
นิราศรักสองนครา บทที่ 40 : เรือนที่เคยคุ้น
โดย : ปรียนันทนา
![]()
นิราศรักสองนครา โดย ปรียนันทนา เรื่องราวของโชติ หญิงสาวชาวสยาม กับทางเลือกสองทาง ความรักของชายหญิงกับความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด เธอจะเลือกทางใด และหากไม่สามารถเลือกได้ จะมีหนทางใดที่ใจสองดวงจะมาบรรจบพบกัน ณ จุดที่ลงตัวได้หรือไม่ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านพร้อมกันที่นี่ anowl.co
“ที่ว่าฉันเห็นด้วยเรื่องที่หล่อนอยากทำนั้น ฉันพูดด้วยความสัตย์นะแม่โชติ” เสียงผู้กำลังเดินเคียงกันไปกับหญิงสาวระหว่างทางเดินเพื่อมาส่งที่เรือนของโชติดังขึ้น พระนรินทรราชเสนาเดินนำขึ้นเรือนไปก่อนแล้ว ปล่อยให้บุรุษหนุ่มใหญ่เดินตามมาเงียบ ๆ คู่กันกับบุตรสาวของเขา โดยมีเด็กกลอยเดินตามมาห่าง ๆ
“จริงหรือเจ้าคะ คุณหลวงไม่เห็นว่าแปลกหรือคะ” โชติหยุดอยู่ตรงลานกว้างก่อนถึงเรือนที่บัดนี้แสงตะวันกำลังเริ่มคล้อยต่ำ สายลมริมน้ำกำลังพัดเย็นสบาย เจ้าแมวดำแซมขาวตัวเดิมเดินดุ่ม ๆ มาหาหญิงสาวแล้วร้องเรียกอย่างร้อนรนพลางพันแข้งขาอย่างออดอ้อน หญิงสาวเลยก้มลงอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขน
“ว่าอย่างไรแซม” โชติกอดมันไว้แล้วหันไปมองหน้าบุรุษตรงหน้าอย่างแจ่มใสมากขึ้น “ที่คุณหลวงว่าเห็นด้วยนั้นเพราะเหตุใดเจ้าคะ”
“ก็เพราะฉันมีลูกสาวน่ะสิ” เขาเอ่ยเรียบ ๆ พลางนิ่งไปอึดใจ ใจไพล่คิดไปถึงชะตาชีวิตของตนที่มีลูกสาวแต่ก็ต้องมาเสียภรรยาไป
“อ้อ ค่ะ พูดถึงหนูเพ็ญแล้วก็พลางคิดถึงคุณน้าจันนะเจ้าคะ”
“ใช่ หากแม่จันยังอยู่คงสอนภาษาแลงานต่าง ๆ ให้กับแม่หนูได้มากโข”
“แต่มิต้องกังวลไปดอกค่ะ ฉันคิดว่าแม่เพ็ญคงได้เรียนรู้ภาษา อ่านออกเขียนได้มากมายเป็นแน่ ด้วยคุณหลวงสามารถพาเธอถวายตัวในตำหนักเจ้านายพระองค์หญิง หากไม่ก็ให้คุณจอมสอนไปพลางได้เจ้าค่ะ”
“ใช่ แต่ฉันกลับมิได้อยากให้ลูกห่างจากตัวเลย ว่ากันตามตรงนะแม่โชติ หลังจากแม่จันตายไป ฉันก็แทบไม่อยากให้แม่เพ็ญโตไปกว่านี้ ทั้งห่วงทั้งกังวลว่าเขาจะอยู่อย่างไร อยากอยู่กับลูกให้นานที่สุดเพื่อชดเชยเวลาที่ผ่านมา” เขาเอ่ยเสียงเศร้าราวกับมีเรื่องบางอย่างในใจ
“คุณหลวงก็มิได้ไปไหนนี่เจ้าคะ แค่ย้ายสังกัดมาช่วยท่านเจ้าคุณ” หญิงสาวหมายถึงเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ บิดาของพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (ช่วงเวลานี้อาจหมายถึงช่วงรอยต่อของตระกูลบุนนาค) “อีกอย่างยังมีคุณจอมที่เป็นคุณป้าแท้ ๆ มาช่วยดูแลแม่เพ็ญด้วย”
“หามิได้น่ะสิ อีกไม่นานฉันจำต้องไปราชการ ไกลเสียด้วย”
“ที่ไหนรึเจ้าคะ” หญิงสาวเผลอถามตามใจคิด แต่เมื่อนึกได้ว่าอาจเสียมารยาทก็ก้มหน้างุด พลางขะมักเขม้นลูบขนจนจรดปลายหางเจ้าแซม ราวกับว่ามือของหล่อนเป็นผ้าที่กำลังทำความสะอาดเนื้อตัวของมัน
“เมืองจันทบูร” เขาเอ่ยน้ำเสียงเครียดอย่างคนที่กำลังกังวลจริง ๆ หากเพียงครู่เดียวก็ถอนใจราวกับสลัดเรื่องของตนเองทิ้งแล้วหันมาถามหญิงสาวอย่างใส่ใจ “ว่าแต่เรื่องของหล่อนนั้นคิดดีแล้วใช่หรือไม่ พ่อหนุ่มคนนั้นดูจริงใจมากนะ”
เขาเอ่ยจบก็รู้สึกว่าในใจเต้นแรงราวกับคนหนุ่มที่ไม่เคยพานพบความรักมาก่อน คุณหลวงผู้ตกพุ่มม่ายแปลกใจตนเองไม่น้อยที่ความรู้สึกเช่นนี้เข้ามารบกวนจิตใจอยู่หลายเพลาแล้วนับแต่ได้เห็นหน้าแม่โชติที่งานศพภรรยาผู้ล่วงลับ เธอคือแม่โชติคนเดิมหากแตมิใช่เด็กหญิงผู้ที่เขาเคยคุ้นเมื่อเธอยังเยาว์วัย เพราะบัดนี้โชติเติบใหญ่กลายเป็นผีเสื้อแสนสวยผู้รักอิสระ ขณะเดียวกันก็น่าทะนุถนอม ด้วยว่าผีเสื้อแสนสวยนั้นกำลังบินวนไปมาในสวนอย่างไร้ทิศทาง ช่างเปราะบางยิ่งนักในความรู้สึกของผู้ผ่านโลกมามากเยี่ยงเขา
