ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 5 : สัมภาษณ์งานแถมอาหารเช้า

ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ บทที่ 5 : สัมภาษณ์งานแถมอาหารเช้า

โดย : วิตต ตุลยธัญ

Loading

เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการแชร์ร่าง! ‘ณดา’ ต้องรับภารกิจเป็นร่างทรงไทม์แชร์ให้สองวิญญาณข้ามฤดูหนาวและฤดูร้อน ในนวนิยายแฟนตาซี-ฟีลกู๊ด ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ โดย วิตต ตุลยธัญ อ่านเลย

กว่าณดาจะรู้สึกตัวอีกที เธอก็นั่งรออยู่ในห้องทำงานของคิรินเรียบร้อยแล้ว

โต๊ะทำงานไม้รูปทรงเรียบง่ายตั้งอยู่ที่มุมห้องคู่กับเก้าอี้หนังสีน้ำตาลอ่อน บนโต๊ะมีเพียงคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปหนึ่งเครื่องและกล่องใส่ปากกาโลหะสีดำที่มีปากกาอยู่ในนั้นสองสามแท่ง ข้างหลังโต๊ะคือชั้นวางของไม้สักขนาดใหญ่ที่เต็มไปรางวัลด้านการออกแบบมากมายวางเรียงรายอยู่ในนั้น

ณดายังไม่ค่อยคุ้นชินกับการเป็นร่างทรงเท่าไรนัก อวัศยาเป็นคนพาร่างของณดามาถึงนี่โดยที่เจ้าของร่างตัวจริงเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นหุ่นกระบอกที่อวัศยาขยับแขนไปมาได้ตามใจ และตอนนี้คนเชิดหุ่นกระบอกคนนั้นก็กำลังนั่งมองรางวัลต่างๆ ที่น้องชายได้รับมาด้วยท่าทางภาคภูมิใจ

(เธอโอเคมั้ย) เสียงของอวัศยาดังขึ้นในหัวของณดาอีกครั้ง

(ตอนนี้ยังรู้สึกมึนๆ นิดหน่อย แล้วคุณล่ะ)

          (ที่จริงฉันรู้สึกดีมากเลยละ การมีกายเนื้อนี่มันรู้สึกดีกว่าการเป็นดวงวิญญาณที่ลอยไปลอยมาเยอะเลยนะ เธอรู้มั้ย)

ในตอนนั้นเองที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น อวัศยาหันไปมองร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามา

คิริน ‘ดูดี’ กว่าที่ณดาจินตนาการเอาไว้มาก ใบหน้าของชายหนุ่มดูคล้ายอวัศยาแต่ดวงตาดูคมเข้มกว่า จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางเฉียบ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มคู่กับกางเกงสแล็กสีน้ำตาล ผิวขาวละเอียดของเขาดูเปล่งปลั่งราวกับมีออร่าแผ่ออกมา เมื่อคิรินเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเขาก็โชยเข้ามาแตะจมูกของณดา แล้วจู่ๆ หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล

          (เฮ้ย ทำไมจู่ๆ หัวใจเธอก็เต้นแรงขึ้นมาล่ะ) อวัศยาเอ่ยถามเจ้าของร่างด้วยความเป็นห่วง

ณดาลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้ร่างของเธอไม่ได้เป็นของเธอคนเดียวอีกแล้ว แต่ยังมีดวงวิญญาณอีกดวงใช้ร่างร่วมกับเธออยู่และรับรู้ทุกอย่างที่เธอรู้สึก รวมทั้งหัวใจที่กำลังเต้นแรงอยู่ในตอนนี้

(ฉันแค่ตื่นเต้นเรื่องสัมภาษณ์น่ะ) ณดาแก้ตัวไปแบบกำปั้นทุบดิน

          (โอ๊ย ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง)

“ขอโทษที่ให้รอนะครับ ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลยนะครับ” คิรินเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่น ณดารู้สึกถึงใบหน้าของตัวเองที่ร้อนผ่าวมากขึ้นเรื่อยๆ

“ค่ะ” อวัศยายิ้มกว้างอย่างมืออาชีพ ยืดหลังตรง ประสานมือทั้งสองข้างบนโต๊ะด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ

