ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 9 : ถึงคนบนฟ้า

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 9 : ถึงคนบนฟ้า

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 9 –

ต้นเดือนพฤศจิกายนอยู่ระหว่างฤดูใบไม้ร่วง อากาศค่อนข้างหนาว ดอกดวงหมู่ไม้ราวคลายสีที่เทพเทวีนิรมิตใหม่ มาแตะแต้มโลมไล้ให้แผ่นดินกลายเป็นอุทยานแห่งสรรพลายที่ภูผาป่าไม้สองข้างทางจากสนามบินมิลานสู่ใจกลางเมืองมีให้

โยธีนั่งข้างขวาเพื่อนของเขา หลังจากเป็นผู้รับรถเช่าที่จองไว้ก่อนเดินทาง เป็นรถตู้เก้าที่นั่งแบรนด์ดังเด่น

ปู่กับย่านั่งคนละที่ถัดมา ด้านหลังมีปรายกับบนฟ้า หลังสุดคือยงยุทธกับลูกสาว

โยธีจำเป็นต้องนั่งหน้า คอยกำกับเส้นทางให้สมุทรไท

“มึงคงรู้แล้วมังว่าถนนในเมืองทุกเมืองของอิตาลีนี่มันขับยาก” ผู้กำกับเอ่ยเมื่อเพื่อนผู้ชำนาญพวงมาลัยซ้ายพอๆกับพวงมาลัยขวาพารถหรูแข็งแรงออกจากบริษัทให้เช่ารถบริเวณสนามบินมิลานไปสู่ตัวเมืองที่เขาติดต่อเช่าอพาร์ตเม้นท์ไว้เรียบร้อย “จากนี่ไปก็ไม่มีอะไรต้องระวังจนกว่าอีกสามชั่วโมงจะถึงเมือง…ตอนนั้นมันก็ค่อนข้างจะปวดกบาลอยู่สักหน่อยหรอก…แต่ก็ไม่เป็นไร มีกูเกิ้ลนำทางแล้วก็ใจชื้นแล้ว ขออย่างเดียวอย่าเชื่อมันมากจนพาไปเข้าป่าช้าแล้วถึงเพิ่งรู้”

ปู่กับย่าหมดกำลังจะส่งเสียง ด้วยว่าเมื่อคืนเครื่องบินออกจากสุวรรณภูมิตอน 4  ทุ่ม ล่าช้ากว่ากำหนดชั่วโมงครึ่ง ถึงโดฮาเที่ยงคืน แวะที่นั่นราวหนึ่งชั่วโมง รถเข็นเข็นปู่กับย่าถึงประตูเครื่องบินพอดิบพอดี ครั้นแล้ว เครื่องก็ออกตี 1.25 ถึงมิลาน 06.35 น. จึงเป็นเหตุให้สองผู้อาวุโสหลับไม่พอจนถึงแก่สะลึมสะลือมาในรถ โดยเฉพาะย่า

แต่หลานสองคนนั่งหลังบอกกล่าว

“ปู่ย่าหลับไปเลยละกันน้าาา ถึงเมื่อไหร่หนูปลุก”

“คุณลุงเป็นยังไงมั่งไหมฮะ ง่วงมากไหม” ปรายหันไปด้านหลัง ยงยุทธสมัครใจนั่งกับลูกสาวผู้บ่ายเบี่ยงเลี่ยงไม่นั่งกับน้องของคนถาม

“ไม่ถึงกับง่วง” อีกฝ่ายตอบเรียบๆ

ที่จริงเขาจะไม่มาแล้ว แต่ก็อยากมาเนื่องด้วยชื่อเสียงโด่งดังหลายแห่งเร้ารึงใจ ดังเช่นชิงเคว แตร์เร่ (Cinque Terre) หมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็ก 5 หมู่ที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่ม ณ ภูผาอันผงาดเงื้อมเหนือสาคเรศ นัยว่าแสนวิเศษด้วยทัศนียภาพพร้อมความสงบสุขอันอุดม บ่มความหรรษาของผู้ไปเยือนให้ติดเตือนตรึงใจ กลับมาแล้วก็ยังอยากกลับไปอีกเช่นเดียวกับอีกหลายต่อหลายท้องฟ้าป่าเขาโตรกธาร

“ถ้าง่วงคุณลุงก็หลับไปเถอะฮะ กว่าจะถึงก็อีกสามชั่วโมง”

แต่คอยาเยียพับไปแล้ว

ตรงข้ามกับบนฟ้าผู้นั่งเยื้องคนข้างหน้า…หน้านั้นนั่นก็คือคนขับผู้อยู่ซ้าย หล่อนจึงขอพี่ชายนั่งขวา จะได้เยื้องกับเขาจะได้รู้ว่าเขากำลังขับรถหรือมองใคร

