เจอผีในเมืองสมรภูมิ

เจอผีในเมืองสมรภูมิ

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเจอเรื่องแปลกๆ ที่หาคำอธิบายไม่ได้บ่อยหนนัก ทั้งที่เป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีสางวิญญาณใดๆ แต่ดูเหมือนว่าเหล่าวิญญาณจะหงุดหงิด เลยพยายามปรากฎหรือสะกิดเตือนบ่อยๆ ว่า พวกเรามีอยู่นะจ๊ะ  เจอทั้งในไทยและต่างประเทศ ทั้งที่ไม่อยากเจอ แต่มีหนหนึ่งที่แปลกจนไม่รู้จะสรุปเรื่องนี้ได้ยังไง

ด้วยความเป็นคนชอบศึกษาประวัติศาสตร์ เลยเดินทางไปเมืองสมรภูมิรบสำคัญระดับชาติยุคสงครามกลางเมือง เมืองนี้คือเมืองเก็ตตีสเบิร์ก เมืองเล็กๆ ในรัฐเพนซิลเวเนีย  สงครามกลางเมืองเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1861 แบ่งแยกประเทศออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน

รัฐทางเหนือคือฝ่ายสหภาพเป็นรัฐที่ไม่เห็นด้วยกับการค้าทาส  ส่วนรัฐทางใต้หรือรัฐที่นิยมการค้าทาสคือฝ่ายสมาพันธรัฐ รบกันมานานหลายปีไม่รู้แพ้รู้ชนะอย่างเด็ดขาดเสียที   จนกระทั่งมาถึงวันชี้ขาดของสงครามกลางเมืองที่เมืองเก็ตตีสเบิร์กที่ว่านี่แหละ

การสู้รบในสมรภูมิเก็ตตีสเบิร์กกินเวลาทั้งหมด 3 วันเต็มๆ ทุกตารางนิ้วเกลื่อนศพ  ชุ่มเลือดแดงฉานทุกหย่อมหญ้า  การรบที่เก็ตตีสเบิร์กตลอดระยะเวลาสามวันนี้ถือเป็นการรบที่เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของชาติและเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในอเมริกา มียอดผู้เสียชีวิตทั้งหมด 53000 นาย และมีผู้บาดเจ็บและสูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

เก็ตตีสเบิร์กจึงกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยหยาดเลือด หยดน้ำตา และความตาย  ดารดาษไปด้วยหลุมฝังศพ  บางครั้งไม่อาจจะระบุได้ว่าทหารที่ตายเป็นใครและฝ่ายไหน จึงขุดหลุมขนาดใหญ่แล้วเทซากศพทหารทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ลงฝังรวมกัน

เมืองนี้เป็นเมืองที่ร่ำลือว่าเฮี้ยนสุดๆ ชาวเมืองมักเจอสิ่งประหลาดเหนือธรรมชาติในบริเวณที่เคยเป็นสมรภูมิรบอยู่ตลอดเวลา จึงกลายเป็นสถานที่ท้าพิสูจน์สิ่งลี้ลับทางวิญญาณ  ผู้ที่ไปพิสูจน์มักเจอเหตุการณ์ยากอธิบายที่นี่

มีการรายงานเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่นี่หลายร้อยครั้ง ชาวเมืองเห็นคนแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารฝ่ายใต้เพียงครึ่งท่อนจ้องเขม็งมาที่ตน จากนั้นก็หายตัวไป แม้ว่าในปัจุบันสนามหญ้าที่เคยเป็นสมรภูมิรบจะมองดูว่างเปล่า แต่ชาวเมืองและผู้ที่เคยแวะมาเยือนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าวิญญาณไม่สงบของทหารทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ที่นี่

นักพิสูจน์สิ่งลี้ลับให้เหตุผลว่า อาจเป็นเพราะทหารกว่าห้าหมื่นนายถูกฆ่าตลอดสามวันในสมรภูมิแห่งนี้ วิญญาณจึงสิงสถิตอยู่ที่นี่จนปัจจุบัน    ทุกรายเสียชีวิตลงอย่างน่าสยดสยองโดยไม่ทันตั้งตัว ทหารเหล่านี้ติดอยู่กับสัญญาว่าต้องต่อสู้กันไปจนกาลปวสาน เมื่อเสียชีวิตแล้วจึงไม่ยอมไปไหน แต่ยังวนเวียนอยู่ที่เดิม

ปัจจุบันมีการจัดทัวร์สยองขวัญในเก็ตตีสเบิร์กและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องสิ่งลี้ลับและวิญญาณเดินทางจากทั่วทุกทิศมาพิสูจน์ “ความจริง” ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เพราะเชื่อกันว่าเต็มไปด้วยวิญญาณไม่สงบของทหารทั้งสองฝ่าย  จนเมืองนี้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของสถานที่สุดหลอนของอเมริกา

ฉันสนใจเรื่องสงครามกลางเมืองอเมริกาและได้ยินเรื่องราวความเฮี้ยนของเก็ตตีสเบิร์กมานานแล้ว  เลยตั้งใจว่าจะต้องไป “ลองของ” ให้รู้แน่แก่ใจด้วยตนเอง   จึงขับรถข้ามรัฐไปพักที่เก็ตตีสเบิร์กเพื่อพิสูจน์ความจริงว่าเรื่องวิญญาณความหลอนทั้งหลายเป็นแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้างหรือเรื่องจริง

