เด็กชายชาวดง บทที่ 19 : คุณของยาย

เด็กชายชาวดง บทที่ 19 : คุณของยาย

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 19 –

ตาแก่เฒ่าร่วงโรยลง  ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าเพิ่มขึ้น ยายย่างเยื้องเอื้องไหวช้าลง หัวเข่าขลุกขลักคลอนแคลนขึ้นเรือนลงเรือนลำบาก อยู่มาวันหนึ่งตาก็ถามหลานชายว่า

“เอ็งจะบวชให้ตาได้ไหม บวชแก้บาปแก้กรรม”

“ตามีบาปกรรมอันใดหนักหนาหรือ”

“ตุ๊ลุงอินถาท่านมาเข้าฝัน…”

บวชก็บวช เด็กชายชาวดงคิดง่ายๆ ใจส่วนหนึ่งก็หุมมักฝักใฝ่ทางวัดอยู่เหมือนกัน อันนี้อาจเป็นเพราะอิทธิพลของยาย ยายไปวัดทุกวันศีลวันธรรม ช่วงเข้าพรรษา ยายก็ไปจำศีลภาวนานอนวัด ยายมักพาหลานชายไปนอนด้วย เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวัดวาพระศาสนาค่อยซึมซับสู่การรับรู้มาแต่ตัวน้อยๆ โน่นแล้ว

ยายเป็นคนเงียบๆ นิ่งๆ มีชีวิตอยู่กับกี่หูกเส้นด้ายฝ้ายฟืมและการใส่ใจไหว้ดีพลีถูกทางผี กิจทางผีสืบมาถึงแม่ อี่เอ้ยและอี่หล้า ต่อไปในภายภาคหน้า อี่หล้าน่าจะเป็นลูกสืบเรือนต่อจากแม่ กิจทางผีสืบมาทางหญิง กิจทางพระสืบมาทางชาย เวลาไปวัด ปฏิบัติกิจทางศาสนา ผู้หญิงผู้ชายปฏิบัติร่วมกัน แต่หากเป็นการปฏิบัติกิจทางผี มักมีแต่ผู้หญิงเป็นผู้ปฏิบัติ  อาจพูดอีกอย่างได้ว่าศาสนาเป็นเรื่องของคนทั้งสองเพศ แต่ผีเป็นเรื่องเฉพาะภายในเพศหญิง หญิงผู้ใดไหว้ไม่ดี พลีไม่ถูก ลูกผัวอาจไม่เป็นสุขอย่างที่ควรเป็น อยู่ก็ทุกข์ร้อน นอนก็บ่เย็น คำบ้านเราว่าอย่างนั้น

“ตุ๊ลุงท่านมาเข้าฝันตาอย่างใดหือ”

“ท่านว่าตาบาปกรรมซับซ้อน ควรเอาเอ็งเข้าบวช ผ่อนหนักเป็นเบา”

“บาปกรรมซับซ้อนอย่างใดหือตา”

“ตาร้าย…เมื่อหนุ่ม”

“ร้ายอย่างใดหือ ตา”

“ตาเคยฆ่าคนตาย”

“โห เป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย บ่กลัวตกนรกหรือ ตา”

“มันคาอกคาใจตามาโดยตลอด ตาถึงอยากให้เอ็งบวช”

 

แสงเมืองเข้าวัดเมื่ออายุได้ ๑๔ ปี เป็นขะโยมหรือเด็กวัดเตรียมบวช ปีนั้นตุ๊อาวสมยังเป็นเจ้าอาวาส ปีนั้นวัดบ้านดงมีพระสองรูป เณรสามรูป ขะโยมห้าคน  ไม่ใช่ขะโยมเตรียมบวชทั้งหมด บางคนพ่อแม่เอามาทิ้งไว้ในวัดเฉยๆ อย่างไอ้เลิศเป็นต้น ไอ้เลิศเข้าวัดมาสามปีแล้ว อายุ ๑๕ ตัวโตที่สุด ร้ายกาจที่สุด เกเรที่สุด คนทั่วไปเรียกมันว่าไอ้เลิศยักษ์เพราะดื้อด้านเกเรและร้ายกาจเหมือนยักษ์ มันเป็นลูกของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มันดื้อด้านเกเรจนพ่อมันอิดหนาระอาใจเลยเอามาไว้ในวัดเป็นขะโยม  เหมือนเอามาละมาขว้าง มันดื้อด้านจนตุ๊พระในวัดเอือมระอา มันเกกมะเหรกเกเรถึงขั้นกล้าเขกหัวเณรน้อยน้ำตาปริ หากใครฟ้องตุ๊ลุง มันจะเล่นงานภายหลังหนักกว่าเดิม

