มนตราราหุล บทที่ 11 : คัมภีร์ที่หาย

มนตราราหุล บทที่ 11 : คัมภีร์ที่หาย

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 11 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ถึงแม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่ผู้เป็นปู่ก็ยังสามารถใช้กำลังเฮือกสุดท้ายพาวงตะวันกลับมาเรือนเจ้าคุณพ่อได้อย่างปลอดภัย ทว่านั่นย่อมหลังจากที่สหายของท่านแย่งชิงคัมภีร์ในย่ามไปเรียบร้อยแล้ว

ออกขุนสุเรนรักษ์บอกทุกคนว่าท่านป่วย สั่งห้ามไม่ให้เข้าพบ มีเพียงลูกชายที่ยอมให้มาดูใจพ่อในเวลาที่ท่านอนุญาต เวลาอื่นๆ หากท่านไม่หลับจะมีวงตะวันคอยเฝ้าไข้อยู่เพียงลำพัง วงตะวันเคยร้องไห้วิงวอนให้คุณปู่ใช้มนตราราหุลเวทย์รักษาตัวของท่านเอง แต่ออกขุนผู้เฒ่าปฏิเสธเด็ดขาด

‘มันถึงเวลาของปู่แล้ว ปู่เคยสาบานว่าจะรักษาคัมภีร์ราหุลเวทย์ด้วยชีวิต เมื่อมันสูญหายไปก็เท่ากับชีวิตปู่ต้องจบสิ้น ปู่ไม่คิดจะอยู่ต่อไปอีก สิ่งที่ปู่กังวลมีเพียงสองเรื่องเท่านั้น’ สายตาคนป่วยมองเหม่อออกไปในความเวิ้งว้างของฟ้าใสกระจ่างนอกหน้าต่าง ‘หวังว่าคนที่ได้คัมภีร์ราหุลเวทย์ไปจะรักษามันไว้ได้ อย่าได้ถูกแย่งชิงไปเหมือนอย่างปู่’

วงตะวันสะอื้นฮัก สิ้นกำลังใจที่จะข่มน้ำตาแห่งความอาดูรเอาไว้ จึงปล่อยให้มันรินเป็นสายลงมาตามแก้ม ‘หลานจะไปตามหาคัมภีร์นั้นกลับมาเองเจ้าค่ะ หลานสัญญา’

ผู้ฟังยิ้มระโหย ‘อย่าได้สัญญาเลยหลานเอ๋ย ปู่อยากให้เจ้าใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากกว่าจะแบกเรื่องของปู่ไว้เป็นภาระ ต่อไปเจ้าต้องอยู่กับพ่อเจ้าแล้วนะ วันข้างหน้ายังไม่รู้จะเป็นอย่างไร อย่ามัวพะวงเรื่องของปู่เลย’

ออกขุนสุเรนรักษ์ไม่ใคร่จะกลมเกลียวกับลูกชายของท่านนัก ความสัมพันธ์พ่อลูกเหินห่างมาตั้งแต่ลูกชายเริ่มถือกระดานชนวนไปเรียนหนังสือกับหลวงตาที่วัดนั่นเลยทีเดียว จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเริ่มมาจากความพยายามของผู้เป็นพ่อที่จะสอนไสยเวทให้ลูกชาย แต่ได้รับการปฏิเสธอย่างไม่ไยดี

‘พ่อเจ้ารังเกียจไสยเวทของปู่ ดูแคลนว่าเป็นวิชาชั้นต่ำของพวกพ่อมดหมอผี เขาเชื่อคำสอนของสมภารที่วัดมากกว่าปู่เสียอีก ปู่มีลูกชายคนเดียวก็ทำให้ผิดหวัง ยังโชคดีมีหลานสาวเหลืออยู่อีกคน

ไม่เช่นนั้นวิชาอาคมที่เรียนมาคงไม่มีใครสืบทอด’ ท่านเคยปรารภกับวงตะวันหลังการโต้เถียงครั้งใหญ่ ที่จบลงด้วยความปราชัยตามเคยของผู้เป็นพ่อ

เรือนเล็กของขุนสุเรนทรรักษ์ตั้งอยู่ห่างไกลจากเรือนใหญ่ ทั้งตัวท่านนั้นเล่าก็ดุยิ่งกว่าเสือ จนสะใภ้และหลานคนอื่นๆ ไม่กล้าแวะเวียนมาเยี่ยม ญาติพี่น้องทั้งหมดจึงไม่ได้ติดต่อคบหากับวงตะวันตลอดเวลาหลายปี จนแทบจะลืมไปเสียด้วยซ้ำว่าเจ้าหล่อนมีตัวตน มาบัดนี้เมื่อโมงยามแห่งการพรากจากมาถึง ออกขุนสุนทรรักษ์จึงพบว่าหลานสาวของท่านจะไม่เหลือใครที่สนิทสนมคุ้นเคยอีกเลยในโลกนี้ ไม่แม้กระทั่งบิดา

‘เรื่องเดียวที่ปู่ยังกังวลก็คือตัวเจ้า หลานเอ๋ย หากปู่ตายไปแล้วเจ้าจะต้องอยู่คนเดียวไม่มีผู้ใดให้พึ่ง วิชาไสยเวทที่ปู่สอนถึงจะใช้ป้องกันภยันตรายได้ แต่เจ้าก็คงโดดเดี่ยวนัก โดยเฉพาะพ่อเจ้า หากรู้ว่าเจ้าเรียนไสยเวทกับปู่ก็คงจะโกรธมาก ที่ผ่านมาหากไม่เพราะเจ้าแสร้งทำเป็นโง่เขลา เขาก็คงมาแย่งเจ้าไปจากปู่เสียนานแล้ว’