‘คุณลุง’ ไม่คิดจะตอบเนื่องด้วยขอบตากำลังปิดลง พะวงถึงสาววัยสี่สิบกว่าผู้คบหากันมาสามปีก่อนเกษียณอายุ อยากพาหล่อนมาด้วยก็ไร้หนทาง ด้วยว่าลูกสาวผู้เก่งกล้ากางกั้นไว้ทุกประตู จนแลไม่เห็นลู่ทางมาบรรจบนอกจากพบกันลับๆนอกบ้าน

แต่เสียงโยธีผ่านมา เสียงของเขาค่อนข้างดังฟังได้ชัด

“สมัยนี้ อะไรๆมันก็ดีไปร้อยแปดละไท…กูเกิ้ลหนึ่งละ มันเป็นเข็มทิศนำทางที่ไว้ใจได้ว่าไม่พาไปผิดเมือง” อีกฝ่ายชวนคุยมิให้คนขับหงอยเหงา มีปรายเป็นลูกคู่ผู้ไม่ง่วงเช่นกัน “แต่ถ้าจะถามอย่างให้มันเป็นตำรา ก็อาจจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเพราะก็คงไม่ละเอียดสักเท่าไหร่”

“หวังว่ามันคงบอกทางได้แม่นนะ”

“รับรอง” โยธีดีดนิ้วเปาะ “กูเคยใช้มาแล้วตอนไปกับไอ้เปี้ยนปีก่อน”

ปรายก็เลยถูกใจ

“นี่ก็เท่ากับว่ากูใช้ถูกคนใช่ไหมโย…มึงนี่นักตะลอนจริงว่ะ ยกให้” อีกฝ่ายเอ่ยชม “ว่าแต่ว่ามึงลาได้ลาเอาแล้วเขาจะไม่ไล่มึงออกแน่นะเว้ย”

“อยากให้มันไล่…ขอให้มันไล่ละกัน” คนนั่งขวาออกอาการว่ามีดี “ยิ่งไล่กูยิ่งชอบ ใช่ไหมพ่อ จะได้ออกมาทำอะไรกันตามอำเภอใจ พ่อเองก็มีโครงการหลายอย่างในสมอง”

“มาทำกับกูไหมล่ะ มาหุ้นกันทำลักเชอรี่ทัวร์…อย่างว่า มึงกับไทรู้ทั้งศิลปะโบราณคดีประวัติศาสตร์อยู่แล้วไง…ทำไมถึงไม่เอาความรู้มาต่อยอดล่ะวะ” ปรายยังคงไม่ง่วงไม่มึนไม่ซึมเซาราวเขาครองวิญญาณของคนและสมองกลไว้ด้วยกัน แต่เพื่อนทั้งคู่รู้ดี มีเวลาเหลือยามใด ปรายจะกดสวิทช์ให้ทั้งกายและใจหลับได้ทันที…ในคืนที่ผ่านมา เขาจึงนอนบนเครื่องบินเต็มเวลาที่ควรนอน

“ไงๆก็สำรวจอิตาลีก่อน” โยธีไม่เกี่ยงงอนใดๆ

เพื่อนทั้งคู่ก็รู้ดีว่าเขาสุขสบาย ยงยุทธเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่ผู้มีมรดกตกทอดเป็นที่ดินโรงเรือนให้เช่าและพื้นที่ว่างเปล่าผืนใหญ่ที่รถไฟฟ้ากำลังจะผ่านเร็วๆนี้ โยธีเป็นลูกชายคนโตของเขา มีน้องสาวสองคน ยิหวากับยาเยีย ยิหวาเพิ่งแต่งงานไปกับลูกชายนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมื่อปีที่แล้ว

ดังนั้น เขาจะเลือกงานใดมาทำก็ย่อมได้ โดยเฉพาะในยุคใหม่นี้ งานสร้างสรรค์ด้วยมันสมอง หากถูกช่องก็พาเอาเงินทองเข้ามา

“ประเทศที่สองคือที่ไหน” ปรายก็เลยถามด้วยนึกสนุก

“ฝรั่งเศสก็ได้ อังกฤษ สเปนก็ไม่ขัดข้อง”

“ทำไมไม่เที่ยวที่บ้านตัวเองมั่ง” สมุทรไทถามไถ่ขณะพารถไปข้างหน้าท่ามกลางถนนโล่งว่าง

บนฟ้าได้แต่เหลียวมองสองข้างทางซ้ายขวา รวมทั้งมุมบ่าของเขาที่พอจะแลเห็นไวๆอยู่ตรงหน้า แต่ปริศนาก็ยังขบไม่แตก ก็คือ เขายังคงเป็นเขาเหมือนวันสุดท้ายที่บาร์เซโลนาหรือเหมือนอาการกิริยาอ่อนโยนบนเครื่องบินหรือไม่ ด้วยว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลังจากเขากับยาเยียนั่งรถไปด้วยกัน แม้เขาจะมากินอาหารบางครั้งมื้อเที่ยง บางคราวมื้อค่ำโดยคำชวนของปราย แต่สายใยบางสายยังไม่กระชับ

