รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 25 : ปกป้อง

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 25 : ปกป้อง

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 25 –

ยิ่งใกล้ที่พักของเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย มัทมีนายิ่งแปลกใจกับทิวทัศน์สองข้างทาง เนื่องจากมันดูไม่เข้ากันกับบุคลิกของฝ่ายนั้นในความทรงจำ

สวิตตาเพื่อนของมัทมีนาเป็นดาวประจำคณะ เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของการเป็นผู้หญิงสวยแม้จะต้องทำงานลุยๆ สิ่งที่สวิตตาเลือกใช้ เลือกทำ แม้จะไม่เลิศหรูอลังการจนเกินฐานะ แต่ก็ต้องเป็นของดีระดับหนึ่ง จึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่สวิตตาจะเลือกที่พักอาศัยในซอยลึก เข้ามาแล้วข้างทางยังมีพื้นที่ว่าง หญ้าขึ้นรก ดูเปลี่ยวสำหรับผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว หรือต่อให้มีคนมาด้วยอีกคนก็ตาม

“…นิ่ง นายไม่ได้ขับรถพามาผิดทางแน่นะ” หญิงสาวถามคนขับ

“นั่นสิ ทำไมพื้นที่มันดูไม่เข้ากันกับหน้าไอ้ต้าเท่าไหร่วะ”

ขนาดพรชิตา เพื่อนผู้หญิงซึ่งตั้งใจจะเป็นผู้ชายมาตั้งแต่ก่อนมาเจอกันที่มหาวิทยาลัยแล้ว ยังทัก ทว่านิธานกับวิวิธซึ่งนั่งคู่กันอยู่ด้านหน้ายืนยัน

“ทางนี้แหละ ถูกแล้ว ถึงมันจะเข้ามาลึก แต่ซอยมันไม่ได้เลี้ยวไปไหนเลย แล้วข้ากับไอ้นิ่งก็เคยมาแล้ว ซอยนี้แหละ”

“แต่มันเปลี่ยวนะเฮ้ย” พรชิตายังไม่เชื่อ “ขนาดขับรถเข้ามา ถ้ามาคนเดียวยังเสียวเลย”

“รถไม่มีแล้ว”

“หา”

“ผัวมันเพิ่งเอาไปขาย”

“เอ๊า! อะไรวะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย มานี?” พรชิตาหันมาถามเพื่อนผู้หญิง

ตอนเพื่อนๆ โทร.เรียก พรชิตารู้เพียงทุกคนกำลังจะขับรถผ่านบริษัทที่ตนทำงานอยู่ อยากแวะรับไปเยี่ยมสวิตตาซึ่งก็ไม่ได้เจอกันนานเป็นปี เธอจึงกระโดดขึ้นรถของนิธานโดยไม่ได้ถามรายละเอียด แถมขึ้นรถได้ยังคุยกันแต่เรื่องทั่วๆ ไปของสมาชิกที่นั่งอยู่ในรถ ไม่ได้ถามไกลไปถึงอีกคน

มัทมีนาเองก็รู้เฉพาะที่เพื่อนผู้ชายอีกสองคนเล่าให้ฟังเหมือนกัน และมันเป็นเรื่องด่วน

“เห็นว่าต้ามันโดน…ทำร้ายร่างกายและปอกลอกน่ะ”

“เฮ้ย!” หนุ่มสวยตกใจ “อะไร ยังไงอะมานี!”

“เราก็ไม่รู้ละเอียดมากหรอก รู้ก่อนหน้าตุ่นนิดเดียวเหมือนกัน นิ่งกับบีมบอกแค่ว่าอยากให้ต้ามันเลิกกับเขา แต่ต้ามันลังเล เห็นว่ามันรักของมัน ก็เลยเรียกพวกเรามา กะให้มาช่วยเกลี้ยกล่อม”

“ขนาดพวกกูเป็นผู้ชาย เห็นแล้วยังทนไม่ได้เลยไอ้ตุ่น เมื่อวานซืนกูกับไอ้นิ่งมาหา ปรากฏว่าตามันเขียวปั้ด กูกับไอ้นิ่งอยากจะรออัดผัวแม่งให้จมตีน แต่ไอ้ต้ามันไม่ยอม ไล่พวกเรากลับ” วิวิธเล่าพลางใส่อารมณ์พลาง ทั้งยังอดไม่ได้จะชำเลืองมองคนขับ

เพื่อนสนิทของเขาแอบรักสวิตตามานานแล้ว แต่ผู้หญิงเขาไม่มีใจให้ ก็ได้แต่ทนมองผู้หญิงไปมีคนที่เธอพอใจ กระทั่งได้ข่าวร้ายจากเพื่อนๆ จึงมาดู

วิวิธรู้ว่านิธานต้องเจ็บปวด ขนาดเขาเป็นแค่เพื่อน ไม่ได้แอบรักเธอ ยังอยากฆ่าไอ้ผู้ชายสารเลวให้ตายคามือ นี่ที่นิธานนิ่งสมชื่อ ก็เพราะโกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไร

“เพื่อนผู้หญิงเรามีน้อย ที่อยู่ใกล้หน่อยก็เหลือมานีกับเอ็งแหละไอ้ตุ่น ก็ว่าจะขอแรงให้มาช่วยกล่อมไอ้ต้า ให้มันเลิกๆ กับไอ้คนพรรค์นี้เหอะวะ แล้วก็ถือโอกาสมาดูด้วยว่าสองวันผ่านไป ต้ามันเป็นยังไงบ้าง เป็นห่วงมัน”

“เออๆ” พรชิตาเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงแล้วละ “เอาไงเอากันวะ นี่ถึงหรือยังล่ะ ทำไมมันเข้ามาลึกนักวะ ใครมันบ้ามาสร้างแฟลตสร้างหอพักไว้สุดซอยเนี่ย อยากเห็นหน้าชิบหาย”

“ถึงแล้วๆ โค้งหน้านั่นไง” วิวิธชี้ให้เพื่อนดูอาคารสูงสี่ชั้นสีขาวโทรมๆ มีรั้วรอบขอบชิด แต่กำแพงที่สร้างล้อมพื้นที่ก็โย้เย้เจียนล้ม จนมองแล้วห่วงไปถึงโครงสร้างหลักของตึกใหญ่

นิธานเลี้ยวเข้าไปจอดรถตรงที่ว่างด้านหน้าสำหรับผู้พักอาศัย แล้วพาเพื่อนๆ ตรงไปที่เคาน์เตอร์ใต้ตึก แต่ข้างในไม่มีคนอยู่ ซึ่งก็เป็นอย่างนี้เสมอ

