นิราศรักสองนครา บทที่ 38 : การรอคอยอันสิ้นสุด

นิราศรักสองนครา บทที่ 38 : การรอคอยอันสิ้นสุด

โดย : ปรียนันทนา

Loading

นิราศรักสองนครา โดย ปรียนันทนา เรื่องราวของโชติ หญิงสาวชาวสยาม กับทางเลือกสองทาง ความรักของชายหญิงกับความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด เธอจะเลือกทางใด และหากไม่สามารถเลือกได้  จะมีหนทางใดที่ใจสองดวงจะมาบรรจบพบกัน ณ จุดที่ลงตัวได้หรือไม่ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านพร้อมกันที่นี่ anowl.co

มหานทีที่ทอดยาวเนืองแน่นด้วยเรือลำน้อยใหญ่มากมาย แต่สิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้ปรากฏแก่สายตาชายหนุ่มผู้มาจากแดนไกลกลับมิใช่เรือสินค้าเหล่านั้น เพราะเรือพระประเทียบที่เขากำลังนั่งอยู่นี้น่าตื่นใจในการตกแต่งอันวิจิตรบรรจงยิ่งนัก พระมหากษัตริย์พระองค์ที่หนึ่งหรือคิงมงกุฎแห่งสยามได้ส่งมารับคณะทูตจากเรือรบซึ่งเดินทางมาจากฝรั่งเศสเพื่อเข้าเฝ้าพระองค์ท่าน หลังจากราชทูตแห่งสยามเข้าเฝ้าพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ที่ปราสาทแซงต์คลูเมื่อหลายเดือนก่อน

มิเชลทอดสายตาไปยังเรือลำข้างหน้าอันใหญ่โตโอ่อ่ากว่าลำที่เขานั่ง ฝีพายกำลังออกแรงพายเรือเข้าใกล้ฝั่งแล้ว ท่านเชนเนอ ราชทูต รวมทั้งผู้ใกล้ชิดท่านอื่นอยู่บนเรือลำนั้น ส่วนเขาในฐานะผู้ติดตามซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยจดบันทึกการเดินทางในครั้งนี้อยู่บนเรือลำเล็ก หากทว่าสวยงามไม่แพ้กัน ความตื่นเต้นและจดจ่อของเขาคงแตกต่างจากคณะทูตทุกท่าน เพราะสยามมิได้เป็นเมืองไกลอันไม่คุ้นเคย ด้วยว่าช่วงเวลากว่าสองปีที่เขาได้ใช้ชีวิต ณ ดินแดนแห่งนี้ เริ่มจากติดตามท่านกงสุลฝรั่งเศสมาเพื่อหาข้อมูล จากนั้นมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น และหลายเรื่องเกี่ยวเนื่องกับหญิงสยามผู้นั้น ผู้ซึ่งมีความงามตามแบบฉบับแห่งตะวันออก หากจิตใจของเจ้าหล่อนช่างกล้าหาญ ทั้งยังมีปัญญาฉลาดเฉลียว และนี่คือเหตุผลที่เขากลับมาเพื่อรับเธอกลับไปยังอีกซีกโลก เพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกันที่นั่น

ชายวัยหนุ่มใหญ่ท่าทีสง่าผู้มีใบหน้าคมเข้มก้าวลงจากเรือพระประเทียบลำแรก ผมสีดำตามธรรมชาติเริ่มมีสีเทาเงินแซมเล็กน้อย หากยิ่งขับให้ใบหน้าดูน่าเกรงขาม เขายืนรอให้คณะทูตเดินเข้าไปยังออฟฟิศศาลต่างประเทศหน้าวัดพระเชตุพน เพื่อให้ท่านเชนเนอ เดอ แบลกูร์ ราชทูตฝรั่งเศสส่งมอบสัญญาฉบับใหม่ เมื่อคราวที่เจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เดินทางไปเจรจาความเมืองเรื่องดินแดนเขมรที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ทั้งยังมีเรื่องกงสุลโอบาเรต์ผู้กระทำการมิบังควรต่อหน้าพระพักตร์จนเกิดเป็นคดีกับหมอบลัดเลย์ แม้เรื่องยุติไปด้วยความสงบเรียบร้อยไม่เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หากรอยหมางในพระทัยอันนั้นเป็นสิ่งที่ข้าราชบริพารไม่อาจรับรู้ได้ ด้วยเพราะความยิ่งใหญ่แห่งผู้แทนพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ทำให้ทรงต้องโอนอ่อนด้วยทรงถือความเป็นอิสระแห่งบ้านเมืองนั้นสำคัญเหนืออื่นใด

