มนตราราหุล บทที่ 9 : ค้นเรือนแพ

มนตราราหุล บทที่ 9 : ค้นเรือนแพ

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 9 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“กระผมมาตามหาร่องรอยคนร้ายที่ฆ่าตัดหัวขุนชาญณรงค์ พบรอยเท้าจากที่เกิดเหตุมาถึงที่นี่ เราจึงตามมา” คำตอบของนาถมาพร้อมกับความคลางแคลงที่ผุดขึ้นในสมอง จมื่นวิเศษศิลป์ผู้เย่อหยิ่งและแสนสำอางน่ะหรือจะมาหลับนอนอยู่ในเรือนแพ แม้สภาพภายนอกของเรือนหลังนี้จะสวยงามกว่าเรือนแพทั่วไป แต่ก็ยังเป็นเคหสถานอันต่ำชั้นสำหรับชายหนุ่มอยู่ดี

เหมือนจมื่นวิเศษศิลป์จะรู้ทันความคิดของนาถ จึงรีบออกตัวว่า “ฉันมากินเหล้ากับคนรู้จัก ขากลับเมามากจึงมานอนพักที่นี่ นางเมี้ยนก็เป็นบ่าวที่คนรู้จักส่งมารับใช้”

พิศดูหญิงรับใช้ตัวอ้วนกลมนาถก็ยิ่งเห็นพิรุธ สหายของจมื่นวิเศษศิลป์ล้วนแต่เป็นคนหนุ่มสำรวยหยิบโหย่งไม่ต่างจากตัวเขา มีหรือจะส่งสาวใช้รูปร่างเหมือนไหกระเทียมเช่นนี้มาปรนนิบัติชายหนุ่ม

“กระผมมาหาคนร้ายตามหน้าที่ ต้องขอเข้าไปค้นในเรือนแพ คุณพระนายคงไม่ขัดข้อง” นาถพูดขึ้น

จมื่นวิเศษศิลป์ยืนจังก้าแน่วนิ่ง ไม่ยอมขยับเท้าหลบแม้แต่ก้าวเดียว “ฉันไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ไม่จำเป็นต้องค้นดอก”

ถ้อยคำนั้นไม่เพียงวางก้าม ยังเจือความเหนือกว่าอยู่ในที ลูกน้องของนาถเหลียวมองตากัน ในขณะที่หัวหน้ายิ้มเล็กน้อยอย่างไม่พรั่นพรึง

“ในเมื่อคุณพระนายไม่มีสิ่งใดปกปิด ให้กระผมค้นเสียหน่อยไม่ดีหรือขอรับ กระผมจะค้นพอเป็นพิธีเท่านั้น คนอื่นจะได้เอาไปลือไม่ได้ว่าคุณพระนายซ่อนคนร้ายที่ฆ่าขุนชาญณรงค์เอาไว้ ถึงไม่กล้าให้ตรวจค้น กระผมไม่อยากให้คุณพระนายเสื่อมเสียนะขอรับ”

หากเป็นยามกลางวันนาถคงเห็นว่าใบหน้าของคู่สนทนาของเขาแดงซ่านขึ้นด้วยโทสะ กระนั้นจมื่นวิเศษศิลป์ก็ยังยึดขอบประตูเรือนมั่น เมื่อตอบเสียงเข้ม “แต่นี่เป็นยามวิกาล หากจะค้นก็มาพรุ่งนี้เช้าก็แล้วกัน ตอนนี้ฉันจะพักผ่อน”

อีกฝ่ายเริ่มใช้น้ำเสียงกร้าวกระด้างประกาศศักดาเต็มเปี่ยม ทว่าการวางอำนาจหมายจะให้ระย่อเช่นนี้ใช้ไม่ได้กับออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ นาถใช้ไหล่ดันร่างที่ไม่ทันระวังตัวให้เซไปด้านข้าง แล้วเดินนำลูกน้องทั้งหมดกรูเข้าไปในเรือน ทำหูทวนลมกับเสียงโวยวายของจมื่นวิเศษศิลป์และนางเมี้ยนขณะตะลุยค้นหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็สามารถทำได้ง่ายดาย เพราะเรือนแพนั้นไม่ได้กว้างขวางนัก