“เจ้าค่ะ แต่ฉันตัดสินใจดีแล้ว คุณหลวงเล่าคะ เรื่องแม่เพ็ญนั้นฉันว่าค่อย ๆ คิดดีหรือไม่ ระหว่างนี้คุณหลวงไปราชการอาจต้องฝากคุณจอมไปก่อน ฉันกับแม่จะไปช่วยดูด้วยเจ้าค่ะ” หญิงสาวเสนออย่างยินดีเพราะรักเอ็นดูเด็กหญิงมากอยู่แล้ว
“อันที่จริง เรือนของฉันขาดคนดูแลมานาน” เขาเอ่ยเสียงเรียบทว่าแววตาที่มองตรงมาราวคันศรที่พุ่งตรงสู่ใจของหญิงสาว จนโชติรู้สึกว่าใบหน้าร้อนวาบขึ้นมา หันไปมองแม่กลอยก็พบว่าเด็กหญิงยืนยุกยิกเกาแขนอยู่ คงเพราะยุงที่กำลังกัดแขนเด็กหญิงนั่นเอง
“เอ๊ะ แม่กลอย ยุงชุมมากหรือนั่น”
“จ้ะพี่โชติ กัดแขนฉันเสียจนเลือดจะหมดแล้วกระมัง”
“เช่นนั้นก็รีบขึ้นเรือนกันเสียเถิด” คุณหลวงเอ่ยอย่างเป็นห่วงพลางเดินไปส่งตรงบันไดหน้าเรือน
“มิขึ้นไปพบแม่หรือเจ้าคะ” หญิงสาวถาม
“ฉันจะกลับไปเผื่อทันป้อนข้าวแม่เพ็ญน่ะ” เขาบอก “ฝากบอกพี่แสงด้วยว่า วันหน้าจะมาเยี่ยม”
“เช่นนั้นฉันลาเจ้าค่ะ” หญิงสาวก้มศีรษะให้อีกฝ่ายอย่างทำความเคารพ เธอจะไหว้หากก็ติดที่ว่าเจ้าเหมียวกำลังนอนนิ่งในอ้อมกอด ไม่ได้มีทีท่ารำคาญที่เสียงของมนุษย์ชายหญิงกำลังสนทนากันด้วยเรื่องที่มันไม่เข้าใจแต่อย่างใด
“หากหล่อนว่างเมื่อใดก็ไปพบแม่เพ็ญได้เสมอนะแม่โชติ” เขาบอกก่อนชะงักครู่หนึ่งแล้วเอ่ยบางอย่างออกมาที่ตราตรึงในใจหญิงสาวไปอีกนานแสนนาน
“สำหรับเรื่องของหล่อนนั้นให้ถือเสมือนว่าเป็นการพบกันของคนสองคนที่อาจเป็นโชคชะตาพาให้มาได้รักกันได้อย่างสุดหัวใจ แต่เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง ณ ทางแยกที่เราต้องเลือกเดิน มองไปข้างหน้าอาจทำให้ใจเรารู้สึกเสมือนสิ้นหนทางเพราะมันเป็นทางที่ดูไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่าหากเดินไปแล้วเหนื่อยกายจะหยุดพักตรงที่ใด แต่ขอให้เชื่อเถิดว่าหากทบทวนดี ๆ แลลองไตร่ตรองสักนิด หล่อนอาจพบว่าเส้นทางที่เดินผ่านมานั้นมีที่พักพิงเป็นเรือนใหญ่ที่รออยู่ก่อนแล้ว เธอสามารถเดินกลับมาเพื่อใช้ชีวิตตลอดไปได้อย่างอุ่นใจ มิต้องกังวลว่าจะมีภยันตรายใดมากล้ำกราย”
เขาพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปเงียบ ๆ ในความมืด ไม่ปล่อยให้หญิงสาวตอบกลับแต่อย่างใด โชติเดินขึ้นเรือนไปด้วยใจที่ครุ่นคิดก็พบว่าจริงดังที่เขาพูด หญิงสาวคิดว่าเรือนใหญ่ที่คุณหลวงพูดก็คงหมายถึงบ้านของเธอที่นี่นั่นเอง
หลวงภูบดินทร์พิทักษ์เดินขึ้นเรือนมาอย่างคนจิตใจแห้งแล้ง แม้บุตรสาวเพียงคนเดียวจะเปรียบเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจเมื่อยามได้อิงแอบใกล้ชิด แต่เขาคนเดียวคงไม่อาจประคองชีวิตของเด็กหญิงได้ตลอดรอดฝั่ง ด้วยความรักของเขาผู้มีต่อเด็กหญิงนั้นเป็นความรักแบบพ่อต่อลูก แม่เพ็ญควรได้รับความรักจากแม่ด้วย แม้ว่าผู้เป็นมารดาล่วงลับไปแล้วและความรักของแม่คงจะตรึงใจให้เด็กหญิงหวนคิดถึงได้บ้างยามเติบใหญ่ แต่เขาก็สงสารเด็กหญิงยิ่งนักที่ต้องอาภัพมารดาในวัยที่ยังไม่รู้ประสา