ที่จริงใช่ว่าออกญาพิชัยมนตรีจะไม่เหลียวแลลูกสาวกำพร้าเอาเสียเลย เมื่อครั้งที่วงตะวันอายุ 5 ขวบ ออกญาพิชัยมนตรีเคยมาขอตัวลูกสาวไปเลี้ยงเอง อ้างว่าจะให้เมียรองคนอื่นๆ ช่วยอบรมวิชาความรู้ของกุลสตรีให้ แต่ใจจริงเป็นเพราะไม่ต้องการให้วงตะวันสืบทอดวิชาไสยเวทของบิดา ทว่าเอาตัวไปได้เพียงเดือนเดียวทั้งบ้านก็ประจักษ์ว่าแม่หนูวงตะวันนั้นปัญญาทึบเสียยิ่งกว่าทึบ สอนอะไรก็จำไม่ได้ ซ้ำหล่อนยังเอาแต่ร้องไห้หาคุณปู่ ข้าวปลาไม่ยอมกินจนผ่ายผอมเป็นคนละคน ออกขุนสุเรนทร์รักษ์ทนดูไม่ไหวจึงไปรับตัวหลานสาวกลับมาเลี้ยงตามเดิม ท่านให้เหตุผลกับพ่อเด็กว่า

‘ไม่ต้องกลัวพ่อจะสอนอาคมเวทให้วงตะวันดอก เจ้าก็เห็นแล้วว่าสติปัญญาลูกสาวเจ้าเป็นอย่างไร ต่อให้พ่อสอนจริงคิดหรือว่าลูกเจ้าจะเรียนได้’ นั่นละวงตะวันถึงได้กลับมาอยู่กับปู่ ได้ร่ำเรียนคาถาอาคมเรื่อยมาจนเติบใหญ่

คนป่วยเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก ลมหายใจติดขัดจนต้องสูดหายใจลึกยาวหลายครั้งกว่าจะเอ่ยต่อไปได้ ‘พอปู่ตายไปแล้ว เจ้าก็เลิกเสแสร้งเสียเถิด หากพ่อเจ้ารู้ว่าเจ้าฉลาดยิ่งกว่าลูกคนไหน เจ้าจะกลายเป็นลูกรักของเขา เพียงแต่ปิดเรื่องที่รู้คาถาอาคมไว้ เจ้าก็จะปลอดภัยไม่ต้องกลัวว่าใครจะข่มเหง’

วงตะวันยกมือเหี่ยวย่นของผู้ชราขึ้นแนบแก้ม ปล่อยให้น้ำตารินรดฝ่ามือใหญ่นั้นเงียบๆ…

จะให้เลิกฝึกฝนไสยเวทแล้วไปนั่งกะล่อยกะหลิบร้อยมาลัยเจียนใบตองอย่างคุณพี่ประดับน่ะหรือ ถ้าทำเช่นนั้นคงไม่ต่างจากทรยศต่อคุณปู่น่ะสิ แม้ท่านจะไม่บอกออกมาแต่หล่อนก็ดูออกว่าคุณปู่หวังจะให้วิชาของท่านยืนยงต่อไป

ส่วนความหวังของหล่อนก็คือการทำให้ความหวังของท่านเป็นจริง มีเพียงนี้เท่านั้น…

‘หลานจะอยู่ที่เรือนนี้ หมั่นฝึกปรือไสยเวท จะไม่ทำให้คุณปู่เสียแรงที่สั่งสอนเจ้าค่ะ’ วงตะวันมองท่านด้วยดวงตาพร่าน้ำตา ‘เราสองคนปู่หลานจะไม่มีวันพรากจากกัน ไสยเวทของคุณปู่จะวนเวียนอยู่ในตัวหลาน เหมือนมีคุณปู่อยู่กับหลานตลอดไป’

นี่สิหลานปู่…ออกขุนสุเรนทร์รักษ์ยิ้มแทนคำขอบใจ ลมหายใจกระชั้นถี่จนหอบตัวโยน เป็นสัญญาณว่าพญามัจจุราชกำลังเอื้อมหัตถ์ทรงพลังใกล้เข้ามาทุกขณะจิต ทว่าก่อนจะลาลับไปชั่วนิรันดร์ ท่านยังเหลือเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องสั่งเสีย

‘จำไว้นะวงตะวัน อย่าให้ดาวคู่ปรปักษ์พบตัวเจ้า ยิ่งเจ้าฉายแสงโดดเด่นมากเท่าไร มันจะยิ่งมาพบเจ้าเร็วเท่านั้น เจ้าต้องงำประกายเอาไว้อย่าให้ใครรู้ว่ามีอาคมเวท ดาวปรปักษ์นี้เป็นดวงข่มเจ้า หากพบกันเจ้าจะต้องปราชัย ไม่มีทางหลีกหนีได้เลย’

ใบหน้าคนพูดเผือดซีด เสียงขาดหายเป็นช่วงๆ วงตะวันรีบประคองผู้ชราให้นอนเหยียดยาว คลี่ผ้าแพรเพลาะคลุมอกให้อย่างเบามือ หากออกขุนสุเรนทร์รักษ์จับมือหลานสาวไว้ด้วยกำลังใจอันกล้าแข็ง ฝืนอาการหอบที่กำลังรุกรานร่างอ่อนระโหยเพื่อสั่งความประโยคสุดท้าย

