของหลานสาวมากพอควร แต่คุณหญิงคงปล่อยให้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของอีกฝ่าย เพราะหากโชติตัดสินใจสิ่งใดไปแล้ว เมื่อเวลาผ่านเลยไปและหญิงสาวรำลึกนึกถึงเรื่องราว ณ ขณะนี้ โชติจะได้ไม่เสียใจในการเลือกสรรเส้นทางชีวิตด้วยตนเอง

 

อากาศร้อนที่มีลมพัดระเรื่อยริมน้ำอันเป็นปกติเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นความอบอ้าวที่หญิงสาวผู้กำลังนั่งจ้องเงาตนเองในคันฉ่องรู้สึกว่าเกือบทนไม่ไหว แม้ว่าเด็กหญิงกลอยผู้รู้ใจพี่สาวคนสนิทปรี่เข้ามานั่งพัดให้อยู่ข้าง ๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าโชติจะไม่คลายความร้อนเท่าใดนัก

“น้ำลอยดอกมะลิจ้ะพี่โชติ แก้กระหาย” กลอยส่งขันน้ำลอยดอกมะลิให้โชติ เมื่อรับไปดื่มแล้วก็วางลงข้างกายก่อนจะหันมาหยิบแป้งร่ำจากโถแล้วบดผสมกับน้ำอบเพื่อมาผัดผิวหน้าและผิวกาย

“พี่โชติจ๊ะ” กลอยส่งเสียงก่อนถามอย่างสงสัย “นั่นขวดอะไรจ๊ะ” เด็กหญิงมองไปตรงมุมโต๊ะตรงหน้ากระจก

“นี่น่ะรึ” โชติมองพลางหยิบขวดแก้วใสที่บรรจุน้ำสีเหลืองอ่อนจางในนั้นก่อนส่งให้กลอยถือ เด็กหญิงรีบวางพัดก่อนรับมาถือไว้อย่างทะนุถนอมด้วยนึกรู้ว่าคงเป็นของมีราคาและสำคัญยิ่งต่อพี่สาวที่รักของเธอ “มิเชลเขาให้พี่มาน่ะสิ”

“น้ำปรุงหรือจ๊ะ ของฝรั่งคงหอมทีเดียว”

“ใช่ เมื่ออยู่ที่โน่นพี่ก็ลองใช้แล้ว หอมทีเดียว กลิ่นติดดีนักแล” หญิงสาวบอกเสียงเรื่อย ๆ ราวกับไม่มีความรู้สึกใดซ่อนภายใต้คำพูดนั้นสักนิด แต่หากกลอยจะสังเกตอีกสักหน่อยอาจรับรู้ได้ถึงกระแสเสียงที่ออกจะสั่นตอนท้าย ราวกับผู้ที่กำลังรวบรวมอารมณ์อันหลากหลายก่อนที่จะเปล่งเสียงออกมาให้ได้เรียบนิ่งเช่นนั้น

“เช่นนั้นใช้อีกสิจ๊ะ ฉันอยากรู้ว่ากลิ่นเป็นเช่นไร หรือพี่โชติกลัวว่าจะหมดเสียก่อน” กลอยนิ่งคิดไปครู่เดียวก็พูดต่ออย่างสดใสว่า “แต่คงมิต้องกังวล เพราะคุณมิเชลคงกลับมาอีกคราพร้อมกับน้ำปรุงขวดใหม่จากเมืองฝรั่ง”

“อย่าเลย วันนี้เราไปงานคุณน้า พี่ว่ามิควร” หญิงสาวเลี่ยงพลางรีบลุกขึ้นเดินนำกลอยออกไปนอกห้อง “กลอย พี่นำของจากเมืองปารีสมาฝาก แต่จะหยิบให้ตอนกลับจากงานคุณน้าก็แล้วกันนะ” โชติพูดระหว่างเดินออกจากห้องนอน

“จ้ะพี่โชติ โชคดีเสียจริงที่พี่โชติกลับมาทันวันงานอาลัยวันสุดท้ายของคุณจันพอดี ว่าแต่พี่โชติเดินไปวัดได้หรือไม่ หรือจะรอเรือที่ไปส่งคุณนายกลับมาก่อน”