แสงเมืองเองก็โดน  โดนเขกหัว โดนยิงด้วยยางยืดที่พับน่อง โดนดีดหู ได้แต่อดทนเอา เจ็บตัวเจ็บใจมีแน่นอนแต่เอาคืนไม่ได้เพราะมันตัวใหญ่กว่า อยากออกวัดเพื่อหนีมันไปให้พ้นแต่ก็กลัวตาจะเสียใจ ตาฝันว่าตุ๊ลุงอินถามาชี้ช่องบ่องทางว่าหากเอาหลานเข้าบวชได้ อาจผ่อนบาปเก่ากรรมหลังซับซ้อนให้ผ่อนลงได้ เรื่องนี้ยายเล่าให้ฟังในภายหลังว่า ย้อนไปในสมัยแรกตั้งหมู่บ้านขึ้นมาใหม่ๆ ทุกอย่างขลุกขลักขาดแคลน เป็นอยู่กันอย่างทุกยากลำบาก ตาหลวมตัวหลวมใจไปเข้าซ่องโจรปล้นชิงเขากิน โจรก๊กนี้ลักควายไปขายเป็นหลัก คนบ้านเราผ่านทุกข์ยากลำบากมามาก ถูกโจรปล้นชิงจึงเกลียดชังโจร

แต่ตากลับเป็นโจร

ตารักสาวคนแรก พ่อแม่สาวระแคะระคายว่าตาเข้าซ่องโจรจึงรังเกียจ  ตาหันมาทางยายซึ่งเป็นคนหน้าลายหน้ามอด คิดว่าคงไม่มีบ่าวผู้ใดมาแอ่วมาอู้เป็นชู้เป็นชาย ยายว่าถ้าสูเลิกเป็นโจรได้ข้าก็ไม่มีข้อกินแหนงแคลงใจอันใดต่อสู

ตารับปาก

แต่ตอนนั้นตาพลั้งพลาดฆ่าคนตายไปแล้ว ตาว่าไม่ตั้งใจจะฆ่า คิดแค่จะยิงขู่แต่ลูกกระสุนพลาดพลั้งไปโดนฝ่ายเจ้าทรัพย์ตาย ต่อมาซ่องโจรถูกกดดันจากฝ่ายทางการบ้านเมืองผ่านลงมาทางพ่อกำนัน ซ่องโจรกระจัดกระจาย หัวหน้าโจรตาย คนอื่นหนีไปต่างบ้านต่างเมือง ตาไม่คิดจะติดตามไป อยากอยู่กับบ้านเป็นเหย้าเป็นเรือน จึงมาแอ่วหาสาวหน้ามอดผู้ชื่อแสงคำ

หากหน้าไม่ปรุพรุน ยายน่าจะเป็นคนสวย ความสวยของยายส่งทอดมาให้แม่ อี่เอ้ยกับอี่หล้าได้หน้าอันงามไปจากแม่อีกที แสงเมืองเอง เพื่อนๆ มักเรียกว่าไอ้หน้าแม่ แปลว่าหน้าเหมือนผู้หญิง ไม่ตรงกับคำว่าหน้าตัวเมียในภาษาไทยนัก ยายไม่ใช่ลูกสืบเรือน แต่ยายก็ไหว้ดีพลีถูก เคารพยำเกรงผีปู่ย่า ผีหอผีเรือน ผีอารักษ์ศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง นอกจากผีฝ่ายดี ยายยังเลี้ยงผีฝ่ายร้ายตนหนึ่ง เป็นผีโหงโภงพรายร้ายกาจตัวใดไม่รู้ ยายจะเลี้ยงด้วยชิ้นดิบบ่แกง ชิ้นแดงบ่ต้ม (เนื้อสดๆ ไม่ต้มไม่แกง) ทุกวันขึ้นหรือแรม ๑๓ ค่ำ ยายว่าเอาไว้ใช้สอย