นั่นเป็นเพราะปันไม่พอใจ

สามมุขนำความร้ายของเพื่อนปรายไปเล่าสู่ กรอกหูพี่คนใหญ่

ดังนั้น ยามพบหน้ากันบางคราว เขาจึงพบความชาเย็นเหมือนไม่ยอมเห็นด้วย

อย่างน้อยก็เคยถามปู่

‘ปรายรู้จักไอ้เพื่อนนี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้เจ้ากี้เจ้าการพามันมา ปันว่ามันน่าเตะมากกว่านะปู่’

ปู่น่ะหรือจะไม่ตอบกลับ

‘ปัน…คนเรานี่มีสามอย่างนะที่จะเอาใครๆอยู่ คือ หนึ่ง ดูคนเป็น สอง เห็นชั่วคือชั่ว ดีคือดี สาม ไม่เห็นชั่วว่าดีหรือดีว่าชั่ว’

ปันกลัวคนจริงอย่างปู่เหมือนกัน ดังนั้นจึงหายหน้าไปนานกว่าเคย

 

น้ำตาก็เลยซึมเต็มตาหญิงสาวผู้มาคราวนี้เปลี่ยนไป

แต่ปรายไม่ชอบความเงียบ จึงเอ่ยขึ้น

“แล้วนี่เราไปพักที่ไหน กูยังจำไม่ได้เลยว่ะ”

“ลา สเปเซีย” โยธีบอก “คือมันอยู่ใกล้สถานีรถไฟไง เดินสบายๆไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว”

หากก็มิใช่เพียงหลานหนึ่งเดียวกับชายคนขับ ปู่กับย่าก็เช่นกัน แม้จะตกอยู่ในอาการสะลึมสะลืมเลือนราง แต่ก็มีดวงหน้าหลานคนโตกับแววตาขวางแกมขุ่นของเขาขณะตวัดมามองสมุทรไท คล้ายกังวลใจว่า การมาของชายหนุ่มจะคือการมาซุ่มซื้อพื้นที่เพื่อเพิ่มกำลังกลไกขับเคลื่อนครั้งใหญ่ให้ชีวิตตนเองหรือหาไม่

‘สงสัยไอ้เจ้าสามคงยุปันจนหัวปั่นไปแล้วมัง’ ย่าพลอยโมโหหุนหันปั่นหูอยู่ข้างปู่เป็นครั้งคราว จนปู่เองก็ต้องเอ็ดเอาบ่อยๆ แม้ตนเองจะคล้อยตามอยู่เหมือนกัน

‘ไม่ต้องบ่นมากได้ไหม รำคาญ’

เนื่องด้วยเขาก็ต้องใช้ความสุขุมสงบนิ่ง

การพาชายหรือหญิงแปลกหน้าเข้ามาในตระกูลแต่ไหนแต่ไรมา ก็ใช่ว่าจะหาเพียง ‘ใครก็ได้’ มาไว้เคียงข้างเป็นผัวเป็นเมีย

ด้วยว่ามี ‘เสีย’ กับ ‘ได้’ ตามมา

ปันเองก็เริ่มแล้วลามาสองหน ฝ่ายคนเป็นน้องผู้ดูเงียบกว่า มาแล้วไปถึงสามคน แต่ละหนแต่ละคนก็เกิดทางแยกแตกต่างกัน

จริงของย่าที่ว่า แล้วจะรู้สึก

‘ความรัก’ ที่ว่ารักนี้ถึงอย่างไรก็มีตื้นลึกหนาบาง

น้ำตาบนฟ้าก็เลยพร่างพรายลงมา…เมื่อนึกถึงอากัปกิริยาในวันต่อๆมาของเขาที่แม้ยังดูพะเน้าพนอหล่อนด้วยสายตา แต่ก็ระมัดระวังไม่ออกอาการคลอเคลีย

ส่งแต่ภาพในอินสตราแกรมที่เขาถ่ายอย่างไว้ฝีมือมาให้หล่อนย้อนรำลึกถึงวันคืนบนบกและบนเรือที่ไม่มีแม้แต่เงาชายชื่อสามมุข

เท่ากับส่งความสุขด้วยภาพมาเป็นกำนัล พร้อมคำสั้นๆเปี่ยมมธุรส

‘แทนคำว่าคิดถึงน้องบน…คนบนฟ้า…จากคนบนน้ำ’

ชวนให้หล่อนยิ้มออกมาได้

จึงบัดนี้ นาทีนี้ หล่อนจึงยิ้มทั้งน้ำตา พลางก็ส่งเสียงออกมาให้ผู้คนต้องผวาเสียอย่างนั้น

“พี่ไทขา…นี่พี่ขับรถยังกับเคยมามิลานแล้วงั้นแหละ”

ทั้งปู่และย่าพลันสะดุ้งตื่นจากฝันอันขมขื่นที่มีปันเป็นผู้ร้าย ขณะที่ร้องเสียงหลง “โอย น้องบน ตกใจหมดเลย”

Don`t copy text!