รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 9 : บงการ

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 9 : บงการ

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 9 –

เบนซ์เอเอ็มจีป้ายแดงสีเทาปีกนกพิราบเงาวับ เลี้ยวเข้าไปจอดในโรงจอดรถบริเวณด้านหน้าของบ้านสองชั้นสีขาว เคียงข้างรถยนต์สัญชาติอังกฤษสีแดงคันเล็ก

ด้วยความที่รีบออกจากที่ทำงานก่อนจราจรจะติดขัด อามันต์กับมัทมีนาจึงเดินทางมาถึงบ้านแบบคอนเทมโพลารี่ตั้งอยู่บนพื้นที่สองร้อยเก้าสิบเก้าตารางวาในตอนห้าโมงสี่สิบห้า ฟ้ายังสว่างโร่ แต่พวกเขาก็พบว่ามัญชรีรออยู่ก่อนแล้ว และออกมาต้อนรับขับสู้ด้วยสีหน้ายินดีปนอยากรู้อยากเห็น

อามันต์ก้าวลงจากรถพร้อมถอดแว่นกันแดดออกเพื่อรักษามารยาทกับเจ้าของบ้าน

ช่วงเวลาที่ได้เห็นหน้ากันและกันอีกครั้ง แม้ไม่อยากหวนกลับไปคิดถึงเรื่องราวในอดีต ความทรงจำที่มีร่วมกันของทั้งคู่ก็ยังย้อนกลับมาชัดเจนในหัว ทั้งยังสะกิดให้หัวใจหดรัดตัวด้วยความรู้สึก…ทั้งยินดีและเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน

“พี่มิงค์ สวัสดีครับ” หนุ่มรุ่นน้องไหว้อย่างนอบน้อม ซึ่งมัญชรีก็รับไหว้ด้วยความยินดี

น้ำตารื้นขึ้น เมื่อรูปลักษณ์ภายนอกของเขาบ่งบอกถึงความเป็นอยู่ที่ดี ต่างจากชายหนุ่มอายุน้อยในอดีตผู้เผชิญกับมรสุมชีวิตอย่างหนักหน่วง แทบปางตาย

มัญชรีเขยิบเดินเข้าไปใกล้โดยไม่ละสายตาจากเขา และเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจ จึงค่อยๆ ก้มลงมาให้เธอได้โอบกอด…เพื่อทักทายและคล้ายจะรับขวัญไปด้วยพร้อมๆ กัน

“พ่ออาร์ม สบายดีใช่ไหม สบายดีแล้วใช่ไหม…”

“ครับพี่…” อามันต์รับคำอย่างยากลำบาก

เขาเคยคิด…ว่าเวลาที่ผ่านไปเนิ่นนาน จะทำให้คนเราลบความรู้สึกและอะไรหลายๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นได้อย่างหมดจด แต่แท้จริงแล้ว…มันก็แค่การลืมไปชั่วเวลาหนึ่ง

หากไม่เป็นเพราะเขาโดนบีบ เขาก็คงจะสามารถหลอกตัวเองไปได้เรื่อยๆ ว่าเรื่องในหนหลัง มันจบลงไปแล้ว และเขาไม่รู้สึกรู้สากับมัน แต่เมื่อพาตัวเองเดินกลับมายืนอยู่ในจุดที่เชื่อมโยงถึง เขาก็ยังคงเป็นอามันต์คนเดิมคนนั้น…คนที่มัญชรีและเจตน์เป็นห่วงจากใจจริง

“…ผมสบายดีแล้วครับพี่มิงค์”