‘มีอีกเรื่องหนึ่งที่ปู่ไม่เคยบอกมาก่อน แต่ถึงเวลาที่ต้องพูดเสียแล้ว เมื่อไรที่อายุครบ 25 ปี เจ้าจะประสบภัยครั้งใหญ่ที่ยากจะหลีกหนี หากเลี่ยงพ้นเจ้าจะมีชีวิตยืนยาว แต่ถ้าไม่พ้นเจ้าจะต้องตายด้วยน้ำมือของคนที่เจ้ารัก ฉะนั้นอย่าได้รักใครเป็นอันขาด มันเป็นทางเดียวที่หลานจะรักษาชีวิตไว้ได้’

 

วงตะวันก้มลงกราบพระประธาน ลุกขึ้นเดินออกจากโบสถ์เงียบๆ เมื่อความทรงจำอันหดหู่สิ้นสุดลง เวลานี้หล่อนอายุ 24 ปีแล้ว เหลืออีกเพียงครึ่งปีก็จะครบ 25 หล่อนจะต้องหาคัมภีร์ราหุลเวทย์กลับคืนมา แล้วเผามันเพื่อส่งวิญญาณคุณปู่ก่อนจะถึงวันนั้น

เวลากระชั้นเข้ามาทุกทีแล้วสิ!

ย่านป่าเหล็กเป็นแหล่งรวมร้านขายมีดพร้า จอบ เสียมและเครื่องมือเหล็กมีคมต่างๆ ไว้ครบครัน ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายแก่ ผู้คนค่อนข้างบางตา เมื่อเดินผ่านแผงตะปูเข้าไป จะพบเพิงขายกระแช่เล็กๆ ตั้งโต๊ะและเก้าอี้ไม่กี่ตัวไว้ให้ลูกค้านั่งดื่ม ผู้ที่รอนาถอยู่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่ง มีนายบุญช่วยผู้พามานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ถือโอกาสจิบสุรายาเมาในเวลางานอย่างสบายอารมณ์

พอนาถปรากฏตัวนายบุญช่วยก็รีบผลักถ้วยกระแช่ไปทางฝั่งตรงข้าม เพื่อกลบเกลื่อนว่านี่ไม่ใช่เหล้าของกระผม เขาไม่ลืมตีหน้าขรึมอย่างเคร่งครัดในหน้าที่ขณะรายงานเจ้านาย

“กระผมไปตามตัวหมอพันมาแล้วขอรับ และบอกให้รู้เรื่องแล้วว่าออกหลวงจะคุยเรื่องกระไร ส่วนนี่ไอ้หาญ มันขอตามมาด้วย”

ในขณะที่หมอพันเป็นชายผิวคล้ำรูปร่างสันทัด หน้าตาเป็นมิตร นายหาญกลับมีคิ้วเข้ม ตาดุ ดวงหน้ารกครึ้มด้วยหนวดเครารุงรัง เขาอายุมากกว่าหมอพันร่วมสิบปี ในฐานะที่อาวุโสกว่านายหาญจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“กระผมกับหมอพันรู้จักกันโดยบังเอิญ ได้รู้ว่าหมอพันมาจากเมืองพิษณุโลกสองแคว มาตามหาน้องชายฝาแฝดที่หายตัวไปในอโยธยาเมื่อประมาณสองปีก่อน กระผมเองก็มีเกลอคนหนึ่งหายไปประมาณสองปีก่อนเหมือนกัน เราจึงร่วมมือกันออกตามหาคนที่หาย แต่หาอยู่เป็นนาน จนบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แวว”

สำหรับเกลอที่หายไปของนายหาญ นาถอาจไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่สำหรับฝาแฝดของหมอพันนั้นเขาสามารถให้คำตอบได้ทันที…ก็คนคนนั้นกลายเป็นศพถูกถลกหนังหัวไปแล้ว จะหาพบได้อย่างไรเล่า!

หลังจากพบศพถูกฆ่าถลกหนังหัวแล้วโยนทิ้งไว้บนลานกว้างใกล้กำแพงวัง นาถได้สั่งให้วาดรูปผู้ตายแล้วนำไปปิดประกาศ ทว่าไม่มีญาติพี่น้องมาแสดงตัวแม้แต่คนเดียว คดีจึงค้างคามาจนถึงทุกวันนี้ แต่เพียงแวบแรกที่เห็นหน้าหมอพันที่โรงเลี้ยงในเรือนออกญาเทพโยธิน นาถก็เกือบจะคิดว่าเขาตาฝาด เนื่องจากหน้าตาของชายหนุ่มประพิมพ์ประพายคล้ายเจ้าของศพที่สองราวกับเป็นคนเดียวกัน เขาจึงให้นายบุญช่วยไปตามชายหนุ่มมาเพื่อสอบถาม

“ตอนแรกพวกกระผมก็อยากไปแจ้งทางการให้ช่วยตามหาน้องเหมือนกัน แต่เกรงว่าตำรวจจะเห็นเป็นเรื่องเล็ก ไม่ยอมช่วยเหลือจริงจัง ก็เลยตามหากันเอง” หมอพันเสริมขึ้นบ้าง “พอพี่บุญช่วยมาตามตัว กระผมกับพี่หาญเลยคิดกันว่าเป็นโอกาสดี จึงมาหาคุณหลวง หากทางการจะใช้สอยให้ทำสิ่งใดก็บอกมาได้เต็มที่ ขอเพียงช่วยหาน้องให้กระผมเท่านั้น”

นาถหันไปมองหน้าลูกน้อง นายบุญช่วยส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่ายังไม่ได้เล่าเรื่องศพลึกลับให้ชายทั้งสองฟัง เขาจึงเลื่อนสายตาเห็นใจกลับไปที่หมอพัน เอ่ยเรียบๆ