คิรินหยิบเรซูเม่และจดหมายสมัครงานของณดาออกมาจากลิ้นชักแล้ววางไว้บนโต๊ะ

“ผมอ่านประวัติคุณเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้คุณกำลังใช้เวลา Gap Year อยู่ใช่ไหมครับ ก่อนหน้านี้คุณทำงานด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยมาก่อน แล้วทำไมคุณถึงสนใจงานด้านโรงแรมล่ะครับ”

อวัศยายิ้มกว้าง นี่คือหนึ่งในคำถามจากลิสต์คำถามหลายสิบข้อที่อวัศยาเตรียมคำตอบเอาไว้อยู่แล้ว

“สำหรับฉัน ประสบการณ์ในการทำงานสำคัญกว่าเงินเดือนที่ได้รับค่ะ ตอนนี้ฉันยังอายุไม่มากเลยอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ถึงจะเรียกว่าคณิตศาสตร์ประกันภัย แต่มันไม่ใช่งานที่มีแต่ตัวเลขนะคะ สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องของมนุษย์ และงานด้านบริการก็คืองานที่ฉันจะได้ใกล้ชิดกับมนุษย์จริงๆ มากที่สุด”

โอ้ว แม่เจ้า ณดารู้สึกประทับใจกับคำตอบของอวัศยาไม่น้อย ไม่ใช่แค่คำตอบที่คมคายแต่น้ำเสียงของดวงวิญญาณสาวยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในแบบที่ณดาไม่เคยได้ยินจากปากตัวเองมาก่อน

คำถามมากมายจากคิรินผ่านเข้าหูณดาคำถามแล้วคำถามเล่า แล้วคำตอบอันเฉียบคมของอวัศยาก็พรั่งพรูออกมาจากปากของณดาอย่างลื่นไหล ตอนนี้ณดาทำหน้าที่เป็น ‘ร่างทรง’ อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เธอก็แค่ปล่อยให้อวัศยาใช้ร่างเธออย่างเต็มที่ แล้วรอให้การสัมภาษณ์จบลงก็แค่นั้น

“มาถึงคำถามสุดท้ายนะครับ” คิรินทำหน้าจริงจัง “คุณคิดว่าอะไรคือจุดอ่อนของโรงแรมเราครับ”

อวัศยาทำท่าคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ “ก็คงจะเป็นการบริการที่ดีเกินไปมั้งคะ เลยทำให้ต้นทุนสูง แต่ที่จริงมันก็ไม่ใช่จุดอ่อนหรอกค่ะ ถ้ามองอีกมุมมันก็คือจุดแข็งในเวลาเดียวกัน” อวัศยาตอบอย่างมั่นใจ

เป็นอีกครั้งที่ณดารู้สึกทึ่งไปกับไหวพริบในการตอบคำถามของอวัศยา นี่ขนาดเขาถามข้อเสียก็ยังพลิกกลับมาอวยคนสัมภาษณ์ได้อย่างแนบเนียน แบบนี้ ถ้าไม่เรียกอัจฉริยะแล้วจะเรียกว่าอะไร

ณดามองหน้าคิรินหวังว่าจะเห็นสายตาชื่นชม แต่เธอกลับเห็นแววผิดหวังในดวงตาคู่นั้น

คิรินเงียบไปพักใหญ่จนณดารู้สึกอึดอัด

“ผมคิดว่าคุณอาจจะยังไม่เหมาะกับงานนี้นะครับ” คิรินพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“หมายความว่ายังไงคะ” อวัศยาถาม

ณดารู้สึกชาไปทั้งหน้า ไม่ใช่แค่อวัศยาที่ช็อก ณดาเองก็ช็อกไม่แพ้กัน

 

“ไอ้น้องบ้า นี่ฉันเป็นพี่แกนะเว้ย!”