พ้นจากระเบียงด้านนอกเข้ามาเป็นห้องโถงเล็กๆ มีผ้าห่มเนื้อหยาบและหมอนกองอยู่กับพื้น คงจะเป็นที่นอนของนางเมี้ยนนั่นเอง ด้านในมีห้องนอนอีกห้องหนึ่ง เมื่อผลักประตูเข้าไป ผู้ที่นั่งอยู่บนเตียงก็กระถดกายหนีอย่างหวาดผวา

แสงสว่างจากคบเพลิงส่องให้เห็นร่างอรชรนั้นได้ถนัด หญิงสาวผู้มีดวงหน้างดงามราวกับภาพวาดกำลังนั่งกอดเข่าเนื้อตัวสั่นเทาอยู่เพียงลำพัง หล่อนพยายามบีบตัวให้เล็กที่สุดเหมือนอยากจะแทรกกายให้จมหายลงไปในฟูกนอนเสียด้วยซ้ำหากว่าทำได้ ครั้นเห็นชายแปลกหน้ากลุ่มใหญ่มองตรงมา หญิงสาวก็เปล่งเสียงร้องแผ่วโหยอย่างหวาดกลัวจับใจ ไม่ต่างจากลูกแมวที่ร้องหาการปกป้องจากแม่ของมัน

จมื่นวิเศษศิลป์รีบเบียดตัวแทรกบรรดาตำรวจที่ยืนอออยู่หน้าห้องเข้าไปหาหญิงสาว โอบประคองหล่อนไว้ด้วยกิริยาดังกำลังปลอบเด็กตัวเล็กๆ พลางหันมาบอกนาถ

“แม่เฟื่องขวัญเสียหมดแล้ว หากมีสิ่งใดก็ออกไปพูดกันข้างนอกเถิด คุณหลวงก็คงเห็นแล้วว่าในเรือนของฉันไม่ได้มีผู้ร้ายซ่อนอยู่”

นาถพยักหน้าให้ลูกน้องทั้งหมดเดินตามเขาออกมา สั่งให้ตรวจค้นพื้นดินริมตลิ่งที่ทอดจากสะพานมาถึงเรือนนี้อย่างละเอียด ตัวเขาปลีกตัวไปยืนอีกมุมหนึ่ง ระหว่างรอให้จมื่นวิเศษศิลป์ปลอมประโลมสาวงามในห้องให้คลายความตระหนก นาถก็เรียบเรียงความคิดไปพลาง

ผู้หญิงในห้องนั้นไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นแม่หญิงเฟื่องแก้ว ธิดาของออกญาสุรเดโช และยังเป็นคู่หมั้นที่ใกล้วิวาห์ของออกขุนชาญณรงค์ผู้ตายอีกด้วย

การที่สตรีสาวนางหนึ่งมาค้างอ้างแรมในเรือนแพกับผู้ชายหนุ่ม ไม่ว่าจะมองอย่างไรคำตอบก็มีเพียงประการเดียว…หล่อนตกเป็นของชายผู้นั้นแล้ว ทว่าคู่หมั้นที่เฟื่องแก้วถูกจับคลุมถุงชนกลับมาตายอยู่ใกล้บริเวณนี้ และยังมีรอยเท้าเดินมาถึงที่นี่ นี่ต่างหากที่เป็นปัญหา

ประมาณชั่วเคี้ยวหมากแหลก จมื่นวิเศษศิลป์ก็ออกมาจากเรือน เดินเอ้อระเหยไม่รีบร้อนมาประจันหน้ากับนาถ

“คุณพระนายทำเช่นนี้ ไม่เกรงออกญาสุรเดโชจะเอาเรื่องรึ” เสียงของนาถเคร่งขรึม ไม่ซ่อนเร้นความไม่พอใจ ตรงข้ามกับผู้ฟังที่หามีท่าทีทุกข์ร้อนไม่ น้ำเสียงติดจะขำเสียด้วยซ้ำเมื่อตอบว่า