“ที่จริงหมอพันและนายหาญควรมาแจ้งทางการ ฉันเป็นตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชาวบ้านคนใดพวกฉันก็ยินดีช่วยทั้งสิ้น อีกอย่าง…” นาถไม่ชอบแจ้งข่าวร้ายแก่ญาติของผู้ตายเลย แต่ก็ไม่มีทางเลือก “ถ้ามาหาฉันเสียแต่แรก คงรู้ไปนานแล้วว่าน้องชายของหมอพันตายเสียแล้ว ศพถูกเอามาทิ้งไว้แถวกำแพงวัง พวกฉันเคยประกาศหาญาติเมื่อสองปีก่อนแต่ก็ไม่มีใครมา”

ข่าวที่ได้รับนับว่าร้ายแรงนัก ใบหน้าของผู้ฟังพลันหม่นหมอง ดวงตาค่อนข้างเรียวมีแววสะเทือนใจ ทว่าหมอพันเลิกหวังว่าน้องชายจะยังมีชีวิตอยู่มานานแล้ว จึงทำใจรับข่าวร้ายได้อย่างสงบ ผิดกับนายหาญที่เริ่มร้อนใจ “แล้วไอ้เจือเกลอของกระผมล่ะขอรับ มันก็หายไปนานแล้วเหมือนกัน และมันก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลย ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร”

“พรุ่งนี้นายหาญไปที่นครบาล ฉันจะให้คนวาดรูปเกลอของนายหาญตามคำบอกเล่า เอาไปปิดประกาศตามหา เผื่อจะมีเบาะแสบ้าง ส่วนศพของน้องชายหมอพันถูกฝังไว้ที่ป่าช้า ถ้าอยากจะไปไหว้ฉันจะให้บุญช่วยพาไป” นาถบอก

นายหาญมองดูออกหลวงหนุ่มอย่างชั่งใจ เขามีความเคลือบแคลงบางอย่างกัดกินจิตใจอยู่นานแล้ว ความลังเลและความเลื่อมใสในขุนนางตรงหน้าต่อสู้กันอยู่ครู่หนึ่ง ฝ่ายหลังก็เป็นฝ่ายชนะ นายหาญตัดสินใจบอกตามตรง “ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับการหายตัวไปของไอ้เจือและไอ้เสือน้องชายหมอพันหรือไม่นะขอรับ แต่พวกผมเคยคุยกัน ได้ความว่าไอ้เจือเกลอของกระผมกับไอ้เสือเกิดวันเดียวกัน พวกมันเกิดวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาลขอรับ”

นายหาญพูดเรียบๆ ทว่ากลับส่งผลให้หัวใจของผู้ฟังกระตุกโดยแรง อากาศอบอ้าวรอบตัวเหมือนจะเปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บราวกับเกิดอาเพศโดยฉับพลัน

ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล ตรงกับวันสถาปนาอโยธยาเป็นราชธานี!

 

เรื่องใหม่ที่นาถได้รู้ก็ถูกถ่ายทอดไปยังออกญายมราชในวันรุ่งขึ้น เขาดิ่งไปหาผู้บังคับบัญชาทันทีที่ช่างวาดวาดรูปนายเจือ เกลอของนายหาญเสร็จเรียบร้อย เมื่อเห็นใบหน้านั้นนายบุญช่วยก็อุทานลั่น

“นี่มันคนที่ถูกถลกหนังหัวศพแรกที่เราพบนี่ขอรับ”

ผู้บังคับบัญชาของนาถอึ้งไปเมื่อได้รับรายงาน ดวงหน้าเครียดขรึมมีความกลัดกลุ้มฉายชัด

“ดวงชะตาของผู้ตายทั้งสองคนตรงกับดวงเมืองอย่างนั้นรึ มิน่าเล่า พวกมันถึงจับมาตอกลิ่มทำคุณไสย คงคิดจะใช้คนพวกนี้สังเวยเพื่อทำลายความเข้มแข็งของดวงเมือง และสาปแช่งอโยธยาให้มีเคราะห์ ให้ตัวมันได้ครองอำนาจเหนือเศวตฉัตรนั่นเอง”

ก่อนหน้านี้นาถได้ใคร่ครวญเหตุการณ์กลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ บัดนี้เขามั่นใจแล้วว่าการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราชกับศพที่ถูกถลกหนังหัว ตอกลิ่มลงอาคม มีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน แต่ศพที่ถูกทำไสยเวทมีด้วยกันสองศพ ทว่าจนถึงตอนนี้เจ้านายที่สิ้นพระชนม์ไปมีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้…

ความคิดบางอย่างกระจ่างขึ้นในสมอง คล้ายแสงพลุส่องสว่างขึ้นในความมืดของราตรีไร้ดาว นาถถึงกับตัวชาเมื่อได้ประจักษ์ถึงความร้ายแรงของสิ่งที่เผชิญอยู่ เขาเอ่ยอย่างระมัดระวัง

“พ่อเจ้าอยู่หัวในพระโกศสิ้นพระชนม์หลังจากเราพบศพนายเจือซึ่งเป็นศพแรก หากจะบอกว่ามันจับคนมาทำพิธีคุณไสยเพื่อลดทอนกำลังดวงเมืองที่ปกปักพ่ออยู่หัว เป็นเหตุให้สิ้นพระชนม์ ก็นับว่ามีเหตุผล แต่ถ้าเช่นนั้น การฆ่านายเสือน้องชายของหมอพันที่เป็นศพที่สอง มีผลร้ายอันใดกับอโยธยาเล่าขอรับ กระผมจึงเห็นว่าศพที่สองถูกจับมาฆ่าสังเวยเพื่อให้เกิดผลกับแม่อยู่หัวมากกว่า เพราะหลังจากเราพบศพที่สองแล้ว แม่อยู่หัวก็มีใจสมัครรักใคร่พันบุตรศรีเทพ โปรดเกล้าให้เลื่อนเป็นขุนชินราช และเลื่อนเป็นขุนวรวงศาธิราชในทุกวันนี้”