“เดินขึ้นไปห้องไอ้ต้าเลย ไม่ต้องรอหรอก คราวก่อนมารออยู่ครึ่งชั่วโมง เพราะกลัวขึ้นไปแล้วจะโดนข้อหาบุกรุก แม่งไม่มีใครโผล่หัวมาสักคน ไอ้ต้ามันเลยบอกว่ามาแล้วก็ขึ้นมาเคาะประตูห้องได้เลย ผู้ดูแลไม่ค่อยอยู่หรอก ดูแลกันเอง”

ระหว่างเดินขึ้นบันไดเพื่อไปชั้นสาม อามันต์โทร.เข้ามาอีกครั้ง หญิงสาวรีบกดรับ

“ค่ะคุณอา มีนถึงที่พักเพื่อนแล้ว กำลังเดินขึ้นไปค่ะ”

“รอข้างล่างก่อนได้ไหม อาใกล้จะถึงแล้ว เดี๋ยวจะขึ้นไปด้วย”

มัทมีนาเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนๆ แต่อีกสามคนเดินนำเธอไปแล้วเกือบสามช่วงตัว จะให้เธอย้อนกลับไปรออยู่ข้างล่างก็ดูจะอิหลักอิเหลื่อไปสักหน่อย

“คุณอามาถึงแล้วขึ้นมาเลยก็ได้นะคะ ห้องอยู่ชั้นสามห้องเกือบสุดท้าย…ขวามือใช่ไหม นิ่ง” หญิงสาวส่งเสียงถามนิธานซึ่งเดินอยู่หน้าสุด แต่เพื่อนไม่หันมาตอบ วิวิธเป็นคนตอบแทน

“ใช่ ห้องสามศูนย์หนึ่ง ขึ้นบันไดชั้นสามแล้วไปทางขวามือ”

“ถึงชั้นสามแล้วเลี้ยวขวาไปห้องสามศูนย์หนึ่งค่ะคุณอา”

“ลงมารอไม่ได้หรือไง มีน”

“คือ…มันถึงแล้วล่ะค่ะ” มัทมีนาอ้อมแอ้มบอกขณะก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาถึงชั้นสอง ตอนนี้นิธานซึ่งเดินนำลิ่วๆ อยู่หน้าสุด กำลังจะก้าวขึ้นบันไดสู่ชั้นสาม “แค่นี้ก่อนนะคะคุณอา เดี๋ยวไม่ทันเพื่อนค่ะ”

พูดจบก็ตัดสาย อามันต์โยนโทรศัพท์ทิ้งไว้บนเบาะข้างคนขับแล้วเร่งความเร็วรถขึ้นอีกเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน มัทมีนาก็เร่งเดินจนขึ้นมาทันเพื่อนๆ ที่กึ่งกลางบันไดขึ้นชั้นสาม ครั้นแล้ว…ทั้งสามคนก็หันมามองเธอเป็นตาเดียวกัน

“อะไร” หญิงสาวถาม ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเพื่อนต้องได้ยินเธอคุยโทรศัพท์ และเกิดความสงสัย

“คนเราอายุขนาดนี้ต้องมีคุณอาโทร.ตามติดด้วยเหรอวะมานี” วิวิธเริ่มก่อนเพื่อน “กูว่าไม่ใช่อาแท้ๆ แล้วมั้งอย่างนี้”

“เออ นั่นสิ” พรชิตาเสริม “ยังไงวะเพื่อน”

“ยังไม่บอก ขึ้นไปเลย จะมาซักไซ้ไล่เรียงอะไรกันตอนนี้” มัทมีนาตัดบทแล้วเดินขึ้นไปรุนหลังคนอื่นๆ

พวกผู้ชายไม่เท่าไร ยอมขึ้นไป ไม่ดื้อ แต่พรชิตายังอยากรู้

“เฮ้ยมานี ฉันอยากรู้มาตลอดเลยนะว่าแฟนแกจะเป็นแบบไหน เรียกคุณอานี่เพื่อนพ่อป่าววะ แก่ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ยังหนุ่มย่ะ แค่เรียกตามศักดิ์!”

“เอาแล้วเว้ย ให้เล่าไม่ยอมเล่า แต่พอแนะแหนแฟน มีแก้ต่าง” วิวิธกระเซ้ามาจากด้านหน้า “ว่างๆ ต้องนัดกินข้าวหน่อยแล้วมั้ง อยากเห็นหน้าแฟนคนเลือกมากชะมัด มันจะเลือกได้กากแร่หรือได้เพชรวะเนี่ย”

“ไม่รู้ ไม่เคยเปรียบเทียบ”

“ยังไงก็อย่าให้ถึงขั้นกากแร่จริงๆ แล้วกัน…” นิธานเอ่ยเสียงขรึมขึ้น เมื่อก้าวพ้นบันไดชั้นบนสุด สู่ชั้นสามอันเป็นที่ตั้งของเพื่อนที่เขาจะมาช่วยเหลือ

หนุ่มๆ สองคนเดินนำไปยังห้องพักห้องสุดท้ายของทางเดินแล้วเคาะประตู…รออยู่ครู่หนึ่ง ค่อยมีเสียงคนดังขึ้นจากด้านใน

“ใคร…”

นิธานกับวิวิธยื่นหน้าไปที่ตาแมวให้เพื่อนส่องดู แต่แทนที่สวิตตาจะต้อนรับขับสู้เพื่อนๆ เหมือนเคย…กลับออกปากไล่

“พวกนายกลับไปเถอะ”

อ้าว…

สองหนุ่มยืนงงจนสองสาวต้องดันเพื่อนให้หลบ เพื่อจะได้เสนอหน้าตัวเองไปที่ช่องตาแมวบนประตูพร้อมโบกไม้โบกมือด้วยสีหน้าสบายๆ ไม่กดดันเพื่อน

“ต้า เราเอง มานี เห็นหรือเปล่า”

“ต้า ตุ่นเอง เรามาด้วยนะ วู้ เปิดหน่อย”

สวิตตาเงียบ ไม่ตอบรับและไม่ไล่…นานจนทุกคนเกือบจะเรียกซ้ำแล้ว แต่อีกฝ่ายพูดก่อน

“พวกเธอกลับไปเถอะ วันนี้เราอยากอยู่คนเดียว”

เพื่อนสี่คนหันมองหน้ากันอย่างงงๆ ก่อนจะลองเรียกเพื่อนอีกครั้งหนึ่ง

“เฮ้ย ต้า เป็นอะไรหรือเปล่า นี่เพื่อนนะ แค่มาเยี่ยม ไงก็ออกมาให้เห็นหน้าหน่อยเถอะ”

“เออ โผล่หน้ามาให้ชื่นใจนิดหน่อยก็ยังดี ต้า”

“น้ำท่าทั้งดื่มทั้งอาบมาเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเตรียมให้พวกเราได้นะเพื่อน”

“มีของฝากมาให้ด้วยนะเว้ย ไอ้นิ่งมันแวะซื้อให้ก่อนไปรับตุ่นกับมานี นี่ไง เพียบเลย ดูดิ”

ข้างในเงียบไปอีก กระทั่งมีเสียงแหบเครือเหมือนคนร้องไห้ดังขึ้น

“เราไม่อยากเจอใครไม่ได้ยินหรือไง!”

