ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 9 : เจ้าสาวจำเป็น

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 9 : เจ้าสาวจำเป็น

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 9 –

 

เช้าวันนี้อากาศดีเป็นพิเศษ ข้าตื่นสายกว่าปกติ เพราะเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ดึกเลยครึ่งคืนไปแล้ว พี่อี้เหลียนเอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ พร้อมทั้งบอกบ่าวอีกสองคนให้ไปเอาอ่างน้ำกับถาดเครื่องหอมเข้ามาด้วย สาบานได้ข้ายังไม่อยากลุกหรอกกับอากาศดีๆ แบบนี้ แต่ท่านยายน้อยน่ะสิ บอกว่าจะให้ข้าช่วยไปเลือกของที่จะต้องใช้พระราชพิธีที่ท่าเรือช่วงสายๆ ข้าเลยต้องลุกขึ้นมา

“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้นายหญิงให้บ่าวไปช่วยขนของห้าคน ที่จริงคนของนายท่านผู้เฒ่าก็ติดตามมาส่วนหนึ่ง ของที่ต้องใช้คงเยอะมาก เพราะใช้รถม้าลากถึงสามคัน”

พี่อี้เหลียนพูดพลางหวีผมให้ข้าใหม่และมัดรวบเป็นทรงที่ทะมัดทะแม่งขึ้น แต่ก็ไม่ลืมปักปิ่นที่ช้องผมให้ดูแล้วมันเรียบๆแต่สวยไปอีกแบบ ข้ามองหน้าตัวเองในกระจกก็นึกขำทั้งๆ ที่มองอยู่ทุกวัน

“ลองชาดทาปากสีใหม่ไหมเจ้าคะ คุณหนูน่าจะแต่งหน้าบ้าง ที่จริงพอแต่งหน้าแล้วคุณหนูดูน่ารักขึ้นเลยทีเดียว”

“อย่าชมเลย ข้าน่ะคงไม่สวยไปมากกว่านี้หรอก ผู้ชายต้าซ่งน่ะมองผู้หญิงที่ชาติตระกูลและอีกทีก็ที่เท้า แต่สำหรับข้าเสียดายนักที่สตรีผู้ดีงดงามกลับต้องเดินเหมือนคนพิการ และเป็นเพียงสิ่งปลดเปลื้องความใคร่ของบุรุษมิใช่คู่ชีวิต โชคดีแล้วที่ท่านตาไม่บังคับให้ท่านแม่รัดเท้า ท่านแม่ถึงไม่ได้เคี่ยวเข็ญให้ข้าทำแบบนั้นบ้าง”

พี่อี้เหลียนยิ้มกว้าง นางไม่พูดอะไรต่อนอกจากช่วยข้าแต่งตัว นางเอาน้ำมันหอมกลิ่นดอกบัวมาทาผิวให้ข้า คิดถึงคำพูดของท่านชายเจินที่ดังแว่วเข้ามาในหู

“สาวๆ เมืองหลินอันใช้แป้งอะไรนะ จับมือแค่ครั้งเดียวหอมติดจมูกถึงขนาดนี้”

เขาอาจจะพูดเล่นก็ได้ การใส่ใจเรื่องพวกนี้อาจจะทำให้ข้าสับสน ข้าหยิบเอาเสื้อที่ดูทะมัดทะแม่งมาใส่ ก่อนจะเดินลงไปที่ชั้นล่าง ก็พบท่านยายน้อยกำลังกำชับพี่ฉิงชวนเรื่องเครื่องปรุงอาหารตอนเย็น  ข้าคิดว่าเต๋อผิงคงตั้งตาอาหารมื้อนี้เชียวล่ะ

“ตื่นสายเอาขนาดนี้ ยายว่าจะไปคนเดียวเสียแล้ว”

