ภาพภพ บทที่ 25 : ถามเขาแล้วรึ?

ภาพภพ บทที่ 25 : ถามเขาแล้วรึ?

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

เจ้าพระยารามภูดิศสงสัยในท่าทีร้อนรนของลูกสาว นึกห่วงเมื่อเห็นวาดแทบจะกระโดดลงพื้นในขณะที่รถม้ายังจอดเทียบไม่สนิท แล้วเดินเข้าเรือนอย่างเร่งรีบโดยไม่รอตน

“อีเขียบ จิอานโนอยู่ไหน” วาดถามทันทีที่เห็นบ่าวคนสนิทวิ่งออกมาและรับของไปจากมือ ท่านเจ้าคุณเริ่มเข้าใจ หวนนึกถึงภาพนายช่างหนุ่มกับวงเมื่อเช้าตรู่วันนี้ ยิ่งช่วยให้ทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้น

“ไม่อยู่เจ้าค่ะคุณวาด เห็นพาอ้ายทับออกไปข้างนอกเจ้าค่ะ” เขียบตอบ เดินก้มหลังนอบน้อมตามผู้เป็นนาย

“อ้ายทับงั้นรึ” นายสาวหันขวับ “มีใครอื่นไปด้วยรึไม่”

“ไม่นะเจ้าคะ”

“แล้ววันนี้ จิอานโนไปไหนบ้าง” วาดซัก หันไปจ้องหน้าบ่าวคนสนิทอย่างรอคำตอบ

“บ่าวก็ไม่รู้เจ้าค่ะ” เขียบสาวเท้าขึ้นมาใกล้วาด ตอบเสียงอ่อน

“อีโง่! ทำไมไม่รู้จักดูว่าใครเข้าใครออก” วาดแผดเสียง ฟาดมือไปบนหลังบ่าวคนสนิทดังเพียะ ตะคอกต่อด้วยแรงอารมณ์ “แล้วใครให้อ้ายทับไปกับจิอานโน มันเป็นแค่บ่าว ไม่มีสิทธิ์ออกไปไหนมาไหน”

“บ่าว..ไม่รู้เจ้าค่ะ” บ่าวสาวน้ำตาซึม อาการเจ็บแปลบบนแผ่นหลังดุจโดนไฟนาบ

“เอ็งมันโง่ดักดาน ไม่รู้อะไรสักอย่าง” วาดเงื้อมือเตรียมฟาดลงบนใบหน้าผู้เป็นบ่าว

“แม่วาด!” ท่านเจ้าคุณปรามเสียงเข้ม เมื่อเห็นกิริยาของลูกสาว “สำรวมอกสำรวมใจไว้บ้าง อย่าเอาแต่อารมณ์”

ธิดาท่านเจ้าคุณสะบัดมือลง ตวัดหน้าค้อนขวับ

“นายช่างเขาไม่ใช่บ่าวบ้านนี้ อย่าเจ้ากี้เจ้าการให้มากนัก เขาจะไปไหนก็เรื่องของเขา ไม่ใช่กงการอะไรของเธอ” พระยารามภูดิศตำหนิลูกสาว ใบหน้าเข้มเครียดดูต่างจากที่เคยเป็น  วาดยังไม่คลายฮึดฮัด หันไปถามเขียบที่ยืนตัวงอ เหลือบมองนายสาวอย่างหวาดระแวง

“แล้วแม่วงกลับมารึยัง”

“บ่าวเห็นกลับมาแต่บ่ายแล้วเจ้าค่ะ”

เมื่อได้คำตอบ วาดจึงเดินขึ้นเรือนไปโดยไม่ใส่ใจผู้เป็นพ่อ เขียบเดินตัวปลิวตามนายสาวไปอย่างไม่รีรอ ท่านเจ้าคุณทำได้เพียงมองตามด้วยแววตาห่วงใย รำพึงแผ่วเบาอยู่เพียงลำพัง

“ฉันขอโทษนะแม่เวียน ฉันผิดเองที่ไม่ได้ดูแลลูกให้ดี”