นึกได้ถึงตอนนี้ชายหนุ่มก็ตกใจตนเองที่ความรู้สึกของเขาต่อหญิงสาวคนหนึ่งเปลี่ยนไปเมื่อใดเจ้าตัวก็ไม่แน่ชัด แต่ตระหนักยิ่งเมื่อเขาพบว่ามิเชลได้เดินมาถามข่าวคราวของแม่โชติ ณ ออฟฟิศศาลต่างประเทศ คุณหลวงหนุ่มใหญ่พบว่าเขาไม่ได้ยินดีกับการแสดงออกอย่างเปิดเผยจากชายหนุ่มผู้นั้นว่าตนเองและแม่โชติกำลังจะตกลงปลงใจเรื่องใหญ่ในชีวิต ความชื่นบานในใจของชายหนุ่มฉายชัดออกมาทางแววตาและท่าทางที่มั่นใจจนแทบจะข่มให้ใจของหลวงภูบดินทร์พิทักษ์ที่เพิ่งตกพุ่มม่ายรู้สึกเหมือนว่าตนเองตัวเล็กลงเหลือเกิน
แต่ยังดีที่เขาข่มใจปฏิบัติภารกิจพาคณะทูตเข้าเฝ้าได้อย่างราบรื่น ทว่าเมื่อบ่ายที่เขาได้พบหน้าแม่โชติ กลับทำให้ใจหวนไปคิดถึงอาการของตนเองอย่างช่วยไม่ได้ แล้วเขาก็พบว่าชายหนุ่มต่างชาติผู้นั้นคงจะมีอาการไม่ต่างจากเขานักเพราะคำบอกเล่าของหญิงสาวที่มิใช่ข่าวดีนั่นเอง
มันไม่ใช่ข่าวดี แต่เหตุใดลึก ๆ ในใจเขาจึงรู้สึกดียิ่งนัก หลวงภูบดินทร์พิทักษ์เฝ้าแต่ถามใจตนเองในระหว่างนั่งสนทนายามบ่ายในห้องโถงบ้านพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ มีบางอย่างที่พาดทับเสมือนเงาจาง ๆ ของอดีตภรรยาในความรู้สึกที่ลึกซึ้ง แต่หาใช่เพราะหญิงสาวเป็นเหมือนตัวแทนของมารดาแม่เพ็ญไม่ เธอเปรียบเสมือนแสงส่องทางในยามที่ชีวิตท้อแท้ แม้ปฏิญาณว่าชีวิตฝากไว้สิ้นกับแผ่นดินแล้ว หากแต่ดวงใจของเขาประดุจขาดน้ำหล่อเลี้ยงเมื่อแม่ของลูกจากไป
แม่โชติทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังพบบ่อน้ำบนยอดเขาที่ปีนป่ายมาอย่างเหนื่อยล้าทั้งกายใจเหลือเกิน ชายหนุ่มรู้ดีว่าความปรารถนาของเขาคงไม่มีวันบรรจบกับความจริงไปได้ แม้เขาได้เอ่ยความนัยกับหล่อนแล้วแต่หญิงสาวคงจะคิดว่าเป็นเพียงความหวังดีของผู้ที่ตนเองนับถือประดุจญาติเท่านั้น เขารู้ดีว่าตนเองคงทำได้เพียงมอบความหวังดีให้กับหล่อนอย่างไม่คิดถึงผลตอบแทนใดกลับคืนมา
ถึง คุณโชติที่รัก
ผมตัดสินใจย้ายออกจากสยามและได้เดินทางมากับคณะสำรวจเส้นทางอินโดจีนเพื่อศึกษาและสำรวจเส้นทางกับคณะที่เดินทางมาก่อนหน้านี้ ที่ผ่านมาผมได้ทบทวนเหตุการณ์ระหว่างเราสองคนหลายอย่างและพบว่าความรู้สึกเสียใจอันรุนแรงที่เกิดจากการปฏิเสธคำขอแต่งงานนั้นบรรเทาลงไปบ้าง แต่ก็เป็นเพียงเล็กน้อยเพราะถึงอย่างไรในใจของผมก็ยังเปี่ยมล้นด้วยความมั่นคงกับคุณดังเดิม แม้จะเข้าใจดีถึงเหตุผลที่คุณปฏิเสธว่าเป็นเรื่องความรักต่อแผ่นดินเกิดอันมีมากมายเหนือความรักของหนุ่มสาว แต่ผมออกจะคิดเกินเลยไปสักนิดว่าหากแม้นความรักที่คุณมีต่อผมมากพอ ผลการตัดสินใจคงลงเอยแตกต่างไป
ถึงอย่างไรเสียก็ขอให้คุณอย่าเก็บเรื่องนี้มาคิดให้มากเกินไป ด้วยว่ายังมีเรื่องอื่น ๆ ให้คุณคิดทำอีกมากมาย เพราะผมเชื่อว่าไม่มีหญิงสยามคนใดเป็นแบบคุณอีกแล้ว ความมุ่งมั่นของคุณคงทำให้สตรีชาวสยามดำเนินชีวิตในกาลภายหน้าแตกต่างออกไป
และผมหวังว่าผมอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลของความเปลี่ยนแปลงนั้นบ้าง ไม่มากก็น้อย
ด้วยความรักและปรารถนาดีต่อคุณเสมอไม่เปลี่ยนแปลง
มิเชล
โชติพับจดหมายด้วยท่าทีสงบ หลับตาลงเพื่อทบทวนความคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการอ่านข้อความทั้งหมดในจดหมาย ความรู้สึกเศร้าลึก ๆ หวนกลับมาในห้วงคำนึง ภาพความทรงจำระหว่างชายหนุ่มและตัวเธอผุดพรายเข้ามาราวกับว่าในความคิดของหญิงสาวเป็นกล้องบันทึกภาพที่ไม่มีวันสิ้นสุด เขาจากไปแล้วจริง ๆ นี่คือสิ่งที่เธอยอมรับกับตนเอง ไม่ใช่เพราะเขาอยากไปแต่เป็นตัวเธอที่หยิบยื่นสิ่งนี้ให้กับตนเองทั้งยังยัดเยียดให้กับเขาด้วย โชติรู้ดีว่าหากเพียงเธอส่งสัญญาณสักนิดว่าอยากพบเขาหรือตอบจดหมายชายหนุ่มกลับไป มิเชลคงจะละทิ้งการเดินทางทันทีเพื่อเดินทางมาพบเธอ