“ได้ยังไงเจ้าคะ ท่านแม่จะหาว่าข้าบกพร่องต่อหน้าที่ ท่านยายน้อยอุตส่าห์ไว้ใจข้าแล้วนี่” ท่านยิ้มพลางเอามือลูบใบหน้าข้าเบาๆ เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาข้าก็เห็นแววห่วงระคนสงสารในนั้น

“เหลียนเอ๋อร์ เจ้าตัดใจเรื่องหนังสือได้จริงๆ รึ”

ข้านิ่งเงียบลมหายใจติดขัดเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น ใช่สิ..ข้ายังทำใจไม่ได้จริงๆ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะถึงจุดที่ว่า ทำใจได้ แต่เพราะแววตาของท่านแม่และท่านยายนี่แหละทำให้ข้าต้องพยายามทำใจ

“ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ ท่านยายอย่าห่วงเลยนะเจ้าคะ บางทีข้าอาจจะทำใจยากแต่ข้าเชื่อว่า มันคงทำได้ในช้า”

“หมาน้อยของยายต้องทำได้ กินเช่าปิง (1) เสียหน่อย น้ำถั่วเหลืองนี่ก็ดื่มซะ ยายอุตส่าห์ตื่นมาทำเต้าหู้คิดได้ว่าเจ้าชอบดื่มน้ำถั่วยายเลยบดงาผสมลงไปด้วย” ท่านยายเอ่ยเรื่องอื่นพลางกวักมือเรียกพี่อี้เหลียนให้ยกชามน้ำถั่วเหลืองกับเช่าปิงมาให้ ข้ายกถ้วยขึ้นดื่มรสชาติของมันหอมมันไม่หวานแหลมเกินไป

“อร่อยมากค่ะ ถ้าท่านยายอยู่หลายๆ วันข้าคงอ้วนเป็นหมูแน่ๆ”

“ก็เจ้าเล่นกินจุขนาดนี้ อีกหน่อยพอแต่งงานคงได้อ้วนเป็นหมูจริงๆ ถึงตอนนั้นยายคงมีเหลนตัวอ้วนวิ่งไปมาให้ปวดหัวเล่น ดีแล้วล่ะที่กินได้ คนเรากินอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย กินไม่ดีอยู่ไม่ดี ชีวิตวันข้างหน้าจะเดินต่อไปยังไง หมาน้อยของยายต้องเข้มแข็งไว้นะ”

ท่านยายบอกด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความรัก ข้าเลยต้องจำใจละทิ้งเรื่องหนังสือที่ถูกลอกไปชั่วขณะ แล้วหันมาสนใจคนที่รักข้าแทน ข้าใช้เวลากินขนมกับน้ำถั่วไม่นานนัก ก่อนจะหันไปสั่งงานและบอกให้พี่อี้เหลียนอยู่เฝ้าร้านช่วยท่านแม่ ในวันที่ข้าคิดอะไรได้และตัดใจกับบางสิ่งบางอย่าง เมื่อหันไปมองท้องฟ้าข้ารู้สึกว่ามันสวยกว่าทุกวัน

ทันใดนั้น…

ร่างสูงของคนผู้หนึ่งที่ข้าคุ้นเคยในความทรงจำ ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางผู้คนมากมาย ข้าเผลอยิ้มเพราะคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปชั่วระยะหนึ่ง ท่านพ่อคงกลับมาหาพวกเราแม่ลูก

แต่ไม่เลย ท่านไม่ได้กลับมาพร้อมความรู้สึกนั้น ข้ารู้สึกว่าท้องฟ้ามันกลับมืดลงทันที่ท่านพ่อมายืนอยู่ตรงหน้าข้า

เพี้ยะ!!!

ร่างข้าเซจนล้ม แก้มที่โดนท่านพ่อตบเจ็บจนชา เสียงพูดของคนมากมายในบริเวณนั้นกลับมองมาที่ข้าเป็นจุดเดียว

“โม่จื่อลู่ ต่อหน้าข้าเจ้ากล้ารึ มันจะมากเกินไปแล้ว!!”