ความรู้สึกเจ็บแปลบหัวใจผุดขึ้นทุกครั้ง เมื่อความทรงจำวันวานเลื่อนขึ้นมาในห้วงคิด ภาพคุณหญิงเวียน ภรรยาคู่ชีวิตที่ต้องจากไปขณะคลอดลูกสาวฝาแฝดทั้งสอง มุก พี่สาวของท่านเจ้าคุณขอรับหลานสาวทั้งสองไปเลี้ยงดู แต่วันผู้เป็นน้องสาวของเวียน จะขออาสารับเลี้ยงดูบ้าง โดยอ้างสิทธิ์ความเป็นน้า แฝดทั้งสองจึงต้องพรากจากกัน วาดอยู่ในการดูแลของน้าสาว ซึ่งอยู่กินกับเจ้าสัวคนหนึ่ง เป็นเจ้าของโรงบ่อนใหญ่และโรงฝิ่นในตรอกโรงคราม ทั้งสองไม่มีลูกด้วยกัน จึงพร้อมที่จะรับอุปการะวาด เด็กน้อยเติบโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูที่ถูกตามใจ เพราะด้วยฐานะมีอันจะกิน อยากได้สิ่งใดก็แสนง่ายดาย

ส่วนวง  มุกซึ่งมีตำแหน่งคุณข้าหลวงอยู่ในวังหลวง ได้นำตัวเข้าไปอยู่ในวังตั้งแต่ยังเล็ก ได้รับการอบรมมารยาทกิริยาแบบชาววัง สองพี่น้องจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้วยงานราชการและวัยที่ยังหนุ่ม ท่านเจ้าคุณจึงไม่ได้เห็นสำคัญในการต้องดูแลใส่ใจลูกสาวทั้งสองนัก จนวาดถึงวัยโกนจุก จึงได้รับกลับมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน แต่นิสัยเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจ ยากจะจางหายไป เพราะวันก็ยังคงแวะเวียนไปมาหาสู่หลานสาวสม่ำเสมอ พระยารามภูดิศไม่อยากปัดความผิดไปให้ใคร นอกจากโทษตนเองที่ไม่มีเวลาให้กับลูกเท่าที่ควร

 

วาดอาบน้ำ ประพรมน้ำอบหวังช่วยคลายร้อน รู้สึกอ่อนล้าจึงเอนกายลงนอน พยายามข่มตาหวังพักเพียงครู่ แต่ก็ต้องลุกขึ้น เดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้อง ที่สุดก็ทนต่อความร้อนรุ่มในใจไม่ไหว พาตัวเองลงจากเรือนใหญ่ตรงไปยังอาคารสีเหลืองอ่อน เดินลิ่วผ่านโถงหน้าซึ่งไร้ร้างผู้คน หญิงสาวตรงขึ้นบันไดไปชั้นสอง ถือวิสาสะเปิดประตู ก้าวเข้าไปในห้องแรกซีกซ้ายสุดปลายบันไดโดยไม่บอกกล่าว วงนั่งอยู่บนเก้าอี้ กำลังจ้องมองบางสิ่งในมือ เงยหน้าขึ้นมองทันทีเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด

“แม่วาด” แววฉงนจับสีหน้าเจ้าของห้อง น้ำเสียงที่เอ่ยคล้ายตำหนิ “มาไม่ให้สุ้มให้เสียง เธอควรบอกกล่าวฉันก่อนที่จะเข้ามานะ”

“เราเป็นพี่น้องกัน ไม่เห็นต้องมากพิธี” ผู้เป็นน้องสาวยืนหน้าตึง ตอบเสียงห้วนกระด้าง

“มีอะไรรึ ถึงมาหาฉัน” วงลุกขึ้น จับอารมณ์น้องสาวได้จากสีหน้า “ไปกินรังแตนที่ไหนมา หน้าบูดบึ้งเทียว” วาดไม่ตอบ จ้องมองบางสิ่งในมือพี่สาว แต่เห็นไม่ถนัด ด้วยวงเอาตัวบังไว้

“นั่นอะไรน่ะ ขอฉันดูซิ” วาดขยับตัวไปด้านข้าง ชะเง้อมองมือของวงที่กำลังกำเข้าหากัน เอื้อมมือหมายจะจับ แต่อีกฝ่ายเลื่อนมือไปไว้ข้างหลัง

“ไม่มีอะไร” วงปฏิเสธ แต่วาดจับพิรุธบนสีหน้าอีกฝ่ายได้

“ฉันไม่เชื่อ ถ้าไม่มีอะไรก็ให้ฉันดูสิ หรือแม่วงมีอะไรปิดฉันอยู่” วาดไม่ลดละความอยากรู้ เข้ายื้อของในมือพี่สาว แต่วงก็เบี่ยงตัวหลบ