ขาดคำนั้น เหมือนมีเสียงกรีดร้องเบาๆ ตามหลัง ทำเอา มัทมีนา พรชิตา วิวิธและนิธานเริ่มร้อนใจ กระหน่ำเคาะประตูตรงหน้าแรงๆ

“เฮ้ย ไอ้ต้า เป็นอะไรวะ ต้า”

“เปิดประตูหน่อยต้า นายเป็นอะไรไหม ต้า”

“เมื่อกี้ร้องอะไรต้า ต้า!”

“อย่าให้พังประตูนะเฮ้ย ไอ้ต้า!”

ไม่มีเสียงตอบจากคนข้างใน…นิธานซึ่งแอบรักเพื่อนมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ทิ้งข้าวของในมือลงพื้นแล้วหันไปบอกเพื่อนสนิท

“บีม ข้าว่าเราไปบอกผู้ดูแลเถอะ ขอกุญแจสำรอง ข้าว่ามันแปลกๆ”

“เออ” เพื่อนเห็นดีด้วย “ไปกัน”

สองหนุ่มบอกสองสาวซึ่งยังพยายามเคาะประตูเรียกเพื่อน “พวกเอ็งอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวพวกข้ามา”

“เออ เร็วๆ ล่ะ” หนุ่มสวยหันไปกำชับ

วิวิธกับนิธานออกตัววิ่งทันที ทว่าเพิ่งไปไกลได้เพียงสองห้อง ประตูห้องบานที่สามถัดจากห้องของสวิตตาก็เปิดออก มีคุณน้าคนหนึ่งเยี่ยมหน้าออกมาดู พร้อมกวักมือเรียก

“พ่อหนุ่มๆ”

ทั้งสองคนหยุดทันที

“ครับ”

จังหวะนั้น มัทมีนานึกขึ้นได้ว่าผู้ดูแลไม่อยู่ จึงหันไปเรียกเพื่อนๆ

“นิ่ง บีม”

วิวิธกับนิธานหันไปหาเพื่อน ตัวก็โน้มลงหาคุณน้าที่ทำท่าเหมือนมีเรื่องจะกระซิบ ตอนนั้น…ประตูห้องของสวิตตาถูกดึงเปิดออกจนสุดบาน มีชายฉกรรจ์หนวดเครารกครึ้ม ก้าวออกมาฉุดมัทมีนากับพรชิตา เข้าไปในห้องแล้วปิดประตู

วิวิธกับนิธานเห็นเต็มสองตา ถึงกับนิ่งอึ้งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพร้อมใจกันอุทานด้วยความตกใจ

“เฮ้ย!”

“เออ นี่แหละที่น้าจะบอก” คุณน้าคนนั้นว่า “น้าจะบอกว่าตอนนี้ผัวเขาอยู่นะ อย่าไปยุ่ง”

สองหนุ่มร้องพร้อมกัน

“แล้วทำไมไม่บอกพวกผมให้เร็วกว่านี้ล่ะครับ คุณน้า!”

 

มัทมีนาไม่สามารถกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก

ตอนที่เธอหันไปหาวิวิธกับนิธาน เพื่อเตือนเพื่อนว่าผู้ดูแลอาคารไม่อยู่ที่เคาน์เตอร์ ประตูห้องของสวิตตาก็เปิด

มัทมีนากับพรชิตาหันขวับกลับไปดู ในจังหวะที่ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ซึ่งปรากฏตัวหลังบานประตู กระชากแขนเธอกับเพื่อนแล้วเหวี่ยงพวกเธอเข้าไปในห้องพัก แรงจนแทบจะปลิวไปติดผนังห้องอีกฟาก

พอตั้งหลักได้ ก็พบว่าพวกตนยืนอยู่กลางห้องที่มีสภาพเหมือนเพิ่งโดนพายุพัดผ่าน ข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายอยู่บนพื้น มีบางส่วนแตกหักเสียหาย คล้ายโดนทุบทำลาย ในขณะที่เจ้าของห้องนั่งกอดเข่าหลบมุม ก้มหน้าสะอึกสะอื้น และผู้ชายอีกคนยืนมองแขกที่เขาเชิญให้เข้ามาเองด้วยหน้าตาถมึงทึง

มัทมีนาชำเลืองสบตากับพรชิตา รู้กันโดยไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูดว่าพวกตนถูกดึงให้เข้ามาอยู่ในนี้ ด้วยจุดประสงค์ที่คงไม่ใช่เรื่องดี

ตอนนั้น วิวิธกับนิธานเริ่มเคาะประตูห้องอีก

“เฮ้ย เปิดประตูเดี๋ยวนี้ เปิด! ไม่เปิดกูพังจริงๆ นะมึง!”

“เอาเพื่อนกูเข้าไปทำไมวะ เฮ้ย ต้า มานี ตุ่น เป็นไงบ้าง!”

ด้วยความที่มีสัญชาตญาณของผู้ชายติดตัวมามาก พรชิตารู้สึกว่าต้องเป็นคนปกป้องเพื่อนผู้หญิงอีกสองคน เธอจึงขยับออกมายืนด้านหน้า และเริ่มเจรจากับผู้ชายคนนั้น

“คุณ…เป็นแฟนไอ้ต้าใช่ไหม มีอะไรเราพูดกันดีๆ ก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องทำอย่างนี้เลย”

“พูดดีๆ?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วจนหน้าผากย่น สีหน้าท่าทางกวนประสาทและดูคุกคามข่มขู่ไปด้วยในคราวเดียว “พวกที่ชอบเสือกเรื่องในครอบครัวคนอื่นนี่สมควรพูดด้วยดีๆ งั้นเหรอ”

“แต่เราไม่รู้นี่ว่าคุณอยู่บ้าน ทำไมคุณไม่ตอบรับดีๆ ล่ะ หรือทำอะไรที่ต้องปกปิดอยู่ ถึงได้ทำลับๆ ล่อๆ อย่างนี้”

“ตุ่น…” มัทมีนารีบสะกิดเพื่อน ไม่ให้ใช้คำพูดท้าทาย แต่ดูเหมือนจะไม่ทัน ชายผู้นั้นมีท่าทางโกรธมากกว่าเมื่อครู่ ปรี่เข้ามาพร้อมคว้าคอพรชิตาไว้ในมือแล้วบีบแน่น มิหนำซ้ำยังยกเธอจนร่างลอยขึ้นจากพื้น

“ตุ่น!”