“ใช้อย่างใด ยาย”

“อย่างใดก็ได้ แล้วแต่เราจะใช้”

“ยายไม่กลัวหรือ ผีฝ่ายร้ายมันอาจแว้งทำร้ายเรา”

“บ่กลัว ผีปู่ย่าฝ่ายเรากล้าแข็งแรงเรี่ยวเชี่ยวนัก ปกปักรักษาเราได้ แต่เราใช้ท่านบ่ได้ ยายจึงเลี้ยงผีร้ายเอาไว้ใช้สอย”

“ใช้ไปซื้อกะปิ น้ำปลาได้ไหม”

“อันนั้นบ่ต้องใช้ผี” ยายตอบยิ้มๆ “ใช้เอ็งก็ได้”

ชีวิตในวัดช่วงแรกๆ ไม่ค่อยเป็นสุขนัก มักเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ อยู่มาวันหนึ่งกลับบ้านไปกินข้าวแลง ไอ่อ้ายก็ทักขึ้นว่า

“ปากเอ็งเป็นอะไร ไอ่เมือง”

ไอ่อ้ายคาดคั้น ไอ่น้องอึกๆ อักๆ จะตอบความจริงว่าโดนไอ้เลิศยักษ์ชกปากก็กลัวไอ่อ้ายจะไปเอาคืนแล้วเป็นเรื่องเป็นราวลุกลาม พ่อมันเป็นถึงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ใครๆ ก็เกรงใจ แม้แต่หลวงลุงเจ้าอาวาสก็เกรงใจไม่กล้าระบุบอกออกปากว่าผู้ช่วยเอาไอ้เลิศออกวัดไปเทอะ มันเกะกะเกเรรุงรังร้ายกาจ ตอบตามจริงไม่ได้ แต่จะให้โป้ปดมดเท็จก็ไม่ถนัดปาก ไอ่อ้ายถอนใจว่าถ้ามึงไม่สู้ มึงจะโดนคนข่มเหงร่ำไป ไอ่น้องได้แต่ก้มหน้าหลบตา

แสงเมืองเป็นคนไม่สู้คน เรียกว่าอย่างนั้นเถิด

แต่ไอ่อ้ายเป็นนักสู้

ไอ่อ้ายกับไอ่น้องผู้นี้แม้เป็นลูกพ่อเดียวกัน แต่ไม่ใช่คนเดียวกัน

 

ไอ่อ้ายอายุ ๑๙ แล้วปีนั้น ปลีกตัวห่างจากน้องชาย ไม่ค่อยแนะนำสั่งสอน ไม่เคยพาออกไปส่องกบแล้วเอาขี้ตีนแปดหน้าผากไอ่น้อง หลงทางกลางทุ่งหาทางออกไม่พบไอ่อ้ายก็ดึงน้องไปกอดแล้วปลอบว่ามึงอย่ากลัว แต่ไอ่อ้ายก็เหมือนระแคะระคายมาว่าไอ้เลิศยักษ์ชอบรังแกเด็กวัดที่อ่อนแอกว่า ไอ่อ้ายบุกเข้าไปถึงในวัด ชี้หน้าคาดโทษไอ้เลิศต่อหน้าหลวงพี่บางรูปว่าอย่ารังแกน้องกูอีก กูรู้ กูเตะมึงหลับคาตีน ข้างฝ่ายผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านรู้ ก็มาชี้หน้าไอ่อ้ายต่อหน้าพ่อแม่ว่าไม่อยากตายโหง อย่ามาระรานลูกกู

พ่อโกรธจนตัวสั่น

พ่อตบมือฉาด เสกคาถาธนูมือ

ไผ่ซางลำหนึ่งลั่นเปรี๊ยะ แตกตลอดโคนถึงปลาย

“มึงออกไปจากบ้านกูบัดนี้ ไม่อยากท้องแตกตายดั่งไผ่ซาง มึงอย่ามาเหยียบบ้านกูซ้ำสอง”