ร่องรอยความหมองเศร้ายังปรากฏในแววตาของหลวงภูบดินทร์พิทักษ์ เนื่องจากเพิ่งเสร็จสิ้นงานพระบรมศพสมเด็จพระปิ่นเกล้าผู้เป็นเจ้านายโดยตรง และด้วยความสามารถเมื่อคราวรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ ทำให้ท่านเจ้าคุณกลาโหมเสนอให้เขาเข้ามาช่วยงานด้านทหารเรือที่สมเด็จฯ ทรงปูทางไว้ก่อนหน้านี้ แม้เขาเพิ่งได้เข้ามาช่วยงานราชการในสังกัดวังหลวง แต่ความจงรักภักดีก็เปี่ยมล้นเพราะถือว่าได้ทำคุณประโยชน์เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนโดยแท้

ชายหนุ่มผู้มีผมสีน้ำตาลเข้มประกายทองยามสะท้อนแสงแดดสบตาเขาเมื่อยามเดินผ่าน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนวูบไหวอย่างยินดี ริมฝีปากบางสีแดงอมชมพูราวจะเอื้อนเอ่ยบางคำ หากก็ยั้งไว้ด้วยเจ้าตัวคงรู้ว่ามิใช่เวลาอันสมควร หนุ่มใหญ่ก้มศีรษะเพียงเล็กน้อยแสดงอาการรับรู้ในถ้อยความของมิเชลหากก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกไปดุจเดียวกัน เขาเดินตามเข้าไปในออฟฟิศศาลต่างประเทศหลังจากคณะทูตและผู้ติดตามเข้าไปทั้งหมดแล้ว เสี้ยววินาทีที่ในใจประหวัดถึงหญิงสาวคนหนึ่งผู้ซึ่งเขาเคยคุ้นมาตั้งแต่หล่อนรุ่นเยาว์ แต่เพียงแค่ชั่วสายลมปะทะผ่านพัดเลยไป จิตใจของเขาก็กลับมาจดจ่อกับการงานเรื่องบ้านเมืองซึ่งอยู่ตรงหน้า ระยะเวลาเพียงอีกไม่กี่วันนับจากนี้คณะราชทูตต้องอยู่ที่สยาม และเขาต้องดูแลให้ทุกอย่างราบรื่นดีที่สุด เพราะเรื่องความบ้านความเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนไหวยากที่ใครจะรู้ได้

เด็กหญิงผมจุกหน้าตาสดใสเนื้อตัวสะอาด หากก็มีรอยมอมแมมจากการวิ่งเล่นในสวน นั่งเรียงกันบนชั้นสองของเรือนใหญ่ไม่ไกลจากวัดอรุณราชวราราม อันเป็นที่พำนักของหมอเฮาส์และภรรยาผู้เป็นมิชชันนารีชาวอเมริกัน แม้ดูภายนอกอากัปกิริยาจะเรียบร้อย หากเมื่อสังเกตดี ๆ จะเห็นอาการยุกยิกไปมาประหนึ่งกำลังอยู่ในท่าทรมานตนก็ไม่ปาน หญิงสาวตาคมผมแสกกลางยาวประบ่าผู้ซึ่งนั่งมองเงียบ ๆ ได้แต่ลอบถอนใจพลางลอบยิ้มอย่างนึกเอ็นดู เจ้าของนิ้วมือเรียวงามเอื้อมมือไปช่วยจับผืนผ้าที่ย่นให้เรียบตึง เพื่อเด็กหญิงจะได้ตัดผ้าได้สะดวกสำหรับนำไปเย็บเป็นชุดนักเรียนชายสำหรับนักเรียนโรงเรียนสำเหร่บอยส์คริสเตียนไฮสคูล กิริยาคล่องแคล่วแต่นุ่มนวลเป็นธรรมชาติเมื่อชายสไบสีเขียวตองขยับไหวแล้วเจ้าตัวจับให้เข้าที่

เพียงครู่เดียวแววตาสุกใสเริ่มหม่นลงเมื่อละจากงานตรงหน้า จิตใจไพล่คิดถึงบางคนเมื่อยามที่ทอดสายตาไปยังริมน้ำ แม้อยู่ในระยะไกลจนมิอาจมองเห็นว่าเรือรบจากแดนไกลแล่นอยู่ ณ ที่ใด เพราะเบื้องหน้าเต็มไปด้วยเรือน้อยใหญ่กลางลำน้ำ หากใจก็นึกรู้ด้วยเวลาล่วงเลยเข้าค่อนวันไปแล้ว ถึงอย่างไรขบวนเรือพระประเทียบย่อมต้องถึงจุดหมายปลายทางฝั่งพระนครอย่างแน่นอนแล้ว