มัทมีนาร้องด้วยความตกใจ แล้วเหลียวหาอาวุธ เจอนิตยสารเก่าๆ เล่มหนึ่ง หนาเตอะ จึงคว้าขึ้นมาแล้วเหวี่ยงใส่ชายคนนั้นด้วยสันหนังสือ โดนข้างขมับอย่างแม่นยำ ส่งผลให้มันรีบปล่อยพรชิตา แล้วถอยกรูดออกห่าง แต่พอรู้ว่าตนไม่ได้บาดเจ็บอะไรนัก ก็เปลี่ยนเป็นยิ่งมีโทสะ

“อีบ้านี่ วอนตายแล้วมึง!”

มันเปลี่ยนเป้าหมาย พุ่งเข้ามาหามัทมีนา พรชิตาซึ่งยังไอหน้าดำหน้าแดงเห็นดังนั้น ก็โผเข้ามาตะครุบมันเพื่อปกป้องเพื่อน แต่ด้วยขนาดร่างกายที่ต่างกันโดยกำเนิด เธอจึงทำได้เพียงทำให้มันเซไปเล็กน้อย ก่อนที่มันจะหันกลับมาทำร้ายเธอด้วยการทุบลงมาที่หัว ดีที่พลาดไปโดนไหล่ แต่แค่นั้นก็ทำเอาพรชิตาทรุด มือหลุดจากการกอดรัดร่างใหญ่โต

“ตุ่น!”

มัทมีนาเห็นเพื่อนโดนเตะซ้ำก็ตรงเข้าช่วย ใช้นิตยสารหนาเตอะในมือเล่มเดิมเป็นอาวุธ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ผล มันยกมือขึ้นปัดป้อง แล้วมือใหญ่ๆ ก็เหวี่ยงมาเฉี่ยวโดนปลายคางของเธอ

หญิงสาวหน้าหันไปตามแรงมือ เซล้มลง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เกิดเสียงดังโครมที่ประตูห้อง เมื่อหันไปดู มัทมีนาเห็นบานประตูสั่นครึ่ก จากนั้นก็มีเสียงตวาด

“ถอยไปห่างๆ ประตู!”

เสียงสั่งดังๆ เสียงนั้น ทำเอาหัวใจของมัทมีนากระโดดกระแทกช่องอก ก่อนจะเต้นระรัว ทั้งตกใจ ทั้งโล่ง

“มีนอยู่ห่างประตูค่ะ!”

หญิงสาวตะโกนตอบ และเมื่อขาดคำนั้น บานประตูก็ถูกถีบแรงๆ อีกสองทีจนกลอนกระเด็นหลุด บานประตูทำจากไม้อัดถูกๆ เหวี่ยงเข้ามากระแทกกับผนังจนหักเป็นสองซีก

มัทมีนามองไปที่ช่องประตู และเพียงแค่เห็นเงาใครคนหนึ่ง เธอก็ลุกขึ้นแล้วโผเข้ากอดเขาด้วยความรู้สึกเดิมๆ ไม่ต่างอะไรกับทุกครั้งที่พบกัน

ตราบใดที่เขาอยู่ข้างๆ …เธอจะปลอดภัยตลอดไป

“คุณอา!”

อามันต์รับร่างแบบบางที่โผเข้ามา กอดไว้แนบอกด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก

ทั้งโล่งอก ทั้งโกรธ แต่ก็เพียงในระดับอยากให้รู้ว่าเขาเป็นห่วง

ตอนที่เขาเห็นเธอโดนฉุดเข้าไปในห้อง แม้จะรู้ว่าหากเขาไม่อยู่ตรงนี้ เลงโบก็จะเข้าไปช่วย แต่หัวใจเขายังร่วงหายไปจากอก ยิ่งพอมาถึงหน้าประตูแล้วได้ยินเสียงร้องของเธอ เขายิ่งอยากระเบิดทุกอย่างให้เป็นจุล ให้สมกับความรู้สึกที่พุ่งขึ้นสูงจนจุก ดีที่ประตูทำจากวัสดุเปราะบาง ราคาถูก เขาถึงได้ตัวเธอก่อนที่จะทนไม่ไหว

เคยได้ยินจากเจตน์กับมัญชรีว่ามัทมีนาใช้ชีวิตที่เขาช่วยไว้อย่างเต็มที่ ทั้งเล่น ทั้งเรียน ทั้งออกไปเผชิญโลกโดยไม่หวาดกลัวสิ่งใด แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่ามันจะโลดโผนได้ถึงขนาดนี้

“จะให้อาทำยังไงกับเราดีฮะ ทำไมขยันหาเรื่องใส่ตัวนักนะ ไม่ปล่อยให้เรื่องมาหาโดยไม่ป้องกันตัว ก็ออกมาหาเรื่องด้วยตัวเอง ไหนจะซุ่มซ่ามเดินตกนั่นตกนี่”

“คุณอา” มัทมีนาลากเสียงด้วยความอับอายขายหน้า “อย่าเทศน์มีนต่อหน้าเพื่อนได้ไหมคะ มีนอายเพื่อน”

“รู้จักอายด้วยหรือ รู้จักอายแต่ไม่รู้จักกลัว”

หญิงสาวทำแก้มป่อง ปล่อยมือจากเขา แต่พอเธอทำอย่างนั้น ก็เท่ากับเผยรอยช้ำเล็กน้อยที่ปลายคางให้เขาเห็น

อามันต์เชยคางเธอขึ้นมาดูทันที

“นี่อะไร”

มัทมีนาไม่จำเป็นต้องตอบเป็นคำพูด เพราะเพียงแค่เธอเหลียวกลับไปมองชายฉกรรจ์ในห้อง อามันต์ก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

โทสะค่อยๆ ไหลรินออกมาจากจุดที่ลึกสุดในซอกมุมหนึ่ง ยิ่งกวาดตาไปรอบๆ แล้วพบว่านอกจากมัทมีนาแล้ว ยังมีผู้หญิงอีกสองคนที่ต้องเจ็บตัวเพราะผู้ชายตัวโตๆ มือของอามันต์ก็เริ่มเย็น

ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว…แต่เหมือนร่างกายของเขาถูกความรู้สึกกดดันอย่างหนักหน่วง และเจ้าความรู้สึกที่ว่า…ก็เย็นยะเยียบเสียจนเลือดในกายยังไหลเวียนช้าลง

“…ทำร้ายผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้?” เขาเอียงคอถามชายฉกรรจ์คนนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ซ่อนแววตาไว้หลังแว่นสีดำสนิท

ฝ่ายตรงข้ามไม่เพียงไม่กลัว กลับทำหน้ายียวนตอบกลับ

“แล้วไง”

อามันต์ต้องข่มอารมณ์ด้วยการถอนใจเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้อง แล้วเปิดประตู น่าเสียดายที่มันพังแล้วจึงปิดไม่ลง เหลือช่องไว้ให้ส่องดูช่องเบ้อเร่อ

มัทมีนาผวาไปที่ช่องประตูทันทีด้วยความเป็นห่วง แต่กลับโดนวิวิธกับนิธานตะครุบไหล่ไว้ แล้วดึงให้ถอยกลับไปอยู่ด้านหลังพวกเขาทั้งคู่ ส่วนพวกเขาก็ขยับเข้าไปยืนอุดอยู่ตรงช่องประตู และด้วยความที่ทั้งสองคนเป็นชายหนุ่มตัวโต พอยืนขวางเรียงกันสองคน มัทมีนาจึงไม่สามารถมองข้ามพวกเขา เข้าไปเห็นสถานการณ์ข้างใน

“เอ๊ย นิ่ง บีม!” หญิงสาวพ้ออย่างฮึดฮัดปนหงุดหงิด “อย่ายืนดูเฉยๆ สิ เข้าไปช่วยกันหน่อย!”