เป็นเรื่องเป็นราว ระหองระแหงตึงเครียด หลวงลุงไม่กล้าไกล่เกลี่ย ปู่แก่หรือผู้ใหญ่บ้านก็เงียบเฉย ทั้งคู่ต่างเกรงใจผู้ช่วยเพราะเป็นคนแก่กล้ามีอำนาจผู้หนึ่ง ทุกข์ก็เลยมาตกที่แสงเมือง โดนไอ้เลิศยักษ์ข่มเหงรังแกตามแต่ใจไฝ่มักของมัน ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว อยู่มาวันหนึ่งจึงเกาะเข่าประจบประแจงตา

“คนบ้านเราเข้าบวชวัดห้วยโท้งน้ำลัดได้ไหมตา”

“ได้”

“ข้าจะออกจากวัดบ้านใหม่ไปเข้าวัดน้ำลัด”

ตาก้มหน้าลง น้ำตาร่วงเผาะ นับแต่เกิดใหญ่มาเป็นคน หลานชายไม่เคยเห็นตาน้ำตาตก ตายื่นมือมาดึงหลานไปกอด

“บ่ต้องแล้ว บ่เป็นหยัง เอ็งบ่ต้องบวชก็ได้”

แต่หลานชายก็ได้บวช

ไม่ใช่ด้วยคุณของตน

แต่ด้วยคุณของยาย

แสงเมืองเข้าวัด ไม่ใช่ด้วยจิตเจตนาของตน แต่เข้าไปตามความประสงค์ของตา อย่างที่ได้เล่าไปแล้ว แต่ก็เกือบไม่ได้บวชเพราะทนต่อการสับโขกข่มเหงของไอ้เลิศยักษ์ไม่ไหว ตาสะเทือนใจจนน้ำตาตก

“บ่เป็นหยัง บ่ต้องบวชก็ได้”

ตาอายุได้ ๗๙ แล้วปีนั้น หากเป็นเสือ ตาคือเสือสิ้นลาย เสือแก่มากๆ จะสูญเสียลายตามลำตัว เมื่อยังหนุ่ม ตาอาจกาจกล้าปรากฏเรื่องข่ามคงหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า ตาห้าวหาญกล้าเดินเข้าหาขโมยลักควายที่จ้องปืนขู่ แต่ในวันที่หลานขอออกจากวัดบ้านใหม่เวียงแมไปเข้าวัดน้ำลัด ตาน้ำตาตก  ตาสะเทือนใจ ยายก็สะเทือนใจ ยายสำแดงคุณ.ให้ปรากฏ

คุณแปลได้อีกอย่างว่าอำนาจพิเศษหรือความสามารถพิเศษ ยายมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งคือเลี้ยงผีร้ายไว้ใช้สอยได้ เป็นห่าโหงโภงพรายตัวใดไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นผีฝ่ายร้าย ไม่ใช่ผีฝ่ายดี ผีดีจะคอยคุ้มครองปกป้องเรา แต่เราไม่อาจใช้ผีดีไปทำร้ายคนอื่นได้ ตลอดมา ยายไม่เคยใช้ผีไปทำร้ายใครเลย แต่คราวนี้ยายว่าเหลืออด

ยายเองก็คงได้ยินได้ฟังเรื่องไอ้เลิศยักษ์ข่มเหงขะโยมและเณรน้อยในวัดมาโดยตลอด แต่ตลอดมามันไม่เกี่ยวข้องกับหลานยายโดยตรง แต่คราวนี้มันระรานหลานยาย ยายจึงใช้ผีที่เลี้ยงไว้ไปบิดไส้มัน มันปวดท้องตัวบิดตัวงอ พระในวัดเอายาอันใดให้กินก็ไม่หาย เอาแต่นอนงอครางโอดครางโอยว่ากลัว ตุ๊ลุงกลัวมันตายคาวัดจึงให้คนไปบอกพ่อมัน  พ่อมันเอาออกจากวัดไปรักษา  สามวันห้าวันผ่านไปก็ยังไม่หาย พ่อมันไปขอพ่อเจ้าลงทรง พ่อเจ้าว่ามันโดนเสื้อวัดทำร้าย ให้ไปขอขมาเสีย ตั้งแต่นั้นมา ไอ้เลิศยักษ์ก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าวัดอีกเลย

Don`t copy text!