รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 21 : ความรักคืออะไร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 21 : ความรักคืออะไร

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 21 –

ผลการวินิจฉัยของแพทย์ในคลินิกขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด บอกว่าทิชากรแพ้ท้องมาก อาเจียนหนัก รับประทานอาหารไม่ได้ น้ำหนักลดมากเกินไป จึงสั่งให้น้ำเกลือและพักผ่อนดูอาการ

พอเธอลืมตา เจ้าหน้าที่ก็อนุญาตให้เรวัตเข้ามาในห้อง แล้วปล่อยให้ทั้งสองคนอยู่กันตามลำพัง ด้วยเข้าใจว่าเป็นสามีภรรยากัน

รอจนคนนอกออกไปแล้ว ชายหนุ่มค่อยลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง

“ตอนแรกว่าจะพาไปโรงพยาบาล แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าคุณคงไม่อยากให้เอิกเกริก เผื่อไปเจอคนรู้จักเข้า อีกอย่าง…ที่นี่มันใกล้ด้วย ขับรถต่อมาห้าร้อยเมตรเอง เห็นพอดี เลี้ยวเลย”

ทิชากรเหม่อมองเพดานด้านบน ทิ้งบทสนทนาของอีกฝ่ายไว้เล็กน้อย ก่อนจะตอบ

“…ขอบใจ”

เรวัตพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเงียบไปเพราะเขาเองก็ไม่รู้จะชวนเธอคุยเรื่องอะไร

ระหว่างเขากับเธอมีแค่ความทรงจำสั้นๆ เก่าๆ กับเรื่องใหม่ที่ความจริงแล้วเขาไม่อยากรับทำ

“…นายกลับไปก่อนก็ได้ ไม่ต้องรอหรอก เดี๋ยวฉันขับรถกลับเองได้”

เรวัตส่ายหน้า “ไม่ดีกว่า เดี๋ยวพอผมไปแล้ว คุณอาจจะลุกจากเตียงได้ แล้วไปหาผู้หญิงที่ชื่อมัทมีนาอีก”

“แล้วฉันทำไม่ได้เหรอ”

“มันไม่มีประโยชน์หรอกคุณ ถ้าเขาเป็นแฟนกัน ทำไมผู้ชายอยู่ทาง ผู้หญิงเขาก็ทำงานอยู่อีกทางล่ะ จากข้อมูลสองคนนั้นเขาเรียนมาด้วยกันตั้งแต่อะไรนะ อนุบาล ถ้าเขาจะเป็นผัวเมียกัน เขาเป็นกันมานานแล้ว แล้วไหนพี่บุบอกคุณยังไม่ได้บอกคนในครอบครัวไง ไม่กลัวเป็นข่าวหรือไง ไอ้ที่คราวก่อนคุณรอดมาได้ ไม่กลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ ก็เพราะพนักงานบริษัทเขามีแต่พวกเรียนมาสูง แล้วบริษัทเขาก็ห้ามไม่ให้ถ่ายคลิปประจานใคร จนโดนฟ้องให้ชื่อบริษัทพ่วงไปด้วยหรอก ไม่อย่างนั้นป่านนี้คุณเละไปแล้ว คุณทิชา”

เอ่ยถึงเรื่องคราวนั้น ทิชากรยังเสียใจว่าวู่วามมาจนทุกวันนี้

“ก็เขาบอกเลิกฉัน…” หญิงสาวแก้ต่าง แล้วน้ำตาก็เริ่มไหลออกมาอย่างสุดจะกลั้น “จะให้ฉันทำยังไงล่ะ ฉันโกรธนี่ ฉันต้องการให้เขารู้ว่าอย่าทำอย่างนี้กับฉัน แล้วผู้หญิงคนนั้น…”

“ทำไม”

“ผู้หญิงคนนั้นน่าหมั่นไส้!”

เรวัตยกมือยอมแพ้เลย “เขาอยู่เฉยๆ ก็ไปหมั่นไส้เขา เฮ้อ!”

“ทำไมล่ะ” หญิงสาวหันมาถามเขาด้วยใบหน้าที่เปียกน้ำตามากแล้ว “ทำไมระหว่างที่ฉันต้องทรมานกับเรื่องนี้ ผู้หญิงคนนั้นถึงยังหัวเราะได้ ยังหน้าระรื่น ทำไมทุกคนเลย…ทำไมถึงทิ้งให้ฉันเป็นทุกข์อยู่คนเดียว!”