“ดีแล้วล่ะ ดีแล้ว” มัญชรีตบหลังเขาเบาๆ แล้วผละออกจากการกอดทักทาย

ผู้ชายตรงหน้าเธอ แม้จะมีเค้าของชายหนุ่มอายุน้อยเมื่อสิบห้าปีก่อน แต่ก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิง หน้าตาที่เคยเห็นว่ามีมุมสวยอย่างเศร้าสร้อย ตอนนี้มีความเข้มแข็งเยือกเย็นของผู้ชายที่ผ่านโลกมาอย่างเข้มแข็ง ริมฝีปากที่เคยเม้มสนิทด้วยความเก็บกดอดกลั้น เวลานี้กลายเป็นหยิ่งทระนง กล้าสู้กับทุกสิ่ง

เป็นการมองด้วยสายตาของคนที่รู้จักเขาเพียงเท่านี้ของมัญชรี และอามันต์จะไม่ใส่ข้อมูลความจริงเพิ่ม ให้ภาพของเขาในสายตาของมัญชรีแปรเปลี่ยน

มันไม่จำเป็น…

“…พี่เจตน์ล่ะครับ”

“ยังมาไม่ถึง แต่ก็ใกล้แล้วล่ะจ้ะ น่าจะอีกครึ่งชั่วโมงได้มั้ง มา เข้ามาในบ้านก่อน”

เจ้าของบ้านเชื้อเชิญ แต่อามันต์ขอไปหยิบของท้ายรถ ครั้นเขายกตะกร้าผลไม้สวยๆ ออกมาพร้อมกล่องของแห้งอีกนับไม่ถ้วน มัญชรีก็อ้าปากค้างแล้วหัวเราะ

“ตายแล้ว ขนอะไรมามากมายหาพ่ออาร์ม บ้านพี่มีกันสี่คน จะกินกันสักเท่าไหนกันเชียวหือ!”

“ผมไม่รู้ว่าอันไหนจะถูกใจครับ เผื่อมีนกับม่านชอบอันนั้นไม่กินอันนี้ จะได้มีให้เลือก”

คำตอบซื่อๆ ทำเอามัญชรีหัวเราะ ส่วนมัทมีนาซึ่งเข้าไปช่วยหอบหิ้วของ ยิ้มปนค้อน “อยากรู้ว่ามีนชอบอะไรก็ถามได้นี่คะ ไม่เห็นต้องเดาเอาเองเลยว่ามีนจะชอบนั่นไหม จะชอบนี่ไหม ยังไงก็เดาไม่ถูกอยู่แล้ว”

อามันต์เลิกคิ้วขึ้น “ที่อาซื้อมานี่ ไม่มีอันไหนที่มีนชอบเลยจริงเหรอ”

“เอ…ไม่รู้เหมือนกันค่ะ สงสัยต้องรื้อดูก่อน”

“ไม่ต้องรื้อหรอก ความจริงมันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนซื้อมาฝากต่างหาก“ อามันต์หัวเราะเบาๆ พลางหมุนตัวเดินตามมัญชรีเข้าบ้าน

มัทมีนาโคลงศีรษะ

“ก็จริงเนอะ”

 

มัญชรีทำกับข้าวที่ต้องใช้เวลาในการปรุงไว้แล้วสองอย่างตั้งแต่ก่อนออกไปทำงานตอนเช้า ได้แก่ไก่ตุ๋นยาจีน กับแกงจืดมะระกระดูกหมูนุ่ม ตอนบ่ายก็ซื้อกับข้าวติดมือมาจากร้านอาหารชื่อดังอีกสามอย่าง กลับมาถึงบ้านแค่เปิดไฟอุ่น สำรับสำหรับต้อนรับแขกก็จะพร้อมในเวลาไม่นาน

“พี่เพิ่งกลับมาก่อนหน้าพวกเธอจะมาแค่สิบกว่านาทีเอง เอาของมาวางในครัวเสร็จก็ได้ยินเสียงรถ ออกไปดูก็ใช่จริงๆ เดี๋ยวอุ่นกับข้าวเสร็จ พ่อเจ้ามีนกลับมาถึงก็กินได้เลย ไม่ได้ทำเองทั้งหมดหรอกนะ หวังว่าจะไม่รังเกียจ”