แม้ตัวอยู่ที่นี่ หากแต่จิตใจของโชติราวกับกำลังรอคอยใครสักคนผู้ซึ่งมาจากแดนไกล เธอรอเพื่อจะพบและบอกกล่าวบางสิ่ง หลังจากครั้งสุดท้ายที่ริมแม่น้ำแซนหญิงสาวบ่ายเบี่ยงเมื่อเขาขอคำตอบ แม้รู้ว่ายากเย็นสักปานใดแต่เธอคงต้องมอบคำตอบให้เขาในอีกไม่นานนี้ แล้วทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“คุณหลวงขอรับ” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเป็นประกายผิวขาวมีรอยเลือดฝาดตรงพวงแก้มทั้งสองข้าง เร่งฝีเท้าเข้ามาประชิดหลวงภูบดินทร์พิทักษ์แล้วเอ่ยอย่างยินดียิ่งที่ได้พบคนคุ้นเคย

“พ่อมิเชล” หนุ่มใหญ่ชาวสยามเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ “เดินทางมาด้วยท่านราชทูตคนใหม่กระนั้นหรือ”

“ขอรับ ครั้งนี้กระผมมาพร้อมกับคณะ เพราะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในฝ่ายเลขานุการผู้ทำหน้าที่จดบันทึกการเดินทาง เนื่องจากคนในราชสำนักเห็นว่ากระผมเคยใช้ชีวิตอยู่ที่สยามแลแถบอินโดจีนเป็นเวลาพอสมควร”

“ก็เหมาะสมดีแล้ว” หลวงภูบดินทร์พิทักษ์ก้มศีรษะให้ฝ่ายนั้นอย่างมีมารยาท

“คุณหลวงสบายดีหรือไม่ขอรับ” มิเชลถามด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ เขาเห็นว่าแววตาที่เคยสุกสกาวเป็นประกายก่อนหน้านี้ดูหม่นลง อาจด้วยเหตุที่เจ้านายของท่านผู้นี้สวรรคต “กระผมเสียใจด้วยเรื่องสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ คิงพระองค์ที่สองสวรรคต แต่ในเวลานี้คุณหลวงได้มาอยู่ที่วังหลวงแล้วใช่หรือไม่” มิเชลไถ่ถามอีกครั้ง เพราะเขาเห็นรายชื่อหลวงภูบดินทร์พิทักษ์เป็นหนึ่งในรายชื่อผู้มาทำหน้าที่ต้อนรับคณะราชทูตคนใหม่ด้วย

“ฉันย้ายมาช่วยท่านเจ้าคุณกลาโหมนับแต่วันที่เสร็จงานถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว” เขาหมายถึงสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าเจ้าคุณกลาโหม

“ขอให้คุณหลวงประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไปขอรับ คนมีความสามารถอยู่ที่ใดย่อมเป็นที่ประจักษ์ แลกระผมขอให้คุณหลวงและครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ทุกคน” มิเชลอวยพรตามมารยาท โดยหารู้ไม่ถึงเรื่องภายในครอบครัวของอีกฝ่าย เขาเพียงนึกได้ว่าคุณหลวงหนุ่มใหญ่ท่านนี้มีบุตรสาวหน้าตาน่ารักที่อยู่ในวัยกำลังน่าชม

“ขอบใจมาก แต่ภรรยาของฉันสิ้นบุญเสียแล้ว” หลวงภูบดินทร์พิทักษ์เอื้อนเอ่ยเสียงเรียบลึก ทว่าท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ภายในที่ไม่อาจประมวลออกมาเป็นคำพูดได้

“โอ กระผมเสียใจด้วยอย่างสุดซึ้งขอรับ ภรรยาของคุณหลวงเป็นผู้หญิงที่งดงามแลเธอเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดยิ่งนัก” เขาจำได้ว่าเคยพบเธอครั้งหนึ่งที่เรือนคุณหลวงเมื่อครั้งที่ไปที่นั่นกับโชติ ภรรยาของคุณหลวงผู้นี้สนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสกับเขาได้พอสมควร มิเชลรู้สึกเศร้า ฉับพลันก็นึกเวทนาเด็กหญิงตัวน้อยที่ขาดมารดาอย่างกะทันหัน