เรวัตเหลียวหากระดาษชำระและเห็นมันวางอยู่อีกทางจึงเดินไปหยิบมาส่งให้ทิชากร

ไม่ว่าจะไร้เหตุผลอย่างไร เขาก็รู้แล้วละว่าทิชากรไม่ได้อยากทำเพราะนึกสนุก

“ผมไม่ได้จะซ้ำเติมคุณหรอกนะคุณทิชา แต่คุณเป็นผู้ใหญ่มากกว่านายทศทิศกับ…มัทมีนาอะไรนั่นตั้งสามปี ทำไมไม่ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากัน ไม่เห็นต้องทะเลาะกันเป็นเด็กๆ”

“ฉันคุยแล้ว เรื่องลูก เรื่องแต่งงาน”

“แล้ว?”

“เขาก็ไม่พูดอะไร”

“แล้วคุณอยากให้เขาพูดอะไรล่ะ”

คำถามของเรวัตทำให้ทิชากรต้องหยุดเพื่อสะอื้นหนักๆ อีกครู่ใหญ่กว่าจะระงับอารมณ์ได้

“อยากให้เขาพูดอะไรน่ะเหรอ ก็ต้องอยากให้เขาพูดในสิ่งที่คนจะแต่งงานกันพูดน่ะสิ ตั้งแต่ฉันบอกว่าฉันท้อง เราแต่งงานกันเถอะ เขาก็รับปากว่าแต่งงานกันก็ได้ แต่เขาไม่มีเงินสินสอดมากขนาดนั้น จากนั้นก็เงียบ ไม่มีการบอกว่าจะมาหาพ่อกับแม่ มาสู่ขอ งานแต่งจะเป็นแบบไหนก็ไม่พูดไม่ถาม ไม่มีอะไรทั้งนั้น ได้แต่ปล่อยให้เวลาผ่านไปวันๆ อย่างนี้จะให้คิดยังไง แล้วสุดท้าย…ก็มาหนีกันไปอย่างนี้ ทำไมเขาไม่เป็นฝ่ายพูดกับฉันดีๆ ทำไมฉันต้องเป็นฝ่ายทน!”

“ความรักมันไม่ใช่การเอาชนะคะคานกันนะคุณ”

“แล้วยังไง มันก็แค่คำพูดสวยๆ เพราะคนที่ต้องทนคือคนที่เสียเปรียบ หรือไม่จริง ตอนนี้คนเสียเปรียบคือฉัน ในขณะที่เขาแค่หายหัว ไม่รับผิดชอบอะไร!”

เรวัตเห็นใจ…แต่เขาก็เหมือนบุลินที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรทั้งสิ้น รู้เท่าที่เธออยากให้รู้ และเห็นแค่ที่เห็น จากนั้นก็คิดเอาเองว่ามันคงจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ความจริง…เขากับบุลินไม่รู้อะไรเลย

“แล้วคุณพูดกับเขาอย่างนี้ไหมล่ะ ผมเดานะ…ไม่ได้พูดใช่ไหม”

ทิชากรไม่ตอบ…เรวัตเองก็นึกแล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้

“ผู้หญิง…” ชายหนุ่มบ่น “เอาละ…เอาเป็นว่าผมเข้าใจคุณละกัน ถ้าผมมีญาติพี่น้องเป็นผู้หญิง ผมก็คงจะตามล่าตัวไอ้ผู้ชายคนนั้นเหมือนกัน แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเข้าใจคุณ

“ถามจริงๆ เถอะ…ทำไมต้องเป็นผู้ชายคนนี้ ในเมื่อรอบตัวคุณ จะหาผู้ชายดีๆ รวยๆ อีกสักกี่คนก็ได้ หรือจะไม่แต่ง หนีไปคลอดลูกเมืองนอก กลับมาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสวยๆ ก็ได้ สมัยนี้ไม่มีใครเขาถือแล้ว ทำไมต้องเป็นวิศวกรตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เอาละ สมมติว่าเป็นคนเก่งมาก อย่างดีเงินเดือนตอนนี้น่าจะแสนเดียวหรือไม่ก็แสนนิดๆ เท่านั้น แต่พื้นเพบ้านช่องก็ธรรมดา นามสกุลไม่ดัง ไม่เห็นมีอะไรคู่ควรกับผู้หญิงอย่างคุณสักอย่าง ทำไมคุณต้องไปตาม…”

