ลามิลืม บทที่ 22 : อยู่บ้านเดียวกันจะดีไหม?

ลามิลืม บทที่ 22 : อยู่บ้านเดียวกันจะดีไหม?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์ อาการของผู้เป็นยายยังไม่ดีขึ้น หลังจากออกจากห้องผ่าตัด วันรุ่งขึ้นก็ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจให้แก่ผู้ป่วย นับจากวันนั้นพวงทองไม่รู้สึกตัวอีกเลย แม้การผ่าตัดจะมีความเสี่ยงมากตามคำของแพทย์ หากเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้ฟื้นคืนขึ้นมาดังเดิม

ทว่าโอกาสที่เคยคิดว่ามีนั้นยังไม่เกิดขึ้นเลย

ทิวพนมขับรถมุ่งหน้ามายังโรงพยาบาลที่พวงทองพักรักษาตัวอยู่ หลังจากได้รับโทรศัพท์จากแพทย์เจ้าของไข้ว่าอาการของผู้เป็นยายทรุดลงจึงต้องทำการกู้ฟื้นคืนชีพ

เมื่อถึงหน้าห้องไอซียูซึ่งมีรำไพนั่งอยู่ก่อนแล้ว เขายังจำคำของป้าที่บอกกันตอนเช้าได้ว่าเมื่อคืนยายมาลา หรือผู้เป็นยายกำลังจะไปจากเขาอีกคน

การกู้ชีพของทีมแพทย์ทำให้สัญญาณชีพของผู้ป่วยกลับมาอีกครั้ง หากคำของแพทย์นั้นให้ญาติเตรียมทำใจ เพราะตอนนี้คนไข้อยู่ได้โดยใช้เครื่องช่วยหายใจ หากถอดเครื่องช่วยหายใจออกผู้ป่วยจะเสียชีวิตได้ทันที ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ญาติจะให้ถอดเครื่องช่วยหายใจตอนไหน เขาจับมือรำไพแล้วมองหน้ากัน

ทิวพนมมีน้ำตาคลอ รู้โดยทันทีว่ายายกำลังจะไปจากเขา ไม่มีโอกาสอีกแล้วที่จะฟื้นขึ้นมาเพื่อบอกลากัน

ชายหนุ่มกับผู้เป็นป้ายืนอยู่ข้างเตียง มองร่างของคนที่มีชีวิตอยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจ ด้วยความรู้สึกใจหายและหมองเศร้า

“แม่ไม่ต้องห่วงนะ ไพจะดูแลพวกหลานเอง ไปให้สบายนะแม่” รำไพพูดขึ้น เดินเข้าไปจับมือผู้ป่วยหลังจากกดขวดแอลกอฮอล์ล้างมือเรียบร้อยแล้ว

คนทั้งสองเข้ามาเพื่อขอบอกกล่าวกับผู้ป่วยเป็นครั้งสุดท้าย และยังรอให้สองพี่น้องมาถึงโรงพยาบาล เพราะสองคนนั้นก็เป็นเสมือนหลานของพวงทองเช่นกัน ก่อนที่พวกเขาจะตกลงกันว่าให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ

“ผมกับป้าไพตัดสินใจแล้ว จะไม่ยื้อชีวิตยายให้อยู่กับพวกเรา เพราะไม่อยากเห็นยายต้องทรมาน อยากให้ยายไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่านี้ ยายคือคนที่พวกเรารัก ถ้าเป็นยายก็คงเลือกทำเหมือนพวกเรา ผมจะดูแลป้าและน้องเอง ยายไม่ต้องห่วงครับ”

เขาพูดกับร่างที่นอนแน่นิ่ง ทรวงอกยกขึ้นลงตามจังหวะการทำงานของเครื่องช่วยหายใจ ทิวพนมอดไม่ได้ที่จะเสียหยาดน้ำตา นอกจากความเสียใจกับการสูญเสียผู้ซึ่งเป็นที่รักแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พูดกับผู้ที่กำลังจะพรากจากกันตลอดกาล

ชายหนุ่มกดขวดแอลกอฮอล์ล้างมือ เดินเข้าไปจับมือผู้เป็นยาย ไม่นานเลอมานและมาลินทร์ก็เข้ามาสมทบ

ก่อนเข้ามาหาพวงทอง เขาพูดโทรศัพท์กับเพื่อนชายอีกครั้ง บอกเล่าเรื่องราวที่ได้พบกับแพทย์และกล่าวถึงการตัดสินใจที่ป้ากับเขาเป็นผู้เลือก ถือเป็นทางที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วย เลอมานรับฟังโดยดีและไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