กลอยกลัวว่าโชติจะร้อนเกินไปหากเดินไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็ถือว่าไม่ไกลจนเดินไม่ได้ แต่โชติเพิ่งมาจากเมืองหนาว กลอยคิดว่าร่างกายของโชติอาจยังต้องปรับธาตุเพื่อให้สมดุลพอควร

“เดินได้สิแม่กลอย แต่ก่อนพี่เดินออกบ่อยไป”

จากบ้านเธอถึงโบสถ์นักบุญเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดญวณ ตั้งอยู่ละแวกบ้านหลวงภูบดินทร์พิทักษ์ ปกติเธอก็ใช้เรือในการเดินทาง แต่วันนี้แม่ของเธอรีบไปถึงงานก่อนเพื่อพบคุณจอมวาดสหายสนิท ทั้งยังบอกว่าจะไปช่วยดูแลแม่เพ็ญด้วย

โชติรู้สึกอาลัยและสะเทือนใจต่อการจากไปของคุณน้ามาก ยิ่งนึกถึงแม่เพ็ญก็ยิ่งเวทนาในความอาภัพ ความรู้สึกส่วนตัวของเธอกลับเป็นเพียงเรื่องที่ไกลห่างออกไป เมื่อจดจ่อเรื่องการจากไปของภรรยาคุณหลวงผู้ที่เธอนับถือและสนิทสนมเป็นที่ยิ่ง

ระหว่างเดินไปเรื่อย เหงื่อก็เริ่มซึมออกมาราวกับร่างกายไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศ แต่กระนั้นหญิงสาวก็หาได้ยี่หระต่อแสงแดดที่กำลังส่องมาตามทางเดิน

“พี่โชติจ๊ะ ฉันว่าเรียกรถลากเถิดจ้ะ นั่นไง มีคนลงตรงคลองผดุงพอดี” กลอยบอกเมื่อเดินถึงบริเวณคลองผดุงเกษม เพราะตนเองก็เริ่มรู้สึกขี้เกียจจนไม่อยากเดินต่อไปเหมือนกัน เด็กหญิงยังสงสัยว่าพี่โชติเคยเดินจากเรือนตนเองไปที่เรือนคุณจันเมื่อใดกัน เพราะสำหรับเด็กที่ชอบวิ่งเล่นแถวท้องร่องริมคลองที่ว่าอึดนักหนายังรู้สึกว่าหากเดินเท้าก็ไม่ได้ใกล้อย่างที่พี่โชติบอกสักนิด

“เมื่อยรึ” หญิงสาวถามนิ่ง ๆ จนกลอยเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองเรื่องมากเกินไปหรือไม่

“พี่ไม่เมื่อยหรือจ๊ะ ฉันว่ามันออกจะไกลเหมือนกันนะพี่”

“คนที่เมืองโน้นเขาเดินกันเป็นปกติ”

“บ้านเขาหนาวมิใช่รึจ๊ะ เดินเท่าใดคงไม่เหนื่อย มิเหมือนบ้านเรา แม้มีลมจากแม่น้ำแต่แดดก็ร้อนไม่น้อยนะจ๊ะ”

“นั่นสิ พี่ก็ลืมคิดไป ก็ได้จ้ะกลอย เรียกรถลากเถิด”

เพียงไม่นานหลังจากที่หญิงสาวกับกลอยขึ้นรถลากก็มาถึงโบสถ์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ มองเข้าไปในโบสถ์ก็เห็นคนสวมชุดทั้งสีดำสีขาวสลับกันไป ระหว่างที่เธอกำลังจะเดินเข้าประตูโบสถ์ก็ได้ยินเสียงทุ้มก้องกังวานเรียกชื่อของเธอ

“แม่โชติ”

เสียงเรียกเป็นชัดเจน ไม่ดังจนเกินจะได้ยิน ทำให้หญิงสาวต้องรีบหันไปมองเจ้าของเสียง