ขาดคำ มัทมีนาก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกระทบกัน เป็นเสียงทึบๆ ต่ำๆ สลับกับเสียงร้องเบาๆ ลอยมาจากข้างใน ส่วนวิวิธกับนิธาน…ไม่เพียงไม่เข้าไปช่วย กลับปักหลักดูอยู่ตรงประตู แถมยังพึมพำคุยกันเสียอีก

“มึ้ง…กูเคยหมั่นไส้พระเอกในหนังมาตลอดเลยนะไอ้นิ่ง ว่าแม่งเวอร์ อัดคนยังไง แว่นกันแดดยังอยู่บนหน้าไม่ขยับ หล่อยันลูกยันหลาน หล่ออมตะนิรันดร์กาล ปรากฏว่า…”

“เออ ทำได้จริงๆ ด้วยว่ะ แว่นไม่หลุดเพราะไม่โดนต่อยสักหมัดเดียว …เข้ เท่ขาดใจเลยโว้ย”

“เฮ้ยๆๆ แม่งสู้เว้ย!”

“ฮึ้ย! อากู หลบสวย จัดรัดท่าโหดให้ เสียวลูกกระเดือกจี๊ดเลยว่ะ”

มัทมีนาพยายามกระโดดหรือไม่ก็พยายามจะมุดผ่านเพื่อนเข้าไปดู แต่ทั้งคู่พร้อมใจกันจองที่นั่งด้านหน้าสุด ไม่ยอมเผื่อคนอื่น

ตอนนั้นเอง มีเสียงร้องไห้ของสวิตตาดังขึ้น

“พอได้แล้วค่ะ พอเถอะ หนูขอร้อง คุณอา หนูขอ อย่าทำเขาเลยนะคะ!”

มัทมีนาไม่ทนแล้ว เธอห่วงเพื่อน

“บีม นิ่ง ถอยไป เดี๋ยวนี้ เราจะเข้าไปดูต้า!”

วิวิธกับนิธานค่อยๆ เหลียวมามองเพื่อนผู้หญิงของตน พอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าถมึงทึง โกรธเกรี้ยว ก็ให้นึกเกรงใจ ‘คุณอา’ ของเธอ ยอมเปิดทางให้พลัน

มัทมีนาแหวกชายหนุ่มรุ่นเดียวกันเข้าไปข้างใน ภาพที่เห็นคือห้องรกๆ เละเทะห้องเดิม แต่ตอนนี้ชายฉกรรจ์ท่าทางน่ากลัวนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น โดยไม่มีแผลหรือรอยช้ำบนหน้าแม้แต่รอยเดียว

หญิงสาวมองตาโต “คุณอา…ทำได้ยังไงคะเนี่ย!”

“ก็เรียนมานะสิ เกิดมาเป็นเลยได้เรอะ”

“แหม…ถามแค่นี้ก็โกรธ” มัทมีนาบ่นพร้อมขยับจะเข้าไปหาสวิตตา ซึ่งคุกเข่าน้ำตาร่วงอยู่ข้างๆ ชายฉกรรจ์ผู้นั้น แต่อามันต์คว้าข้อมือเธอไว้

“จะไปไหน”

“มีน…จะดูเพื่อนไงคะ”

“ไม่กลัวมันลุกขึ้นมาบีบคอหรือไง เคยเห็นในหนังหรือเปล่า”

โดนขู่อย่างนี้ ใครจะกล้าไป มัทมีนายอมถอยตามแรงดึง มายืนข้างเขาแต่โดยดี

“กลับบ้านได้แล้ว หาเรื่องจริงๆ”

“อ้าว แล้ว…” คนชอบหาเรื่องยังมีปัญหา ชี้ไปที่คนนอนหลับอยู่บนพื้นนั่น “ไม่เป็นไรหรือคะ”

อามันต์ขมวดคิ้วอยู่หลังแว่นกันแดดดำสนิท “จะไม่เป็นไรได้ไง ดูก็รู้แล้วว่าเมายา กำลังจะจับเรากับเพื่อนเป็นตัวประกัน”

มัทมีนาอ้าปากค้าง หันไปหาพรชิตาด้วยความตกใจสุดขีด!

“นี่ตุ่นเกือบโดนจับล็อกคอเอามีดจี้เหรอฮะเนี่ย!” หนุ่มสวยอยากจะบ้า! รีบหันไปเล่นงานเพื่อนตัวดี “ไอ้ต้า มึงเลิกเลยนะ ไอ้ชิบหาย ผัวขี้ยาอย่างนี้ มึงคบเข้าไปได้ยังไง เรียนมาก็สูง อยู่ชั้นสามชั้นสี่ชั้นเดียวกับกูขนาดนี้ มึง…มึง ไอ้ควาย ไอ้โง่ ไอ้…เห็นไหมว่าเพื่อนเกือบตายตั้งสองคน!”

“เมื่อก่อนมันไม่ได้เป็นอย่างนี้นี่!” สวิตตาเถียงทั้งๆ น้ำตาไหลเต็มใบหน้าที่ถูกซ้อมจนช้ำเขียว “วันนี้มันกลับมาก็เดินพล่านเหมือนเป็นบ้า ตบกูแล้วตบกูอีก ซ้อมอย่างกับเป็นกระสอบทราย กูจะหนีก็ไม่ให้หนี!”

“กูไม่เชื่อหรอก เมื่อกี้มึงยังร้องไห้ ไม่ให้อาของมานีจัดการมันอยู่!”

“กูกลัวมันตายคาห้องกูต่างหากโว้ย!”

“แล้วกลัวหรือยัง เลิกไหม!”

“กูอยากเลิก แต่มันขู่กูทุกวันว่าถ้าเลิกกับมัน มันจะฆ่ากู!”