แม่บ้านพูดเรื่อยๆ ระหว่างตระเตรียมกับข้าวในครัวกว้าง ซึ่งมีทั้งส่วนเตรียมอาหารและโต๊ะรับประทานอาหาร ในขณะที่แขกช่วยเจ้าของบ้านจัดเก็บข้าวของเข้าตู้อยู่ห่างไปนิดเดียว

“ปกติผมก็ซื้อกินอยู่แล้วครับพี่มิงค์” อามันต์ยิ้มจนเห็นรอยย่นเล็กน้อยที่หางตา “ยิ่งในกรุงเทพฯ ร้านอาหารอร่อยๆ เยอะจนเลือกไม่ถูก แต่ก็มีหลายร้านที่ผมไม่กล้าเข้าเพราะกลัวเข้าไปเปิ่น อย่างร้านปิ้งย่าง ร้านหมูกระทะอะไรนั่น แถวบ้านผมไม่มีนะครับ ไม่รู้จริงๆ ว่าเข้าไปต้องไปหยิบจับอะไรตรงไหนบ้าง ก็เลยไปสั่งหมูย่างในร้านให้เขาย่างให้กินดีกว่า”

มัญชรีหัวเราะขำ “พูดเหมือนไปอยู่ป่าห่างไกลความเจริญมาอย่างนั้นแหละ อ้อ ได้ข่าวว่าไปอยู่ต่างประเทศเหรอ ที่ไหนล่ะ”

“ประเทศเพื่อนบ้านเรานี่แหละครับ แต่ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง ห่างออกไปนิดหนึ่ง”

ได้ยินชื่อประเทศแล้ว มัญชรีพลันรำลึกได้ว่าเป็นประเทศที่ครอบครัวของอามันต์ไปเกิดเหตุสลด พลันนึกรู้ว่าทำไมเขาไปอยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่อยากรื้อฟื้นให้บรรยากาศสบายๆ สลายตัว จึงเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น

“พูดถึงที่นี่…มีนเขาไปบ่อยนะ”

“จริงหรือครับ” เขาหันไปหาคนที่กำลังเก็บหอยเป๋าฮื้อกระป๋องใส่ตู้เก็บของริมสุดด้านบน

หญิงสาวพยักหน้ายิ้มๆ “ไม่รู้เรียกว่าบ่อยหรือเปล่านะคะ แต่บริษัทส่งตัวมีนไปที่นั่นได้สี่ซ้าห้าครั้งแล้วตั้งแต่รัฐบาลเขาเปิดให้ลงทุนต่างชาติเข้าไป มีบริษัทมีโรงงานเยอะแยะไปเปิดที่นั่น นี่เมื่อบ่ายบริษัทมีนเขาก็เพิ่งประกาศว่าประมูลการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานก๊าซได้ รัฐบาลเขาประกาศสร้างห้าโรงทีเดียวพร้อมกันเลย ที่ประมูลกันได้ก็มีอยู่สี่บริษัท ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จีน อย่างละโรง บริษัทไทยได้มาสองบริษัท มีนก็มีชื่อไปด้วยค่ะ ที่ทำงานคุณอาอยู่ไกลหรือเปล่าล่ะคะ เผื่อวันไหนมีนกระเป๋าแห้งจะได้ไปขอให้ช่วยเลี้ยงข้าวสักมื้อสองมื้อ หวังว่าครอบครัวคุณอาจะไม่ว่า”

พูดยาวมาจนถึงประโยคหลัง อามันต์เกือบจะเลิกคิ้วถามเธอกลับแล้วว่านึกอย่างไร ถึงพาดพิงครอบครัวของเขา

ความจริงอามันต์จะไม่ตอบก็ได้ แต่มัญชรีผู้กำลังเพลินกับการอุ่นอาหารหน้าเตา กลับอยากรู้เสียอีกคน