พูดไปพูดมา เรวัตก็เหมือนนึกรู้ได้ด้วยตัวเองเสียอย่างนั้น และคำตอบก็ทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก

“…พูดเป็นเล่น คุณอย่าบอกนะว่าคุณ…”

ทิชากรปล่อยให้น้ำตารินออกมาเงียบๆ ไม่สะอึกสะอื้นด้วยความอัดอั้นตันใจเหมือนเมื่อครู่ เพราะมันเป็นเรื่องที่เธอรู้มานานแล้ว

มันอยู่ในใจของเธอ

“…ฉันมันดูเหมือนคนไม่มีหัวใจหรือไง ถึงจะรักใครไม่ได้”

เรวัตถึงกับนั่งไม่ติด ต้องลุกขึ้นยืนคุยกับเธอซึ่งยังนอนราบกับเตียง “มันไม่น่าเชื่อนะคุณ”

“ใช่ ไม่มีใครเชื่อหรอก” ยิ่งนาน น้ำตายิ่งไหลออกมา และมันทำให้เธอตาพร่า

ในความหม่นมัวของม่านน้ำตา ทิชากรนึกถึงวันที่ได้พบกับทศทิศในสถานบันเทิงยามค่ำคืนแห่งหนึ่ง

ตอนนั้น เธอเพิ่งถูกผู้ชายที่คิดว่าเหมาะสมจะมาเป็นคู่ครองตอกใส่หน้า ว่าคิดกับเธอแค่น้องสาว ไม่คิดเป็นอย่างอื่น น่าขันก็ตรงเขาพูดประโยคนี้ตอนนอนอยู่ด้วยกันบนเตียง ซึ่งมันเป็นการปัดความรับผิดชอบที่ทุเรศที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน

ทิชากรเสียใจ แต่ก็เป็นความรู้สึกที่เป็นไปอย่างตื้นเขิน มีความโกรธเกรี้ยว แต่ไม่ทำให้หมดเรี่ยวแรงเหมือนกับตอนโดนผู้ชายที่พบหลังจากนั้นปฏิเสธ

คืนแรกที่เจอกับทศทิศ เธอยอมรับว่าตั้งใจมีเขาเพื่อปลอบประโลมศักดิ์ศรีที่โดนเหยียบย่ำของตัวเอง แต่ทันทีที่ตื่นขึ้นมาในอ้อมแขนกันและกันในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วเขาพูดอย่างตั้งใจว่าจะรับผิดชอบ ทิชากรก็อดไม่ได้จะเปรียบเทียบเขากับคนที่เธอเคยคิดว่ารักคนก่อน

ทั้งสองคนช่างแตกต่างกัน คนหนึ่งร่ำรวย ร้ายกาจ น่าหลงใหล ส่วนอีกคนช่างแสนธรรมดา ไม่มีเงินทอง ไม่มีอำนาจ ไม่มีอะไรที่สมหน้าสมตา มีแค่ความสุภาพ ความเอาใจใส่ ความอ่อนโยน และความรัก

น่าเสียดายที่เวลานั้น เธอยังเป็นผู้หญิงโง่ๆ ที่ไม่สามารถตัดใจจากภาพลวงที่หลอกตาว่าสวย ว่าดีที่สุด ได้แต่คบหากับชายหนุ่มที่พยายามทุ่มเทความรู้สึกให้เธอ เพียงเพื่อเยียวยาความหยิ่งทะนงของตนเองไปเรื่อยๆ

กระทั่งวันที่ถูกบังคับให้ตื่นขึ้นมาดูความจริงเดินทางมาถึง

หลังครบหนึ่งเดือน นับตั้งแต่จากผู้ชายที่เธอคิดว่าดีที่สุด ทิชากรก็คลื่นไส้ เวียนหัว อาเจียน มีอาการของคนตั้งครรภ์ครบถ้วน แต่เมื่อนำผลตรวจไปยืนยันกับพ่อของเด็ก คนคนนั้นกลับไม่ยอมรับ ทั้งยังตราหน้าเธอว่าไม่ใช่ผู้หญิงดี กรีดเธอเป็นชิ้นๆ ด้วยคำดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม จนเธอรู้สึกเหมือนสามารถตายได้จริงๆ ด้วยคำพูดเหล่านั้น