ออกญายมราชสะดุ้ง “นี่พ่อนาถจะบอกว่าแม่อยู่หัวถูกทำเสน่ห์อย่างนั้นรึ”

นาถถอนใจหนักหน่วง หากแต่น้ำหนักของก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจหาได้เบาบางลงเลย “กระผมไม่มีหลักฐาน แต่ก็ไม่รู้จะมองเป็นอื่นได้อย่างไร พฤติการณ์ของแม่อยู่หัวดูมีเลศนัยนัก ผิดประหลาดที่หญิงสูงศักดิ์เป็นถึงนางพญาแม่แผ่นดิน จะกล้าคบชู้สู่ชายอย่างออกนอกหน้า หาได้อับอายสายตาขุนนางอำมาตย์ หรือสะดุ้งสะเทือนต่อคำครหานินทาไม่ หากไม่เพราะต้องมนตร์เสน่ห์แล้วจะเพราะกระไรได้”

ความคิดของออกญายมราชแล่นฉับไวไม่แพ้ลูกน้อง ท่านตบเข่าฉาด “ถึงว่าสิพ่อนาถ ถ้าคิดเช่นนี้ก็ลงตัว พวกมันฆ่าคนสังเวยเพื่อให้เกิดอัปมงคลกับดวงเมืองที่คุ้มครองแม่อยู่หัว พอดวงเมืองอ่อนแรง มันจะทำเสน่ห์เล่ห์กลให้หลงรักพันบุตรศรีเทพก็คงสำเร็จได้ไม่ยาก แม่อยู่หัวเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน หากผูกพระทัยไว้ได้ก็เท่ากับได้อโยธาทั้งเมืองไปครอง”

สองชายต่างวัยมองสบตากัน ต่างเห็นความกลัดกลุ้มและห่วงใยมาตุภูมิฉายโชนอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย “บัดนี้มนตร์ชั้นต่ำของมันสัมฤทธิผลทุกประการแล้ว แม่อยู่หัวหน้ามืดตามัวหลงใหลขุนวรวงศาธิราชนัก และตอนนี้ก็ทรงพระครรภ์ออกว่าราชการไม่ได้ ต้องปลูกจวนริมต้นหมันให้ขุนวรวงศาว่าราชการแทนพระองค์ มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่กระผมเกรงว่าขุนวรวงศาจะไม่หยุดเพียงเท่านี้”

“นั่นสิ หากกล้ากระทำการได้ถึงเพียงนี้ มันต้องลอบคิดการใหญ่อยู่เป็นแน่”

เหตุทั้งหมดนี้เกิดเพราะมีอาถรรพณ์ชั่วร้ายมัดใจแม่เจ้าอยู่หัว เพียงพระนางสิ้นรักขุนวรวงศา บ้านเมืองก็จะกลับเป็นปกติสุข…เมื่อรู้แต้มคูของฝ่ายตรงข้าม ออกญายมราชก็มองเห็นหนทางแก้ไข

“เมื่อมันใช้ไสยศาสตร์มนตร์ดำ เราก็ต้องหาผู้มีไสยเวทมาแก้ของของมันบ้าง ไม่เป็นไร อาพอจะรู้จักคนที่คบหากับพวกนี้ อาจะให้เขาไปหาคนดีมีวิชามาเอง”

เจ้าคุณผู้ใหญ่หน้าชื่นขึ้นด้วยความหวัง ทว่านาถยังไม่คลายกังวล การลบล้างมนตร์ดำใช่จะทำได้โดยง่าย ที่สำคัญจอมขมังเวทที่อยู่เบื้องหลังจะต้องมีฝีมือกล้าแกร่ง ทั้งยังหลบซ่อนมิดชิดยากจะควานหาตัวในเวลาอันสั้น  ต่อให้คนของออกญายมราชทำลายคุณไสยได้สำเร็จก็เถิด แต่ถ้าหมอผีผู้ทำพิธียังลอยนวลอยู่ ก็ไม่ต่างจากพยัคฆ์ร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในไพรพฤกษ์ ไม่นานก็จะหวนกลับมาจองเวรจองกรรมบ้านเมืองอีก หาได้สำนึกแม้แต่น้อยว่าแผ่นดินนี้มีพระคุณล้นฟ้า เป็นที่พักพิงอาศัย ช่วยอุ้มชูปู่ย่าตายายและตัวมันให้มีชีวิตอยู่มาจนทุกวันนี้

ความหนักใจของเขามีล้นพ้นประมาณ แต่เมื่อยังไม่แก้ไขอะไรได้ นาถจึงต้องเก็บงำความร้อนรุ่มไว้ก่อน “ขอรับ กระผมเองก็จะรีบสืบหาตัวจอมขมังเวทรายนี้ให้พบโดยเร็วที่สุด นายหาญกับหมอพันอาจจะรู้ว่าก่อนหายตัวไป นายเสือและนายเจือเคยติดต่อกับใครบ้าง หนึ่งในนั้นต้องเป็นคนร้ายที่มาล่อลวงสองคนนี้ไปฆ่าแน่”