“ขอบใจมากมิเชล”

“หวังว่าเราจะได้พบกันอีกขอรับ กระผมยินดีที่ได้รู้จักข้าราชการชาวสยามเช่นคุณหลวง”

มิเชลเอ่ยอำลา ก่อนแยกไปรวมกลุ่มกับคณะทูตเพื่อเดินทางเข้าเฝ้าในพระบรมมหาราชวัง นอกเหนือจากภารกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมายในครั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางก็คือภารกิจแห่งหัวใจที่เขารอคอยคำตอบมาหลายเดือน นับแต่วันที่เขาได้ขอคำตอบหญิงสาวผู้หนึ่งที่กลางสะพานข้ามแม่น้ำแซน อีกไม่กี่วันนับจากนี้จะมีคำตอบที่รออยู่ปลายทางซึ่งเขาวาดหวังไว้ว่าจะเป็นไปตามคาดคิด โดยหญิงสาวผู้หนึ่งจะร่วมเดินไปตามเส้นทางนั้นเพื่อข้ามสะพานคู่เคียงกับเขาตลอดไป

“แม่โชติ แม่โชติจ๊ะ” เสียงเรียกพร้อมกับมือที่เอื้อมมาแตะปลายข้อศอกพาให้หญิงสาวเจ้าของชื่อคลายจากภวังค์ หันกลับมาจดจ่อกับคนที่รายล้อมอยู่ตรงหน้า

“ครู แม่กลอย แม่พุดตาน มีกระไรหรือจ๊ะ มากันเงียบเทียว ฉันตกใจหมด”

“หาได้เงียบอย่างที่พี่โชติพูดเลยสักนิดนะจ๊ะ” เด็กหญิงวัยใกล้สาวผิวขาวแก้มกลมเอ่ยยิ้ม ๆ ดวงตายิบหยี “แม่กลอยเรียกฉันให้มาดูพี่โชติ พอฉันมาเรียก พี่โชติกลับเหม่อมองริมน้ำอยู่นั่น จนฉันต้องวิ่งไปตามครูมาเรียกพี่นี่แหละจ้ะ” พุดตานเจื้อยแจ้วพลางมองไปยังกลางน้ำอย่างคนช่างเจรจา “เอ๊ะ นั่นปะไร ฉันกะไว้แล้ว แหม ซื้อหวย ก ข มิใคร่ถูกกับเขาดอก” ท้ายเสียงหันมาบ่นพึมพำกับตนเอง

“เอ็งว่ากระไรนะแม่พุดตาน” กลอยถามเสียงดังเมื่อได้ยินผู้เป็นเกลอพูดคนเดียว “หวยกระไร”

“โอ๊ย มิมีดอก ฉันก็แค่บ่นไปตามประสาน่ะ พี่โชตินี่สิ แม่กลอยเห็นหรือไม่ว่าเพลานี้บ่ายคล้อย กระบวนเรือท่านราชทูตคงเทียบท่าแล้วกระมัง” พุดตานพูดอย่างแม่นยำ เมื่อมองหน้ามิสซิสเฮาส์ก็พบสีหน้าท่าทางเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี “พะวงเรื่องคุณมิเชลหรือจ๊ะพี่โชติ”

กลอยถามพี่สาวคนสนิทอย่างห่วงใย เมื่อแรกกลับมาจากเมืองฝรั่งเศสกลอยคิดว่าเรื่องราวของทั้งสองคนคงจะลงเอยด้วยดี เพราะเด็กหญิงเห็นของกำนัลแทนตัวแทนใจที่พี่โชติได้รับจากบุรุษต่างชาติผู้นั้นวางอยู่หน้าโต๊ะคันฉ่อง แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไปกลอยมักเห็นโชตินั่งมองขวดแก้วใสที่กลอยก็มิกล้าแตะต้องด้วยรู้ว่าเป็นของสำคัญ แต่พี่โชติเพียงแค่มองอย่างทอดถอนใจโดยมิเคยหยิบมาใช้สักครา นับว่ามิใช่เรื่องปกติของคนรักใคร่ชอบพอสักนิด เด็กหญิงใคร่รู้ประสาเข้าสู่วัยสาวจึงนำเรื่องนี้มาเล่าสู่ให้พุดตานฟัง พอพุดตานได้ฟังก็ยิ่งชี้ชัดตามประสาเด็กแก่แดดว่าพี่โชติของพวกเธอคงมีปัญหากับหนุ่มผู้นั้นเป็นแน่