ทิชากรซมซานกลับมาอย่างคนพ่ายแพ้หมดรูป เจ็บปวดไปหมด ทว่าในห้วงทุกข์อันรันทด ทศทิศก็ยังอยู่กับเธอเสมอ

เขาคิดว่าเธอป่วย จึงพยายามดูแลอย่างดี

หน้าที่การงานอยู่ต่างจังหวัด ก็ยังโทรศัพท์มาหา คอยเตือนให้กินข้าวกินยาให้ตรงเวลา คอยบอกให้ไปหาหมอติดตามอาการ สัญญาว่าสุดสัปดาห์จะเจอกัน สารพัดจะทำให้เธอด้วยความรู้สึกที่อ่อนโยนเต็มเปี่ยม

แต่เป็นเธอเองที่เอาความเสียใจ ขมขื่น โกรธเกรี้ยวไปลงกับคนที่รักเธอ

เวลาสองเดือนกว่าที่ต้องแบกตราบาปไว้ในใจเพียงผู้เดียว คือจุดสิ้นสุดความอดทน เธอบอกทศทิศว่าเขาเป็นพ่อของลูก และเรียกร้องให้เขาทำเพื่อเธอให้ดีกว่าที่เคยทำมาตลอด นับตั้งแต่รู้จักกัน

เขารับปากจะแต่งงาน แต่เขาไม่มีสินสอดมากขนาดนั้น เมื่อเธอพยายามขอให้เขาหาทางออก เช่น ไปกู้เงินมาสู่ขอ หรือไม่ก็ไปต่อรองกับพ่อแม่เธอด้วยตัวเอง ทศทิศกลับเริ่มห่างเหิน ไม่มีโทรศัพท์คอยเตือนเรื่องการกินการอยู่ ไม่มีน้ำเสียงอ่อนโยนยามพบเธอ มีแค่ตัวเขาที่ผอมลงทุกครั้งที่เจอกัน

ทิชากรรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ แต่เธอก็พูดไม่ได้จริงๆ ว่าเขาไม่ได้เป็นพ่อตัวจริงของลูกในท้องเธอ เพราะเพียงแค่คิดว่าจะต้องสูญเสียเขาไปอีกคน เธอก็สั่นไปหมด

เธอรักทศทิศ…เธอกลัวว่าถ้าเขารู้ความจริง คราวนี้เขาจะไปโดยไม่หวนกลับมาอีก

แต่แล้ว…วันนั้นก็เดินทางมาถึง

วินาทีที่เขาบอกเลิกเพราะระแคะระคายว่าเธอหลอกลวง ทิชากรรู้สึกเหมือนโลกจะถล่ม รุนแรงกว่าที่เคยรู้สึกกับพ่อตัวจริงของลูกในท้องเธอไม่รู้กี่เท่าตัว

ยิ่งรู้ใจแล้วว่ารักเขามาก ความกลัวก็ทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้เขาหวนกลับมาหาอีกหน ทว่าทำไมมันมีอุปสรรคมากมายขนาดนี้ก็ไม่รู้ หาเท่าไรก็ไม่เห็นเงาของเขาเลย

“…ลูกไม่ใช่โซ่ทองแล้ว” หญิงสาวเค้นคำพูดที่กรีดแทงเข้าไป…แม้แต่ในจิตใจของตัวเอง “…แต่กลายเป็นอุปสรรคระหว่างฉันกับทศ”

น้ำตาที่รินหล่นพร้อมคำพูดหลังสุด คือความจริงอันปราศจากคำลวง

มันช่างเป็นความจริงที่โหดร้ายเหลือเกิน

“…เด็กเป็นลูกเขาจริงหรือเปล่า” เรวัตถามโดยไม่คิดว่าจะได้คำตอบ แต่เขาอยากลอง “ถ้าเป็นลูกจริงแล้วยังหนี ผมอาจจะพิจารณาหาตัวมาให้คุณเร็วขึ้น แต่อาจจะมาในสภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

ทิชากรเหม่ออยู่นาน คล้ายว่าเธอต้องไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนจะตอบเขา

“…ทศเป็นคนดี ฉันผิดเอง”

เรวัตไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบเขาตามตรง แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกดีกับหญิงสาวมากขึ้น ทว่าในทางตรงกันข้าม มันก็หมายถึงเขาเริ่มโอนเอียงไปทางทิชากร ในขณะที่ความลับส่วนตัวกับเพื่อนเก่าอยู่ฝั่งตรงข้าม