ทันทีที่กลับถึงห้องพัก อวัศยาก็หยิบหมอนขึ้นมาปิดหน้าแล้วกรี๊ดใส่หมอนจนสุดเสียง

(ใจเย็นสิคุณ เดี๋ยวคอฉันแตกหมด) เจ้าของร่างเตือนผู้ใช้ร่างอยู่ในใจ

อวัศยาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอใช้ร่างณดาอยู่ จึงออกจากร่างแล้วส่งเสียงกรี๊ดดังๆ อีกรอบ

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมร้องโวยวายแบบนั้นล่ะ” รวีที่กำลังนั่งเล่นอยู่ในห้องนอนวิ่งออกมาดูด้วยความตกใจ

“ก็ไอ้น้องชายฉันน่ะสิ มันบอกว่าฉันไม่เหมาะกับงานนี้ ฉันเป็นคนสร้างโรงแรมนี้ขึ้นมาเองกับมือนะ ฉันจะไม่เหมาะกับโรงแรมที่ตัวเองสร้างได้ยังไง”

“พวกคุณสัมภาษณ์…ไม่ผ่านเหรอ” รวีหลุดขำตอนที่พูดออกมา

“ถ้าจะซ้ำเติมกัน ก็เงียบไปเลยนะ ไอ้ผีบ้า” อวัศยาหันไปค้อนดวงวิญญาณหนุ่ม

“ใจเย็นๆ ก่อนสิคุณ เรามาช่วยกันคิดดีกว่า ว่าน้องคุณเขาไม่รับฉันเข้าทำงานเพราะอะไร”

อวัศยาหันมามองหน้าณดา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ “บางทีเขาอาจจะคาดหวังอะไรบางอย่างจากเธอก็ได้นะ พูดจริงๆ ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจน้องชายฉันเท่าไหร่หรอก บางทีเขาก็อารมณ์ศิลปินจนฉันเองก็เข้าไม่ถึงเหมือนกัน ฉันว่าเธอลองไปสัมภาษณ์งานกับคิรินด้วยตัวเองดูอีกทีดีมั้ยล่ะ”

“หา! ฉันเนี่ยนะ” ณดาร้องเสียงหลงพลางชี้หน้าตัวเอง “แต่ฉันไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานโรงแรมมาก่อนเลยนะ แล้วฉันจะเอาความรู้ที่ไหนไปสัมภาษณ์ล่ะ”

“การที่เธอไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนมันอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้นะ คิรินน่ะเขาชอบคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คนที่ทำงานโรงแรมมานานอย่างฉันอาจจะมีกรอบมากเกินไปก็ได้”

ณดาไม่ค่อยซื้อไอเดียของอวัศยาเท่าไรนัก แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นทางเลือกเดียวที่เธอมีในตอนนี้ แล้วหัวสมองของณดาก็เริ่มคิดหาวิธีการว่าพรุ่งนี้เธอจะขอสัมภาษณ์กับคิรินอีกครั้งได้อย่างไร

 

ณดาอาจจะไม่ชอบการเดินทางนักแต่สิ่งหนึ่งที่เธอชอบก็คือ..บุฟเฟต์อาหารเช้า

หญิงสาวมาถึงห้องอาหารในเวลา 7 โมงตรงตอนที่ห้องอาหารเพิ่งเปิดพอดี หญิงสาวเดินสำรวจอาหารไปทีละถาดอย่างใจเย็น นอกจากอาหารฝรั่งอย่างไข่ดาว ไส้กรอก หมูแฮม และเบคอนแล้ว ที่บ้านชมดาวยังเสิร์ฟอาหารไทยน่ากินหลายอย่าง เมนูที่ณดาเล็งเอาไว้ก็คือข้าวเหนียวหมูทอดกับน้ำพริกหนุ่ม

ณดาตั้งใจมาดักรอคิรินที่ห้องอาหารเพื่อขอสัมภาษณ์งานอีกรอบ เมื่อคืนณดานั่งอ่านข้อมูลการท่องเที่ยวเชียงดาวและคุยกับอวัศยาจนถึงตีสอง สิ่งที่หญิงสาวต้องการที่สุดในเวลานี้ก็คือ…กาเฟอีน หลังจากตักอาหารเสร็จ ณดาก็เดินไปกดกาแฟที่เครื่องทำกาแฟพร้อมกันสองแก้วแล้วค่อยๆ ประคองมาวางไว้บนโต๊ะ

