ข้ามมหาสาคร บทที่ 10 : ลับลวง

ข้ามมหาสาคร บทที่ 10 : ลับลวง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 10 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ครั้นสนทนากันจนเวลาล่วงไปพอสมควรที่จะแยกย้ายกันไปนอน เจ้าเมืองจึงเอ่ยกับผู้มาเยือนทุกคนว่า

“พรุ่งนี้ แม้คนอังกฤษจะมาหรือไม่ ก็จะจัดให้มีโขนให้คุณหลวงกับคณะได้ชมกัน จะได้รู้ว่าศิลปวัฒนธรรมของเราก็สำคัญพอๆกับประโยชน์ทางการค้า…จริงไหม แม่หนู”  ว่าพลางท่านพระยาก็พยักพเยิดกับดูรา “ว่าแต่ว่าเจ้าเคยดูรามเกียรติ์หรือไม่”

“เคยดูหนหนึ่งเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้ข้าจะจัดให้เจ้าดูเป็นหนสอง”

“มิต้องลำบากเลยขอรับใต้เท้า” คุณหลวงก็เลยต้องปรามไว้เพราะรู้ดีว่า การแสดงรามเกียรติ์นั้นยากลำบากแก่นักแสดงเพียงไร มีไว้ต้อนรับแขกเมืองละก็สมควรยิ่ง เนื่องจากเป็นเรื่องราวหรูหรา มีเกียรติอย่างใหญ่

แต่ต้อนรับคนกันเองเช่นนี้ มีแต่จะหมดเปลืองเรี่ยวแรงผู้คนโดยใช่ที่

“จะลำบากใดกัน” เสียงของอีกฝ่ายอ่อนลง

เจ้าของเหมืองจึงรวบรัด

“พรุ่งนี้กระผมจะออกเรือแต่เช้าขอรับ”

“อ้าว…เช่นนั้นรึ จะไม่คอยพบฝรั่งอังกฤษก่อนดอกรึ ก็ไหนคุณหลวงว่าอยากเจอบ้างเหมือนกันอย่างไร”

“คิดว่า น่าจะเจอกันกลางทางมากกว่าขอรับ” บัดนี้หลวงประกาศบุรีจึงตัดสินใจได้อย่างเร็ว นั่นก็เนื่องด้วยรู้ดี…โขนนี้เป็นงานใหญ่ เหมาะสำหรับรับรองผู้ที่ไม่เคยเห็นศิลปวัฒนธรรมของสยามเท่านั้น จึงมิใคร่จะรบกวนเจ้าเมืองด้วยเรื่องเท่านี้ เรื่องที่ตนเองก็สามารถจัดได้มิว่ายามใด

“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจ” เจ้าเมืองเองก็คงใคร่ครวญดีแล้วเช่นกันว่า หาควรทำให้ชาวโขนต้องมาแต่งหน้าแต่งกายร่ายรำอันเป็นงานใหญ่ซ้ำถึงสองหนไม่ “พรุ่งนี้พบกันก่อนคุณหลวงเดินทางต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกัน…อ้อ…ลืมถามไปว่าชายคนหนึ่งที่ว่ามาจากปีนังนั่นน่ะใคร”

“เอ้อ…มันชื่อกันตังขอรับ” คุณหลวงตอบอย่างมิสู้จะเต็มปาก ด้วยมิอยากให้เรื่องราวบานปลายกลายเป็นเรื่องสำคัญ “กระผมก็เพิ่งฟังแค่ที่มันเล่าเมื่อเช้านี้…แต่คิดว่า…มันก็มีดีพอตัวขอรับ คือเป็นกัปตันได้…มันว่ามันพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย…ก็เลยจะทดลองให้มันพูดดูถ้าเจอคนอังกฤษกลางทางขอรับ”

“หน้าตาเป็นอย่างไร อยากเห็นเหมือนกัน” เจ้าเมืองเอ่ยเรื่อยๆ มิรู้ว่าเพราะหมดเรื่องคุยหรือเพราะเรื่องที่ใคร่คุยเกี่ยวกับคนอังกฤษอาจเกิดพิษภัยบานปลายหากถ่ายทอดกันปากต่อปากสืบไป ควรจะเก็บไว้เป็นความนัยจำเพาะสองต่อสองระหว่างผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ก็เป็นได้ “ก็แล้วมันอายุสักเท่าไรเล่า ไปเอาตัวมันมาดูได้รือไม่ คุณหลวง”

“ได้ขอรับ” หลวงประกาศบุรีตอบคำโดยมิอาจขัดใจ

“คนพูดภาษาฝรั่งได้มีมากนักหรือ” เจ้าเมืองทิ้งท้ายยิ้มๆ ขณะที่คุณหลวงมองหน้าด้าว ลูกชายคนเล็กจึงลุกไป