เป็นการชั่งใจที่ยากนัก…

“ผมขออีกคำถามเดียว…” เรวัตต้องการเหตุผลที่มากกว่านี้ให้ตัวเอง “ถ้านายทศทิศรู้ความจริงเรื่องนี้ แล้วพวกคุณมีอันต้องเลิกรากันจริงๆ คุณจะฆ่าลูกหรือเปล่า หรือไม่…ถ้าเขาเกิดมาโดยที่ไม่มีพ่อจริงๆ คุณจะทุบตีเขาไหม หาว่าเขาเป็นมารหัวขน…อะไรอย่างนั้น”

คำถามของเรวัตส่งผลให้ทิชากรต้องรีบหลับตา…แล้วน้ำตาก็พรั่งพรูออกมาเมื่อนึกถึงมัน

“ฉันเคยทุบตีเขาแล้ว”

เรวัตใจหายวาบ

ตอนนั้น ทิชากรยังกล่าวต่อ ด้วยประโยคกระท่อนกระแท่นจากแรงสะอื้น

“พ่อเขาบอกว่าให้ฉันไปเอาเขาออก ฉันเจ็บใจ เลยตีเขา…แต่เขาไม่ว่าอะไรฉันสักคำ มีแต่ฉันที่เจ็บ…ตีไปทีหนึ่งก็เจ็บทีหนึ่ง ตีทีที่สอง ฉันก็เจ็บไปด้วย มันเจ็บ…เจ็บจนน้ำตาร่วง แล้วฉันก็สงสัยว่าทำอะไรอยู่ ลูกผิดอะไรนักหนาหรือ ถึงต้องตี ทั้งๆ ที่คนไม่ดี…คือฉันเอง!”

เสียงสะอึกสะอื้นลอยวนอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบเชียบ ดึงให้เรวัตหวนระลึกถึงวันเวลาที่เขาเคยต้องขมขื่น จากการถูกผู้ให้กำเนิดทุบตี

เมื่อก่อนเขาไม่ได้คิดอะไรนอกจากหวาดกลัว และขดตัวนิ่งๆ คิดไม่ได้ สู้ไม่เป็น ดูไปก็คล้ายลูกในครรภ์ของเธอตอนนี้ แต่ทิชากรไม่เหมือนพ่อของเขาก็ตรงคนหนึ่ง…ไม่ว่าจะทุบตีลูกเมียกี่ทีก็ไม่เคยรู้สึกเจ็บ ส่วนอีกคน…ตีลูกหนึ่งที ก็เจ็บด้วยหนึ่งที

สำหรับเรวัต นั่นเป็นเหตุผลที่ดีพอ จะทำให้เขาคิดช่วยเธอ

“…ผมอยากให้คุณเผื่อใจไว้นะ ถ้าการได้คุยกับนายทศทิศจะไม่เป็นไปตามที่หวัง เพราะถ้าคุณผิดหวังแล้วคุณเอาไปลงที่เด็กอีกละก็ ผมเอาคุณตายแน่ เข้าใจไหม”

ทิชากรหันมามองเขาด้วยใบหน้านองน้ำตา

“…ฉันรู้”

“ตกลง ถ้างั้นขอเวลาหน่อย รับรองว่าผมจะมีคำตอบให้คุณ”

ในความเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบของกาลเวลา ขณะที่เรวัตต้องการสิบวันในการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ให้รอบคอบ ก่อนตัดสินใจว่าจะบอกทิชากรเรื่องบ้านใหม่ของทศทิศดีหรือไม่ อามันต์กลับเดินหน้าตามแผนที่วางไว้โดยไม่รอ

เพียงสองคืนถัดมา นายอภิบาลก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งเหตุร้ายกลางดึก เป็นสายจากลูกสาวคนเล็ก

“พ่อ พ่อ ช่วยเป้าด้วย เป้ากับพี่ป้อโดนไอ้พวกนั้นตามล่าอยู่ ทำยังไงดี พ่อ ช่วยเป้าด้วย!”

นายอภิบาลเพิ่งเคยได้ยินน้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนแทบจะคุมสติไม่อยู่ของลูกสาวคนเก่งเป็นครั้งแรกก็คราวนี้

“เกิดอะไรขึ้น หนูอยู่ไหนลูกเป้า พี่ป้อล่ะอยู่ด้วยหรือเปล่า”

“เปล่าพ่อ พี่ป้อไม่ได้อยู่ด้วย พวกมันจะฆ่าเราพ่อ ทำไงดี ทำไงดี!”