“โว้ย ไอ้เพื่อนเวร กูว่าเมิงเลิกหาผัวไปเลยเหอะ แล้วมาอยู่กับกู กูดูแลมึงเอง!” พรชิตากวักมือเรียกเพื่อนทั้งน้ำตา สวิตตาก็โผเผลุกขึ้นมา ตรงเข้าสวมกอดกันร้องไห้เสียงดัง ทำเอาเพื่อนๆ อีกสามคนน้ำตาซึม

อามันต์เห็นว่าหมดเรื่องแล้วจึงดึงมัทมีนาออกจากห้อง ไม่แม้แต่จะหยุดคุยกับคนอื่น ปล่อยให้มัทมีนาทำมือเป็นสัญญาณกับเพื่อนว่าจะโทร.กลับมาคุยด้วย ซึ่งอามันต์ก็ให้เธอโทร.เลยหลังขึ้นรถยนต์สีดำคันหรู

ทั้งหมดปรึกษากันเรื่องแจ้งความกับตำรวจ คุยกันเรื่องข้อกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งตรงนี้แบ่งเป็นหลายส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นเรื่องของพวกผู้หญิงที่โดนหน่วงเหนี่ยวกักขัง หากจะแจ้งความผู้ก่อเหตุ ก็จะได้ข้อหาหนัก ส่วนที่สองเป็นเรื่องของสวิตตาที่โดนทำร้ายร่างกาย ซึ่งเธอสามารถแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้สบาย เพราะมีหลักฐานอยู่บนร่างกายเป็นจำนวนมาก ส่วนที่สามเป็นเรื่องของอามันต์ ซึ่งเป็นคนทำลายประตูและล็อกคอผู้ก่อเหตุจนสลบ

“สมัครใจทะเลาะวิวาท” เจ้าตัวบอกเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมาจากตำแหน่งหลังพวงมาลัยรถยนต์ “ถ้าหมอนั่นจะเอาผิด อาจะไปโรงพักเสียค่าปรับให้ตำรวจห้าร้อยพันนึง ส่วนเรื่องประตู…”

ชายหนุ่มยื่นกระเป๋าเงินส่งให้มัทมีนา “เอาค่าประตูไปจ่ายให้เจ้าของหอพักสักสี่ซ้าห้าพัน เดี๋ยวก็จบ”

มัทมีนารับกระเป๋าเงินมาอย่างทึ่งๆ

“มันง่ายอย่างนั้นเชียวหรือคะคุณอา”

“ทำไมต้องยาก? จัดการให้ด้วย”

คนรับคำสั่งกลอกตา “เจ้าค่ะ”

“แล้วอย่าก่อปัญหาอีกล่ะ ไม่งั้นจะขังไว้ในบ้าน”

“ฮะ? ว่าไงนะคะ มีนฟังไม่ถนัด”

“อยากฟังชัดๆ เข้ามาใกล้ๆ นี่มา”

พอเขากระดิกนิ้วเรียก มัทมีนากลับร้อนหน้า

อ้อมแอ้มตอบว่า… “…เรื่องอะไร”

ถึงบ้านในตอนทุ่มกว่า มัทมีนานึกว่าเขาจะหายโกรธแล้ว ปรากฏว่าเขายังพาเธอไปอวดคางแดงช้ำให้พ่อกับแม่ดู พ่อกับแม่จึงตำหนิเธอยกใหญ่ ก่อนจะพาเธอไปกินข้าวที่เขาทำไว้ให้ตั้งแต่เมื่อเย็น

“ตบหัวแล้วลูบหลังชัดๆ …” หญิงสาวบ่น “…พาเราไปโดนด่า แล้วเอาของกินมาปลอบทีหลัง”

“สมควรโดนดุหรือเปล่าล่ะ ดีแค่ไหนแล้วที่มีชีวิตรอดกลับมาให้พ่อกับแม่ว่าเอาได้” ชายหนุ่มไม่ยอมลงให้ แต่ก็ทยอยยกกับข้าวที่อุ่นเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะตรงหน้าเธอ

มัทมีนาค้อนเขา แต่ก็ตักข้าวกินเรื่อยๆ ตอนที่ข้าวใกล้หมดจาน เขาก็ยกเยลลี่ผลไม้มาวาง

เห็นสีสันขนมตบท้ายแล้ว มัทมีนาเลิกปั้นหน้า ยิ้มกว้าง เลื่อนถ้วยเยลลี่มาตักกิน

อามันต์เอียงคอ หรี่ตามองหน้าเธอ ล้อเลียน

มัทมีนาไม่สน ยักคิ้วตอบ ทำเอาคนแก่กว่าส่ายหัว แต่ในใจอบอุ่น

ช่วงเวลาของครอบครัว…ทำให้เขามีความสุขได้เสมอ

เขานั่งลงตรงข้ามเธอ แล้วใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเด็กดื้อเบาๆ “วันหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ จะไปไหนให้บอกก่อน นี่ถ้าไม่มีระบบตามหาโทรศัพท์อะไรนั่น ป่านนี้เรามิได้เข้าไปอยู่ในข่าวด่วนแล้วเหรอ”

“แหม…มีนก็ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย กะว่าไปดูเพื่อนว่าจะมีทางคุยกันได้ไหม ผู้ชายเขาดันอยู่ แถมเมายาด้วย มีนเองก็ตกใจนะคะ”

“ตกใจแล้วกลัวไหม”

“ไม่กลัวแล้ว เพราะคุณอาไปช่วยทัน” มัทมีนายิ้มกว้าง ร่าเริงเหมือนเจ้ากระต่ายตัวเดิมตัวนั้นเมื่อพบกันที่ไทเป

อามันต์ฉิว แต่ก็รักรอยยิ้มของเธอ

“ระวังตัวหน่อย อย่าให้เป็นห่วงนักเลย”

“ไม่กล้าแล้วค่า แต่รหัสที่มีนให้ไว้ก็สะดวกดีเนอะ ว่าแต่…มีนให้ของมีนแล้ว แล้วคุณอาไม่เห็นให้มีนบ้าง”

“ฝันไปเถอะ”

“ขี้โกง!”