“ฉันบอกแล้วว่าไม่มีอะไร เหตุใดยังดึงดันอยากรู้ไม่จบไม่สิ้น” วงเริ่มเสียงดัง หลบเลี่ยงเป็นพัลวัน

วาดไม่ฟังเสียง ความอยากเอาชนะบวกความอยากรู้ทำให้เอื้อมมือฉุดกระชากมือพี่สาว จนของในมือร่วงลงพื้นพรม วาดผละมือ ถลาลงไปหยิบสิ่งนั้นมาถือไว้

ตลับกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ มีฝาปิด เดินขอบเส้นทองโดยรอบ  เนื้อกระเบื้องเขียนลายเถากุหลาบสีชมพูดูงดงามอ่อนหวาน ทำให้วาดร้อนวูบขึ้นในอก

“ใครให้เธอ” วาดหันขึ้นมอง คำถามนั้นทำให้หน้าวงเจื่อนลงเหมือนเด็กน้อยทำผิดแล้วถูกจับได้

“เปล่า” วงตอบเสียงอ่อน หลบสายตา วาดเป็นคนฉลาดเพราะเรียนรู้จากพื้นนิสัยของตน จับทางหนีทีไล่ของผู้อื่นได้ว่องไว

“ตลับกระเบื้องเคลือบลวดลายงดงามแบบนี้ ฉันเห็นมีขายแต่ในห้างฝาหรั่งเท่านั้น” กล่าวพลางยืดตัวขึ้นยืน จับจ้องใบหน้าพี่สาวนิ่ง

“เสด็จท่านประทานให้คุณป้า แล้วคุณป้ามอบให้ฉัน” วงตอบโดยไม่มองหน้า ลูบไล้สองมือไปมา

“เธอโกหก จิอานโนให้เธอใช่รึไม่” ผู้เป็นน้องสาวเอ่ยดักคอเสียงห้วน เพียงครู่ ก็เปลี่ยนน้ำเสียงอ่อนลง ทว่าสีหน้ายังคงไม่คลายเครียดขึ้ง “บอกความจริงฉันมาเถิดแม่วง ฉันไม่ถือโกรธอะไรดอก”

วงไม่พูด ได้แต่ยืนนิ่ง เม้มริมฝีปาก สายตามองเหม่อไปนอกหน้าต่าง เพียงเท่านี้ก็เป็นคำตอบชัดเจนที่ไม่ต้องค้นหาต่อไป สองพี่น้องต่างยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ จนวาดเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้น

“ฉันชอบจิอานโน และเขาก็ชอบฉันเช่นกัน” ผู้อ่อนวัยกว่านิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อหยั่งเชิง แล้วพูดต่อ “ฉันขอร้องนะแม่วง อย่าพูดคุยหรือพบเจอกับเขาอีก”

วงหันหน้ามา เอ่ยเสียงเรียบ “เธอถามนายช่างแล้วรึ ถึงได้รู้ทุกอย่างแทนเขา”

“ฉันไม่ต้องถามอะไรทั้งสิ้น ฉันพบเขาก่อนเธอ เขาต้องชอบฉันอยู่แล้ว” คำพูดบวกสีหน้าของพี่สาวจุดเชื้อไฟในใจให้เริ่มกรุ่น

“แล้วไม่คิดบ้างรึว่าฉันกับนายช่างเคยพบกันมาก่อนที่เขาจะมาพบเธอ” ผู้เป็นพี่สาวย้อน ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเดือดดาล

“ไม่จริง!” วาดหน้าเครียด ปฏิเสธเสียงสั่น “เธอนั่นแหละแม่วง เธอชอบทำตัวเป็นฉัน ชอบทำให้จิอานโนเข้าใจผิด เลิกทำแบบนี้เสียที เขาชอบฉัน ไม่ได้ชอบเธอ”

“อะไรทำให้เธอคิดเช่นนั้น ฉันว่าเธอไปห้ามนายช่างเถิด อย่าเสียเวลามาจับตาฉันอยู่เลย”