ออกญายมราชเห็นด้วยกับนาถ กระนั้นท่านยังกำชับตามประสาคนรอบคอบ “แต่เรื่องที่เราคิดกันยังไม่มีหลักฐาน หากไปพูดกับใครว่าสงสัยแม่อยู่หัวจะถูกทำเสน่ห์ คงไม่มีใครเชื่อ ดีไม่ดีจะหาเรื่องเอาผิดเราได้ อากับพ่อนาถคงต้องทำงานนี้กันตามลำพัง อย่าแพร่งพรายให้ถึงหูคนนอกเป็นอันขาด”

นาถรับคำ เรื่องของแม่อยู่หัวนั้นคงต้องปล่อยไปก่อน ใจเขามุ่งจะป้องกันไม่ให้เกิดศพที่สามมากกว่า ชายหนุ่มยังเบาใจอยู่บ้างตรงที่คนที่เกิดวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาลนั้น ไม่ใช่จะมีเกลื่อนกลาด ถึงแม้จอมขมังเวทจะมีอาคมกล้าแกร่งเพียงไหน แต่ถ้าจะตามหาคนที่ต้องการ ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยเลย

ไม่ว่ามันจะซ่อนตัวอยู่ที่ใด เขาจะควานหาตัวมันออกมาให้ได้ นาถสัญญา

 

ร่างอรชรที่เดินอยู่บนถนนข้างหน้าดูคุ้นตาจนไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าเป็นใคร นาถเร่งฝีเท้าไปจนทัน ก่อนร้องเรียก “แม่วงตะวัน”

หน้าหวานนั้นหันกลับมา พอเห็นสามีก็ส่งยิ้มให้ ความร้อนของแสงแดดบ่มแก้มนวลทั้งสองข้างเป็นสีชมพูจัด แสงเริงแรงยังแตะแต้มเหลือบเงาลงบนเส้นผมดำมัน และสะท้อนประกายตาพราวพร่างราวมณีนิล ในชั่วขณะนั้นนาถรู้สึกแจ่มใสขึ้นอย่างประหลาด คล้ายความมีชีวิตชีวาของหญิงสาวถูกแบ่งปันเข้าสู่ตัวเขา ช่วยชะล้างความหม่นหมองในหัวใจให้เบาบางลงโดยพลัน

ความแช่มชื่นในอารมณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจากการสบตากับหญิงใดมาก่อน มันแตกต่างจากความวาบหวามดื่มด่ำที่เขารู้สึกยามอยู่ใกล้สะบันงา นาถบอกไม่ถูกว่าอารมณ์ใดทำให้เขามีความสุขมากกว่ากัน แต่ตอบได้ทันทีว่าเขายินดีถูกโอบล้อมด้วยความสดใสเช่นในขณะนี้ไปชั่วชีวิต

“ฉันเอาน้ำผึ้งไปกราบเยี่ยมออกญาสุรเดโช เพิ่งจะกลับ ออกหลวงเสร็จงานแล้วหรือเจ้าคะ”

นาถพยายามทำหน้าดุสุดความสามารถ แต่ไม่ค่อยจะสำเร็จเท่าไรนัก “เจ้านี่นะ บอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาออกจากเรือนให้พาทองสุกมาด้วย และที่จริงเจ้าแต่งงานแล้ว ควรหัดทำงานฝีมืออยู่ในเรือน ไม่ใช่ออกมาตะลอนๆ อยู่ข้างนอก คนอื่นจะติฉินเอาได้”

“ที่ไม่เอาทองสุกมาด้วยเพราะฉันใช้ทองสุกไปซื้อของเจ้าค่ะ ฉันจะหัดทำขนมลืมกลืน และจะเย็บหมอนใบใหม่ให้ออกหลวงไว้นอนแทนใบเก่าด้วย”

อารมณ์แช่มชื่นของคนฟังมีอันสะดุด ต้องแอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ คุณละมุนได้เคยเล่าวีรกรรมการเย็บหมอนของวงตะวันให้เขาฟังแล้ว รอยยิ้มของชายหนุ่มจึงค่อนข้างแหย “ขอบคุณนะเจ้า เป็นโชคดีของฉันที่ได้หนุนหมอนใบใหม่ เห็นทีจะหลับฝันดีเป็นแน่” แต่ก่อนจะนอนต้องไม่ลืมตบหมอนให้แน่ใจก่อนว่าไม่มีเข็มหรือของมีคมใดๆ หลงเหลืออยู่…

“ฉันยังไม่เคยทำขนมลืมกลืนเลย แต่คิดว่าทำไม่ยาก ให้ทองสุกช่วยทำอีกคน ออกหลวงรอชิมนะเจ้าคะ”

“เอ่อ…ให้แม่ครัวช่วยด้วยไม่ดีกว่าหรือ ถ้าทำกับทองสุกสองคนเจ้าอาจจะเหนื่อยเกินไป”

“ไม่เหนื่อยดอกเจ้าค่ะ” วงตะวันตอบเสียงสดใส “ทำเสร็จฉันจะแบ่งไปถวายพระด้วย เอาไปมากๆ ทั้งพระทั้งเด็กวัดจะได้ฉันกันเต็มที่”

ถ้าทำหลวงพ่อท้องเสียเห็นทีจะบาปหนัก…สมองของนาถทำงานเร็วจี๋ พยายามคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมให้หล่อนล้มเลิกความตั้งใจได้อย่างไร ในขณะที่อีกฝ่ายยังเล่าเจื้อยแจ้ว