มาลินทร์ผ่านการร้องไห้มาพอสมควรจึงมีดวงตาแดงก่ำ เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากพี่ชายระหว่างที่ขับรถมาโรงพยาบาล หากในมือยังถือถุงใส่พวงมาลัยดอกมะลิพวงเล็กซึ่งซื้อมาจากด้านหน้าโรงพยาบาล ส่วนเลอมานนั้น ตาสองข้างคลอไปด้วยน้ำตา เมื่อยืนมองเห็นผู้ที่นอนนิ่ง

เลอมานรับพวงมาลัยจากน้องสาว ยกมือขึ้นไหว้ตรงปลายเท้าของพวงทอง พยายามสะกดกั้นเสียงสะอื้น ขณะกล่าว “ถึงแม้เลอจะเจอยายพวงได้ไม่นาน แต่ยายพวงก็เหมือนยายของเลอ เลอคงคิดถึงกล้วยบวชชีของยายพวง เพราะอร่อยที่สุดแล้วในชีวิต ขอให้ยายพวงไปอยู่บนสวรรค์และไม่ต้องห่วง เลอจะอยู่ดูแลหลานของยายพวงไปอย่างนี้”

เลอมานพูดจบก็ก้มกราบตรงปลายเท้าผู้ป่วยซึ่งคลุมผ้าห่มไว้ วางพวงมาลัยข้างปลายเท้า

มาลินทร์พยายามกลั้นน้ำตา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ยายพวงก็เหมือนยายแท้ๆ ของลิน สิ่งที่ยายพวงเคยสอนไว้ ลินจะไม่ลืมค่ะ ขอให้ยายพวงไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ คอยมองดูพวกเรานะคะ” มาลินทร์ก้มลงกราบปลายเท้าของพวงทอง หลังจากวางพวงมาลัยในมือ แล้วถอยหลังออกมายืนเคียงข้างพี่ชาย

เลอมานโอบบ่าน้องสาวอยู่สักพัก จากนั้นเดินมายืนอยู่ข้างเขาและยกมือจับบ่าเขาไว้ ทิวพนมมองหน้าเพื่อนชาย แม้ไม่ต้องพูดคำใดมากมาย ก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายคอยอยู่ปลอบใจเหมือนเช่นเคย

ทิวพนมยกมือขึ้นไหว้ แล้วนำพวงมาลัยใส่มือของคนที่นอนนิ่งบนเตียง จากนั้นเดินไปก้มลงกราบตรงปลายเท้าผู้ป่วย

รำไพก็นำพวงมาลัยใส่มือมารดาเช่นเดียวกับหลานชาย “แม่ไม่ต้องห่วงอะไรนะ พวกเราทุกคนขอมาลา แล้วจะหมั่นทำบุญให้แม่นะ” รำไพเดินไปก้มกราบเท้าและใช้สองมือลูบปลายเท้าของบุพการีเป็นครั้งสุดท้าย

พอถึงเวลาที่พวงทองจะต้องจากพวกเขาไปอย่างไม่มีวันฟื้นขึ้นมา ทิวพนมเป็นตัวแทนเดินไปบอกแพทย์และพยาบาลแจ้งถึงเจตจำนงที่จะให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ คนทั้งสี่ยังยืนมองพยาบาลกดปิดการทำงานของเครื่องช่วยหายใจ นี่คงถึงวาระสุดท้ายของพวงทอง

เพียงไม่ถึงสองนาที จอมอนิเตอร์แสดงสัญญาณชีพของผู้ป่วยที่เคยเป็นเส้นคลื่นขึ้นๆ ลงๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นเส้นเรียบตรงนิ่งสนิทไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ พร้อมกับเสียงร้องเตือนของจอมอนิเตอร์ บ่งบอกว่าผู้ป่วยบนเตียงนั้นเสียชีวิตแล้ว

ทิวพนมยืนมองวินาทีสุดท้ายของผู้ล่วงลับ ด้วยความอาดูรและมีน้ำตาคลอ

ทั้งสี่คนพากันมานั่งรออยู่ด้านหน้าห้องไอซียู เพื่อให้พยาบาลจัดการกับศพและทำเรื่องให้เสร็จสิ้น ก่อนที่เขาจะนำร่างผู้เป็นยายไปทำพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

