เมรัยชนยุคห้ามขายเหล้าในอเมริกา

เมรัยชนยุคห้ามขายเหล้าในอเมริกา

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

บรรพบุรุษของสามีนั้นดูพิสดารผิดมนุษย์เล็กน้อย หากไล่สายตระกูลฝ่ายแม่  พบว่าต้นตระกูลย้อนไปถึงยุคล่าแม่มดในซาเล็ม หนึ่งในจำนวนยี่สิบคนที่ถูกแขวนคอ  เพราะโดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มดคือบรรพบุรุษของสามีฉันนั่นเอง อย่างไรก็ตามสามีก็ดูปกติธรรมดา ไม่นิยมกินหางหนูหรือซากแมงมุมรวมทั้งไม่เคยแปลงกายในคืนพระจันทร์เต็มดวง เวลาไปไหนมาไหนก็ขับรถเหมือนชาวบ้านร้านถิ่น ไม่ได้ขี่ไม้กวาดไปไหนทั้งสิ้น จะมีบ้างที่สีตาเปลี่ยนได้ตอนเมียไทยกวนโทสะไม่ละวาง

ส่วนญาติทางฝ่ายพ่อสามีนับลำดับง่ายกว่ามาก เพราะปู่สามีหนีทหารรัสเซียมาจากโปแลนด์ พกความฝันมาปักหลักในอเมริกาทั้งๆที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย  เรื่องราวชีวิตของปู่สนุกสนานโลดโผนทีเดียว

ปู่วาดิสวาฟนั้นไม่ธรรมดา แกต้มเหล้าขายในห้องใต้ถุนอย่างเพลิดเพลินเจริญใจเป็นงานอดิเรก มิหนำซ้ำย่าเข้ากันดีกับปู่วาดิสวาฟผู้เป็นสามีโดยทำหน้าที่ QC ตรวจสอบคุณภาพเหล้าเถื่อนที่สามีกลั่นเองจนตายไปด้วยโรคพิษสุราเรื้อรังแต่ยังสาว  แม่สามีของฉันซึ่งเคร่งศาสนา จึงพาลไม่ชอบพ่อแม่สามีตัวเองอย่างสาหัส

หลังจากที่พ่อแม่สามีของฉันเสียชีวิต เราต้องกลับไปทำความสะอาดบ้านที่ทั้งคู่อาศัยอยู่มานานนับห้าสิบปี เจอข้าวของย้อนยุคแปลกๆ บางชิ้นเป็นของปู่ย่าที่ตกทอดมา หนึ่งในจำนวนนั้นคือวัตถุประหลาดเป็นกล่องหนังแท้อย่างดีที่สามารถจุขวดเหล้าแบนๆ ได้สองขวด พอเห็นปุ๊บ สามีกรากเข้าคว้าทันที บอกว่านี่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญในยุคที่เรียกว่า “ยุคห้ามขายเหล้า” หรือ ยุค Prohibition   ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ.ปี 1920 และสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1933

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าครั้งหนึ่งอเมริกาเคยห้ามขายเหล้าเป็นเวลาถึง 13 ปี  สังคมเมืองลุงแซมช่วงปี ค.ศ. 1890-1920 เป็นช่วงที่เรียกว่ายุคก้าวหน้าหรือ Progressive Era ที่กำลังสับสนกับกระแสความเปลี่ยนแปลงทุกด้าน

ช่วงนั้นเป็นช่วงการพัฒนาอุตสาหกรรม ผู้ชายไปทำงานในโรงงานต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ใดๆ หรือไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษได้ ชายยุโรปโดยเฉพาะยุโรปตะวันออกอย่างชาวโปแลนด์หรือฮังกาเรียนหลั่งไหลเข้ามาในอเมริกาเพื่อทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ บางคนพาลูกเมียมาลงหลักปักฐานในอเมริกา เมื่อเข้ามาเป็นคนงานโรงงาน ด้วยพื้นฐานดั้งเดิมที่รักการดื่มจึงอดไม่ได้ที่จะแวะข้างทางเพื่ออุดหนุนน้ำเมา แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นปัญหาครอบครัว   ทำให้เกิดการโทษเหล้าว่าสร้างปัญหาสังคม เหล่าภรรยาที่ถูกสามีขี้เมาทุบตีเพ่งโทษไปที่เหล้าแต่เพียงอย่างเดียว จึงรวมตัวกันเรียกร้องให้สังคมจัดการเรื่องนี้