“ออกญาสุรเดโชรู้จักกับคุณปู่ของฉันตั้งแต่หนุ่มๆ ตอนฉันอยู่เรือนเจ้าคุณพ่อ ท่านก็กรุณาให้บ่าวเอาของมาให้ฉันสองสามครั้ง ฉันจดจำพระคุณอยู่เสมอ ตอนนี้ที่เรือนท่านกำลังยุ่งเพราะใกล้วันแต่งงานของแม่หญิงเฟื่องแก้วแล้ว ฉันจึงไปเยี่ยมเยียนเผื่อว่าจะช่วยเหลือกระไรได้บ้าง”

นี่เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของวงตะวันที่นาถประจักษ์ตลอดมา หล่อนเป็นคนมีน้ำใจกับทุกคน และไม่เคยลืมผู้ที่ทำคุณให้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

ฉับพลันนั้นเอง จากปลายหางตา นาถเห็นอะไรบางอย่างพุ่งฝ่าอากาศมาแต่ไกล มันตรงเข้าหาร่างระหงที่กำลังคุยแจ้วๆ อยู่กับเขาขณะนี้

“แม่วงตะวันระวัง!” หากเป็นตัวเองนาถคงหลบได้ไม่ยาก แต่เมื่อเป้าหมายเป็นหญิงสาวเขากลับทำอะไรไม่ถูก นาถตัดสินใจคว้าร่างหล่อนให้หมุนกลับ ใช้หลังไหล่กำบังร่างเล็กๆ เอาไว้ ฉับพลันหินขนาดเท่ากำปั้นก็พุ่งมากระแทกท้ายทอยอย่างจัง มีเสียง ‘ปึ้ก’ ดังก้องในหู ชายหนุ่มเจ็บแปลบราวถูกทุบด้วยทั่งเหล็ก สมองมึนงง ตาพร่ามัวมืดดำไปชั่วขณะ ร่างสูงใหญ่ฟุบลงกับพื้น เลือดจากศีรษะไหลทะลักย้อมแผ่นหลังจนแดงฉาน

วงตะวันประคองชายหนุ่มที่หมดสติไว้ในอ้อมแขน เปิดเส้นผมของเขาด้วยมือสั่นเทาเพื่อตรวจดูบาดแผล เกือบจะกรีดร้องออกมาเมื่อเห็นแผลขนาดใหญ่ใต้กลุ่มผม หนังศีรษะเปิดลึกถึงกะโหลก โลหิตไหลโชกปานธารน้ำหลาก หญิงสาวเหลียวมองไปรอบๆ เห็นผู้คนมัวแต่เพ่งความสนใจไปทางอื่น ก็สำรวมจิตตัดความตื่นตระหนกให้สิ้น ก่อนจะบริกรรมคาถาแล้วเป่าลงไป

คาถาบทนี้เป็นส่วนหนึ่งของมนตร์ราหุลเวทย์ ถึงแม้ออกขุนสุเรนทร์รักษ์จะไม่ปรารถนาให้ใครเรียนรู้มนตร์คืนชีพ แต่ท่านก็เห็นประโยชน์ของมนตร์รักษาโรคภัยไข้เจ็บ จึงสั่งให้หลานสาวท่องจำจนขึ้นใจ ร่ายมนตร์ลงไปแล้ว ความกังวลของวงตะวันก็คลายลงเมื่อเปลือกตาของคนในอ้อมแขนค่อยๆ เปิดขึ้น แววตานั้นลอยคว้างคล้ายมองไม่เห็นสิ่งใดในตอนแรก ก่อนค่อยๆ ชัดเจนขึ้นตามลำดับ

นาถขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เมื่อสติคืนมาจนจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ ชายหนุ่มก็รีบถาม “แม่วงตะวันไม่เป็นไรใช่ไหม” เขากวาดสายตามองร่างบางขึ้นๆ ลงๆ จนชัดเจนว่าหล่อนปลอดภัยไม่มีบุบสลายก็ค่อยเบาใจ

“ออกหลวงยังเป็นห่วงฉันอีกหรือเจ้าคะ ท่านต้องมาเจ็บตัวเพราะช่วยฉันแท้ๆ” เสียงหญิงสาวสั่นเครือราวจะร้องไห้

นาถยกมือกุมบาดแผลที่กลางศีรษะ รับรู้ถึงความเหนียวเหนอะของเลือดที่เปื้อนเปรอะปลายนิ้ว กระนั้นความเจ็บปวดกลับมลายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อลองคลำดูก็ไม่พบบาดแผล มีแต่รอยบวมเล็กน้อยบนจุดที่ถูกกระแทกเท่านั้น

“อย่าโทษตัวเองสิ ฉันมีหน้าที่ต้องดูแลเจ้าอยู่แล้ว และฉันก็ไม่เจ็บมากมายนักดอก” นาถปลอบเสียงนุ่ม แม้จะแปลกใจเหลือจะกล่าวที่รอยแผลหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

จะเป็นไปได้อย่างไร เขาเป็นตำรวจ รู้ดีว่าเลือดที่ไหลมากมายเช่นนี้ย่อมเกิดจากบาดแผลขนาดใหญ่ ที่อาจทำให้ถึงตายเสียด้วยซ้ำ

วงตะวันไม่ตอบคำ หล่อนมองเขานิ่งงัน ปล่อยให้อารมณ์หวานลึกล้ำอันแปลกประหลาด คล้ายสายใยโปร่งแสง อ่อนละมุนทว่าเหนียวแน่นเคลื่อนตัวเข้ารัดพันหัวใจโดยไม่คิดจะผลักไส เป็นอารมณ์พิสุทธิ์ที่กอปรไปด้วยความซาบซึ้ง ขอบคุณและประทับใจ นับตั้งแต่คุณปู่ตายจากไป หญิงสาวก็รู้สึกว่าตนเองดำรงอยู่ในโลกนี้เพียงลำพัง ปราศจากมิตรสหาย ห่างไกลจากความอาทรห่วงใยของคนในครอบครัว นี่เป็นครั้งแรกกระมังที่มีคนแสดงออกว่าห่วงใย พร้อมจะปกป้องหล่อน