“จริงสิ อยู่ทางโน้นมีครอบครัวหรือยังล่ะพ่ออาร์ม”

พอคนถามเป็นผู้ใหญ่ที่เขาให้ความเคารพนับถือ อามันต์จะไม่บอกก็กระไรอยู่

“…ยังไม่มีหรอกครับ มัวแต่ทำงานยุ่ง งานก็ต้องเดินทางตลอดด้วย ไม่มีเวลาให้เขาเปล่าๆ”

“อย่างนี้แสดงว่าคุณอาทำกับข้าวเป็น เพราะไม่มีแม่บ้านคอยจัดการเรื่องอาหารการกินให้ ใช่ไหมคะ”

อีกครั้งที่หญิงสาวใช้บทสนทนาอันแนบเนียน ดึงให้การพูดคุยมุ่งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

อามันต์เริ่มจะแน่ใจแล้วว่าเธอกำลังบงการให้แม่ถามในสิ่งที่เธออยากรู้

หากเป็นคนอื่น…คงไม่เห็นเป็นเรื่องผิดปกติ ก็แค่การสนทนาด้วยเรื่องพื้นๆ ของสังคม แต่คนที่ควรถามน่าจะเป็นมัญชรีไม่ใช่หรือ

ไม่ใช่ธุระของ ‘เด็ก’

ถึงอย่างนั้น…เขาก็คงจะไม่ปฏิเสธให้คนอื่นพลอยเสียอารมณ์ไปด้วยอยู่ดี ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่า…มัทมีนาคำนวณเรื่องนี้ไว้ด้วยหรือเปล่าถึงได้กล้าละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของเขา

“…ถ้าแค่อาหารพื้นๆ อาก็พอทำได้ ถ้าอาหารยากๆ ยอมขับรถไปไกล ซื้อกินดีกว่า”

“ถ้าอย่างนั้นโชว์ฝีมือหน่อยได้ไหมคะ มีนเห็นอาหารเหลาแม่แล้วรู้สึกถึงคอเรสเตอรอลหนักเป็นตัน”

“ยังจะกระทบแม่อีก” มัญชรีกดเสียงทีเล่นทีจริง หลังจากนั้นก็ฟ้องแขกคนสนิท “แม่คนนี้นะพ่ออาร์ม ไอ้นั่นก็กินไม่ได้ ไอ้นี่ก็กินไม่ดี แล้วยังมาบังคับเราอีก ตัวเองอยากสวยหุ่นดี จะมาบังคับให้เราสวยด้วยให้ได้ หารู้ไม่ เราแอบไปกินของอร่อยไม่แบ่งเขาก็ได้ อยากอดก็อดไป สมน้ำหน้า”

“แม่อะ มีนอยากให้พ่อกับแม่อยู่กับมีนไปจนร้อยปี แม่มาทำกับมีนอย่างนี้ได้ยังไง แม่ใจร้าย!”

“ใครใจร้ายกันแน่ ให้แม่อดตั้งแต่วันนี้ ถ้าแม่อยู่ในโลงแล้วอย่ามาเคาะเรียกให้กินนะ จะลุกขึ้นมาหักคอ!”

มัทมีนาหัวเราะเสียงใสแล้วเดินไปกอดง้อแม่จากด้านหลัง เป็นภาพที่อามันต์เห็นแล้วหัวใจอ่อนยวบ

ภาพของครอบครัว

ทีแรกเขาว่าจะเล่นแง่ เล่นตัว ไม่ยอมให้เธอได้ใจไปเรื่อยๆ แต่เห็นอย่างนี้แล้ว…ก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก

แค่ของกิน

“…มีนอยากกินอะไรล่ะ”

“สลัดผักง่ายๆ ก็พอค่ะ เพียงแต่น้ำสลัดต้องทำเองหรือไม่ก็ของโครงการหลวงเท่านั้น นอกนั้นไม่ถูกปากมีน”