“คุณหลวง” โชติเห็นคนตรงหน้ายืนตระหง่าน แสงจากด้านนอกส่องสะท้อนดวงหน้าซีกหนึ่งให้เห็นหนวดเคราครึ้มที่ขึ้นดูแปลกตา ผิวเข้มเนียนตาที่เคยสดใสบัดนี้มองดูหมองหม่น หญิงสาวคิดว่าทั้งหมดนี้อาจสะท้อนจากแววตาไร้ประกายแห่งความสุขของเจ้าตัว “ฉันไหว้ค่ะ” หญิงสาวรีบยกมือเคารพอีกฝ่ายก่อนเอ่ยแสดงความเสียใจจริงจัง

“ฉันเสียใจจริง ๆ” โชติเอ่ยได้เพียงนั้นก็รู้สึกว่ามากเกินแล้ว เพราะน้ำตาที่มิรู้พากันมาจากที่ใดปริ่มอยู่ ริมขอบตา

“ขอบใจจริง ๆ แม่โชติ แม่กลอยด้วยนะ งานนี้คุณพี่แสงกับแม่กลอยช่วยฉันกับแม่เพ็ญไว้มากโข”

“แม่เพ็ญอยู่ที่ไหนรึเจ้าคะ” โชติมองหาขณะเดินเข้าไปภายในโบสถ์พร้อมสามีของผู้จากไป

“โน่นอย่างไรเล่า” บิดาของเด็กหญิงชี้ไปทางด้านในที่แม่เพ็ญกำลังเจื้อยแจ้วเจรจากับญาติที่ผลัดกันมาทักทายอย่างเอ็นดู

“เธอคงไม่รู้ว่าคุณแม่จากไปแล้ว”

“รู้สิจ๊ะพี่โชติ แม่เพ็ญบอกว่าคุณแม่ไปสวรรค์ อยู่กับพระผู้เป็นเจ้า”

“โถ เด็กหนอเด็ก อีกนานนักกว่าจะรู้เดียงสา” โชติรำพึงเบา ๆ ก่อนหันไปมองคุณหลวงหรือคุณน้าพร้อมของเธอ ก็ได้เห็นเขานิ่งอย่างไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้

“คุณหลวง” หญิงสาวเอ่ยเบา ๆ อย่างเกรงใจ “คงจะเหนื่อยมากนะเจ้าคะ”

“เหนื่อยกายมิเท่าไรดอก แต่เหนื่อยใจนั้นหนักหนากว่านัก แม่โชติ” เขาตอบพร้อมก้มศีรษะเป็นเชิงยอมรับ ก่อนพาเธอเดินเข้าไปด้านในงานเงียบ ๆ

เมื่อพบปะญาติมิตรของครอบครัวผู้วายชนม์แล้ว โชติตัวติดอยู่กับมารดาและเด็กหญิงเพ็ญที่ตอนแรกเกือบจำพี่โชติของเธอไม่ได้ แต่ใช้เวลาเพียงครู่เดียวเด็กหญิงก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ เมื่อพี่สาวคนคุ้นเคยคุยเล่นอย่างสนิทสนม

โชติไม่เห็นบิดาของเด็กหญิงกระทั่งเข้าสู่ช่วงพิธีไว้อาลัย เขานั่งอยู่แถวหน้าภายในโบสถ์พร้อมกับบิดาของคุณน้าจันและขุนนางผู้ใหญ่ที่หญิงสาวเดาว่าน่าจะเป็นผู้ใหญ่ในวัง ญาติสนิทของชายหนุ่มมีเพียงคุณจอมผู้เป็นพี่สาว เนื่องจากคุณหลวงแต่งงานกับคนต่างศาสนา แม้ว่าไม่มีใครกีดกัน แต่ครอบครัวฝ่ายหญิงซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้นิยมคนต่างศาสนาก็ค่อนข้างไม่ถูกใจนักในตอนแรก แต่เมื่อเห็นว่า ว่าที่สามีของจัน ในขณะนั้นเป็นขุนนางสยามหนุ่มอนาคตไกล ทั้งยังมีพี่สาวรับราชการฝ่ายในของวังหน้า พวกเขาจึงยินยอม ส่วนครอบครัวของหลวงพิทักษ์ภูบดินทร์นั้น โชติเคยได้ยินมารดาเล่าให้ฟังว่าตอนแรกไม่ค่อยชอบครอบครัวลูกสะใภ้นัก แม้จะเป็นชาวญวณที่กลายเป็นคนสยามมาเกินชั่วอายุคนแล้วก็ตาม แต่พวกเขามิได้เป็นขุนนาง แต่เมื่อได้เห็นนิสัยใจคอของคุณน้าจันที่เป็นคนน่ารัก อ่อนโยน ก็ต้อนรับเป็นอย่างดี แต่อย่างไรเสียพวกเขาก็มักไม่ค่อยได้รวมตัวพร้อมหน้าในโอกาสต่าง ๆ นัก ด้วยเพราะศาสนาเป็นเหตุนั่นเอง