นาถลุกขึ้นยืน ไม่ทันรู้ตัวว่ายังคงกุมมือเล็กไว้ในอุ้งมือ เมื่อแว่วเสียงตะโกนด่าทอและกรีดร้องมาจากหน้าร้านขายของร้านหนึ่ง มองไปก็เห็นชายฉกรรจ์สองคนกำลังต่อสู้กัน ก้อนหินที่ลอยมากระแทกหัวเขาก็เป็นลูกหลงที่มาจากการวิวาทของคนกลุ่มนี้นั่นเอง

ผู้หญิงคนหนึ่งบ่นเสียงดัง “ไอ้พวกนั้นมันแย่งผู้หญิงกัน ผู้หญิงนั่นก็น่าสงสารนัก ประเดี๋ยวก็คงถูกมันฉุดไปดอก”

นาถสั่งให้วงตะวันยืนรอเขาอยู่ตรงนี้ ในขณะที่ตนเองรีบรุดไปห้ามทัพ ภาพที่เห็นคือนักเลงสองนายกำลังชกต่อยกันอย่างดุเดือด ห่างออกไปมีหญิงสองคนกำลังดิ้นรนและกรีดร้องเพื่อให้พ้นจากชายร่างใหญ่ที่จับตัวไว้ หญิงคนหนึ่งมีวัยห้าสิบปีแล้ว ส่วนอีกคนเป็นสตรีสาวผิวเหลืองลออ ทรวดทรงกลมกลึงเย้ายวนอยู่ในที ดวงหน้างามชุ่มไปด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

“หยุดนะนี่ตำรวจ ข้าสั่งให้หยุดบัดเดี๋ยวนี้” นาถตะโกนก้อง บุคลิกมีสง่าบวกกับกังวานเสียงทรงอำนาจทำให้นักเลงที่กำลังตะบันหมัดใส่กันหยุดชะงัก เมื่อเห็นเครื่องแต่งกายขุนนางที่ชายหนุ่มใส่อยู่ นักเลงทั้งคู่ก็มองหน้ากันแล้วพร้อมใจเผ่นหนีราวกับได้สัญญาณพักรบ เหลือแต่ชายร่างใหญ่หน้าคล้ายโจรที่ยังยึดข้อมือหญิงสาวไว้มั่น

“ช่วยด้วยเจ้าค่ะ ไอ้นี่มันจะมาจับตัวนางหนูไป ช่วยพวกอิฉันด้วย” หญิงวัยกลางคนร้องบอก

“นางนี่มันติดหนี้กระผมอยู่ ถ้าใต้เท้าจะช่วยมันก็จ่ายเงินกระผมมาสองพวง” เจ้าหนี้ของนางเถียง

นาถมองไปยังหญิงสาวผู้นั้น เมื่อเห็นถนัดเต็มตา ฉับพลัน เขาก็รู้สึกคล้ายมีสายฟ้าผ่าวร้อนฟาดลงมากลางศีรษะ ชายหนุ่มยืนตัวชา หายใจถี่รัว สายตาจับอยู่ที่ใบหน้าหญิงสาวราวต้องมนตร์สะกด

“ว่าอย่างไรเล่า จะจ่ายหรือไม่จ่าย ไม่อย่างนั้นกระผมจะเอานางนี่ไปขาย”

นาถโยนไถ้ใส่เงินให้ชายร่างใหญ่โดยไม่ละสายตาจากดวงหน้าละมุน เมื่อชายผู้นั้นปล่อยหล่อนให้เป็นอิสระ เขาก็ก้าวยาวๆ เข้าไปหาแล้วรวบร่างระหงมากอดไว้แน่น ราวกับกำลังไขว่คว้าอัญมณีมีค่าที่เคยหล่นหายกระนั้น

หญิงวัยกลางคนมองเขาอย่างกระอักกระอ่วน จะห้ามก็ไม่กล้า ที่สุดก็ตัดสินใจถาม “พ่อคุณรู้จักแม่สะบันงาด้วยหรือจ๊ะ ถ้าเช่นนั้นช่วยไปตามคนที่เรือนมารับนางหนูมันหน่อยได้ไหม นางหนูนี่ความจำเสื่อม นอกจากชื่อตัวเองแล้วก็จำกระไรไม่ได้ ฉันเลยต้องดูแลกันมาตามยถากรรมนี่ละจ้ะ”

ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว วงตะวันยืนมองเหตุการณ์เงียบงัน ตระหนักในทันทีว่าหญิงสาวโสภาผู้นี้ก็คือแม่นายสะบันงา ภริยาคนงามที่หายตัวไปเมื่อสองปีก่อน…ผู้หญิงที่นาถรักและขอแต่งงานด้วยตนเอง

หัวใจที่เพิ่งประจักษ์ความหวานชื่นเมื่อไม่กี่นาที ก่อนดิ่งลงสู่ความยะเยือกอย่างที่เคยเป็น แต่บัดนี้ความเย็นนั้นกลับเหน็บหนาวจนหล่อนรวดร้าวเข้าไปถึงวิญญาณ…

ต่อไปนี้ท่านคงไม่เกลียดเสียงซออู้แล้วสินะ ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ

Don`t copy text!