ท่านยายน้อยตะโกนเสียงดังลั่น

“นังลูกไม่รักดี!”

“ท่านพ่อ!”

ข้าตะโกนสุดเสียงในหัวใจตอนนี้งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านพ่อมองหน้าข้าราวกับว่าข้าทำความผิดร้ายแรง ถ้าหากไม่มีบ่าวหน้าประตูหอจันทร์เสี้ยวมาจับตัวท่านไว้ ข้าคงโดนตบอีกรอบ ท่านพ่อชี้หน้าข้าด้วยมือสั่นเทาพลางเอ่ย

“ข้านึกว่าเจ้าจะไปได้ดีกว่านี้ ออกมาอยู่พ้นสายตาข้า เจ้ากล้าทำเรื่องหน้าไม่อายรึ”

“ข้าทำอะไร?”

หัวใจของข้าไหวสั่น ในตอนนี้ข้าแทบจะยืนไม่อยู่ แต่มือของท่านยายที่จับมือข้าไว้มั่น เสียงคนโจษจันไปต่างๆ นานา ใช่สิ ที่นี่มันกลางตลาดนี่คนยิ่งเป็นหอจันทร์เสี้ยวที่เป็นทั้งที่พักและภัตตาคารอันดับหนึ่ง คนย่อมมากกว่าส่วนอื่นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว สมองของข้าตอนนี้มันมืดมนไปหมด ข้าเพียงแต่ถามว่าตัวเองว่า ตัวเองได้ทำอะไรผิดต่อท่านพ่อกันแน่

แล้วมันเกิดเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยล่ะ แต่มันคงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงพอสมควรทีเดียว เพราะท่านพ่อเป็นคนที่รักษาหน้าตามาก ครั้นจะด่าหรือดุลูกนอกเรือนมีนับครั้งได้ แต่คราวนี้ท่านพ่อถึงขนาดตบหน้าข้ากลางตลาด ท่านยายน้อยมองท่านพ่ออย่างโกรธจัด ทำให้ท่านแม่ต้องรีบรุดออกมาจากโต๊ะเก็บเงินเดินกึ่งวิ่งออกมานอกร้าน

“ใต้เท้าโม่ ท่านมาทำอะไรที่หน้าร้านของข้า”

“ใต้เท้า..เฮอะ..มีเมียที่ไหนเรียกผัวอย่างนี้ ข้าเป็นใต้เท้าสำหรับเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่” ท่านแม่ก้มลงหรี่ตามองอาการนั้น ท่านเหมือนกับจะระงับอารมณ์ไว้อย่างที่สุด เมื่อมองหน้าของข้าท่านก็พูดออกไปอีกเช่นกัน

“ตั้งแต่วันที่ข้าก้าวออกมาจากบ้านที่ตรอกชิงไห่ ตั้งแต่วันนั้นข้าก็มิควรเรียกทึกทักสามีของผู้อื่นมาเป็นสามีตัวเอง ตอนนี้คนทั่วไปก็รู้ดีว่า ข้าเป็นเพียงหญิงหม้ายก็เท่านั้นเอง”

“ซื่อซิน เจ้าปากดีนักนะ วันนี้ข้าจะลากตัวนังลูกไม่รักดีกลับไปที่เรือนข้า”

“โม่จื่อลู่ เจ้ากล้ามากไปแล้วนะ รึคิดว่าตัดสัมพันธ์กับคนสกุลเราแล้วรึ เจ้าจึงไม่คิดไว้หน้าเราอีก ยังเห็นข้าอยู่ในสายตารึไม่” ท่านพ่อก้มลงน้อยๆ ให้ท่านยาย แต่พอเงยหน้าขึ้นท่านก็มองมายังข้าอย่างเคียดแค้น