“จะให้ทำอย่างไรเล่า ฉันกับแม่เฟื่องรักกัน แต่ออกญาสุรเดโชกลับดึงดันจับลูกสาวหมั้นกับขุนชาญณรงค์ และจะให้แต่งงานในอีกสามวันข้างหน้านี้แล้ว ฉันกับแม่เฟื่องไม่มีทางเลือก ถึงต้องหนีตามกันมาอย่างนี้ละ”

ตามที่นาถสืบรู้มา ทั้งขุนชาญณรงค์และจมื่นวิเศษศิลป์ลอบทำงานให้นายจัน บ้านมหาโลกและขุนวรวงศาธิราชอย่างลับๆ แต่ขุนชาญณรงค์เข้าร่วมกับพวกนายจันก่อน จึงได้รับความไว้วางใจให้มีอำนาจในมือมากกว่า การที่จมื่นวิเศษศิลป์ลอบรักใคร่กับแม่หญิงเฟื่องแก้ว ผู้เป็นคู่หมั้นของอีกฝ่าย จึงนับว่าจมื่นวิเศษศิลป์ต้องเสี่ยงภัยไม่น้อยเลย

“คุณพระนายกับขุนชาญณรงค์ก็นับว่าสนิทสนมกัน คุณพระนายลอบคบหากับแม่หญิงเฟื่องแก้ว ไม่เกรงขุนชาญณรงค์จะเคืองหรือ” นาถตั้งคำถาม และไม่แปลกใจเลยเมื่อได้รับคำตอบว่า

“หากขุนชาญณรงค์เป็นลูกผู้ชายจริงก็ไม่ควรถือสาเรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้ และไม่ควรบังคับจิตใจผู้หญิงที่เขาไม่สมัครใจรักใคร่ด้วย แต่ถ้าคิดไม่ได้ฉันก็จนใจ”

“แล้วรอยเท้าจากจุดพบศพท่านขุนมาถึงสะพานหน้าเรือนคุณพระนายนั่นเล่า จะอธิบายอย่างไร”

ผู้ฟังหัวเราะ ไม่ปิดบังท่าทียียวน “ฉันจะไปรู้รึ ฉันพาแม่เฟื่องหนีมาเมื่อคืนก่อน แม่เฟื่องกลัวมาก ฉันสองคนเลยเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนแพไม่ได้ออกไปไหน ใครจะมาทำกระไรที่สะพานบ้าง ฉันก็ไม่รู้”

นาถหรี่ตามองผู้ฟัง เห็นเขายืนยิ้มอย่างเป็นต่อด้วยท่าทีผ่อนคลาย เป็นจังหวะดีในการจู่โจม ชายหนุ่มก็โพล่งคำถามสำคัญออกไป

“วันนี้คุณพระนายหมกตัวอยู่ในเรือนแพทั้งวัน นางเมี้ยนนั่นก็น่าจะอยู่รับใช้ด้วย ยิ่งแม่หญิงเฟื่องแก้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีทางออกไปไหนแน่ ถ้าเช่นนั้นเหตุใดพอกระผมบอกว่าขุนชาญณรงค์ถูกฆ่าตัดหัวไปแล้ว คุณพระนายถึงไม่มีท่าทางแปลกใจบ้างเลย ทำราวกับรู้เรื่องอยู่แล้วอย่างนั้นละ”

รอยยิ้มและอาการลอยหน้าลอยหน้าหายวับไปจากดวงหน้าของฝ่ายตรงข้ามราวกับถูกปลิด จมื่นวิเศษศิลป์สะอึก อึ้งไปเป็นครู่กว่าจะรวบรวมสติได้

“พูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร จะกล่าวหาคนอย่างฉันรึ” เมื่อเข้าตาจนชายหนุ่มก็เอายศที่เหนือกว่าเข้าข่ม

“ออกหลวงขอรับ” บรรยากาศที่เริ่มระอุถูกขัดด้วยเสียงเรียกของพันทัพ ที่วิ่งตรงมาหานาถ “พบหัวขาดถูกฝังอยู่ตรงตีนสะพาน เป็นหัวของออกขุนชาญณรงค์ขอรับ”