สักไม่กี่อึดใจก็พาชายแปลกหน้ามาถึงหัวบันได…คลานเข้ามาจากหน้าชาน จนมาถึงยกพื้นกว้างภายใต้แสงสว่างของโคมแก้วจากเพดาน

ครั้นแล้วจึงกราบกรานอย่างนอบน้อมราวเคยรับการอบรมสอนสั่ง

“เจ้ารึเป็นกัปตันเรือได้ เป็นช่างได้ พูดภาษาฝรั่งได้”

“ขอรับ” กันตังกราบแล้วยืดตัวตั้งตรง

คนทั้งหลายผู้ล้อมวงกัน ณ ที่นี้ต่างก็มองมา ผู้ที่นั่งหันหลังก็พลอยเอี้ยวกาย

ดูรานั่งขวามือของบิดาที่ปลายพรม จึงสบตากับชายแปลกหน้าเต็มที่

หากเขาก็เมินไป…มองจำเพาะดวงหน้าเจ้าเมือง

“ก่อนหน้าเจอคุณหลวง เจ้าทำการใด”

“กระผมเองก็เพิ่งมาจากปีนังขอรับ…ยังไม่มีใครจ้างก็เลยหาปลาไปส่งขายตามตลาด พอมีกินมีใช้ไปวันๆขอรับ” ชายแปลกหน้าตอบคำพร้อมทบทวนเป็นอย่างดีว่าสิ่งที่ตนเองพูดในยามเช้ากับยามค่ำวันนี้ตรงกันเป็นอันดีโดยไม่มีช่องให้ต้องสงสัยซักถาม “ความประสงค์ก็คือใคร่ได้ไปกับเรือค้าสักลำเท่านั้นขอรับ จะให้กระผมเข้าเวรแทนกัปตันหรือแทนช่างแม้กระทั่งทำครัวก็ทำได้ทุกหน้าที่”

“เจ้าคงชินกับการเดินเรือมาก่อนละสิ” เจ้าเมืองไต่ถาม

จึงถึงคราวที่ต้องอ้ำอึ้ง ด้วยรู้สึกว่าพลาดไป

“มิได้ขอรับ…ก่อนหน้านี้ก็เพียงแต่เคยไปกับเรือหาปลาแค่นั้นขอรับ คือกระผมเป็นชาวทะเล อยู่แต่กับเรือมาก่อน จะว่าเร่ร่อนก็ได้ขอรับ…ดังที่เคยเล่าให้ท่านคุณหลวงฟังแล้วเมื่อเช้า”

“จริงดังมันว่าขอรับ” ครั้นแล้วคุณหลวงจึงเล่าคร่าวๆถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกันตัง อันทำให้เขาได้ไปเรียนที่เกาะหมากหรือปีนัง

“แหม…เจ้านี่ก็โชคดีจริงๆนะ” เจ้าเมืองชมเชยพลางหันไปพยักหน้ากับหลวงประกาศฯ “คุณหลวงด้วย…ต่างคนต่างโชคดี…ก็ดีแล้ว…”

ท้ายที่สุดจึงหันมาทางชายผู้ยังหมอบอยู่กับพื้นพลางอวยชัยให้พร

“ดีแล้ว ต่างคนต่างโชคดี…เจ้าโชคดีที่ได้มารับใช้คุณหลวง คุณหลวงโชคดีที่ได้คนมีความรู้มาอยู่ด้วย”

กันตังก็เลยก้มลงกราบอีกครั้ง พลางถอยออกมาอย่างรู้หน้าที่ว่า การซักถามจนจบความสงสัยในบัดนี้ได้สิ้นลง

หากเพียงแต่ลับร่างของชายแปลกหน้า เหมืองกลับเป็นผู้เอ่ยขึ้นมาอย่างถือสนิทด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเบา

“แต่กระผมคิดว่าใต้เท้าอย่าเพิ่งเชื่อมันมาก”

เจ้าเมืองก็เพียงแต่ยิ้มในหน้า มิได้ตอบว่ากระไร นอกจากขยับตัว พลางบอกคุณหลวง

“ดึกแล้ว แม่หนูคงง่วงแล้ว พรุ่งนี้ออกเดินทางแต่เช้า จะได้นอนเอาแรงไว้” ครั้นหันไปทางเหมือง  จึงปรามๆ “เจ้าเองก็ต้องใจเย็น”

ท่านพระยาลงเรือนตามคณะของหลวงประกาศบุรีไปส่งจนถึงที่พักอีกหลังหนึ่ง ครั้นแล้วจึงถามไถ่นางรับใช้ผู้มานั่งพับเพียบอยู่เชิงบันไดเรือน เตรียมเฝ้าดูแลเต็มที่ตามคำสั่งของนาย ถัดไปนั้นจึงเป็นคนของเหมืองทั้งสาม