แต่จะมีความหมายอย่างใดกันเล่า เมื่อสุดท้ายปลายทางของเรื่องราวนี้จะมิได้มีแค่เพียงเธอและเขา แต่จะมีพ่อแม่และครอบครัวที่ห่างไกลอีกซีกโลกหนึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการหาผลประโยชน์จากดินแดนของเธอ หญิงสาวไม่อาจรู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาเหล่านั้นจะหมายมาดสิ่งใดไปไว้ในครอบครอง เธอเพียงแต่รู้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์หาผลประโยชน์ใดเหนือดินแดนนี้นอกเหนือไปกว่าการรู้คุณค่าแห่งการมีอิสระบนแดนดินผืนที่ให้ครอบครัวของเธอได้อาศัยอย่างร่มเย็นและภาคภูมิในฐานะคนสยามคนหนึ่ง
“พี่โชติจ๊ะ” เสียงเรียกของเด็กหญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยสาวผู้มีเค้าความงามคมเข้มปรากฏพาให้โชติออกจากภวังค์
“ว่าอย่างไรจ๊ะกลอย” โชติลืมตาขึ้นพลางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างใจดี หญิงสาวคิดว่ากลอยคงเป็นห่วงเธอเพราะหลายวันมานี้อาการที่ดูดีขึ้นนับจากวันที่ทุกคนรู้ว่าเธอปฏิเสธการแต่งงาน ดูคล้ายจะกลับไปเงียบขรึมมากขึ้น
“พี่โชติมีอันใดในใจบอกฉันได้นะจ๊ะ”
“ขอบใจมากจ้ะ แต่พี่ยังสบายดี แค่เรื่องบางเรื่องมันยังติดค้างในใจ” หญิงสาวแย้มพรายความนัยเพียงเท่านั้นก็หยุดลง
“เรื่องคุณมิเชลนั้นหากหมดวาสนาต่อกัน ฉันว่าพี่โชติก็ควรมองไปที่คนอื่นบ้างนะจ๊ะ” กลอยค่อย ๆ เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากอึกอักอยู่นานสองนาน
“แม่กลอยหมายถึงใคร” โชติขมวดคิ้วพลางมองหน้าน้องคนสนิท
“แหม จะใครกันเล่าจ๊ะ” อีกฝ่ายค่อย ๆ กระเถิบมาใกล้ราวกับกลัวใครได้ยินพลางเอามือป้องปากกระซิบข้างหู ราวกับกลัวว่าใครจะแอบมาได้ยินทั้งที่อยู่ในห้องส่วนตัวของโชติก็ตาม “พี่ไม่สังเกตคุณหลวงบ้างหรือ พี่โชติ”
“คุณหลวง” โชติเอ่ยปากถามเสียงสูง “หมายถึงคุณพร้อมน่ะหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิจ๊ะ ก็พี่ไปหาแม่หนูเพ็ญออกบ่อย มิเห็นบ้างหรือไร”
“เห็นสิ คุณหลวงก็มาพบเราสองคนออกบ่อยไป”
“ฮื้อ” กลอยส่งเสียงฮึดฮัดอย่างขัดใจ เพราะเรื่องนี้เด็กหญิงไปปรึกษาเกลอสนิทผู้อยู่ในวัยเดียวกันผู้ทำตัวแก่แดดแก่ลมอย่างแม่พุดตานแล้ว เด็กสองคนทึกทักกันเองว่าคุณหลวงหนุ่มใหญ่ผู้ตกพุ่มม่ายรายนั้นคงหนีไม่พ้นหลงเสน่ห์พี่สาวคนสวยเป็นแน่แท้ หนำซ้ำคุณนายแสงยังบอกให้เธอลองเลียบเคียงถามพี่โชติอีกว่าคิดเยี่ยงไรกับคุณหลวง
“พี่โชตินี่กระไรกัน ทำราวกับคนมิเคยมีความรัก” กลอยทำซุ่มเสียงสำเนียงราวกับผู้เจนโลกกว่าเป็นที่ขบขันแก่คู่สนทนายิ่ง พาให้โชติลืมความหม่นหมองในใจที่เริ่มก่อกวนได้ชั่วครู่
“ไหน แม่คนช่ำชอง ว่ามาสิจ๊ะ เหตุใดอยู่ดีไม่ว่าดีนึกอยากเป็นแม่สื่อแม่ชักกับเขาด้วยรึ”
“ก็ปกติคุณหลวงมิใคร่กลับเรือนเร็วมิใช่หรือจ๊ะ เวลาที่เราไปเรือนฟากโน้นก็พบท่านหารืองานราชการออกบ่อยไป”
“ใช่ ท่านไปปรึกษางานราชการกันที่นั่น” โชติพยักหน้าทำความเข้าใจช้า ๆ “แลเพลานี้คงเตรียมตัวไปจันทบูร” หญิงสาวได้ข่าวจากคุณจอมว่าอีกฝ่ายคงจะต้องไปราชการที่จันทบูรนานทีเดียว เพราะเธอเห็นบ่าวไพร่ตระเตรียมข้าวของมากมาย แต่ที่กำลังเป็นเรื่องที่ไม่ข้อยุติคือจะทำอย่างไรกับแม่เพ็ญ ด้วยคุณหลวงอยากพาบุตรสาวไปด้วย แต่พี่สาวคือเจ้าจอมวาดนั้นไม่สะดวกย้ายนิวาสสถานในยามนี้ เธอตั้งใจว่าจะออกมาปลูกเรือนอยู่นอกวังแลตั้งใจปฏิบัติธรรมมากกว่า