ออกญาสุรเดโชเป็นคนปากร้าย พูดจาขวานผ่าซากไม่เห็นแก่หน้าใคร มาบัดนี้ใบหน้าที่ใครต่อใครแอบนินทาลับหลังว่า ‘บึ้งทั้งวันเหมือนกลัวจะถูกเรี่ยไรเงิน’ ยิ่งทวีความงอง้ำชวนให้ขวัญผวาขึ้นอีกเป็นกอง ร่างอ้วนใหญ่ดูพองคับห้องเมื่อเดินอาดๆ เข้ามาในกรมพระนครบาล แล้วกวาดสายตามองหาอย่างรีบร้อน

“ลูกสาวฉันอยู่ที่ไหน นี่ท่านเจ้าคุณจับแม่เฟื่องไปขังคุกงั้นรึ”

นาถคุมตัวจมื่นวิเศษศิลป์กลับมาหลังจากพบหัวของของขุนชาญณรงค์ แน่นอนว่าแม่หญิงเฟื่องแก้วซึ่งอยู่ด้วยกัน ก็ต้องพลอยติดร่างแหอย่างเลี่ยงไม่ได้ หญิงสาวเนื้อตัวสั่นเทา เอาแต่ร้องไห้ตลอดทั้งคืนจนรุ่งสาง ด้วยความหวาดหวั่นและอับอายสายตาบรรดานายตำรวจ

ออกญายมราชเชิญเกลอของท่านให้นั่งลง บอกด้วยเสียงเป็นงานเป็นการ “ใจเย็นเถิดท่านเจ้าคุณ ฉันไม่ใจร้ายกับหลานขนาดนั้นดอก แม่เฟื่องอยู่ห้องด้านในนี่เองไม่ได้อยู่ในห้องขัง แต่ฉันว่าเราควรมาคุยเรื่องคดีกันให้รู้เรื่องก่อน” ท่านกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียด “คดีนี้แม่เฟื่องเป็นเพียงพยาน ไม่ต้องห่วง”

“คนฆ่าขุนชาญณรงค์ต้องเป็นไอ้จมื่นวิเศษแน่ มันพาลูกสาวฉันหนีไป แต่คงกลัวขุนชาญณรงค์จะเอาเรื่อง พอสบโอกาสที่เรือล่มใกล้เรือนแพของมัน เลยลอบมาฆ่าเสีย แล้วเอาหัวมาฝังไว้ที่สะพานหน้าเรือน”

ออกญายมราชถอนใจเฮือกใหญ่ “ข้อนี้ละที่เป็นปัญหา แม่เฟื่องยืนยันเสียงแข็งว่าจมื่นวิเศษศิลป์อยู่กับตัวตลอดเวลา ตั้งแต่ที่หนีตามกันมาเมื่อสองวันก่อน”

เกลอของท่านพยายามพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดแล้ว กระนั้นผู้เป็นพ่อก็ยังแทบจะแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอัปยศ ตั้งแต่นาทีที่ลูกสาวหายตัวไปจากเรือน ออกญาสุรเดโชก็แทบคลั่ง แต่ท่านยังพยายามคิดไปในทางดีว่าลูกสาวคงเพียงหลบไปซ่อนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงงานวิวาห์ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเท่านั้น บัดนี้เมื่อรู้ว่าแน่หญิงสาวหนีตามผู้ชายไปจริงอย่างที่นึกหวั่นไว้แต่แรก ผู้เป็นพ่อก็เหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ

“ไอ้จมื่นวิเศษมันเจ้าชู้ ทั้งยังมากเล่ห์ไว้ใจไม่ได้ นี่ก็ไม่รู้ว่าลอบมาเกี้ยวแม่เฟื่องตอนไหน ฉันถึงต้องรีบจับแม่เฟื่องแต่งงานไปกับคนอื่น แต่ก็ยังไม่วายมีเรื่องจนได้” ท่านปรารภด้วยสีหน้าหมองคล้ำ เสียดายลูกสาวและเสียใจในความประพฤติของหล่อนนัก แต่ครู่เดียวท่านก็ฮึดฮัดทำเสียงแข็งขึ้นมาใหม่