ในช่วงเวลาที่มีแต่ความโศกเศร้าเสียใจ คนที่เขาอยากให้มาอยู่เคียงข้างกันเพื่อปลอบใจมากที่สุดคือหญิงสาวที่กำลังคบหาในฐานะคนรู้ใจ ทิวพนมพยายามต่อสายถึงปิ่นสุดา หากอีกฝ่ายก็ไม่รับสาย ก่อนจะมุ่งหน้ามาที่โรงพยาบาล เขาได้ส่งข้อความแจ้งให้หญิงสาวรับทราบว่ายายมีอาการแย่ลง หากผ่านไปหลายชั่วโมง ถึงตอนนี้ก็ยังไร้วี่แววของปิ่นสุดาและไม่รับสายของเขาเลย หลังจากที่พยายามติดต่อ ระหว่างนั่งรอรับร่างของพวงทอง

รำไพเป็นคนจัดการเรื่องงานศพ โดยประสานงานกับคนที่เคยจัดงานศพให้แก่บรรดาผู้ล่วงลับซึ่งเป็นคนในครอบครัวของเขา สำหรับจัดเตรียมสถานที่และบอกกล่าวคนรู้จักในการรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมศพเป็นลำดับถัดไป

“ฉันเสียใจด้วยนะ โทรหาปิ่นใช่ไหม คงยังไม่สะดวกรับสายแกหรอก เออ ฉันมีเรื่องจะบอกแก ก่อนที่จะมาโรงพยาบาล ฉันกับลินเห็นบางอย่าง” เลอมานลงนั่งข้างกายเขา หากยังไม่อยากนำเรื่องไม่สบายใจมาซ้ำเติมคนที่เพิ่งสูญเสียยายไป จึงหยุดปากไว้แค่นั้น แต่ถ้าไม่บอกก็อัดอั้นในใจเช่นกัน

ก่อนที่เลอมานจะเอ่ยต่อ ผู้ที่ไม่ยอมรับสายโทรศัพท์ของเขาก็โผล่มาให้เห็น แล้วรีบสาวเท้ามาที่เขา

“ปิ่นงานยุ่งมากเลย ขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้รับสายของทิว แต่พอเห็นข้อความ ปิ่นขอลางานแล้วรีบมาหาเลย ยายพวงเป็นยังไงบ้าง” ปิ่นสุดานั่งข้างเขาซึ่งเป็นเก้าอี้ว่างและยังนำมือเขามากุมไว้

ทิวพนมบอกด้วยเสียงไม่ดังนัก แต่พอให้อีกฝ่ายได้ยิน “ยายเสียแล้ว ยายไม่อยู่กับเราแล้ว”

“ไม่จริงใช่ไหมทิว” ปิ่นสุดาแสร้งตกใจ หากในใจคิดว่าเป็นโชคดีของหล่อนที่ไม่ต้องไปๆ มาๆ ระหว่างโรงพยาบาลกับห้องพักบ่อยๆ

“ยายพวงจากพวกเราไปเมื่อกี้ แต่ปิ่นคงไม่รู้หรอกคนที่เพิ่งเจอกับความสูญเสียจะรู้สึกเศร้าแค่ไหน เพราะยายพวงคงไม่ใช่ยายของปิ่น” เลอมานช่วยยืนยัน แต่อดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแหนมหญิงสาว

“ทำไมพูดอย่างนี้กับปิ่น ยายพวงทองก็เหมือนยายของปิ่น” หล่อนบอกเลอมาน จากนั้นก็หันหน้ามาทางเขา “ปิ่นเสียใจด้วยนะทิว คนเราเพิ่งเห็นหน้า ได้คุยกันเมื่อเดือนก่อน ไม่คิดเลยจะไปเร็วขนาดนี้ ปิ่นกะจะมาเยี่ยมยายพวงทองอยู่เลย” ปิ่นสุดายกมือเช็ดน้ำตาที่แสดงคล้ายคนโศรกตรมอย่างหนัก

“อย่าร้องไห้เลยปิ่น ทุกคนเศร้ากันหมด ถ้ายายเห็นพวกเราร้องไห้ ยายอาจจะไม่สบายใจก็ได้” เขาเอ่ย

ปิ่นสุดาพูดขึ้นโดยไม่มองหน้าเขา “ทิวยังมีปิ่น ปิ่นจะคอยอยู่กับทิว ปิ่นเชื่อว่าพวกเราทุกคนต้องผ่านพ้นและทำใจได้”

เลอมานอดปากไม่ไหวจึงหลุดออกมา “ปิ่นพูดจริงเหรอที่จะอยู่ข้างทิว อย่าคิดนะว่าทำอะไรแล้วจะไม่มีคนอื่นเห็น แต่ถ้าปิ่นพูดจริงก็ไม่ว่าอะไร แต่ขอให้ปิ่นรักและคิดจริงจังกับทิวจริงๆ ก็พอ ขออย่างเดียวคนกำลังเศร้า อย่าทำอะไรเพื่อจะซ้ำเติมกันอีกเลย”