“นี่เธอแน่ใจนะว่ากินคนเดียว คงไม่ได้ตักเผื่อพวกฉันหรอกใช่มั้ย” อวัศยามองอาหารจานใหญ่บนโต๊ะด้วยหางตา

“จะสัมภาษณ์งานทั้งทีก็ต้องเติมพลังกันหน่อยสิ แล้วร่างกายของฉันก็ขาดกาเฟอีนมานานเกินไปแล้ว ก็เมื่อวานคุณเล่นไม่ยอมดื่มกาแฟเลยสักแก้ว”

ณดาทานอาหารจนเกือบหมดจานแล้ว แต่คิรินก็ยังไม่มาสักที เธอเลยฆ่าเวลาด้วยการหยิบแบบแปลนที่ได้จากฝ้ายเมื่อวานมานั่งดูเล่น ระหว่างที่ดูก็เริ่มหยิบปากกามาขีดเขียนอะไรบางอย่างลงไปในนั้น

ในตอนนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“ตื่นเช้าจังเลยนะครับ”

ณดาหันไปมองที่มาของเสียง คิรินถือถาดอาหารเดินมาทางณดาและยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี วันนี้ชายหนุ่มใส่เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีเบจคู่กับกางเกงขาสั้นสีเขียวพาสเทล ท่าทางของเขาดูสบายๆ กว่าเมื่อวานมาก

“ผมขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ”

“อ่อ ได้ค่ะ” ณดาตอบรับคำขออย่างไม่ทันตั้งตัว “ฉันว่าจะถามคุณอยู่พอดีเลยว่าฉันจะขอสัมภาษณ์งานกับคุณอีกรอบได้ไหมคะ พอดีว่าเมื่อวานฉันตื่นเต้นไปหน่อย”

“เดี๋ยวเราทานข้าวกันก่อนแล้วค่อยว่ากันนะครับ” คิรินพูดยิ้มๆ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่ง ในตอนนั้นเองที่สายตาของชายหนุ่มเหลือบไปเห็นแบบแปลนที่วางอยู่บนโต๊ะ

“คุณกำลังเขียนอะไรอยู่เหรอครับ”

“ไม่มีอะไรค่ะ ก็แค่เขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะค่ะ” ณดารีบใช้มือปิดแผ่นกระดาษเอาไว้

“ขอผมดูหน่อยได้มั้ยครับ” คิรินยิ้มให้ณดาเป็นเชิงขอร้อง หญิงสาวลังเลอยู่พักหนึ่งแต่ก็ยื่นกระดาษในมือให้คิรินในที่สุด

รวีหยิบกระดาษไปดูก่อนจะวางลงบนโต๊ะอีกครั้งแล้วใช้นิ้วชี้ลงที่มุมหนึ่งของกระดาษที่ณดาวาดรูปต้นไม้เอาไว้ “อันนี้คืออะไรเหรอครับ”

“พอดีฉันเห็นมุมนี้ของสวนยังมีที่ว่างเหลืออยู่ ก็เลยคิดเล่นๆ ว่าถ้าทำเป็นระแนงไม้แล้วปลูกต้นหม่อนเอาไว้หน่อยน่าจะดีนะคะ แขกที่มาพักจะได้เก็บหม่อนไปกินได้ด้วย โรงแรมจะได้มี activity เพิ่มขึ้นด้วยไงคะ”

คิรินยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะจดอะไรบางอย่างลงไปในกระดาษแผ่นนั้น “น่าสนใจดีนะครับ แล้วนี่อะไรนะครับ” คิรินชี้นิ้วไปยังอีกจุดหนึ่งของแบบแปลนที่ณดาวาดหลังคาเล็กๆ เอาไว้

“อันนี้เป็นศาลากลางน้ำค่ะ ฉันเห็นว่าคุณมีบึงน้ำอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันดูโล่งๆ ไปหน่อย ถ้ามีศาลาสักหลังตั้งอยู่กลางน้ำแล้วมีทางเดินจากสวนไปที่ศาลา น่าจะบรรยากาศดีนะคะ”