“แม่หนูดูแล้วใช่ไหมว่าพอใจห้องที่เตรียมไว้ให้”

“ใต้เท้าอย่าเป็นห่วงเลยเจ้าค่ะ อิฉันนอนได้ อากาศก็เย็นสบายเจ้าค่ะ”

“เหตุใดจึงไม่เรียกข้าว่าลุง” เจ้าเมืองถามยิ้มๆ “มาเรียกใต้ท้งใต้เท้ายังกะคนอื่นคนไกล…ยังไม่รู้อีกดอกรือว่าข้ากะพ่อเจ้าเคยสนิทกันมาแต่ครั้งข้ายังอยู่ไชยา…”

“ทราบเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้น…” ครั้นแล้วจึงหันไปทางดาบ ด่านแลด้าว “พี่ชายเจ้าก็เช่นกัน ต้องเรียกข้าว่าลุง”

“ขอรับ” ทั้งสามต่างก็พนมมือพร้อมกัน เจ้าเมืองจึงจบการส่งแขกโดยบอกกล่าว “เอาละนะ ข้าก็จะกลับไปนอนเหมือนกัน พรุ่งนี้จะได้ตื่นมาส่งเจ้า”

พลางก็เหลียวไปมาโดยไม่ปริปากเอ่ยวาจาว่ากระไร

เพียงแต่รู้ในทีว่า ชายชื่อกันตังมิได้อยู่ ณ ที่นั้น

 

นางรับใช้สองคนเป็นผู้มาเปิดประตูห้องทั้งสามอันเป็นห้องรับแขกใหญ่กับห้องเย็บผ้าขนาดเล็กสำหรับลูกสาวบุญธรรมของหลวงประกาศบุรีได้พักแรมอย่างเรียบร้อยแล้วจึงบอกนาง

“อิฉันจะนอนเฝ้าหน้าห้องนี้นะเจ้าคะ…แม่นายมีอันใดให้อิฉันทำ ก็บอกได้เจ้าค่ะ อิฉันตื่นได้”

“ไม่เป็นไรดอกจ้ะ ฉันไม่มีเรื่องยุ่งยากนอกจาก…”

“มีหม้อถ่ายอยู่ปลายมุ้งแล้วเจ้าค่ะ”

“อ้อ…ดี…ถ้าเช่นนั้นก็แค่นั้นนะจ๊ะ”

“เจ้าค่ะ”

นางรับใช้คลานออกไปพร้อมงับบานประตูสองข้างให้ปิดเข้าหากัน ได้ยินเสียงลงกลอนตามมา นางทั้งคู่ต่างก็สบตากันยิ้มๆ

เมื่อได้เข้ามาอยู่ตามลำพังภายในห้อง นางรู้สึกสบายขึ้นด้วย มีกระออมขังน้ำใสสะอาดวางไว้ข้างโต๊ะไม้เตี้ยสลักขอบด้วยลวดลาย คันฉ่องสี่เหลี่ยมสูงแคบมิใหญ่นักตั้งพิงฝาไม้ พร้อมด้วยโถแก้วเจียระไนบรรจุดินสอพองทาตัว นางจึงเปิดย่ามที่ลูกเรือขนขึ้นมาวาง ดึงผ้าเนื้อเบาผืนเล็กออกมาชุบน้ำเช็ดหน้าตา แขน ไหล่ จนสบายเนื้อตัว เข้ามุ้งขลิบลูกไม้พลางเอนกายลงหนุนหมอนสี่เหลี่ยมผืนผ้าค่อนข้างแข็งบนที่นอนยัดนุ่นอย่างแน่น ปูซ้อนด้วยผ้าขาวเนื้อบางอย่างประณีต

พร้อมภาพที่ผุดขึ้นชัดเด่น

แลเห็นดวงหน้าหนึ่งลอยเข้ามาท่ามกลางความมืด

หาใช่ผู้ใดใครอื่นไม่นอกจาก…

ชายแปลกหน้าผู้มีนามว่ากันตัง

คงมิใช่กลัวเกรงสิ่งใดในดวงตาเขา แต่คือความเร้ารุกใดบางอย่างที่นางนึกไม่ได้ว่าคือเรื่องใด

ในแสงที่ดูเหมือนเรียบรื่น มีความตื่นเต้นเร้นลับอย่างประหลาดบรรจุอยู่

เมื่อครู่ก่อน ตอนที่เดินลงบันไดตามเจ้าของบ้านมาที่นี่ นางยังแลเห็นเขาแวบหนึ่ง

กำลังยืนผึ่งผายโดดเดี่ยวอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ใบคลุมครึ้มทอดเงา ไม่เข้ามารวมกลุ่มกับลูกเรือที่มาด้วยกันเสมือนระวังตน

Don`t copy text!