“นั่นปะไร มิเห็นหรือว่าท่านหน้าหมองเทียว” กลอยเริ่มเสียงดังขึ้น
“หมองเรื่องอันใด แม่เพ็ญรึ”
“นั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ท่านคงจะเป็นทุกข์ที่มิรู้ว่าเมื่อใดจะได้กลับมาเจอพี่อีกน่ะสิ”
“ท่านจะอยากเจอพี่บ่อย ๆ ด้วยเรื่องอันใด” จะว่าไปเธอก็รู้สึกใจหายไม่น้อยเมื่อใจประหวัดถึงดวงตาคมปลาบทว่าอบอุ่นยามสบตากัน เมื่อรู้ว่าอาจไม่ได้พบเขาอีกนาน แม้รู้ดีว่ากว่าครึ่งของความรู้สึกเป็นความเคารพและชื่นชมมากกว่าอื่นใด น่าแปลกที่ในใจมิได้ร้อนรุ่มรุนแรงเหมือนดวงใจจะขาดรอนเมื่อคราวจำพรากจากรักแรก แต่กลับเป็นความใจหายคล้ายกับว่าต้องไกลห่างคนคุ้นเคยมายาวนาน แม้รู้ดีว่าอย่างไรต่างฝ่ายต่างก็ยังอยู่ในฐานะที่สามารถพบเจอกันได้อย่างสนิทใจ แต่ทำไมคล้ายกับว่าส่วนลึกของใจจะสั่นไหวจนต้องเอามือกดไว้ เพราะความหวิวไหวกระนั้นหรือ
“พี่มิรู้ดอกรึว่าท่านหมายปองให้พี่เป็นแม่เรือน”
“อย่างไรกัน เห็นหน้าท่านมาตั้งแต่พี่ยังเป็นเด็กน้อย เด็กกะโปโลอย่างพี่นี่น่ะรึจะเป็นแม่เรือนของท่าน”
“พี่โชติจ๊ะ พี่หาใช่เด็กกะโปโลไม่ แต่พี่เป็นสาวรูปงามนะจ๊ะ” กลอยพูดพลางหยิบคันฉ่องบานเล็กเหมาะมือยกขึ้นตรงหน้าหญิงสาวราวจะย้ำคำพูดตนเอง
โชติมองวงหน้าในกรอบคันฉ่องรูปไข่ก็พบหญิงงามคนหนึ่ง แต่เธอกลับเสมองไปทางอื่น มิรู้เหตุใดทำไมในใจไหวสั่นน้อย ๆ มิใช่เขินอายแต่เป็นความรู้สึกราวกับว่าเธออ่านหนังสือเล่มหนึ่งข้ามไปหนึ่งหน้า ซึ่งจู่ ๆ กลับมีคนมาเปิดหน้านั้นให้ดูแล้วชี้ในจุดที่เธอเคยอ่านข้ามไปให้เห็นชัดเจนขึ้น แล้วก็เหมือนทั้งโลกใบที่เคยรู้จักได้เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
ทั้งเรือนตกอยู่ในสายตาของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของ เขากวาดตามองไปทางใดก็อดสะท้อนใจขึ้นมาไม่ได้ แม้ยามนี้ผู้คนทั้งบ่าวไพร่แต่เดิมและคนของเจ้าจอมวาดผู้เป็นพี่สาวเดินขวักไขว่เต็มเรือน แต่เหมือนว่ามีความว่างโหวงในใจที่ไม่อาจถมให้เต็มได้โดยง่าย อาจมีเพียงร่างน้อย ๆ ที่เติบใหญ่ขึ้นทุกวันที่ยามนี้นั่งคลอเคลียกับเขาอยู่เท่านั้นที่เปรียบดั่งดวงใจของเขา
แต่ว่าสองพ่อลูกก็ต้องจำต้องจากกันไกลในอีกไม่นาน เขาไม่รู้ว่าบ้านเรือนที่โน่นจะเป็นเยี่ยงไร แม้ท่านเจ้าคุณกลาโหมรับปากเป็นอย่างดีว่างานราชการครานี้เขาจะได้อยู่อย่างสบายในฐานะชายคหบดีธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งย้ายไปตั้งรกรากเพื่อทำกิจการค้าขายพริกไทยเมืองจันทบูร การไปในสถานะคนธรรมดาย่อมไม่เป็นที่เพ่งเล็ง แลยังมีบรรดาคนสนิทที่ไปในฐานะคนงานในไร่ที่เดินทางไปพร้อมกัน ย่อมเป็นที่แน่ใจได้ว่าชาวบ้านจะรู้จักเขาเพียงคหบดีจากพระนครคนหนึ่งเท่านั้น
แรกทีเดียวท่านเจ้าคุณหวังให้เขาช่วยกิจการต่อเรือและไปช่วยบัญชาการเพื่อดูทีท่าจากฝรั่งเศสว่าจะเป็นเยี่ยงไร ท่านมีความเห็นเช่นผู้ที่ผ่านโลกมามากว่าอีกไม่นานอาจเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดโดยฝ่ายฝรั่งเศส จึงตั้งใจระแวดระวังเมืองจันทบูรและตราดเป็นพิเศษเพราะไม่ไกลจากเขมรและคนส่วนใหญ่ก็พูดภาษาไทย ท่านจึงอยากให้เขาแฝงไปเป็นชาวบ้านเพื่อสืบว่ามีเหตุน่ากังวลหรือไม่ แต่การนี้ท่านไม่อยากให้ใครรู้ว่าราชการกำลังหาข่าวอยู่ จึงตัดสินใจใช้เขาผู้มีความสามารถเฉพาะตัวหลายอย่าง ทั้งยังเข้าใจภาษาต่างชาติ ทั้งอังกฤษ ญวน และฝรั่งเศสนิดหน่อย ความรู้เรื่องการทหารของเขาก็มิเป็นสองรองใคร หากปะเหมาะเคราะห์ร้ายขึ้นมาก็คงเอาตัวรอดได้