ปิ่นสุดาแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ มองหน้าทิวพนมสลับกับเลอมาน “เลอจะพูดอะไร ปิ่นไม่เห็นจะรู้เรื่อง”

เลอมานไม่ตอบคำถามของปิ่นสุดา หากลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปนั่งข้างน้องสาวที่อยู่ห่างเพียงเก้าอี้สามตัว

ทิวพนมไม่เข้าใจคำของเพื่อนชายเช่นกัน พอดูท่าทางกับคำพูดก็เหมือนเลอมานจะกลับมามีอคติกับปิ่นสุดาอีกครั้งหนึ่ง แต่เขาปล่อยความคิดดังกล่าวไปจนไม่หวนนึกถึงอีก เพราะยังคำนึงถึงผู้ล่วงลับและการจัดงานศพให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ส่วนเทียนพนานั้น ขณะนี้อยู่ในช่วงสอบอย่างเคร่งเครียด ยังไม่ได้รับรู้ข่าวร้ายของผู้เป็นยายตั้งแต่วันที่ล้มป่วย เพราะเขาเห็นว่าไม่ควรทำให้น้องสาวเสียสมาธิกับการสอบของชั้นปีสุดท้าย ก่อนจะจบการศึกษา เขาอยากให้เทียนพนาทำให้เต็มที่โดยไม่มีเรื่องใดต้องไปรบกวนใจ ทุกคนก็เห็นดีด้วยกับเขา

งานศพของพวงทองจัดแบบเรียบง่าย ทุกคนช่วยเหลือกันโดยเฉพาะสองพี่น้อง แต่ปิ่นสุดานั้นอ้างว่าติดงานจึงมาช่วยเขาได้ไม่เต็มที่เหมือนงานศพของน้องชาย หากปิ่นสุดายังมาทุกคืนที่มีการสวดพระอภิธรรมศพทั้งสามคืน ส่วนวันฌาปนกิจศพนั้น ปิ่นสุดาไม่ได้มาร่วมงานด้วย เขาพอจะเข้าใจเพราะอยู่ในช่วงเริ่มงานใหม่ซึ่งยากที่จะลา และเขาก็ไม่เห็นด้วยที่งานศพของยายจะกระทบต่องานของหล่อน

ทิวพนมไม่รู้ความจริงเลยว่าหญิงสาวกำลังทำตัวสนิทสนมกับผู้ชายคนใหม่ หากในระหว่างนั้น เลอมานก็กำลังรอโอกาสเหมาะคือให้ผ่านช่วงเศร้าหมองไปก่อน ค่อยบอกกล่าวเรื่องของหญิงสาวที่เขายังเชื่อสนิทใจว่ายุ่งอยู่กับงานจนไม่มีเวลาให้กันเหมือนช่วงแรกที่กลับเข้ามาในชีวิต

 

ชายหนุ่มขอลางาน เพราะวันนี้น้องสาวจะกลับมาอยู่บ้าน หลังจากที่สอบเสร็จสิ้นเมื่อสองวันก่อน ทุกคนในบ้านซึ่งตอนนี้มีเพียงเขาและรำไพ รวมทั้งหญิงสาวที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวในอนาคต นั่งอยู่ในพื้นที่ที่ใช้ดูโทรทัศน์ เขายังหวั่นใจ หากบอกกล่าวเรื่องการเสียชีวิตของพวงทองให้น้องสาวได้รับทราบ เทียนพนาจะเป็นอย่างไร หรือจะโกรธเคืองเขามากเพียงใด ถ้ารู้ว่าเขานั้นตั้งใจปกปิดเรื่องของยายเพื่อให้น้องสาวทำการสอบโดยที่ไม่มีเรื่องสะเทือนจิตใจ

“ทิวอย่ากังวลไปเลย น้องเทียนต้องเข้าใจว่าพวกเราหวังดีกับน้องเทียน” ปิ่นสุดาจับมือเขาไว้ พอหล่อนรู้ว่าเขาไม่ได้ไปทำงานจึงรีบมาหาแต่เช้าหลังจากที่หายหน้าหายตาไปห้าวัน โดยบอกเขาว่าบริษัทที่ได้เข้าทำงานนั้นให้ไปดูงานที่กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลาห้าวันที่ผ่านมา เขาพยายามติดต่อหล่อนทางโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่มีคนรับสาย จนเมื่อเช้า หล่อนโทร.บอกเขาว่ากลับจากกรุงเทพมหานคร จึงทราบว่าวันนี้เขาหยุดงาน เพื่อรอพบหน้าน้องสาวและบอกเรื่องของยายด้วยตัวเอง เขาไม่อยากให้ผู้เป็นป้าอยู่ตามลำพังกับน้องสาวเพียงสองคน