อามันต์รู้สึกเหมือนคบเด็กสร้างบ้าน…ได้คืบจะเอาศอก อะไรประมาณนั้น

“ถ้าว่าเรื่องมากจะโกรธอาไหมเนี่ย”

มัทมีนากลั้นยิ้ม “ต้องบอกว่าช่างเลือกต่างหากล่ะคะ ถ้าไม่เลือก อะไรๆ ก็คว้าไว้ เกิดไปเจอของดีที่สุดภายหลัง ก็พานจะเสียใจว่าไม่น่าเลย อย่างเมื่อก่อน…มีนเคยคิดว่าน้ำสลัดที่ฟาร์มแห่งหนึ่งอร่อยที่สุด เลยซื้อมาตุนตั้งสามกระปุก ปรากฏว่าไปเจอของโครงการหลวงที่ถูกใจที่สุด แต่ด้วยความที่มีนเสียดายน้ำสลัดที่ซื้อมาตุน ก็เลยต้องทนกินให้หมดก่อน กว่าจะได้กินของอร่อยที่สุดที่เพิ่งซื้อมา เป็นช่วงเวลาที่ขมขื่นมากนะคะ นับจากนั้น มีนถึงได้ค่อยๆ เลือก กระทั่งเจอสิ่งที่แน่ใจว่าดีที่สุดแล้ว ก็ไม่ไปแสวงหาที่ไหนอีก”

“ก็คือจะให้อาทำน้ำสลัดให้ด้วย ใช่ไหม”

“โอ๊ย อย่าตามใจหลานนักเลยพ่ออาร์ม” คนที่ตอบไม่ใช่เธอ แต่เป็นแม่ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย “แม่คนนี้น่ะเขาฉลาดพูด มีวิธีหลอกให้คนตามใจล้านแปดวิธี อย่าได้หลงคารมเด็ดขาด ไม่งั้นจะเหนื่อย พี่ขอเตือน”

มัญชรีว่าพลางยกหม้อกระดูกหมูตุ๋นลงจากเตา ไปวางไว้บนแท่นด้านข้าง ในขณะที่ลูกสาวไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับการโดนเปิดโปง

อามันต์เชื่อมัญชรี แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะขุ่นเคืองหรือไม่เต็มใจหลงกล การทำสลัดให้เธอมันก็…ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก

“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่มิงค์ เก็บของเสร็จ ผมก็ไม่มีอะไรจะทำ แต่ไม่รู้ว่าในบ้านจะมีผักสดหรือเปล่า”

“มีแตงกวาญี่ปุ่นกับผักสลัดสองสามอย่าง อ้อ มีมะเขือเทศราชินีอยู่กล่องหนึ่ง ทั้งหมดอยู่ในตู้เย็น ส่วนน้ำสลัด พี่ไม่แน่ใจเหมือนกัน ทั้งบ้านเขาชอบกินน้ำสลัดสูตรนี้อยู่คนเดียว”

“ยังมีเหลืออยู่ค่ะ คุณอาไม่ต้องลงมือเองหรอก พอให้กินได้ตั้งสิบคน ส่วนผักสลัดอยู่อีกตู้”

หญิงสาวเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบขวดแก้วบรรจุน้ำสลัดแบบครีมออกมาวางบนโต๊ะ

“นี่ไง ใครว่ามีนกลัวอ้วนคะ น้ำสลัดแบบครีมนี่แหละ มีนชอบที่สุด”

อามันต์พยักหน้ายิ้มๆ แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นอีกตู้ เพื่อหยิบบรรดาผักสดออกมาเท่าที่ต้องการ ครั้นมัทมีนาส่งผ้ากันเปื้อนให้ เขาก็รับมาคาดอย่างไม่เคอะเขิน จากนั้นนำผักไปล้างที่อ่าง