เมษมารุตเข้ามาในครัวตอนนั้นพอดี “เถียงอะไรกันเสียงดัง ว้าว…มีกุ้งผัดพริกอ่อนด้วย น่ากินจัง มีอะไรอีกฮะเนี่ยคุณอา ไอ้นี่เรียกอะไรน่ะ เหมือนอาหารจีน”

อามันต์ถือโอกาสเลิกคุยเรื่องรหัสสำหรับใช้ติดตามโทรศัพท์ หันไปบอกชื่ออาหารกับเมษมารุต หลังจากนั้นก็บอกให้มัทมีนาไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว จะได้ลงมาทายา ระหว่างรอเธอ เขาก็ไปคุยกับเจตน์และมัญชรี ว่าด้วยเรื่องที่อาจต้องไปให้ปากคำกับตำรวจ ซึ่งเจตน์กับมัญชรีรับปากว่าจะช่วยเรื่องนี้ให้ดีที่สุด เพราะสาเหตุมาจากมัทมีนา

ใช้เวลาอยู่ที่บ้านของเธอจนเกือบสี่ทุ่ม อามันต์ก็ขอตัวกลับ มัทมีนาเดินออกมาส่งที่รถ…พอนึกถึงหน้าตาพ่อกับแม่ตอนอามันต์บอกจะกลับบ้าน ก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่

“ขำอะไร” คนตัวโตถามงงๆ

“ขำพ่อกับแม่สิคะ ตอนคุณอาบอกจะกลับ ทำหน้างงแล้วบอกยังไม่เที่ยงคืนไม่ใช่เหรอ แล้วก็เหมือนเพิ่งนึกได้ว่าเออจริง คุณอาไม่ได้อยู่บ้านนี้”

“นึกว่าเป็นซินเดอเรลลาก้นครัวที่ต้องกลับตอนเที่ยงคืนไม่ใช่สี่ทุ่ม?”

ยิ่งฟัง มัทมีนายิ่งขำ ถึงกับหัวเราะติดพันอยู่นานเป็นนาที

อามันต์รอจนเธอหัวเราะเสร็จ ค่อยกดรีโมตเปิดรถยนต์ของตัวเอง

“ไปละนะ”

“เดี๋ยวค่ะคุณอา มีนลืมบอกว่า ทศโทร.มาบอกว่าอีกไม่กี่วัน เรื่องลาออกก็จะมีผลแล้ว เอาไว้มีนจะพาทศมาหาคุณอานะคะ จะได้เจอกันเสียที”

“เอาสิ”

“อ้อ เรก็จะมาด้วยนะคะ คุณอาจำเรได้ใช่ไหม”

อามันต์ชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นรถยนต์คันหรูสีดำ หันกลับมาหา

ใจอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่าทำไมจะจำไม่ได้ ในเมื่อเมื่อวานเขายังคุยกับเดวิดเรื่องเด็กคนนั้นอยู่ เพียงแต่มันเป็นเรื่องที่เขาไม่สามารถพูดกับเธอ

“…จำได้สิ เขาบอกมีนหรือว่าจะมา”

“ค่ะ คุยกันเมื่อวานนี้เอง พอดีกลางดึกคืนก่อน งูเข้าบ้าน เจ้าแฝดโทร.มากรี๊ดกับมีน บอกว่าโทร.ขอความช่วยเหลือจากยามหมู่บ้านแล้ว เขาดันกลัวงูก็เลยบอกว่าจะโทร.ไปแจ้งตำรวจให้ แต่เด็กๆ กลัว อยากรีบเอามันออกไป มีนนึกได้ว่าเรเคยให้เบอร์โทร.ไว้ ก็เลยโทร.ไปขอความช่วยเหลือ เรก็ไปจับงูให้ เป็นงูเห่าด้วยนะคะ น่ากลัวมาก”

“มีพิษไหม”

“งูเห่าก็ต้องมีพิษสิคะ”

อามันต์ไม่ได้หมายถึงว่างูเห่าปกติมีพิษหรือไม่ เขาหมายถึงงูเห่าตัวนั้นมีพิษ หรือโดนรีดพิษไปแล้ว ค่อยโดนปล่อยเข้าไปในบ้าน แต่มัทมีนาและสาวๆ บ้านนั้นคงตอบเขาไม่ได้

“ถ้าทศนัดเวลาได้แล้วก็บอกอาแล้วกัน”

“แล้ว…”

“หือ?”

“จะมาอีกเมื่อไหร่คะ”

คนถาม…ถามแล้วก็ร้อนแก้มหน่อยๆ ดีที่ความสลัวช่วยอำพรางให้

อามันต์เองก็รู้สึกเหมือนมีขนนกนุ่มๆ ไล้วนอยู่บนผิวกาย จนต้องค่อยๆ ก้าวเข้าไปยืนใกล้ๆ เธอ แล้วก้มหน้าลงทีละน้อยจนหน้าผากเกือบแตะกัน

“อยากให้มาไหมล่ะ”

หญิงสาวเขินจนต้องก้มหลบตา แต่ก็พยายามเงยหน้าขึ้นมองเขา ให้เขาได้เห็นรอยยิ้มที่มาจากใจ สวยงาม มีทั้งความหวังและความหวานอยู่ในนั้น

“อยากให้มาค่ะ”

อามันต์เหม่อมองรอยยิ้มของเธอด้วยความรู้สึกมากมายที่นับวัน ยิ่งผูกพันแน่นหนัก

มัทมีนาคือความสบายใจ ความอบอุ่น คือความรู้สึกในข้างดีทั้งหมด และเขาก็เหมือนทุกคนในโลก ที่ทั้งรัก ทั้งห่วง…ยิ่งเคยสูญเสียไปแล้ว ยิ่งหวงแหนจนแทบจะหวาดกลัว

“พรุ่งนี้มาได้”

“จริงนะคะ”

“ฮื่อ”

หญิงสาวยิ้มอย่างปลื้มๆ ก่อนจะก้มลง…แตะหน้าผากลงบนไหล่กว้าง แสดงความใกล้ชิดสนิทสนม เป็นการแสดงความรักของผู้หญิงที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครอื่น

ส่วนเขาก็ยินยอมใกล้ชิดเธอมากกว่าเดิม ที่เคยอ่อนโยน ยิ่งมีความอ่อนละมุน ยอมมอบสิทธิ์ที่จะคิดถึง ทั้งยังสามารถฉุดรั้งเขาได้ทุกเมื่อ

เหมือนรูปเงาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีก่อนของทั้งคู่ ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

มีตัวตน มีความรู้สึก…

และมีความรักในหัวใจ

ออกจากบ้านมัทมีนามาได้ครู่หนึ่ง เสียงสัญญาณเรียกเข้าก็ดังขึ้นที่อุปกรณ์ต่อพ่วงข้างหู อามันต์รู้ว่าเป็นคนสนิทจึงกดรับสาย

“ว่าไง”

“ผมหาตัวเรวัตไม่เจอครับลู”

อามันต์ควรจะแปลกใจที่เดวิดหาตัวคนธรรมดาคนเดียวไม่เจอ แต่เมื่อนึกถึงข้อมูลที่พวกเขาค้นพบเมื่อสามวันก่อน เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร

ตอนที่เลงโบถูกขัดขวางไม่ให้เข้าใกล้คนที่จะพาไปถึงพ่อตัวจริงของเด็กในท้องทิชากรได้ พวกเขาก็เริ่มกวาดตามองหาคนแปลกหน้าที่เข้ามาใกล้ทิชากรในระยะหลังแล้ว เพราะคนคนนั้นอาจจะเป็นคนที่มาทำงานแทนบุลิน