เสียงของเทียนพนาดังเข้ามาถึงที่พวกเขานั่งอยู่ น้ำเสียงสดใสทักทายสุนัขซึ่งคอยต้อนรับผู้มาเยือนตั้งแต่หน้าประตูบ้าน เทียนพนาสะพายกระเป๋าเป้พร้อมกับอุ้มแมวไว้ในอ้อมแขน เดินเข้ามาในตัวบ้าน หากต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นคนทั้งสามนั่งบนโซฟา

“เทียนนึกว่าป้ากับยายจะอยู่หลังบ้าน มีแต่โอเลี้ยงกับกาแฟที่ออกมาต้อนรับเทียน วันนี้พี่ทิวไม่ได้เข้าโรงพยาบาลเหรอคะ อ้าว! พี่ปิ่นก็อยู่ด้วย”

เขาสังเกตเห็นน้องสาวมีหน้าตาตื่นตกใจเพียงเล็กน้อย ยามที่เห็นปิ่นสุดานั่งเคียงข้างเขา

เทียนพนาปล่อยแมวลงสู่พื้น ปลดกระเป๋าเป้วางไว้บนพื้น ปรับเปลี่ยนสีหน้าให้สดใสดังเดิม ปัดเรื่องยุ่งยากใจออกไปก่อน แล้วหันหน้ามาถามผู้ใหญ่เพียงคนเดียว “ยายไปไหนคะ”

คำถามที่ในวันนี้อาจหาคำตอบได้ค่อนข้างลำบาก ทั้งรำไพและทิวพนมมองหน้ากัน ต่างคนต่างไม่รู้จะเริ่มเกริ่นเรื่องของพวงทองกับผู้เยาว์สุดของครอบครัวเช่นไร

“ยายอยู่หลังบ้านแน่เลย เทียนขอไปสวัสดียายก่อนนะคะ คิดถึงมากๆ เลย” เทียนพนาเอ่ยต่อ เมื่อยังไม่ได้รับคำตอบ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางหลังบ้าน รำไพได้ท้วงขึ้น

“ยายไม่ได้อยู่หลังบ้านหรอก ยายอยู่ในห้องพระ”

“ยายขึ้นไปทำอะไรชั้นสองค่ะ ปกติยายจะอยู่แต่ข้างล่าง หรือยายจะไปไหว้พระ” เทียนพนายังถามด้วยความสงสัย

หากปิ่นสุดาที่นั่งฟังป้ากับหลานสาวคุยกันคงอดไม่ได้ที่ยังไม่มีใครยอมบอกความจริงของพวงทองสักที จึงเอ่ยขึ้นมาบ้าง “น้องเทียนนั่งก่อนดีกว่านะ จะได้รู้เรื่องจากทิว”

เมื่อมีผู้เริ่มเปิดประเด็นที่ตั้งใจจะบอกน้องสาว ทิวพนมขอเป็นผู้นำสำหรับบอกกล่าวเรื่องของยาย เพื่อให้หมดความกังวลใจไปเสียที ไม่พูดตอนนี้ วันถัดไปก็ต้องพูด คงจะปิดบังน้องสาวไม่ได้ตลอดไป

ในเมื่อเขาเป็นคนที่ห้ามใครต่อใครบอกน้องสาว ก็ต้องเป็นคนเริ่มบอกน้องสาวด้วยตัวเอง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ยายจากพวกเราไปแล้วนะ เทียน”

“ไม่จริงใช่มั้ยคะ” เทียนพนาเอ่ยถามทันทีที่เขาพูดจบ

ทุกคนพยักหน้าเพื่อยืนยันคำพูดของทิวพนม เขากับรำไพลุกขึ้นไปกอดคนที่เพิ่งรู้เรื่องราวของผู้ล่วงลับ

เทียนพนาน้ำตาคลอถามด้วยเสียงสะอื้น “ยายจากไปตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