แต่การไปตั้งรกรากที่ต้องแฝงตัวไปเป็นคนธรรมดาก็เรื่องยากอยู่ ทั้งเขาเองยังเพิ่งเสียคู่ชีวิต เรื่องนี้อาจทำให้ดูน่าสงสัยเพราะไม่มีแม่เรือนเยี่ยงคนปกติ กลายเป็นว่าพ่อม่ายหนุ่มใหญ่ย้ายถิ่นฐานไปกับลูกน้อยลำพังเพียงเท่านั้น แม้มีบ่าวไพร่มากมายแต่ก็ดูเป็นการผิดวิสัยคนทั่วไปที่เพิ่งผ่านการสูญเสียใหญ่หลวงมา
ถึงกระนั้นเขาก็ต้องไปเพราะไม่อาจละทิ้งบุตรสาวเพียงคนเดียวได้ แม้มั่นใจได้ว่าพี่สาวคงจะอบรมดูแลแม่เพ็ญอย่างดีแต่เขามิอาจตัดใจไปโดยไม่มีแม่เพ็ญได้ เพราะตอนนี้ดวงใจของเขาก็มีเพียงเด็กหญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น หากไม่นับว่า…………
“คุณหลวงอยู่พอดีเลย” เสียงสดใสทักทายขณะก้าวขึ้นเรือน ทำให้ชายหนุ่มออกจากภวังค์หลังจากนั่งเหม่อมองบุตรสาวที่กำลังเล่นปลาตะเพียนสานอยู่บนตักบิดา
“คุณพี่ ไหว้ขอรับ มามิให้สุ้มให้เสียง กินข้าวกินปลามาหรือยังขอรับ” เขาถามอย่างมีไมตรี
“เรียบร้อยแล้ว นี่เอาขนมดอกโสนมาฝากคุณจอมกับแม่เพ็ญด้วย คุณหลวงอยู่พอดีก็กินด้วยกันเลยสิ”
“ขอรับ คุณพี่อยู่ด้านในเดี๋ยวกระผมให้บ่าวไปเรียนขอรับ” เขาทำท่าจะหันไปบอกกับบ่าวคนหนึ่งแต่อีกฝ่ายห้ามเสียก่อน
“มิต้องวุ่นวายไปดอก เดี๋ยวฉันไปหาเอง แม่โชติอยู่นี่คอยเล่นกับหลานเถิด เราน่ะมันไม่ถนัดงานครัว ฉวยหยิบนั่นผิดที่หยิบนี่ผิดทาง จานชามบ้านนี้เขาเสียหาย ขายขี้หน้าเขาแย่”
“แหม แม่จ๊ะ ฉันมิได้เป็นเยี่ยงนั้นเสียหน่อย” หญิงสาวบ่นอุบขณะนั่งลงแล้วเด็กหญิงผละจากบิดาโผมาหาพี่สาวทันที “ดูสิ แม่เพ็ญออกจะติดฉัน” เธออวดอ้างอย่างภาคภูมิขณะหันไปมองผู้เป็นบิดา ก็พบว่าแววตาคมปลาบมีประกายวิบวับขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พาลให้จิตใจของหญิงสาวสั่นไหวแปลก ๆ
“นั่นละ ก็คงได้แต่เป็นเพื่อนเล่นแม่เพ็ญสินะ ไปแม่กลอย ไปกับฉันดีกว่า” คุณนายแสงหันไปบอกเด็กหญิงคนสนิทผู้ติดตามโชติ ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้าอย่างรู้งานเดินตามคุณนายไปติด ๆ ราวกับนัดแนะกันไว้ล่วงหน้า
เมื่อลับตาคนทั้งสามที่อยู่ตรงหอนั่ง คุณนายของกลอยก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยความในใจออกมา
“เป็นเยี่ยงไรกลอย ที่ฉันบอกให้หล่อนไปพูดกับแม่โชติเรื่องนั้น”
“พูดแล้วค่ะคุณนาย แต่พี่โชติหามีกระไรไม่ เธอดูเหมือนไม่ได้คิดกับคุณหลวงเชิงชู้สาวนะคะ”
“ไฮ้ ไม่คิดวันนี้ก็ต้องคิดเข้าสักวันล่ะน่ะ” คุณนายแสงทำเสียงฮึดฮัดไม่ได้ดังใจ ความจริงเรื่องคุณหลวงกับลูกสาวนั้น เพื่อนสนิทคือคุณจอมเป็นคนเลียบเคียงไถ่ถามมาหลายเพลาแล้ว แรกทีเดียวคุณแสงออกจะประหลาดใจเพราะเรื่องการจับคู่ไม่เคยอยู่ในความคิด แต่เมื่อลองทบทวนดูอีกครั้งเธอก็พบว่าทั้งสองคนอาจมีชะตาที่ถูกกำหนดให้คู่กัน แม้อายุห่างกันมากเกินหนึ่งรอบไปหลายปีและคุณหลวงก็แต่งงานไปก่อนแล้ว แต่กลับต้องมีเหตุให้เสียภรรยาไปในที่สุด
ส่วนบุตรสาวของเธอก็เสมือนว่าจะได้ครองคู่กับคนต่างชาติ ทว่าถึงที่สุดแล้วแม่โชติก็เปลี่ยนใจเอาเสียดื้อ ๆ เพียงเพราะว่าครอบครัวของอีกฝ่ายไม่น่าไว้ใจ ความจริงเรื่องนี้เธอผู้เป็นแม่ไม่เคยก้าวก่ายเพราะความรู้สึกรักชอบเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนเรื่องความเหมาะสมนั้นนางแสงเชื่อว่าหากชายผู้นั้นเป็นคนดีอย่างไรเสียชีวิตคู่ก็ย่อมราบรื่น เรื่องเป็นคนชาติใดอย่างไรนั่นไม่ใช่เรื่องที่นางแสงใส่ใจเท่าใดนัก เพราะใครก็สามารถใช้ชีวิตในแผ่นดินนี้อย่างอิสระ แต่แม่โชติคงเหมือนบิดาที่มีความรักหวงแหนในแดนเกิด ไม่อยากให้ใครมาหาผลประโยชน์ทำให้ต้องแคล้วคลาดจากรักต่างเชื้อชาติไปในที่สุด