“ตอนนี้ทั่วตลาดต่างพูดเรื่องคุณหนูผู้มั่งคั่งแอบพลอดรักกับชายพเนจร ข้าก็คิดว่าเป็นเรื่องสนุกและขบขันของผู้หญิงแต่งงานแล้ว นึกว่าเป็นเรื่องตลกของคณะละครเร่ แต่ที่ไหนได้เรื่องหญิงสำส่อนคนนั้นกลับเป็นเรื่องของเจ้า”

“ส่ำสอน..ข้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท่านเข้าใจผิดแล้ว”

“ข้าพยายามจะเชื่อว่าไม่ใช่ ถ้าหากคุณชายเฉินหลวนไม่ไปกระซิบบอกข่าว ข้าคงจะเป็นคนโง่อีกนาน สนุกล่ะสิ บ้านที่ไม่มีข้า เจ้าอยากทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ”มือข้างหนึ่งของท่านพ่อกระชากร่างข้าสุดแรง ความเจ็บปวดที่ต้นแขนได้ได้รับเทียบไม่ได้เลยกับหัวใจที่ป่นปี้ ท่านยายน้อยพยายามจับมือท่านพ่อไว้และยื้อยุดสุดกำลัง

“เจ้าน่ะ ฟังคนอื่นมากมาย เจ้ามีหูสองข้าง ถ้าหากข้างหนึ่งมีไว้ฟังคำนินทาว่าร้ายทำไมไม่เหลืออีกข้างไว้ฟังเสียงของลูกเมียที่เจ้าไม่สนใจบ้าง”

“ข้ารึไม่สนใจพวกนาง ใครกันแน่ที่ระเห็จออกมาจากบ้านเอง บอกไว้ก่อนนะข้ายังไม่ลงนามในใบหย่า”

“นั่นมันเรื่องของท่าน จะเขียนหรือไม่เขียนข้าหาได้สนใจไม่สำหรับลูก นางคือสิทธิ์ของข้า”

“แต่นางเป็นคนสกุลโม่ สกุลจางไม่มีสิทธิ์!”

“เจ้าคนเห็นแก่ตัว!”

ท่านยายน้อยตะโกนออกมาอย่างเหลืออด ข้ามองเห็นแววตาร้าวรานของท่านแม่และแววตาที่เสียใจของท่านพ่อ อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีเรื่องให้ข้าดีใจ เพราะท่านพ่อยังไม่ลงนามในใบหย่า บางทีท่านพ่ออาจจะไม่ได้อยากให้เรื่องราวอย่างนั้นเกิดขึ้นก็เป็นได้ แต่ตอนนี้ปัญหาของข้ามันกลับใหญ่โตกว่าเรื่องของพวกท่านเสียอีก

“แล้วท่านจะให้ข้าทำยังไงกับกลิ่นเหม็นเน่าที่ลอยตามลมมา เหลียนฮวาเป็นคนสกุลโม่นะ พวกท่านไม่เดือดร้อนนี่ เพราะนางไม่ใช่คนในสกุลจาง ไม่รู้หรือจากตรอกชิงไห่ถึงตลาดซินเย่ว์ มีคนพูดกันว่าลูกสาวของข้าใฝ่ต่ำลักลอบคบผู้ชายที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า บางทีอาจจะถึงขั้นเป็นนักฆ่าล่าเงินตำลึงก็ได้”

“ท่านพ่อเจ้าขา..ฟังข้าบ้าง ข้ากับ ผู้ชายคนนั้น…ผู้ชายคนนั้น”

เสียงของข้าขาดหายไปในลำคอ เพราะเผลอร้องไห้ออกมาก่อน ม่านน้ำตาพรั่งพรูออกมาร่าวสายฝน ความน้อยใจลอยขึ้นเหนือคอหอยทำให้ข้าจุกจนพูดอะไรไม่ออก ท่านพ่อไม่เคยเลยที่จะฟังข้า แต่กับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นแม่รอง พี่ใหญ่ หรือแม้แต่เฉินหลวนท่านพ่อกลับฟังและเข้าใจสิ่งที่เขาพูด แต่สำหรับข้า…ท่านพ่อกลับไม่ฟังอะไรเลย

“มีอะไรพูดมาสิ อ้ำอึ้งอยู่ได้ น่ารำคาญนัก!”