สิ้นเสียงคำถามของผู้เป็นหลานสาว รำไพจึงบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่พวงทองลื่นล้มตกบันไดในบ้านจนเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตในที่สุด จนทำการฌาปนกิจเสร็จสิ้นเมื่ออาทิตย์ก่อน ซึ่งไม่ได้บอกกล่าวกับหลานสาวเลยและชี้แจงเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น

ทิวพนมกล่าวปิดท้ายเมื่อน้องสาวรับฟังอย่างนิ่งเฉย “เทียนจะโกรธพวกเราที่ไม่ยอมบอกเทียนก็ได้ แต่ให้โกรธพี่คนเดียวก็พอ เพราะพี่ไม่อยากให้ใครบอกเทียน พี่อยากให้ตั้งใจกับการสอบในปีสุดท้าย พี่รู้ว่าเทียนก็รักยายไม่น้อยไปกว่าพี่ แต่ถ้ายายอยู่ ยายคงไม่อยากให้เรื่องของยายไปรบกวนการเรียนของเทียน พี่ยังจำได้วันที่ยายเป็นลม ในช่วงที่พี่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ยายยังบอกให้ปิดเรื่องไว้ จนกว่าพี่จะกลับมา พี่ขอโทษนะที่ใช้สถานการณ์นั้นกับเทียน”

เทียนพนายกมือปาดน้ำตาและโอบกอดรำไพไว้แน่น

“ไม่ต้องร้องนะ ยายไปสบายแล้ว อาจจะมองดูจากบนสวรรค์ กับความสำเร็จในหน้าที่การงาน ยายอาจดีใจและมีความสุขที่ทำให้เทียนเรียนจบก็ได้” รำไพลูบศีรษะหลานสาว

“เทียนเข้าใจกับสิ่งที่ทุกคนทำไปค่ะ เทียนไม่ได้โกรธพี่ทิว แค่เสียใจและเสียดาย เทียนไม่ได้อยู่ดูใจยายเลย” เทียนพนาหันหน้ามาบอกเขา

ทิวพนมโล่งใจที่น้องสาวนั้นไม่ฟูมฟายหรือตีโพยตีพายกับเรื่องที่ยังไม่ทราบความจริง เทียนพนาอาจจะโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นแล้วก็ได้ จึงคิดตริตรองกับทุกสิ่งที่เขาตั้งใจกระทำเพื่อคนที่รัก ทั้งผู้อยู่และผู้ที่จากไป

รำไพพูดกับหลานสาว “เรามีกันแค่นี้ ก็ต้องอยู่อย่างมีความสุขเพื่อให้คนที่มองอยู่บนฟ้า ไม่ว่าจะเป็นตายาย พ่อแม่ อาจเอาใจช่วยพวกเราให้อยู่สุขสบายดีก็ได้ ไม่ต้องร้องไห้หรอกนะ ชีวิตคนเรามีพบมีพรากและทุกคนก็มีวันตาย”

“ยายพวงจากพวกเราไปแล้ว แม้เราจะเสียใจมากมายแค่ไหนก็ไม่ทำให้ใครฟื้นขึ้นมาได้หรอกนะ น้องเทียน” ปิ่นสุดาเอ่ยขึ้น

“เทียนไปไหว้กระดูกยายก่อนดีกว่า อยากบอกกล่าวอะไรกับยายก็ตามสบายเลยนะ” ทิวพนมบอกน้องสาว

เทียนพนายอมทำตามโดยดี ซึ่งมีรำไพเดินเคียงข้างไปพร้อมกับหลานสาว เขาและปิ่นสุดานั่งรอในที่เดิม ชายหนุ่มพยายามถามเรื่องงานที่หล่อนไปศึกษาเรียนรู้ที่กรุงเทพฯ หากปิ่นสุดาก็เหมือนไม่อยากจะพูดถึง คอยเฉไฉเปลี่ยนประเด็นไปเรื่องอื่น จนป่านนี้เขายังไม่รู้เลยว่าปิ่นสุดาทำงานอะไร เพียงสิบห้านาทีผ่านไป น้องสาวก็เข้ามาสมทบที่พื้นที่ที่ใช้นั่งเล่นเหมือนเดิม

เทียนพนามีดวงตาสองข้างแดงก่ำ เมื่อทำใจได้แล้วจึงพูดขึ้น “เทียนมาพักที่บ้านอาทิตย์หนึ่งนะคะ ตกลงกับเพื่อนๆ จะไปเที่ยวฉลองหลังสอบเสร็จ พอมารู้เรื่องของยายก็หมดสนุกเลย”