“ใครลูก ใครบังอาจ!”

“ไอ้พวกที่เราทำมันจนเป็นข่าวไงพ่อ พวกเงินกู้ที่มันโดนตำรวจจับยกกลุ่ม ทำไมมันออกมาได้ก็ไม่รู้ ป้อกับพี่เป้ามาเที่ยวแล้วเจอพวกมันอะพ่อ พวกมันจะจับเรา!”

คุยกันได้แค่นั้น สายก็ตัดไป นายอภิบาลร้อนรุ่มกลุ้มใจ รีบปลุกภรรยาซึ่งยังนอนไม่รู้เรื่องอยู่ข้างๆ ทั้งที่เขาคุยโทรศัพท์ออกจะดัง พออีกฝ่ายตื่นแล้ว ให้รู้สึกมีเพื่อนร่วมทัพ ใจมาเป็นกอง พยายามหาทางติดต่อลูกสาวทั้งสองคนต่อ แต่ติดต่อไม่ได้แล้วเพราะฝ่ายนั้นไม่รับโทรศัพท์ หรือไม่ก็มีเหตุให้ไม่สามารถรับ

นายอภิบาลชักชวนภรรยาให้ไปที่สถานีตำรวจ หวังพึ่งเจ้าหน้าที่ที่พวกเขาคิดเสมอว่ามีหน้าที่รับใช้ตน ไปถึงก็ออกคำสั่งให้บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวร ช่วยค้นหาลูกสาวที่อาจจะตกอยู่ในอันตราย ด้วยน้ำเสียงเหมือนเจ้านายที่คนอื่นจะต้องไม่ปฏิเสธคำพูดของตน ซ้ำยังข่มขู่

“ถ้าลูกสาวผมเป็นอะไร ผมฟ้องนักข่าวแน่ คอยดูสิ!”

เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนตั้งใจทำหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ได้กลัวคำขู่ แต่บางคนก็ขยับตัวเพราะกลัวโดนร้องเรียนออกสื่อจริงๆ ยิ่งนายอภิบาลกับภรรยาเป็นโหวกเหวกโวยวายได้คล่องขนาดนี้ ยิ่งยืนยันได้ว่าประสบการณ์เพียบ

ผ่านไปไม่นาน ด้วยการประสานกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบด้วยกันเอง ก็มีข่าวเกี่ยวกับเด็กสาวและกลุ่มอันธพาลมาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงบอกนายอภิบาลว่า

“ลูกสาวคุณยิงคนตายนะครับคุณพ่อ สายตำรวจยืนยันการจับกุมตัวแล้วหนึ่งคน ชื่อนามสกุลตรงกับที่คุณพ่อบอก แต่ยังหลบหนีอีกหนึ่ง ถ้าเขาติดต่อไป ผมอยากให้คุณพามามอบตัวสู้คดีดีกว่าหลบหนี เพราะเหตุเกิดในที่ที่มีพยานเต็มไปหมด มอบตัวดีกว่าครับ”

นายอภิบาลกับภรรยาตกใจจนแข้งขาอ่อน แต่พอตั้งสติได้ก็รีบเดินทางไปหาลูก ณ สถานีตำรวจที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นก็พยายามควานหาคนที่จะช่วยเหลือ แน่นอนว่าหนึ่งในคนที่พวกเขานึกถึง มีทศทิศรวมอยู่ด้วย ทว่าเมื่อชายหนุ่มรู้ว่าใครเป็นเจ้าของเบอร์โทร.ที่ติดต่อเข้ามากลางดึก ก็ทำเพียงตัดสายโทรศัพท์ทิ้งเงียบๆ ไม่พูด ไม่สนใจ และไม่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ความรักความผูกพันระหว่างเขากับพ่อ หมดไปนานแล้วนับตั้งแต่ผู้ชายคนนั้น เลือกที่จะทิ้งลูกๆ ไว้แล้วบินออกไปหาความสุขตามลำพัง ยิ่งกลับมาเหยียบย่ำซ้ำเติม สายใยที่ยึดโยงกันไว้ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็แหลกลาญไม่เหลือซาก

“…จบแล้วก็ให้มันจบไปเถอะ…พ่อ”

เสียงรำพึงเบาๆ ในความมืดของห้องนอน มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่ได้ยิน…

Don`t copy text!