“แม่วง! เธอต้องหยุด” วาดแผดเสียงด้วยสุดทน เหวี่ยงของในมือลงพื้น ตลับกระเบื้องเคลือบตกกระทบพื้นแล้วแตกเป็นเสี่ยง เศษเล็กเศษน้อยเกลื่อนกระจายเต็มพื้น

“โอ! ไม่นะ”วงยกมือขึ้นปิดปาก เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

“เสียงอะไรน่ะแม่วง” เสียงร้องถามพร้อมกับบานประตูอีกห้องหนึ่งตรงข้ามเปิดออก สตรีร่างท้วมก้าวตรงมายังห้องต้นเสียง เอ่ยถามทันทีเมื่อก้าวเข้ามาในห้อง

“มีอะไรกันรึแม่วง” วาดซึ่งยืนนิ่ง หันมายกมือไหว้ผู้มีศักดิ์เป็นป้า ผู้สูงวัยไม่รับไหว้ แต่ถามด้วยความสงสัย “แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่แม่วาด”

“ฉันมาเยี่ยมแม่วงเจ้าค่ะ” วาดก้มตัวตอบ หลบตาลงมองต่ำ

ป้ามุกดูไม่ใคร่จะเชื่อถ้อยคำของวาด กวาดตามองบนพื้นแล้วเลื่อนขึ้นมองหลานสาวคนเล็กอีกครั้ง

“แล้วนี่อะไรเกลื่อนกลาดไปหมด ใครทำอะไรแตก” สตรีสูงอายุถามเสียงเข้ม มองสลับไปมาระหว่างสองพี่น้องที่ยืนนิ่งเหมือนถูกตรึง

“แม่วงสิเจ้าคะ” วาดเอ่ยขึ้น แต่ยังไม่ทันต่อคำ ผู้สูงวัยก็ถามขึ้นกลางคันเสียก่อน

“แม่วงทำอะไร” น้ำเสียงเข้มขรึมนั้นยิ่งทำให้วาดร้อนไปทั้งตัว เหงื่อผุดซึมตามลำคอและฝ่ามือ อ้าปากจะตอบแต่ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาแก้ตัวได้

“ฉันเผลอทำตลับกระเบื้องหลุดมือเจ้าค่ะ” วงชิงตอบ วาดลอบถอนใจ เหลือบมองพี่สาวแวบหนึ่งก่อนจะยกมือไหว้ผู้เป็นป้า หวังเอ่ยลาหลบหน้าไปก่อน แต่ช้าไปกว่าสายตาคมกริบที่กราดมองทั่วเรือนร่างหลานสาวคนเล็ก พร้อมถ้อยคำเชิงตำหนิพรั่งพรู

“นี่แม่วาด ดูแต่งเนื้อแต่งตัวเข้า ใครสั่งใครสอนให้นุ่งผ้าคาดอก เดินเปลือยหลังเปลือยไหล่มาแบบนี้ ผ้าผ่อนไม่มีห่มคลุมมาสักผืนเลยรึ พวกบ่าวทั้งหนุ่มทั้งแก่อยู่ข้างล่างนั่นเต็มไปหมด เป็นถึงลูกพระน้ำพระยา หล่อนไม่อับอาย ก็ไว้หน้าพ่อหล่อนบ้างปะไร”

คนถูกต่อว่าหน้าร้อนผ่าว ก้มหน้าเม้มปากแน่น ไม่กล้าขยับตัวออกเดิน เสียงฝีเท้าย่ำขึ้นบันไดแผ่วเบาพร้อมบ่าวคนหนึ่งนั่งลงกับพื้น ดึงความสนใจของสตรีสูงวัยไปได้

“คุณท่านเจ้าคะ คุณหลวงเปรื่องกับนายช่างฝาหรั่งมาหา นั่งรออยู่ที่ห้องโถงด้านล่างเจ้าค่ะ”

คำบอกของบ่าววัยกลางคนทำวาดหูผึ่ง แต่เพียงครู่เดียวก็แปรเปลี่ยนเป็นร้อนวาบขึ้นในใจ แผ่ซึมซ่านออกมารุมกายดุจไฟสุม จิอานโนมาถึงเรือนนี้ จะให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากมาหาพี่สาวของตนเป็นแน่

“แม่วงไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ประเดี๋ยวลงไปกับป้า อย่าให้เขารอกันนานนัก” สตรีสูงวัยหันมาบอกหลานสาวคนโต