ในปี ค.ศ. 1920 เกิดการปฎิรูปทางจริยธรรมขึ้น  หนึ่งในกระบวนการชำระสะสางสังคมข้อหนึ่งคือแนวคิดเรื่องห้ามผลิตและซื้อขายเหล้าอย่างเด็ดขาด อเมริกันเคร่งศาสนาบางกลุ่มเชื่อว่าการดื่มเหล้าถือเป็น “บาป”  เหมารวมว่าการเสพสุราฮะกึ๋นเป็นต้นเหตุปัญหามากมายในสังคม  ทั้งการติดเหล้า อาชญากรรม อาการทางจิตประสาท ความยากจน รวมถึงการใช้ความรุนแรงกับเด็กและผู้หญิง

แรงกดดันมหาศาลทำให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อการลงโทษขี้เมาโดยเฉพาะ ดังนั้นในวันที่  16 มกราคม ค.ศ. 1919 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐครั้งที่ 18  ห้ามไม่ให้มีการขาย ผลิต ขนส่งเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทั่วประเทศอย่างเด็ดขาด 9 เดือนหลังจากนั้น สภาคองเกรสผ่านร่างกฏหมายที่รู้จักกันในชื่อ Volstead Act  ถือเป็นการเริ่มต้นยุคแห่งการห้ามซื้อขายและผลิตเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ทุกชนิดในอเมริกา มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 มกราคม  ค.ศ.1920

เมื่ออเมริกาเข้าสู่ยุคมืดของขี้เมา แบบนี้ก็ตายกันพอดีสิจ๊ะ ของเคยดื่มเคยกระดกขวดทุกค่ำเช้า  อยู่ๆ รัฐบาลเอาไม้ไล่หวดขวดเหล้าแตกกระจายย่อมเปรี้ยวปากเป็นธรรมดา ผลคือเกิดมาเฟียค้าเหล้าเถื่อนเพียบ แต่ขาใหญ่สุดเห็นจะเป็นอัล คาโปนที่หากินในย่านชิคาโก  สร้างตัวเองเป็นเจ้าพ่อมาเฟียที่โลกไม่ลืมมาจนทุกวันนี้ ผลพวงของการห้ามขายเหล้านี่แหละที่ทำให้อัล คาโปนพบช่องทางทำมาหากิน  ด้วยการลักลอบนำเข้าและขนส่งเหล้าเถื่อนจนร่ำรวย ทำให้จำนวนประชากรมาเฟียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแถมขยายสาขาไปทั่วประเทศ สร้างปัญหาสังคมอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าสาหัสกว่าเดิมเป็นของแถม

นอกเหนือจากเจ้าใหญ่ขายเหล้าเถื่อนอย่างอัลคาโปนจะทำธุรกิจอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว ยังมีแหล่งลักลอบขายเหล้าต้มเหล้าเถื่อนอย่างที่เรียกว่า  “Speakeasy” เกิดขึ้น ในเมืองที่ฉันอาศัยอยู่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นปู่วาดิสวาฟนี่แหละที่ต้มเหล้าเถื่อนขายเพื่อนบ้านอย่างไม่ง้อรัฐบาล เมื่อไม่ให้ซื้อไม่ให้ขายก็ต้มกินเองสิวะ ว่าแล้วแกก็ผลิตเหล้าจากใต้ถุนบ้านนั่นเอง   แถมภรรยายังเป็นคนชิมเหล้ามือหนึ่งอีกต่างหาก จนกระทั่งย่าแมรี่ลาโลกไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง น่าแปลกที่ปูวาดิสวาฟไม่แต่งงานใหม่ ครองตัวเป็นโสดไปจนอายุ 70 แล้วลงไปนอนยิ้มในโลงพร้อมเหล้าหนึ่งขวดที่ญาติๆ แถมให้