“แต่ฉันไม่เชื่อดอกว่ามันไม่ได้ออกจากเรือนแพไปไหนเลย มันต้องออกไปฆ่าขุนชาญณรงค์เป็นแน่ ไม่อย่างนั้นหัวขาดจะถูกฝังอยู่ตีนสะพานเรือนแพรึ และที่เรือของขุนชาญณรงค์มาเกยตื้นใกล้ที่พักของมันก็มีพิรุธน่าสงสัย ถ้าจะให้เดาฉันว่าคนที่แอบเจาะเรือต้องเป็นลูกน้องของไอ้จมื่นนั่นละ”

ประสบการณ์การทำงานมายาวนาน ช่วยให้ออกญาสุรเดโชมองเหตุการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง

“ฉันเดาว่าจมื่นวิเศษไม่อยากให้ขุนชาญณรงค์ได้แต่งงานกับแม่เฟื่อง มันจึงให้ลูกน้องแฝงไปเป็นลูกเรือที่ออกขุนควบคุมมา ลอบเจาะท้องเรือ กะเวลาว่าให้ล่มเมื่อเรือมาถึงบางกะจะ จมื่นวิเศษรู้เวลาที่เรือจะเกยตื้นอยู่แล้ว ไม่ยากที่จะกล่อมแม่เฟื่องให้รออยู่ในห้องในเวลานั้น ตัวมันลอบออกมาฆ่าขุนชาญณรงค์แล้วรีบกลับไปที่เรือนแพ เรื่องเอาหัวขาดไปฝังก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ลูกน้อง เท่านี้ก็สำเร็จ”

“ฉันกับหลวงเกรียงไกรฤทธิก็คิดเช่นนั้น แต่ถ้าแม่เฟื่องยังยืนยันเข้าข้างจมื่นวิเศษ พวกฉันก็ทำกระไรไม่ได้ ฉันจึงเชิญท่านเจ้าคุณมา อยากให้ช่วยเกลี้ยกล่อมหลานให้พูดความจริง อย่าปิดบังเพื่อเห็นแก่คนชั่วเลย”

ออกญาสุรเดโชมองสหายประหนึ่งมองคนโง่เขลาสักคนที่พูดจาคนละภาษากับท่าน ครุ่นคำนึงอยู่อึดใจหนึ่ง ออกญาผู้เฒ่าก็ผุดลุกขึ้น “ขอฉันพบแม่เฟื่องสักหน่อยเถิด แล้วเรื่องอื่นเราค่อยมาพูดจากันทีหลัง”

นาถมองตามหลังออกญาผู้ใหญ่ที่เดินตามพันทัพไปพบลูกสาว เมื่อหันมาสบตาออกญายมราช ท่านก็ถามขึ้น “คิดว่าจะได้ผลไหม หลานชาย”

“ยากขอรับ” ชายหนุ่มตอบได้ทันที “หากให้การเอาผิดจมื่นวิเศษ จมื่นวิเศษก็ไม่พ้นโทษประหารสถานเดียวเท่านั้น กระผมไม่คิดว่าแม่หญิงเฟื่องแก้วจะทำได้ อย่าว่าแต่แม่หญิงเลย แม้แต่ออกญาสุรเดโชก็คงไม่ยอมให้จมื่นวิเศษต้องโทษเช่นกัน เพราะบัดนี้แม่หญิงเฟื่องแก้วหนีตามจมื่นวิเศษศิลป์ไปแล้ว ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก อย่างไรออกญาก็ต้องให้แม่หญิงแต่งงานกับจมื่นวิเศษ มิฉะนั้นท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

ความผิดหวังฉายชัดอยู่บนใบหน้าของออกญายมราช “นั่นสิ อายังหวังว่าสหายของอาจะเห็นแก่ความถูกต้อง แต่อาคงคิดผิด อย่างไรพระยาสุรเดโชก็เห็นแก่อนาคตของลูกและชื่อเสียงตัวเองมากกว่าอยู่ดี”