“อิฉันขอไปพบจิอาน..เอ่อ นายช่างด้วยนะเจ้าคะ” วาดเอ่ยขอ แต่ผู้เป็นป้าตอบกลับทันที

“หล่อนจะนุ่งผ้านุ่งผ่อนแบบนี้ลงไปรึ ผู้ชายสองคนนั่น ญาติพี่น้องรึก็ไม่ใช่ อย่างน้อยก็ไว้หน้าฉันบ้าง”

กล่าวจบก็เดินเข้าห้องไป วงรู้สึกเห็นใจวาดที่ถูกตำหนิ หันมาบอกน้องสาวซึ่งยืนหน้าง้ำอยู่

“เธอกลับเรือนไปก่อนเถิด ฉันต้องลงไปกับคุณป้าแล้วละ หลวงเปรื่องคงแวะมาเยี่ยม เพราะไม่ได้มาเสียนาน”

วงเลี่ยงไม่พูดถึงจิอานโน เกรงจะกระทบความรู้สึกของวาด

“ฉันไปแต่งตัวก่อนนะ ประเดี๋ยวจะช้า” เอ่ยเสร็จแล้วจึงเดินไปนั่งลงตรงหน้าหีบไม้ตรงมุมห้อง เปิดฝาขึ้นพากลิ่นหอมโชยฟุ้งขึ้นมาตรลบทั่วห้อง หญิงสาวเลือกเสื้อผ้าข้างในโดยไม่ได้สนใจน้องสาวซึ่งยืนมองนิ่งอยู่ เพียงครู่หนึ่ง วาดหมุนตัวกลับ ก้าวลงบันไดไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อถึงชั้นล่าง จึงเดินผ่านห้องกลางออกสู่โถงด้านหลัง กำลังจะก้าวพ้นประตู แต่ก็เปลี่ยนใจขึ้นมาในนาทีนั้น ยืนครุ่นคิดเพียงลำพังครู่ใหญ่ ยินเสียงย่ำลงบันไดมาทำให้ต้องหลบตัวซ่อนหลังประตูทันที รอครู่หนึ่ง ตัดสินใจจะก้าวกลับออกไปแต่กลับชะงัก เสียงทุ้มกังวานแสนคุ้นเคยเอ่ยทักทายสตรีเจ้าของบ้าน ฉุดหญิงสาวให้ย่องกลับเข้ามาโถงกลางอีกครั้ง แนบกายหลังบานประตู เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

“บอกนายช่างทีเถิดพ่อเปรื่องว่าผ้างามแท้ ของแม่วงก็งามไม่แพ้กัน สีจำปาแดงห่มแล้วขับผิวเทียวละ ช่างเสาะหามาฝากเสียจริง”

ความอิจฉาแล่นวูบเข้าสู่ความรู้สึกของวาด กำมือแน่นสะกดกลั้นอารมณ์ระอุ หวนนึกถึงผ้าสีกลีบบัวที่ตนเคยได้รับจากจิอานโน เพิ่งประจักษ์วันนี้เองว่า ชายหนุ่มคงหมายจะมอบให้แม่วง แต่ไม่ใช่ตน

“เย็นนี้ อยู่รับข้าวเย็นเสียด้วยกันนะพ่อเปรื่อง มีคนเอาเนื้อหมูมาให้เมื่อเช้า เลยให้แม่ครัวเขาทำแกงบวน นานๆได้กินที นายช่างก็ลองกินกับข้าวชาวสยามดูบ้างปะไร อาจจะติดใจจนลืมอิ่มก็ได้นะพ่อ” สตรีเจ้าของบ้านกล่าว ประโยคหลังหันไปบอกจิอานโน

ถ้อยคำเจรจารื่นหูเคล้าเสียงหัวเราะด้วยความสุข สลับไปมาระหว่างแขกผู้มาเยือนกับเจ้าของบ้าน ดุจมีดคมเชือดเฉือนความรู้สึกของคนที่แอบฟัง สายตาจิอานโนยามเหลือบมองวง พาให้กายร้อนรุมเหมือนโดนไฟเผา อยากจะกรีดร้องสุดเสียงให้สาสมกับความอัดอั้นซึ่งอัดแน่นในอก แต่ทำได้เพียงจิกเล็บลงกลางอุ้งมือที่กำแน่นจนเจ็บแปลบ