“ท่านพ่อ ฟังข้าก่อน..ข้า”

ทันใดนั้นข้ารู้สึกว่ามีมือของใครบางคนมาดึงร่างข้าให้ปลิวเข้าหาอ้อมอกของเขา ข้ารับรู้ได้ถึงแผงอกแข็งแรงยามใบหน้าปะทะ มันอบอุ่นและมีกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันสนชั้นดี มือข้างนั้นรั้งร่างของข้าให้แนบชิดร่างเขาแน่นจนยากที่จะขยับหนีได้

“ผู้ชายคนนั้น..ที่มีคนปากเสียพูดน่ะ…คือข้าเอง”

“ท่านชาย!!”

เสียงท่านยายร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ท่านพ่อยกมือค้างกลางอากาศ แน่นอนท่านอาจจะไม่รู้ว่าท่านชายเจินคือใคร แต่คนที่ตกใจมากกว่าคือท่านแม่

“ใช่ คงมีหมาขี้ขลาดคาบข่าวไปโพนทะนากระมัง ไม่ว่าไอ้หมาตัวนั้นมันจะลือว่าเช่นไร แต่ข้าคือคนที่อยู่กับแม่นางเหลียนฮวาเองเมื่อคืนนี้ แต่ข้าขอแก้ข่าวหน่อยนะ ข้าไม่ใช่นักฆ่า ไม่ใช่คนชั้นต่ำ แต่เป็นบุตรชายคนที่สามของปาเสียนอ๋องกับพระชายาตี้ ชื่อของข้าคือจ้าวเจิน!!”

เสียงนั้นดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างสบตากันเป็นเชิงถาม

“ลูกชายของปาเสียนอ๋อง…เชื้อพระวงศ์”

“และขอพูดต่ออีกนิดว่า ข้าพอใจที่จะรับผิดชอบทุกอย่างโดยการแต่งงานกับคุณหนูแห่งหอจันทร์เสี้ยว นับตั้งแต่นี้ไปนางคือคนของข้า”

ข้าได้แต่กะพริบตาถี่ๆ อ้าปากค้าง ใช่ข้ากำลังสับสนสุดขีด ไม่คิดว่าเรื่องราวมันจะออกมาในรูปแบบนี้ ตอนนี้ทั้งท่านยาย ท่านแม่และท่านพ่อไม่มีใครพูดอะไรออก ได้แต่อ้าปากค้างเช่นเดียวกันกับข้า

“ตะ..แต่ง..แต่งงาน” ท่านชายหมายความว่าจะแต่งงานกับเหลียนฮวารึเพคะ ล้อเล่นใช่ไหมเพคะ

“ข้าพูดจริง ในเมื่อโม่เหลียนฮวาเสื่อมเสียเพราะข้า ข้าก็ควรรับผิดชอบชีวิตของนาง”

หัวใจของข้ามันพองขึ้นและเหี่ยวแฟ่บได้เอง ข้าไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ ข้ามองไปยังผู้รอบด้านพยายามผละตัวออกจากอ้อมกอดของท่านชายเจิน แต่มือแข็งแรงเพียงข้างเดียวกลับรั้งเหนี่ยวไหล่ข้าไว้ ในตอนนั้นเองที่ข้าเห็นแววตาผิดหวังของเต๋อผิงที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย

“ใช่…ข้าจะแต่งงานกับโม่เหลียนฮวา เตรียมตัดชุดไว้ได้เลย!!”

 

เชิงอรรถ : 

(1) ขนมเปี๊ยะ

Don`t copy text!