เพียงครึ่งวัน อามันต์ก็ได้ข้อมูลคนผู้นั้นมาอยู่ในมือ

ไม่ใช่เพราะคนของเขาเก่งกาจเหมือนยอดมนุษย์ หรือมีเส้นสายอยู่ในประเทศที่เพิ่งกลับมาเยือน หลังไปอาศัยอยู่บนแผ่นดินอื่นนานเกือบยี่สิบปี แต่เป็นเพราะอามันต์รอบคอบพอจะวางหมากไว้ทุกจุด นับตั้งแต่รู้ตัวว่าต้องสางปัญหาให้ทศทิศ

พอรู้ว่าทิชากรอาศัยอยู่บนคอนโดแห่งหนึ่งไม่ไกลจากร้านขายกระเป๋าหรูของเธอ อามันต์ก็ซื้อห้องในนั้นด้วย ไม่ต่างอะไรกับที่บุลินเคยใช้บ้านเช่าข้างๆ เป็นป้อมสังเกตการณ์ครอบครัวของทศทิศ

ถึงเวลา…ก็แค่ให้เดวิดไปบอกผู้ดูแลว่ามีคนเอาของสกปรกไปทิ้งหน้าห้องที่ไม่ค่อยได้มาพักของเขา ต้องการดูกล้องวงจรปิด ผู้ดูแลซึ่งไม่อยากให้เกิดข่าวไม่ดีในคอนโดระดับหนึ่งชั้นมีเพียงสี่ห้อง ย่อมให้ความร่วมมืออย่างกระตือรือร้น แล้วภาพของชายหนุ่มอายุยี่สิบกลางๆ รายหนึ่งก็มาถึง

เห็นหน้าคนที่มาเยี่ยมทิชากรที่ห้องในระยะสามสี่วันที่ผ่านมา อามันต์ไม่อยากจะเชื่อสายตา

เรวัต

จากลำดับขั้นของเวลา อามันต์พบว่าเรวัตทำงานอยู่ที่ร้านอาหารในสโมสรของหมู่บ้าน ตั้งแต่ก่อนทศทิศจะย้ายไปที่นั่น แต่หลังจากนั้น ทิชากรกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่บ่งบอกว่ารู้ที่ตั้งบ้านใหม่ของทศทิศ แสดงว่าเรวัตไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้ ทว่าฝ่ายนั้นกลับยังใช้ฐานะเพื่อนเก่าติดต่อกับมัทมีนาบ่อยๆ จนทำให้อามันต์ต้องย้อนกลับมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เธอ

“เมื่อกี้มีนบอกว่าหมอนั่นตั้งใจจะมาหาทศ ถ้าทศกลับกรุงเทพฯ”

ข้อมูลล่าสุด ทำให้เดวิดงงมากขึ้นไปอีก

“…ผมเดาจุดประสงค์ของเรวัตไม่ออกจริงๆ ครับลู เหมือนทำงานให้คุณทิชา แต่ก็ไม่บอกคุณทิชาเรื่องบ้านใหม่คุณทศ แล้วยังติดต่อกับคุณมีนเรื่อยๆ ทำท่าเหมือนอยากเจอเพื่อนเก่า ไม่มีเรื่องอื่น”

“ไม่มีเรื่องอื่นหรือ…นายลืมอะไรไปหรือเปล่าเดฟ เมื่อก่อนฉันก็คิดว่าอเล็กซ์คงไม่ทำร้ายฉัน เพราะฉันเคยช่วยชีวิตลูกสาวเขาไว้”

อามันต์ได้ยินเสียงเดวิดสูดลมหายใจเข้าแรงๆ

“…พูดเป็นเล่น ลู มันไม่มีเหตุผล เรวัตจะอยากทำร้ายคุณไปทำไม”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง แต่ถ้าไม่ใช่ทศ ไม่ใช่มีน ก็เหลือฉันคนเดียวไม่ใช่หรือไง ตอนนี้ฉันก็ไสหัวออกจากที่กบดาน มาทำกับข้าวให้ผู้หญิงกินอยู่ที่บ้านเธอได้แล้วไง นายไม่คิดบ้างเหรอว่ามันเหมาะเจาะพอดี”

ข้อสันนิษฐานอันโหดร้ายนั้น ทำให้เดวิดเงียบไปนานทีเดียว

“…ผมจัดการให้เองครับลู”

“คิดว่าฉันทำเด็กที่ช่วยชีวิตมากับมือไม่ลงงั้นหรือ…” อามันต์ถามเสียงเรียบ ทว่าแววตาที่มองถนนเบื้องหน้า แม้จะเยียบเย็น กลับมีความเศร้าโศกแทรกอยู่ส่วนหนึ่ง “…ตอนนี้ฉันไม่พร้อมจะตายหรอกเดฟ”

ชายหนุ่มรำพึงขณะพารถยนต์สีดำคันหรู เลี้ยวเข้าสู่ย่านที่พักอาศัยซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของมัทมีนาเท่าไร จากนั้นก็ขับต่อไปบนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กกว้าง ที่ซึ่งสองฝั่งมีแต่บ้านพักหลังใหญ่ๆ แต่ละหลังมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่าสองร้อยตารางวา

ที่นี่ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยส่วนกลาง เนื่องจากไม่ใช่หมู่บ้านและสร้างมานานกว่ายี่สิบปี ทั้งเก่าแก่และเงียบ บรรดาเจ้าของบ้านซึ่งรับเป็นมรดกตกทอด นิยมปล่อยให้เช่ามากกว่าอยู่เอง จึงเป็นบ้านร้างเสียยี่สิบเปอร์เซ็นต์

จุดหมายของอามันต์คือบ้านสองชั้นสีขาวหลังประตูรั้วเหล็กดัดเล่นลายสีเงินขนาดใหญ่บนพื้นที่หนึ่งไร่ถ้วน ไม่มีต้นไม้ปลูกรอบๆ เหมือนบ้านหลังอื่น ด้านในมีอาคารต่อเชื่อมสองหลัง ครั้นขาดอีกเพียงห้าร้อยเมตร รถยนต์สีดำวาววับของเขาจะถึงที่พัก จักรยานยนต์สองคันที่ซ่อนอยู่ในเงามืดระหว่างทาง ก็เคลื่อนตัวออกติดตาม

อามันต์ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงเมื่อใกล้ถึง จากนั้นก็เลี้ยวเข้าจอดหน้าบ้านเพื่อกดรีโมทสั่งการระบบอัตโนมัติ

ประตูรั้วสีเงินขนาดใหญ่ค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า กระทั่งจักรยานยนต์ทั้งสองคันพุ่งเข้ามาจอดจ่อหลัง คนที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์ทั้งสองคันหยิบอาวุธปืนออกมา…

เล็งไปยังคนที่อยู่บนรถยนต์

Don`t copy text!