ดังนั้นเด็กหญิงที่เริ่มเป็นสาวทั้งสองคนจึงแอบมาเล่าเรื่องอันถือว่าเป็นความลับนี้แก่ครู ผู้ที่ทั้งสองมั่นใจว่าเมื่อได้ฟังแล้วย่อมเข้าใจเรื่องราวได้มากกว่าพวกเธอด้วยประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่าแน่นอน

“แม่โชติ มีสิ่งใดอยากเล่าให้ฉันฟังหรือไม่” มิสซิสเฮาส์เอ่ยถามศิษย์รักอย่างห่วงใย เธอค่อนข้างมั่นใจว่าโชติมีเรื่องไม่สบายใจซึ่งแน่นอนว่าย่อมข้องเกี่ยวกับมิเชล และเหตุผลนั้นต้องอ่อนไหวหรืออาจเกี่ยวเนื่องกับความเป็นไปของบ้านเมืองมากพอควร จึงทำให้โชติเก็บงำครุ่นคิดเรื่องนี้จนกลายเป็นคนที่ดูเคร่งเครียด ไม่สดใสเหมือนที่เคยเป็น

หญิงสาวถอนหายใจก่อนหันหน้ามามองสามคนที่นั่งจ้องหน้าเธออย่างใคร่รู้ แต่ในแววตาของทั้งสามคนก็เต็มไปด้วยความห่วงใยไม่แพ้กัน

“พี่โชติมิยินดีที่จะได้พบกับคุณฝาหรั่งผู้นั้นดอกหรือจ๊ะ” พุดตานเอ่ยก่อน

“นั่นสิ มีสิ่งใดกัน เธอเพียงแต่บอกครูว่ามิเชลเขียนหนังสือมาบอกเรื่องจะเดินทางร่วมขบวนด้วยท่านราชทูต ครูคิดว่าเธอคงยินดีที่จะได้พบเขา หลังจากที่มิได้พบกันหลายเดือน”

“ฉันควรยินดีหรือไม่คะครู ในเมื่อใจของฉันบอกว่าเขาอาจมิใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว” โชติเอ่ยเสียงเรียบราวปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงไว้เบื้องลึกของใจ

“มิควรดอกหรือจ๊ะ ฉันเห็นว่าพี่ก็นั่งมองของกำนัลที่เขามอบให้แทนใจอยู่ทุกวัน” กลอยอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา ทั้งโชติและมิเชลเป็นบุคคลที่เธอเคารพทั้งคู่ เด็กหญิงรู้ดีว่าพี่สาวที่รักรู้สึกอย่างไรกับบุรุษต่างเชื้อชาติผู้นั้น ส่วนเขาผู้นั้นก็มีจิตปฏิพัทธ์ต่อเธอไม่แปรเปลี่ยน ทั้งยังเป็นผู้มีบุญคุณกับเธอเสมอเหมือนกับโชติ แล้วเหตุใดทั้งสองจึงขุ่นข้องหมองใจกันได้

“ครูเดาว่าเธออาจลังเล หรือสงสัยในตัวเขา คล้ายกับเมื่อแรกที่ได้เจอ ใช่หรือไม่” มิสซิสเฮาส์เอ่ยถาม

“นั่นสิจ๊ะ แลคุณคนนั้นจะเป็นคนอื่นไปได้เยี่ยงไรในเมื่อเขาก็เป็นเขา เหมือนกับที่พี่โชติเป็นพี่โชติเยี่ยงนี้ ใช่หรือไม่คะครู” พุดตานหันไปถามครูอย่างสงสัย ตอนนี้เธอมิใคร่ขยาดการสนทนากับครูแล้ว เพราะเด็กหญิงเก่งกล้าสามารถพูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่วกว่าเดิม ทั้งเธอยังพบว่าครูของเธอก็สนทนาภาษาสยามได้เข้าใจดี เด็กหญิงจึงเป็นตัวของตัวเองเต็มที่อย่างมีความสุข

“อืม แม่พุดตานพูดถูก”