“ไปเถอะ พี่รู้ว่าเทียนเตรียมการณ์มาสักพักแล้ว ที่ต้องเดินทางเข้าป่าไปดูโบราณสถานที่อยากไปเห็น” ทิวพนมเคยได้ฟังน้องสาวเล่าเกี่ยวกับทริปหลังสอบเสร็จ

“นั่นสิ ไปกับเพื่อนๆ ตามที่ตั้งใจไว้นั่นแหละ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ป้าอยู่ได้ มีทั้งกาแฟกับโอเลี้ยง ป้าไม่เหงาหรอก” รำไพเห็นด้วยกับหลานชาย

“พูดถึงเรื่องที่ป้าไพต้องอยู่บ้านหลังนี้ เทียนคิดจะยื่นใบสมัครงานที่บริษัทในกรุงเทพ แต่ถ้าเทียนไปอยู่ที่โน่น ป้าไพก็ต้องอยู่บ้านคนเดียว หรือเทียนจะลองหางานทำแถวนี้ดีกว่า” เทียนพนาเอ่ย

“อย่าเลย ทำตามที่ตั้งใจไว้แต่แรกดีกว่า ไม่ต้องมาห่วงป้า ใครว่าป้าอยู่คนเดียว ยังมีเพื่อนบ้านอีกหลายคนที่แวะเวียนมาถามไถ่อยู่ทุกวัน” รำไพบอกหลานสาวและซึ้งในน้ำใจที่ยังนึกถึงตนอยู่เสมอ

ทิวพนมยังไม่ได้คิดถึงอนาคตเหมือนเทียนพนา แต่พอได้ฟังเรื่องที่น้องสาวกังวลใจ เขาก็มีความคิดที่จะบอกหญิงสาวซึ่งขอตัวออกไปรับสายโทรศัพท์

ปิ่นสุดากลับมานั่งโซฟาตามเดิม เขากำลังจะบอกสิ่งที่ต้องการ แต่หญิงสาวพูดแทรกขึ้นมา

“วันนี้ปิ่นต้องขอตัวกลับก่อนนะ พอดีมีธุระด่วนต้องรีบกลับไปที่ห้อง”

“เราไปส่งปิ่นก็ได้” เขาขันอาสาด้วยความหวังดี

“ไม่ต้อง” หญิงสาวพูดเสียงแข็งและดัง พอเริ่มรู้สึกตัวจึงปรับเปลี่ยนเสียงให้เบาลงและนุ่มนวลขึ้น “ไม่ต้องหรอกทิว ทิวอยู่ปลอบใจน้องเทียนดีกว่า คนกำลังขวัญเสีย ปิ่นกลับเองได้ แถวนี้หารถกลับไม่ยากหรอก”

เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีธุระเร่งด่วนเรื่องใด แต่ดูจากท่าทีที่ร้อนรนจึงเดินตามหลังหญิงสาวไปจนถึงหน้าประตูบ้าน

เมื่อตรงพื้นที่ที่ใช้นั่งเล่นนั้น มีแต่รำไพและเทียนพนาซึ่งนั่งเคียงข้างกัน

เทียนพนาถามขึ้นทันทีที่ปิ่นสุดาเดินออกไปจากบ้าน “ป้าค่ะ พี่ทิวกับพี่ปิ่นยังคบกันดีอยู่ใช่ไหม”

“ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ” รำไพไม่ตอบคำถาม หากย้อนถามกลับไป

หลานสาวยังนั่งอ้ำๆ อึ้งๆ แต่ก็พูดออกมาในที่สุด “เมื่อวันก่อน เทียนเห็นพี่ปิ่นในกรุงเทพ ตอนแรกไม่คิดว่าจะใช้แต่พอดูดีๆ ใช่จริงๆ ด้วย”

“ตาทิวเล่าให้ป้าฟังว่าไปดูงานที่กรุงเทพ เพิ่งกลับมาเมื่อเช้านี่เอง แล้วก็มาที่บ้านเราเลย”

“อย่างนั้นเหรอคะ แต่วันนั้นที่เทียนเห็นในร้านอาหาร มันไม่น่าจะใช่อย่างนั้น”

“มีอะไรก็เล่ามา ก่อนที่ตาทิวจะกลับเข้ามาในบ้าน” รำไพเอ่ยกับหลานสาว

“เทียนเห็นพี่ปิ่นนั่งทานข้าวกับผู้ชายคล้ายๆ เสี่ยใส่ทองเต็มคอเต็มข้อมือ แต่ไม่ใช่แค่นั่งทานข้าวธรรมดา มีแนบชิด นั่งแทบจะเบียดกัน ป้อนข้าวให้กันด้วย มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นค่ะ” เทียนพนาก็ยังตงิดใจกับท่าทีของคนสองคน