มาบัดนี้เมื่อสะใภ้จากไป คนภายนอกจึงเห็นว่ามีเพียงครอบครัวของฝ่ายหญิงที่มาร่วมงาน ส่วนผู้ใหญ่ในครอบครัวของฝ่ายชายแทบไม่มี หากไม่นับพี่สาว โชติกับมารดาจึงเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของครอบครัวฝ่ายชายที่ทำให้ญาติฝ่ายหญิงพอจะมองแล้วรู้สึกพอใจขึ้นมานิดหน่อย แม้ว่าโชติจะได้ยินมารดากล่าวกับญาติบางคนของคุณน้าจันว่า ในวันฝังร่างที่สุสานวัดเขมรบริเวณไม่ไกลจากวัดญวณนี้ ญาติของคุณหลวงจะมากันหลายคนเพื่อร่วมส่งคุณน้าเป็นครั้งสุดท้าย

“พี่โชติ พี่โชติ” แม่เพ็ญกระซิบกระซาบเรียกพี่สาวคนสวย ขณะบาทหลวงประกาศให้ผู้มาร่วมพิธีไว้อาลัยสงบนิ่งครู่หนึ่ง

“ประเดี๋ยวแม่เพ็ญ ตอนนี้เรามาหลับตากันครู่นึง นึกถึงคุณแม่ของแม่เพ็ญแต่งชุดสวย ๆ กันนะจ๊ะ” หญิงสาวหว่านล้อมเด็กหญิงที่เริ่มจะเล่นซนประสาเด็ก “มาเดาว่าเรานึกถึงคุณแม่แต่งชุดเดียวกันหรือไม่” หญิงสาวพูดจบก็หลับตาก่อนเพื่อทำให้เด็กหญิงดูเป็นตัวอย่าง ปรากฏว่าแม่เพ็ญรีบทำตามอย่างนึกสนุก บรรยากาศที่อาจวุ่นวายเมื่อครู่จึงกลายเป็นเพียงความสงบในพิธีที่ควรเป็น

เมื่อลืมตาขึ้นมา โชติมองไปรอบกายก็พบหลายคนในงานจมูกแดง น้ำตารื้น คงเพราะอยู่ในห้วงอารมณ์สูญเสียผู้เป็นที่รักไม่ต่างกัน เมื่อจบพิธีกรรมในวันสุดท้าย แขกเหรื่อที่มาร่วมพิธีต่างจับกลุ่มพูดคุยกันตามมุมต่าง ๆ ในโบสถ์ ส่วนใหญ่ที่โชติได้ยินคือการไถ่ถามเรื่องราวของกันและกัน รวมถึงเรื่องราวของผู้จากไป และครอบครัวที่จะอยู่ในหัวข้อสนทนาอย่างแน่นอน ทั้งเรื่องแม่หนูเพ็ญก็ดูจะเป็นเรื่องราวหลักที่โชติได้ยินว่า ต่อจากนี้เด็กหญิงจะอยู่อย่างไร เพราะต่างรู้ดีว่าบิดานั้นต้องรับราชการในวัง แม้ว่าหลักการของชาวคริสต์จะไม่มีความโศกเศร้าให้เห็นเช่นชาวพุทธ พวกเขาต่างยิ้มแย้มเป็นปกติเพราะความเชื่อเรื่องการได้ไปสู่อ้อมกอดของพระเจ้า แต่ลึกลงไปแล้วการจากลาย่อมสร้างความอาลัยต่อผู้อยู่ข้างหลังที่แม้รู้ดีว่านี่คือเรื่องที่มนุษย์ทุกผู้นามต้องเผชิญก็ตาม เพราะความห่วงใยต่อทายาทและครอบครัวย่อมเป็นสิ่งที่ผู้รักใคร่สนิทสนมแสดงออกและถามไถ่เป็นปกติธรรมดาอย่างแน่นอน