นักท่องเที่ยวผู้รักประวัติศาสตร์และรักสิ่งเหนือธรรมชาติต่างแห่มาพิสูจน์เรื่องลี้ลับไม่ขาดสาย  ที่นี่มีการจัดทัวร์ยามราตรีที่จำกัดกลุ่มคนไม่เกิน 7-10 คน   คนนำทัวร์แต่งชุดโบราณพาเดินไปตามสถานที่ต่างๆ ที่ลือว่าเฮี้ยน รวมทั้งสุสานประจำเมือง  ฉันซื้อทัวร์ที่ว่านี้ โดยหัวหน้าทัวร์นัดให้มาเจอกันตอนสี่ทุ่ม

คนนำทัวร์แต่งชุดทหารในสงครามกลางเมืองเดินนำไปพลางหยุดอธิบาย  ระหว่างที่เดินไปสุสานนั้น ได้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงคละกลิ่นฝนปนกลิ่นดินปืนอย่างน่าประหลาด ทั้งที่คืนนั้นเป็นช่วงหน้าร้อน  เพื่อนร่วมเดินได้กลิ่นนั้นกันหมด

แอบสะกิดถามคนนำทาง ซึ่งบอกว่าเป็นเรื่องปกติมากที่จะได้กลิ่น “แปลกๆ” เพราะคืนหลังสงครามสงบ ฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกัน ศพที่กองเป็นภูเขาเลากาเริ่มเน่าแฟะและเหม็นตลบอบอวลไปทั้งเมือง ทำให้ชาวเมืองต้องรีบฝังปนกันทั้งสองฝ่าย

เรื่องแปลกอีกเรื่องคือ ขณะที่เดินกลับโรงแรม อยู่ๆ ฉันได้กลิ่นดินปืนแบบเพิ่งยิงปืนใหญ่ไปหมาดๆ  หากแวะเก็ตตีสเบิร์ก ภาพชินตาที่เห็นคือปืนใหญ่นับพันๆ กระบอกทั้งของฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ทิ้งไว้ในเมือง การที่อยู่ๆ ได้กลิ่นดินปืนถึงสองหนไม่ใช่เรื่องปกติแน่ เพราะเกือบเที่ยงคืนและไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นเลย

เมื่อกลับถึงโรงแรมอันเป็นโรงแรมใหม่เอี่ยม  ขณะที่ประตูลิฟท์ปิดและกำลังจะเคลื่อนขึ้นสู่ชั้น 6 อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังลั่นเหมือนเด็กสองคนกระโดดลงมา  แล้วย่ำไปมาบนหลังคาลิฟท์

ตอนแรกได้แต่นึกโมโหว่าห้องไหนนะทำเสียงดังขนาดนี้   เด็กฝรั่งที่ไหนมาวิ่งโครมๆ อยู่ชั้นบน  แต่พอนึกอีกที ก็สบตากับสามีอย่างหวาดๆ เพราะตอนนั้นหลังเที่ยงคืนแล้ว แถมเสียงนั่นดังมาจากเพดานลิฟท์นี่เอง ไม่ได้ดังมาจากห้องพัก

บางคนคิดว่าอาจจะเป็นเสียงสายพานลิฟท์ครืดคราดตอนเคลื่อนสู่ชั้นบน แต่จากการพักมาสามวัน ไม่เคยเลยสักครั้งที่ลิฟท์ใหม่เอี่ยมอ่องตัวนี้จะส่งเสียงแบบที่ว่า เสียงนั้นดังแบบเด็กสองคนกระทืบเท้าแล้วย่ำโครมๆไปมาอยู่บนลิฟท์ ไม่ใช่เสียงครืดๆ แบบสายพานลิฟท์ฝืดแน่นอน

เมื่อประตูลิฟท์เปิด เราได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วๆ ของคนสองคนก้าวตามเรามา ตกใจจนตัวแข็งไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่นึกถึงพระ แล้วพูดเบาๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า  “ขอให้ต่างคนต่างอยู่นะ อย่าได้ตามมาเลย” แล้วรีบเดินเข้าห้องไปทันที

คืนนั้นต้องตื่นขึ้นกะทันหันตอนตีสาม  เพราะได้ยินเสียงฝีเท้าในห้องนอนกุกกักๆ จากนั้นเหมือนมีน้ำหนักทิ้งลงมาจนเตียงไหวยวบ ตอนแรกนึกว่าสามีตื่นพลิกตัว เลยหันไปทางสามี แต่ปรากฎว่าฝ่ายนั้นหลับสนิทไม่รู้ตัว  แล้วเวลารายนี้หลับ แทบจะไม่พลิกตัวเลย  ในใจคิดว่า “เอาอีกแล้ว”  เลยรีบเดินไปเปิดไฟในห้องจนครบทุกดวงแล้วสวดมนต์แผ่เมตตาไปมาบนเตียงจนเช้าถึงได้เล่าให้สามีฟัง

เช้านั้นเราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมแต่ไก่โห่ ประมาณตีห้าก็เผ่นออกมาแล้ว เพราะฉันนอนไม่หลับ  ได้แต่สวดมนต์ไปมา พอเล่าให้สามีฟังก็ตัดสินใจทันที   จัดกระเป๋าแล้วก็ออกมาแบบไม่เหลียวหลัง นึกถึงคืนนั้นทีไรหนาวเยือกวาบต้นคอทุกที จนทุกวันนี้ยังหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ว่าสิ่งเราเจอในเมืองเก็ตตีสเบิร์กคืออะไรกันแน่

 

 

Don`t copy text!