นาถพยายามกลืนความเจ็บใจลงไปอย่างยากเย็น เมื่อตระหนักว่าพ่ายแพ้ต่อเล่ห์กลของอีกฝ่ายเสียแล้ว  “จมื่นวิเศษแผนสูงนัก มันวางแผนฆ่าขุนชาญณรงค์ตั้งแต่แรก พร้อมกันนั้นก็ไปพาแม่หญิงเฟื่องแก้วหนีมา แล้วใช้แม่หญิงเป็นพยานความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง แม่หญิงเฟื่องแก้วเป็นถึงธิดาของออกญาสุรเดโช คำพูดย่อมมีน้ำหนักมากพอจะยืนยันความบริสุทธิ์ของจมื่นวิเศษได้ และยังเป็นหลักประกันอนาคตของจมื่นวิเศษได้อย่างสบาย ตอนนี้ต่อให้ออกญาสุรเดโชอยากให้แม่หญิงเฟื่องแก้วแต่งงานกับคนอื่น แต่ก็น้ำท่วมปาก จำเป็นต้องยอมยกลูกสาวให้จมื่นวิเศษศิลป์ เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว”

“ยิ่งไปกว่านั้น อาว่าที่เราพบรอยเท้าและหยดเลือดเป็นทางยาวไปถึงเรือนแพของจมื่นวิเศษ ก็เพราะมันจงใจเย้ยกฎหมาย ตั้งใจจะให้เราพบหลักฐานโดยง่าย เพราะตราบใดที่มีแม่เฟื่องแก้วเป็นพยาน เราก็ไม่มีทางเอาผิดมันได้ ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นฝีมือไอ้จมื่นวิเศษก็เถิด” ออกญายมราชพูดอย่างมั่นใจในความคิดของตน

“จับตามองจมื่นวิเศษไว้ให้ดีเถิดพ่อนาถ คนเจ้าเล่ห์พรรค์นี้ต้องทำเรื่องชั่วช้าอีกเป็นแน่”

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

หากราชธานีศรีอโยธยาเป็นท้องทะเล ยามนี้ผิวนทีกว้างกำลังเผชิญคลื่นลมกระหน่ำ เป็นคลื่นลมอันเกิดจากฝีปากของชาวอโยธยาเอง ที่ช่วยกันกระพือข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างสนุกสนาน เรื่องแรกได้แก่ข่าวเรือขนข้าวล่มที่บางกะจะ ลูกเรือหลายชีวิตถูกฆ่าตายเกลื่อนตลิ่ง ล่วงไปเพียงคืนเดียว ข่าวแรกก็ถูกกลบเสียสนิทด้วยเรื่องใหม่ที่มีสีสันน่าตื่นเต้นกว่า นั่นคือข่าวแม่หญิงเฟื่องแก้ว ธิดาคนงามของออกญาสุรเดโชหนีตามจมื่นวิเศษศิลป์ ขุนนางหนุ่มรูปงามไป

“ได้ยินว่าตำรวจไปค้นหาร่องรอยคนร้ายที่เรือนแพ เลยไปพบแม่หญิงอยู่ในห้องกับคุณพระนายนั่น ประจวบเหมาะอย่างกับเทวดาแกล้งเชียวเอ็งเอ๊ย”

“ลูกผู้ดีมีชาติตระกูล ทำไมทำตัวอย่างนี้ ข้าละอับอายแทนออกญาสุรเดโชนัก”

“เห็นว่างานแต่งงานก็เตรียมจะจัดอยู่แล้ว แม่ลูกสาวมาหนีตามผู้ชายไปเสียได้ งามหน้าจริงๆ”

นาถเดินมาถึงเรือนใหญ่ด้วยความอ่อนเพลียทั้งกายและใจ ดวงหน้าคมสันเครียดขรึม เวทนาหญิงสาวผู้ตกเป็นเป้านินทาอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็จนปัญญาจะปิดปากคน ทั้งๆ ที่การทำงานของเขาเป็นความลับยิ่งยวด แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเรื่องถึงรู้ไปถึงหูพวกชาวบ้านได้ เพียงคืนเดียวข่าวก็แพร่กระจายปากต่อปากราวกับไฟลามทุ่ง จนอื้ออึงไปทั้งเมือง