“พี่โชติจ๊ะ คุณนายบอกว่าเดี๋ยวจะเดินไปส่งแม่เพ็ญที่เรือนก่อนจ้ะ”

“ไปสิกลอย แม่เพ็ญ เดี๋ยวพี่กับคุณป้าไปส่งที่บ้านนะจ๊ะ” หญิงสาวหันมาพูดกับเด็กหญิงที่ดวงตายังมองคนโน้นคนนี้ในงานอย่างสนใจ

“คุณแม่อยู่ในบ้าน บ้านจ๋วย ๆ” เด็กหญิงพยายามพูด แต่ด้วยวัยทำให้ออกเสียงไม่ชัด

อะไรกันแม่เพ็ญ บ้านที่ไหนรึจ๊ะ” นางแสงยิ้มอย่างเอ็นดู หากเมื่อนึกได้ว่าเรือนคุณหลวงหามีแม่จันแล้ว พลันก็น้ำตารื้นขึ้นมาอีกครา

เด็กหญิงผมจุกแหงนหน้ามองผู้ใหญ่ไปมาอย่างไม่แน่ใจ หลังจากนิ่งนึกอยู่เพียงไม่นานก็พูดขึ้นมาว่า “บ้านตุ๊กตา มีคนตัวเล็ก พี่โชติให้”

เสียงเล็ก ๆ ใสซื่อที่เปล่งออกมายิ่งทำให้ผู้ยืนในบริเวณใกล้เคียงอดไม่ได้ที่จะหยิบผ้าสีขาวขึ้นมาแตะขอบตาอย่างพร้อมเพรียงกัน

“กลับมาอยู่ที่เรือนได้กี่วันแล้วล่ะคุณหลวง”

นางแสงถามหลังจากมองไปรอบเรือนที่สะอาดสะอ้านแต่เงียบเชียบและไร้ชีวิตชีวาเพราะไม่มีบ่าวไพร่เดินขวักไขว่เหมือนก่อน

“สองสามวันแล้วขอรับพี่แสง”

เขาทรุดตัวนั่งลงบนตั่งอย่างเหนื่อยใจก่อนที่เด็กหญิงจะผละจากมือของโชติมานั่งบนตักบิดาอย่างเคยชิน

“พอกลับเรือนก็หาคุณพ่อเหมือนเคยสินะแม่เพ็ญ”  คุณจอมวาดออกจากวังมาพำนักกับน้องชายชั่วคราวเอ่ยเอ็นดูหลานสาวคนเดียวยิ่งนัก  กระนั้นก็มิวายสะท้อนในใจจนน้ำตาเอ่อออกมาอีกคราเมื่อรำลึกนึกถึงโชคชะตาของสองพี่น้องที่ตกอยู่ในความอาดูรในเวลาเดียวกัน

“ค่ะ  คุณป้า”  เด็กหญิงเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ  มือเล็ก ๆ ป้อม ๆ ยกขึ้นลูบคางบิดาที่มีไรหนวดจางอย่างเคยชินก่อนจะเริ่มเคลิ้มหลับ

“คงจะเพลียล่ะสิ  เจอคนเยอะแยะเกือบทุกวัน”  คุณป้าของเด็กหญิงหันไปส่งสัญญาณบอกพี่เลี้ยงให้พาเด็กหญิงไปนอน

“พ่อพร้อม  จากนี้ไปจะทำเยี่ยงไรเรื่องแม่เพ็ญ”  คุณจอมวาดเริ่มถามอย่างห่วงใย

“ผมคิดว่าอาจฝากให้คุณพี่ช่วยดูไปก่อน”  เขาหมายถึงส่งเด็กหญิงเข้าไปในวัง  ไปอยู่กับคุณจอมการเป็นนางข้าหลวงในวังก็ดูเป็นหนทางเดียวที่เขาจะหมดกังวลในตัวบุตรสาวคนเดียวได้

“พี่น่ะมิขัดข้องดอกนะ  แต่ตัวพี่จะอยู่ต่อไปในนั้นได้อีกนานเท่าใดก็มิรู้ได้นะพ่อพร้อม  หากต้องย้ายออกมาพ่อพร้อมมิต้องเป็นห่วงหนักกว่าเดิมรึ”