“ฉันมิได้หมายถึงตัวตนภายนอกค่ะ หากแต่หมายถึงจิตใจต่างหาก” โชติหันไปมองน้องรักทั้งสองก่อนเอ่ยออกมาช้า ๆ “แท้จริงแล้วเราอาจสำคัญตัวผิดคิดมากเกินไปว่าเขาจะเป็นอย่างที่เราคิด ใจของเราเองที่ไปตั้งความหวังไว้ เมื่อไม่เป็นเช่นที่เราหวังทำให้เราคิดว่าทุกสิ่งเปลี่ยนไป จริง ๆ แล้วทั้งเราและเขาอาจเป็นเหมือนเดิมตั้งแต่แรก เพียงแค่เราทั้งคู่มิได้เผยทุกด้านแก่กันและกันเท่านั้นเองจ้ะ”

“หากคิดได้แล้วว่ามีด้านที่เราไม่เคยเห็นในตัวของเขา ก็บอกให้เขารู้สิจ๊ะว่าเรารู้สึกอย่างไร” มิสซิสเฮาส์เอ่ยอย่างอ่อนโยนกับลูกศิษย์พลางยิ้มให้ ด้วยความคิดว่าโชติเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากภายในเวลาไม่กี่เดือน ผู้เป็นครูเช่นเธอได้แต่ภาวนาแก่พระผู้เป็นเจ้าว่าขอให้หญิงสาวพบทางสว่างและคลี่คลายความอึดอัดในใจลงได้ในที่สุด

โชติมองไปริมน้ำอย่างตัดสินใจได้ หญิงสาวเชื่อว่าอีกไม่นานเขาคงมาพบหล่อนเพื่อขอคำตอบที่ทั้งเธอและเขาจะพอใจร่วมกัน จากนี้ไปอาจเป็นช่วงเวลาอีกไม่กี่วัน โชติได้แต่หวังว่าขอให้เหตุการณ์ทุกอย่างราบรื่นก่อนที่เขาจะมาพบหล่อน เพราะถึงอย่างไรสำหรับเธอ ความรู้สึกส่วนตัวมิได้มีความหมายมากเท่ากับบ้านเมืองที่โชติมุ่งหวังให้ผลลัพธ์น่าพอใจและเป็นประโยชน์กับทุกคนมากที่สุด

พิธีมอบพระราชสาส์นจากพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งราชอาณาจักรสยามผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น มิเชลรู้สึกประทับใจในพระราชจริยาวัตรแห่งกษัตริย์สยามยิ่ง แม้เขารู้สึกว่าประเทศนี้เป็นประเทศเล็ก หาได้มีแสนยานุภาพทางทหารมากเท่ากับบรรดานานาอารยประเทศ แต่ทว่าผู้นำกลับเปี่ยมด้วยพระวิสัยทัศน์เท่าทันโลก อาจด้วยทรงมีพระสหายต่างชาติมากมายเมื่อครั้งทรงผนวชอยู่ก็เป็นได้

หลังจากเสร็จพิธีที่ทางท่านราชทูตเชนเนอถวายพระราชสาส์นและเปลี่ยนสัญญาลงนามไปที่กรุงปารีส ระหว่างราชทูตสยามคือพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์กับ พณฯ เลอ มากี เดอ มุสติเย รัฐมนตรีต่างประเทศแห่งฝรั่งเศส มิเชลออกจากพระที่นั่งอนันตสมาคมในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ด้วยความประทับใจ เขาได้เห็นภาพวาดของเมอสิเออร์เฌโรม จิตรกรฝรั่งเศสผู้รังสรรค์ภาพคณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ณ พระราชวังฟงแตนโบล ได้มีโอกาสรับพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันที่บรรจงจัดมาอย่างสวยงามเป็นที่น่าประทับใจแก่ท่านราชทูตพิเศษและคณะร่วมเดินทางทุกคน ก่อนที่พรุ่งนี้จะโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ เพื่อให้ท่านราชทูตพิเศษได้ถวายรูปหล่อครึ่งองค์พระเจ้านโปเลียนที่ 3 และพระนางเออเฌนี

สำหรับมิเชลแล้ว หลังจากพรุ่งนี้เป็นต้นไปจะเป็นช่วงเวลาที่เขาจดจ่อมากกว่าสิ่งใดในการเดินทางมาสยามคราวนี้ ดวงตาของเขาเป็นประกายอย่างคนสมหวัง ด้วยอีกไม่นานเกินรอเขาจะได้พบหน้าหญิงสาวที่รอคอย ผู้เป็นอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตที่เขาเฝ้ามองหามานานแสนนาน และเมื่อได้พบเธอแล้ว เขาจะไม่ปล่อยให้เธอไปจากชีวิตของเขาแน่นอน



Don`t copy text!