แม่หญิงเฟื่องแก้วถูกส่งกลับไปเรือนเจ้าคุณพ่อของเธอแล้ว แต่ก็เป็นการคืนกลับไปอย่างอัปยศแปดเปื้อนมลทิน จมื่นวิเศษศิลป์ให้สัญญาเป็นมั่นเหมาะว่าจะยกขันหมากมาสู่ขอหล่อนอย่างเกริกเกียรติสมหน้าสมตา ทั้งชายหนุ่มยังจัดพานพุ่มดอกไม้ไปกราบขอขมาออกญาสุรเดโชและคุณหญิงยี่สุ่นถึงเรือนอีกด้วย ออกญาผู้เฒ่านั้นใช่ว่าจะไม่เห็นแววตาเย้ยหยัน ภายใต้ท่าทางอ่อนน้อมของว่าที่ลูกเขย แต่ชะตาของท่านและลูกสาวนับว่ามาถึงทางตันเสียแล้ว จึงจำต้องยอมรับการขอขมาทั้งๆ ที่แค้นใจแทบกระอักเลือด

เท้าที่กำลังก้าวเดินของนาถชะงัก เมื่อกังวานอ้อยส้อยแผ่วหวานของซออู้ลอยละล่องมาจากเรือนใหญ่ ความปวดแปลบขื่นขมก่อตัวขึ้นในอก พร้อมกับที่ความทรงจำในอดีตโถมถั่งเข้าใส่ดังสายน้ำหลาก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความปีติยินดีท่วมท้น

นาถไม่รู้ตัวว่าวิ่งขึ้นเรือนไปตั้งแต่เมื่อไร ทันทีที่ไปถึง สายตาก็มองปราดไปยังต้นเสียง เห็นหญิงสาวร่างอ้อนแอ้นกำลังนั่งเล่นซออยู่บนพาไล ข้างตัวมีแจกันเขียนลวดลายแบบจีนใบใหญ่ ปักดอกมะลิร้อยก้านมะพร้าวส่งกลิ่นรวยรื่นมาตามลม ใบหน้าที่ก้มน้อยๆ ของหญิงสาวประดับด้วยรอยยิ้มรื่นรมย์ เส้นผมดำขลับตกระแก้มนวล ทรวดทรงอวบอิ่มรัดด้วยผ้าคาดอกขนาดไม่ใหญ่นัก เผยให้เห็นช่วงบ่าเต็มตึง หน้าท้องแบนและเอวอ่อนเย้ายวน

แม่สะบันงา น้องกลับมาแล้ว…

หญิงคนนั้นหันมามองนาถ คลี่รอยยิ้มละมุนอ่อนหวานให้เขา นาถเพ่งมองแน่วนิ่ง เกือบจะเชื่อว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นความจริง แต่เพียงชายหนุ่มกะพริบตา ภาพฝันก็เริ่มจางหายราวกับสายหมอกยามเช้า ทิ้งให้หัวใจผู้มองดำดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังอย่างที่เคยเป็นมา และคงจะเป็นตลอดไป เมื่อแม่กุดั่นบรรจงวางซอลงข้างกาย เดินชดช้อยมาต้อนรับสามี

“คุณพี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ วันนี้น้องอารมณ์ดีเลยนึกอยากเล่นซอ ไม่รู้ว่าคุณพี่มาแอบฟังตั้งแต่เมื่อไร”

ความเย็นชาเหินห่างแผ่ไอกรุ่นจากดวงตาของนาถ สีหน้าชายหนุ่มราบเรียบไม่บอกความรู้สึก ทว่าคนถูกมองกลับหนาวเยือกอย่างประหลาด “พี่ขอตัวก่อน วันนี้งานยุ่งมาก” พูดจบเขาก็ก้าวตรงไปหอนอนของตน มิไยแม่กุดั่นจะร้องเรียกอยู่ข้างหลัง นาถก็ไม่หันกลับไปมอง

“คุณพี่รอน้องด้วย” กุดั่นวิ่งอ้อมมาดักหน้า ฉวยมือสามีมากุมไว้อย่างร้อนรน “คุณพี่เคืองน้องหรือเจ้าคะ น้องทำสิ่งใดผิด ก็แค่เล่นซอเท่านั้น”

“พี่ไม่ได้โกรธ แต่วันนี้พี่เหนื่อยมาก อยากจะอาบน้ำเสียหน่อย” นาถสะกดใจตอบ แต่น้ำเสียงไม่จางความห่างเหินจนคนฟังน้ำตารื้น