เมื่อไตร่ตรองได้แล้วนางแสงจึงเล็งเห็นตรงกับคุณจอมวาดว่าทั้งคุณหลวงและแม่โชติควรครองคู่กันมากกว่าอื่นใด ด้วยว่าครอบครัวคุ้นเคยกันมานาน แม่โชติก็รักแม่เพ็ญ ปัญหาเรื่องแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงย่อมไม่เกิดขึ้น ที่สำคัญคุณหลวงอายุมากกว่าแม่โชติหลายปีย่อมสามารถเป็นผู้นำให้หญิงสาวผู้มีความคิดแผลง ๆ เยี่ยงบุตรสาวของเธอได้เป็นอย่างดีแน่นอน
“แหม คุณนายคะ พี่โชติออกจะรักคุณมิเชลมากโข” กลอยเอ่ยเสียงกังวล เพราะตอนนี้เธอก็หันมาเอาใจช่วยให้คุณหลวงสามารถพิชิตใจพี่สาวของเธอได้เนื่องจากเห็นว่าท่านเป็นคนดีจริง ๆ
“รักกระไรกั๊น หนุ่มสาวรักกันวูบวาบมิได้ลึกซึ้งนักดอกแม่กลอย”
“จริงรึคะ คุณนายเคยรักกับใครมาก่อนรักกับคุณพระรึคะ” กลอยถามตาแป๋วอย่างสงสัย
“บ้า ฉันมิเคยรักกับใคร มาเจอกับคุณพระไม่นานเขาก็ให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอย่ะ” อีกฝ่ายสะบัดหน้าเดินนวยนาดมาดคุณนายผู้มีทรัพย์เข้าขั้นเศรษฐีไปหาคุณจอมที่ชานเรือนด้านหลัง ที่กำลังบัญชาการให้บ่าวไพร่ตระเตรียมของแห้งให้น้องชายไปเป็นเสบียงระหว่างเดินทางไปจันทบูร
“แม่แสงมาพอดี มาช่วยชิมปลาแห้งผัดนี่หน่อยสิว่ารสชาติพอดีหรือยัง” นางแสงส่งตะกร้าอันบรรจุห่อใบตองที่ใส่ขนมดอกโสนให้บ่าวจัดใส่จานก่อนหันไปช่วยคุณจอม ส่วนกลอยมองของว่างที่จัดไว้แล้วในจานอย่างแปลกใจว่าคือสิ่งใด ก่อนหันไปมองหม้อทองเหลืองที่มีแกงมัสมั่นเนื้อเคี่ยวอยู่
“พอดีแล้วล่ะค่ะคุณจอม เอาไว้กินกับหลายอย่างรสชาติแค่นี้พอดีแล้ว เอ้า นั่นแม่กลอยมองอะไรจ๊ะ”
“นี่อะไรหรือเจ้าคะคุณจอม”
“ขนมค้างคาวจ้ะ” คุณจอมมองเด็กหญิงอย่างเอ็นดู “ตำรับเจ้าครอกทองอยู่” คุณจอมวาดหมายถึงพระชายาทองอยู่ อดีตข้าหลวงของสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพินทวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสมัยกรุงเก่า พระชายาทองอยู่อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ตั้งแต่ครั้งต้นกรุงที่ท่านยังมีตำแหน่งหลวงสิทธินายเวร
“อยากลองชิมดูไหมจ๊ะ ฉันแบ่งให้จ้ะ” คุณจอมมองอย่างเอ็นดูพลางตักแบ่งส่งให้กลอยอย่างใจดี เด็กหญิงท่าทางดีใจยกมือไหว้แล้วรับมา ก่อนกัดแป้งบางที่ทอดกรอบชิมไปแล้วซึมซับรสชาติในปากที่มีความหอมของสามเกลอ ความเค็มหวานปะแล่มและความมันจากมะพร้าวขูดตัดรสด้วยใบมะกรูด ทั้งหมดช่วยชูรสชาติของกุ้งอันเป็นส่วนผสมหลักของไส้ที่ผัดแห้งได้อย่างกลมกล่อมลงตัว
“อร่อยเจ้าค่ะคุณจอม ฉันอยากทำเป็นจังเลย”
“จริงหรือ เอาสิ ไว้ว่าง ๆ ก็มาที่นี่ ฉันจะสอนให้ก่อนที่พ่อพร้อมจะย้ายไปเมืองจันทบูร”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” เด็กหญิงพนมมือไหว้ขอบคุณอย่างดีใจก่อนละเลียดชิมขนมต่ออย่างกลัวว่าจะหมด ปล่อยให้ผู้ใหญ่สองคนคุยเรื่องลูกสาวกับน้องชายอย่างออกรสไม่แพ้ขนมในปากกลอยเช่นกัน

- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 40 : เรือนที่เคยคุ้น
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 39 : นิราศรักสองนครา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 38 : การรอคอยอันสิ้นสุด