“ป้าก็คิดเหมือนกัน มันต้องใช่แน่ๆ ได้ยินตาเลอเล่าให้ฟังว่าเคยเจอนางคนนั้นเดินควงผู้ชายซื้อของอยู่ในห้าง”

“เราจะทำยังไงดีคะ จะบอกพี่ทิวเลยดีหรือไม่ดี”

“อย่าเพิ่งเลย คนพรรค์นี้ต้องจำนนด้วยหลักฐาน ถ้าบอกไปตอนนี้ ตาทิวก็ยังไม่เชื่อหรอก แต่ก็ดีแล้วที่มาบอกให้ป้ารู้ก่อน”

“ต้องบอกสิคะ ถ้าไม่บอกเทียนก็หนักอกหนักใจ ตอนแรกนึกว่าพี่ปิ่นเลิกกับพี่ทิวแล้วจึงไปอยู่ที่กรุงเทพ”

“ป้าก็อยากให้เลิกเหมือนกัน แต่ดูท่าทางตาทิวยังหลงมันหัวปักหัวปำ ป้าทำได้แค่ดูท่าที ตั้งแต่ได้รู้เรื่องราวจากตาเลอ นางคนนี้แสร้งเป็นคนดี สุดท้ายก็ออกลาย หนีไม่พ้นนิสัยเดิม”

“อย่างนี้พี่ทิวก็แย่สิคะ” เทียนพนาเอ่ยออกมาและต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงของเขา

“พี่จะแย่อะไรเหรอ” ทิวพนมเดินเข้ามาในบ้าน ได้ยินคำกล่าวจากปากน้องสาวพอดี

เทียนพนาทำหน้าตาเลิ่กลั่ก ก่อนจะตอบพี่ชาย “พี่ทิวก็แย่สิคะที่ต้องไปทำงาน คงเป็นห่วงป้าที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว”

“พอเทียนพูดขึ้นมา พี่ก็เพิ่งคิดได้ ตอนแรกว่าจะคุยกันเลยแต่ปิ่นกลับซะก่อน” ทิวพนมหันหน้าไปมองรำไพ “ผมถามป้าก่อนครับ ถ้าผมจะให้ปิ่นย้ายมาอยู่กับป้าจะดีไหม”

รำไพนิ่งคิด หากไม่เห็นด้วยกับหลานชาย แต่ก็ไม่อยากทำลายความห่วงใยที่มีให้จึงตอบออกไป “ไปถามฝ่ายนั้นก่อนแล้วกัน ถ้าอยากมาอยู่กับป้า ก็มาได้”

ถ้าปิ่นสุดามาอยู่ใกล้ตัว รำไพคงจะจับตาดูหญิงสาวได้ว่ากำลังสวมเขาให้หลานชายอยู่หรือเปล่า ถ้าเป็นไปตามที่คิดไว้ ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา พร้อมกระชากหน้ากากของปิ่นสุดา เผยให้ทิวพนมได้เห็นความจริงก็คงจะเชื่อและยอมเลิกราหรือหมดรักในที่สุด รำไพพูดอีกครั้งเพื่อคล้อยตามความคิดของหลานชาย

“ถ้ามาอยู่ด้วยกันที่นี่ ป้าก็โล่งใจ ยังไงก็มีคนคอยดูแลบ้านและตัวป้าด้วย”

“แต่ช่วงนี้ พี่ปิ่นทำงานแล้วไม่ใช่เหรอคะ จะมาอยู่ที่บ้านของพวกเราได้เหรอ”

เขาก็ลืมนึกถึงเรื่องที่น้องสาวบอกกล่าวไปเสียสนิท คิดเพียงแค่ว่าหล่อนว่างงานเหมือนช่วงแรกที่พบกัน แต่ทิวพนมจะขอร้องหญิงสาวให้ย้ายมาอยู่กับเขาที่บ้านหลังนี้

หากยังไม่แน่ใจว่าปิ่นสุดาจะมีคำตอบให้เขาอย่างไร

ทิวพนมขอแค่ให้หญิงสาวตอบตกลงโดยไม่บ่ายเบี่ยงเพื่อแสดงถึงความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ถ้าคำตอบนั้นไม่เป็นไปอย่างที่หวังก็คงให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ใจของคนทั้งสอง แต่บัดนี้ เขาเริ่มรู้สึกว่าหล่อนเปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนตอนที่กลับมาคบกันอีกครั้งในวันแรกเริ่ม

 



Don`t copy text!