คิริทำท่าครุ่นคิดก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมาสเกตช์อะไรบางอย่างเพิ่มเติมลงไป ณดามองดูในกระดาษและเห็นศาลาอีกหลังหนึ่งอยู่ข้างๆ ศาลาที่เธอวาด

“ถ้ามีสักสองหลังก็ดีนะครับ ผมว่ามีหลังเดียวมันดูเหงาไปหน่อย” คิรินหัวเราะ

ณดาพยายามจะอ่านสีหน้าของคิรินแต่ก็ไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

“แล้วห้องพักของเราเป็นยังไงบ้างครับ เมื่อคืนคุณหลับสบายดีมั้ยครับ”

ณดาไม่แน่ใจจุดประสงค์ของชายหนุ่ม แต่ก็ตัดสินใจบอกความคิดเห็นเธอไปตรงๆ “ห้องคุณสวยมากค่ะ แต่โต๊ะทำงานมันเล็กไปหน่อย แล็ปท็อปฉันเครื่องเล็กนิดเดียวยังวางไม่ค่อยพอเลย ฉันเข้าใจค่ะว่าคนที่มาที่นี่เขามาพักผ่อนกัน แต่บางทีชีวิตคนเราก็เลือกไม่ได้นะคะ ถ้าเกิดงานเข้าขึ้นมาตอนที่เที่ยวอยู่ก็ต้องทำค่ะ ถ้าคุณให้พื้นที่โต๊ะทำงานให้เขาได้ทำงานสบายๆ หน่อย ฉันว่าแขกคุณน่าจะแฮปปี้ขึ้นนะคะ”

ทันทีที่ณดาพูดจบ คิ้วของคิรินก็เริ่มขมวดเข้าหากัน

แย่แล้ว นี่ฉันพูดมากไปหรือเปล่าเนี่ย ณดาเห็นสีหน้าคิรินแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา บางทีเขาอาจจะกำลังโกรธเธออยู่ก็ได้

“ว่าแต่ว่า คุณจะให้ฉันสัมภาษณ์งานอีกครั้งได้ไหมคะ”

“ไม่จำเป็นแล้วละครับ การสัมภาษณ์จบลงแล้วครับ” คิรินยิ้มอย่างมีเลศนัย

“คุณหมายความว่ายังไงนะคะ” ณดาเลิกคิ้ว

“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ” คิรินหัวเราะ “ที่จริงมันเป็นแค่บททดสอบเล็กๆ เฉยๆ น่ะครับ ผมแค่อยากรู้ว่าคุณอยากทำงานที่นี่มากแค่ไหน แล้วการที่คุณมาขอสัมภาษณ์งานกับผมอีกรอบ มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคุณอยากทำงานที่นี่จริงๆ”

ณดาขมวดคิ้วแล้วจ้องหน้าคิรินอีกครั้ง คำอธิบายของเขาไม่ได้ทำให้เธอกระจ่างขึ้นเลยแม้แต่น้อย

“แล้วอีกอย่างนะครับ” คิรินยกกระดาษในมือขึ้น “นี่ก็แสดงให้เห็นว่าคุณมีอะไรดีๆ ในตัวมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะเลย เมื่อวานคุณอาจจะตื่นเต้นก็เลยเกร็งไปหน่อยตอนสัมภาษณ์ แต่ผมชอบคุณที่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้มากกว่านะครับ ผมชอบไอเดียของคุณนะครับ”

“หมายความว่า…ฉันได้งานแล้วเหรอคะ” ณดาถามย้ำเหมือนไม่เชื่อตัวเอง

“ใช่ครับ เมื่อกี้คือการสัมภาษณ์งานแบบแถมอาหารเช้าในตัวครับ” คิรินหัวเราะ

ณดาแอบอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว เธอเกือบจะถอดใจไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็ได้งานมาแบบไม่คาดฝัน หญิงสาวไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะรู้สึกยังไงกับชายหนุ่มตรงหน้ากันแน่ เธอควรจะดีใจที่เขาเพิ่งให้งานเธอมา…หรือควรจะโกรธที่เขาหลอกเธอดี

สิ่งเดียวที่ณดาแน่ใจก็คือ ชายหนุ่มตรงหน้ากำลังทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน



Don`t copy text!