เดิมทีกุดั่นเพียงแต่คิดจะสีซออย่างที่สะบันงาชอบทำ เพื่อดึงดูดความสนใจของสามี หากพอเขาแสดงอาการเย็นชาบอกให้รู้ว่าใยเสน่หาระหว่างเขาและภรรยาเก่ายังคงดำรงอยู่ไม่เสื่อมคลาย หญิงสาวก็เจ็บใจจนทนไม่ไหว เสียงที่เปล่งออกมาแหลมสูงตามแรงน้อยใจ

“คุณพี่เคืองที่น้องเล่นซอเพราะทำให้คิดถึงแม่สะบันงาใช่ไหมเจ้าคะ แม่สะบันงาหนีหายไปสองปีแล้ว เมื่อไรคุณพี่จะทำใจเลิกคิดถึงหล่อนได้เสียที”

วาจานั้นไม่ต่างจากการเสียบมีดคมกริบเข้าที่กลางใจของนาถ ชายหนุ่มขบกรามแน่น ดวงหน้าเย็นชาราวกับสลักจากน้ำแข็งเมื่อปลดมือเล็กที่รั้งแขนเขาออก แต่กุดั่นไม่ยอมแพ้ หล่อนพยายามยื้อยุดร่างสูงใหญ่ไว้ พร้อมกันนั้นปากรูปกระจับก็ปล่อยวาจาเกรี้ยวกราดบาดหัวใจคนฟังต่อไป

“น้องรักคุณพี่ ภักดีกับคุณพี่ยิ่งกว่าแม่สะบันงาหลายเท่านัก เหตุใดคุณพี่ไม่ยอมมองหัวใจน้องบ้าง แม่สะบันงาทิ้งคุณพี่หนีตามชู้ไปแล้ว คุณพี่จะอาลัยอาวรณ์อีกทำไมเจ้าคะ”

นาถต้องนับหนึ่งถึงสิบในใจอย่างยากเย็น เพื่อจะไม่ผลักร่างเล็กบางให้กระเด็นไปอย่างที่อยากทำ พอปลดมือภรรยาได้สำเร็จเขาก็จ้ำพรวดๆ เข้าไปด้านใน ตรงไปยังหอนอนโดยไม่แยแสเสียงกรีดร้องลั่นเรือนที่ดังไล่หลังมา

“คุณพี่ใจร้าย ใจดำ คนโง่ โง่ๆๆๆ” ลูกผู้หญิงอโยธยาถูกอบรมว่าต้องยกย่องสามี แม้คำน้อยก็หยาบหยามล่วงเกินไม่ได้ แต่ในยามที่อารมณ์กำลังพลุ่งพล่านด้วยความเศร้าสลดและเจ็บใจ กุดั่นก็วางมารยาทกุลสตรีลงชั่วขณะ เหลือแต่ความต้องการเอาชนะเพียงถ่ายเดียวเท่านั้น

นาถได้ยินถ้อยคำสบประมาทของหล่อนเต็มสองหู ชายหนุ่มกำหมัดแน่น สองตาวาวโรจน์ดุดัน ทันทีที่ไปถึงหน้าห้อง เขาก็ปราดเข้าชกขอบประตูไม่ยั้ง ปลดปล่อยความขื่นขมทรมาน เคียดแค้น โทมนัสลงไปกับการแสดงออกที่บ้าคลั่ง เนื้ออ่อนๆ กระแทกกับไม้แข็งกระด้างจนแตกลึกเกือบถึงกระดูก เลือดไหลเปื้อนขอบประตูเห็นเป็นดวงใหญ่ ทว่านาถยังไม่หยุดกระหน่ำเรี่ยวแรงทั้งหมดลงไป

ต่อให้เจ็บกายเพียงใดก็ไม่ได้เศษเสี้ยวของความเจ็บปวดในหัวใจที่กำลังหลั่งเลือดหรอก

แม่สะบันงา ทำไมน้องถึงจากพี่ไป เกิดเรื่องใดขึ้นกับเจ้ากันแน่…

Don`t copy text!