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 37 : ไม่อาจจรไปจากใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 36 : หัวใจที่หนักอึ้ง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 35 : อาคันตุกะจากแดนไกล
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 34 : เห็นหน้าค่าตา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 33 : โมงยามแห่งความทรงจำ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 32 : ความในใจของบุรุษทั้งสอง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 31 : หลานสาวภริยาท่านทูต
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 30 : หญิงสาวสองคนในเมืองใหญ่
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 29 : ต่างบ้านต่างเมือง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 28 : ก่อนถึงจุดหมาย
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 27 : ห่างกันไปไกล
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 26 : เพียงชั่วเวลาพลิกฝ่ามือ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 25 : ในความคิดคำนึง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 24 : จังหวะของหัวใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 23 : การเดินทางสู่โลกกว้าง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 22 : เรื่องประหวั่นใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 21 : อุปสรรคและทางออก
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 20 : โรงเรียนเด็กหญิงในสยาม
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 19 : ฤาดวงใจที่ไหวหวั่นอาจลับหาย
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 18 : ความไม่ลงตัวในจิตใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 17 : หวั่นใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 16 : มิอาจทำใจยอมรับ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 15 : สยามกับคนในร่มธงฝรั่งเศสและความสัมพันธ์ที่เริ่มเปลี่ยนไป
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 14 : เรื่องที่ไม่อาจเอ่ย
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 13 : เรื่องดีและร้ายภายในหนึ่งวัน
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 12 : สัญญาณที่ดี
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 11 : อิสระทั้งกายใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 10 : โอกาสของเด็กหญิง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 9 : ท่าทีเริ่มดีขึ้น
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 8 : ความเป็นไปของชีวิต
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 7 : ผู้ก่อเหตุ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 6 : พบกันอีกครา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 5 : ความกังวล
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 4 : บทสนทนา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 3 : บ้านลานย่านบางขุนพรหม
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 2 : ทุ่งสามเสน
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 1 : สองฝั่งน้ำ
- READ นิราศรักสองนครา : บทนำ