“หากคุณจอมย้ายออกมาอยู่เรือนข้างนอกก็ดีน่ะสิเจ้าคะ  ฉันจะได้เจอแม่เพ็ญบ่อย ๆ”  นางแสงเห็นดีเห็นงาม

“ตัวฉันน่ะอยู่ลำพังก็ลำบากนะแม่แสง  เป็นบาทบริจาริกาของพระองค์ท่านแล้วออกมาอยู่เรือนตัวคนเดียว  มิได้มีพระโอรสหรือพระธิดาที่จะคอยพึ่งพาอย่างใครเขา  แต่ถึงกระนั้นก็ต้องว่ากันไปตามประสา”

“แหม  ลำบากเยี่ยงไร  ตระกูลของคุณจอมก็มิได้แร้นแค้นมิใช่รึเจ้าคะ”

“ฉันมิได้หมายถึงเรื่องเงินทองดอก  ผู้หญิงที่ครองตัวเป็นโสดโดยที่ผู้เป็นพระราชสวามีมิใช่คนธรรมดาน่ะ  หล่อนเข้าใจหรือไม่  แม่แสง”

เจ้าจอมวาดกล่าวกับสหายสนิทเหมือนเมื่อครั้งทั้งคู่ยังเป็นสาวรุ่น  ความนัยอันใดก็มิอาจปิดกั้นคู่สนทนาตรงหน้าไปได้  แม้บัดนี้ล่วงเข้าวัยกลางคนแล้ว  แต่ทั้งคู่ก็ยังรักและหวังดีต่อกันเสมอ

“เข้าใจสิ  ฉันเข้าใจดี  ต่อจากนี้คุณจอมคงหันหน้าเข้าสู่ศาสนามากขึ้นสินะ”

“คงเป็นเช่นนั้น  แต่หากพ่อพร้อมเขาจะให้ช่วยแบ่งเบาภาระเรื่องหลานก็เป็นเรื่องดีนะ  แม่แสงว่าอย่างนั้นหรือไม่”

“ฉันเห็นจริงตามนั้น  ดูเอาสิ  อย่างไรเสียคุณจอมก็ได้ชื่อว่าเป็นนางในวัง  อยู่คนเดียวก็อยู่อย่างมีเกียรติ”  พูดพลางลูบแขนสหายสนิทไปมาอย่างปลอบประโลม  ก่อนหันไปมองบุตรสาวของตนเองอย่างรู้สึกหนักใจและรำพึงออกมาเบา ๆ  “เช่นนี้จึงอยากให้แม่โชติได้คู่ที่ดีแลเหมาะสมอย่างไรเล่า”

อีกฝ่ายมองบุตรสาวที่นั่งฟังผู้ใหญ่สนทนากันเงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยแทรกเพราะหญิงสาวกำลังมองไปรอบเรือนที่สะอาดสะอ้านหากแต่เงียบเหงามากกว่าปกติ  คุณหลวงเดินตามพี่เลี้ยงของเด็กหญิงเพ็ญไปส่งบุตรสาวเข้านอน

พลันห้วงหนึ่งในใจของโชติก็ไพล่คิดถึงบรรยากาศริมแม่น้ำแซนยามที่เธอเดินเล่นชมเมือง  ห้วงขณะมองช่างเขียนกำลังปาดฝีแปรงพู่กันเพื่อจำลองเส้นสายให้กลายเป็นภาพสะพานริมแม่น้ำที่เธอกำลัง

ยืนอยู่  คำพูดมากมายจากใจชายผู้หนึ่งซึ่งติดตรึงใจเธอไว้อาจกลายเป็นภาพเขียนที่งดงามภาพหนึ่ง  ซึ่งมิอาจคาดเดาได้ว่าจะคงอยู่ยั่งยืนไปได้อีกนานเพียงใด

เพียงแต่เธอรู้สึกลึกซึ้งยิ่งว่า…

ณ สถานที่นั้นจะเป็นความทรงจำที่ไม่อาจจรไปจากใจได้เลยในชีวิตนี้…

 



Don`t copy text!