มัทมีนามองท่าทางคล่องแคล่วของเขาจากด้านหลังด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างอธิบายไม่ถูก เหมือนว่าเธอรอให้เขามายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อก่อน แต่เพิ่งสมหวัง

อามันต์ไม่เหมือนผู้ชายคนอื่น เขามีสิทธิ์ที่จะเดินไปเดินมาในบ้านของเธอตั้งนานแล้ว เพียงแค่ไม่เคยมา ตอนที่เขาช่วยเธอกับทศทิศและเมษมารุต เขายอมไปนอนโรงพยาบาลเพื่อรักษาแผลไฟลวกแค่ไม่กี่วัน จากนั้นก็กลับไปที่วัดเพื่อจมกับกองทุกข์ของเขาต่อ ไม่ว่าพ่อกับแม่จะพาเธอไปหาเขากี่ครั้ง เอาข้าวเอาปลา เอาขนมไปเยี่ยม หรือชวนมาเที่ยวที่บ้าน มาดูว่าเด็กๆ มีชีวิตใหม่อย่างไร เขาก็ทำเหมือนในโลกไม่มีสิ่งวิเศษใดพอจะดึงเขา ให้หลุดออกจากความเจ็บปวดของการสูญเสียครอบครัวได้

กระทั่งพ่อกับแม่ให้เงินเขาไปก้อนหนึ่ง…นับเป็นเงินจำนวนมากพอสมควรสำหรับเมื่อสิบห้าปีก่อน อามันต์ก็จากไปโดยไม่ลา ทำให้มัทมีนาในตอนนั้น ทั้งโกรธ ทั้งผิดหวัง คิดว่าพ่อเป็นต้นเหตุให้เขาไป ส่วนเขาก็เห็นแก่เงิน ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เธอโตขึ้น เข้าใจโลกมากกว่าเดิม ค่อยรู้ว่าการหาหนทางทำให้เขาดึงตัวเองออกจากสภาวะ ‘พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา’ ก่อน คือเรื่องที่ต้องทำเป็นอันดับหนึ่ง และพ่อกับแม่ของเธอเลือกที่จะตอบแทนผู้มีพระคุณ ด้วยสิ่งซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเขา

มัทมีนาอาจจะไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอามันต์คิดอะไร…มีเงินแล้ว รีบไปเสวยสุขดีกว่า หรือมีเงินแล้ว เอาไปหาลูกเมียใหม่ก็ได้ ทำไมต้องมานั่งเศร้า แต่เมื่อเขาก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่เพียงแค่มองก็รู้ได้ว่าเขาสุขสบายดี มันคือเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ใช่คนคิดอะไรตื้นๆ อย่างพวกที่ได้เงินมาง่ายๆ ก็เอาไปละลายทิ้ง

เขาพยายามจนประสบความสำเร็จ ทั้งยังไม่ทำตัวเป็นวัวลืมตีน ปฏิเสธและมองข้ามพ่อแม่ของเธอ ผู้ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงเป็นนักธุรกิจในกิจการเล็กๆ มีเพื่อนร่วมงานแค่สิบคน ไม่มีผลประโยชน์อะไรให้ตักตวง

ทุกสิ่งที่ประกอบกันจนเป็นวันนี้ คือหลักฐานว่าเขามีค่าพอให้เธอสานต่อความรู้สึกที่มีต่อเขาในวันวาน มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างด้วยเหตุผลของกาลเวลา เมื่อการมองเขาผ่านสายตาของเด็กหญิงกับเธอตอนนี้ มีความแตกต่าง แต่สิ่งสำคัญคือมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ทำให้เธอรู้สึกดีได้ทุกครั้งที่ระลึกถึง

“แม่ได้ยินเสียงรถพ่อนะ สงสัยจะกลับมาแล้ว”