เวลานั้นเพื่อนบ้านชาวโปลในเมืองแวะเวียนมาหาปู่ของสามีทุกวัน เพราะปู่ใช้บ้านเป็นบาร์แบบบ้านๆ อย่างที่เรียกว่า “Speakeasy” นั่นเอง แต่ต้องมีรหัสผ่านเพื่อกันไม่ให้สายตำรวจกระโจนพรวดมาล็อคคอ เพื่อนบ้านคงทำทีว่าแวะมาเล่นไพ่หรือไถ่ถามทุกข์สุข จากนั้นก็เคาะประตูพลางบอกรหัสผ่าน ซึ่งคงไม่ได้ลึกซึ้งอะไรนัก อาจจะประมาณว่า

“เฮ้..วาดิสวาฟ..ซื้อเคียฟลี่ (ขนมไส้ผลไม้แบบโปแลนด์) หน่อยโว้ย”

เป็นอันรู้กันว่าลูกค้ามาแล้ว ปู่จะเปิดประตูแล้วเชื้อเชิญให้นั่งอย่างดี จากนั้นยกน้ำอมฤตที่ผลิตเองมาให้ดื่มด่ำ หลังจากดื่มจนชุ่มช่ำปอดแล้วอยากหิ้วกลับไปกินที่บ้านบ้าง จะได้ไม่ต้องแวะมาบ่อยๆ ให้เมียสงสัยหรือไม่อยากให้ใครรู้ว่าแอบซื้อเหล้าหรือพกเหล้าเอาไว้ย้อมใจก็ต้องซ่อนในขวดแบนในซองหนังแบบนี้แหละ

ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าปู่คงเป็นที่รักของเพื่อนบ้านย่านนั้นรวมทั้งตำรวจอย่างแน่นอน มีเรื่องเล่าของครอบครัวว่า ตำรวจจำเป็นต้องตรวจจับเหล้าเถื่อนเหล่านี้   แต่ทำเนียนหลอกนายไปอย่างนั้นเอง เพราะตำรวจพวกนี้แหละที่เป็นคนส่งข่าวบอกปู่เองเลยว่าวันไหนจะทำความดีความชอบด้วยการบุกค้นบ้าน  ทุกครั้งเมื่อได้รับข่าวจากตำรวจ ปู่จะเอาเหล้าดีๆ ไปซ่อนไว้ในห้องใต้เพดานในหลืบมุมมิดชิด แล้วเอาเหล้าที่ไม่ได้มาตรฐานใส่ขวดหลอกตาเอาไว้ พอตำรวจมาถึง   ก็ทำฟอร์มทุบหม้อไหขวดเหล้าแตกกระจาย หลังเสร็จภารกิจแล้ว เหล่าตำรวจก็ย้อนกลับมาที่บ้านปู่ ย่าจะยกเหล้าที่ซ่อนไว้มาเลี้ยงต้อนรับตำรวจทุกหนไป

แม้จะห้ามจำหน่ายเหล้ามาเป็นเวลา 13 ปี แต่สภาพสังคมก็ไม่ได้ดีขึ้น  ซ้ำเสื่อมทรามหนักกว่าเก่า ยุค Prohibition สิ้นสุดลงด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 21 ในปี ค.ศ 1933 แต่ยังมีบางเมืองหรือบางเขตที่ยังห้ามขายเหล้ามาจนทุกวันนี้ ซึ่งเขตเหล่านั้น คนอเมริกันเรียกว่า Dry Counties โดยเฉพาะในรัฐเคนตักกี

หลังยกเลิก Prohibition ปู่วาดิสวาฟยังคงสำราญกับการกลั่นเมรัยเป็นระยะๆ เป็นงานอดิเรกจนจากโลกนี้ในวัย 70 โดยที่ผองสหายและญาติๆ เอาขวดเหล้ายัดใส่โลงไปด้วยอย่างแสนรักใคร่ ชื่อของปู่กลายเป็นตำนานอมตะในหมู่ชาวโปแลนด์ในเมืองจนทุกวันนี้

 

Don`t copy text!