มัญชรีพูดขึ้นในตอนที่เพิ่งลำเลียงกับข้าวไปไว้ที่โต๊ะรับประทานอาหารได้สามอย่าง จากนั้นก็กุลีกุจอเปิดตู้เย็นเทน้ำดื่มใส่แก้วแล้วเดินออกจากครัวไป

มัทมีนามองตามหลังแม่แล้วหันกลับมายิ้มให้อามันต์

“คุณอา พ่อมาแล้วค่ะ”

เธอแค่บอก…ไม่ได้ออกคำสั่ง แต่แค่นั้นอามันต์ก็รู้แล้วว่าเธอกำลังเตือนให้เขาเป็นฝ่ายออกไปพบเจ้าของบ้าน ไม่ใช่ให้ผู้อาวุโสกว่าเป็นฝ่ายเดินมาหา

อันที่จริง มันก็ควรเป็นอย่างนั้นละ แต่อามันต์ชักจะอยากรู้แล้วว่า…มัทมีนาไปเอานิสัยช่างบงการพวกนี้มาจากไหน

“…เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลยนะ”

“คะ? มีนหรือคะ”

“จำได้ว่าเมื่อก่อนมาหาทีไรก็ค่อยๆ โผล่หน้ามาดูลาดเลาก่อน พอโดนไล่กลับก็เผ่นป่าราบ เชื่อฟังมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่อย่างนั้นละ…อยากได้อะไรก็สั่งเอา”

มัทมีนามองตอบหน้าซื่อ “แค่สลัดชามเดียวเองนะคะคุณอา”

“แน่ใจเหรอว่าแค่สลัดชามเดียว ตั้งแต่อามาถึงนี่ สั่งให้อาทำไปกี่เรื่องแล้ว นับถ้วนไหม”

“เรื่องเดียวค่ะ เรื่องสลัด”

ผู้ชายคิ้วเข้มตาโตมองเธอด้วยหางตานิดๆ เหมือนจะค้อน แต่ก็ค้อนแบบผู้ชาย “โตมายังไง เอาแต่ใจตัวเอง”

“ไม่เห็นมีใครเคยพูดอย่างนั้นสักคนเลยค่ะ”

“แม่เราเขาก็พูดอยู่เมื่อกี้ อาจะพูดอีกคนหนึ่ง”

“แต่สุดท้ายแม่ก็ตามใจมีนนะคะ คุณอาก็เหมือนกัน”

คนพูดเอียงคอเล็กน้อยและมองมาด้วยดวงตามีประกายสุกใสเหมือนโอ่อวด ซุกซนอย่างซื่อตรง ทว่าอามันต์เห็นแล้วรู้สึกเหมือนเลือดในกายจะร้อนขึ้น

เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เขาคิดไม่ดี อามันต์รู้ แต่ท่าทีสนิทสนมของเธอ คือการพาตัวเข้ามาใกล้เขาชนิดหนึ่ง ซึ่งมันทำให้สัญชาตญาณของผู้ชายรับรู้และขยับเขยื้อน คิดจะแปรความซื่อตรงของเธอให้เป็นอย่างอื่น

อามันต์หวังว่าเธอคงจะไม่ได้ทำท่าทางอย่างนี้กับใครบ่อยๆ โดยเฉพาะ…กับผู้ชายที่พร้อมจะคิดไม่ดีกับเธอ

“ก็แค่สลัดชามเดียว…” ชายหนุ่มตอบแล้วเมินหนี

หญิงสาวเห็นก็กลิ้นยิ้มจนปวดแก้มไปหมด

“ป่านนี้พ่อเข้าบ้านนั่งพักดื่มน้ำเย็นเรียบร้อยแล้วมั้งคะคุณอา”

มัทมีนายังคงไม่ออกคำสั่ง แค่บอก…แล้วหมุนตัวเดินนำเขาออกจากห้องครัว

อามันต์หรี่ตามองตามอย่างคาดโทษ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมตามเธอไป

Don`t copy text!