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว วาดแอบชะเง้อมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังสนทนากัน แล้วค่อยย่องขึ้นบันไดไปอย่างเงียบเชียบ เปิดประตูห้องของวงเข้าไปแล้วงับไว้อย่างแผ่วเบา หญิงสาวทรุดลงนั่ง กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้อบร่ำโชยฟุ้งขึ้นมาแตะจมูกเมื่อค่อยเปิดฝาหีบไม้ขึ้น วาดใช้นิ้วเปิดคลี่ผ้าซึ่งพับซ้อนกันไว้ ตัดสินใจดึงผ้าผืนหนึ่งออกมา แล้วปิดฝาลงตามเดิม ก่อนจะย่องกลับเรือนโดยไม่มีใครรู้

 

“กระผมไม่ได้มากราบคุณป้าเสียนาน งานหลวงมากเสียจนไม่ได้ไปไหนเลยขอรับ ไหนจะต้องตามเสด็จประพาสหลายครา กลับมาก็ต้องสะสางงานในกระทรวงอีกขอรับ” หลวงเปรื่องเอ่ยขึ้นหลังมื้ออาหารเสร็จสิ้นลง ลอบชำเลืองไปสบตากับวง “กระผมได้ยินข่าวว่าคุณป้าออกจากวังมาพักที่บ้าน ก็รีบมาเลยขอรับ”

“อาศัยว่าออกมาซื้อของน่ะพ่อเปรื่อง พอดีทางห้องเครื่องเขาอยากได้เครื่องปรุงฝาหรั่ง ป้าก็เลยอาสาออกมาหาซื้อให้ ได้อาศัยมาแวะค้างคืนเสียบ้าง ห่างไปนานก็คิดถึงบ้าน แม่วงเองก็อยากมาเยี่ยมเจ้าคุณพ่อเขาด้วย” พี่สาวท่านเจ้าคุณบอก ยิ้มในหน้า แล้วหันไปเอ่ยกับจิอานโน“แว่วว่านายช่างมาอยู่ที่นี่สักพัก ยังไม่เคยพบเจอหน้า วันนี้ได้พบกันเสียที”

หลวงเปรื่องกำลังจะอ้าปากแปลภาษาสยามให้จิอานโนฟัง แต่วงก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน จิอานโนก้มศีรษะรับพร้อมรอยยิ้ม ประสานตากับหญิงสาวแทนคำขอบคุณ หลวงเปรื่องจับตามองแววระยับซึ่งฉายในดวงตาของสองหนุ่มสาว ตลอดเวลาที่นั่งสนทนา ต้องทนฝืนยิ้ม ปั้นหน้าให้ดูปรกติ ทั้งที่ในหัวใจห่อเหี่ยวแห้งผาก ชายหนุ่มยังสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่า ไร้ร่องรอยความถวิลหาในดวงตาของสตรีที่อยู่ในความคิดคำนึงทุกคืนวัน แม้ได้ยืนชิดใกล้ยามเอ่ยลากันตรงหน้าประตู แต่เขากลับรู้สึกเหมือนห่างไกลกันเหลือคณาในห้วงอารมณ์

“กลับเถิดพ่อเปรื่อง จวนมืดแล้ว” ถ้าเป็นเช่นเมื่อก่อน หลวงเปรื่องคงชุ่มชื่นใจในน้ำคำที่ได้ยิน ว่าอีกฝ่ายห่วงใย แต่ยามนี้ หัวใจแปรเปลี่ยนความหมายกลับกลายเป็นผลักไสไปเสียได้ ชายหนุ่มเดินก้มหน้าออกไปแล้ว ไม่วายหันกลับมามองอีกครั้งด้วยความอาลัย และเจ็บช้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่า วงหันไปชะเง้อมองทางหลังตึกใหญ่ก่อนจะเดินเข้าเรือนของตนไป

ทินกรเอ่ยคำลาท้องนภาเร็วกว่าเช่นเคย ด้วยรอยเท้าแห่งวันเวลาเหยียบย่างเข้าสู่ต้นเหมันตกาลแล้ว หลวงพินิจสารัตถ์นั่งเลื่อนลอยไปตลอดระยะทางบนรถลาก คล้ายเหลือเพียงร่าง ทว่าหัวใจถอดทิ้งไว้ยังเรือนริมคลองหมดทั้งดวงแล้ว

 

“เธอจะไปทุกข์ใจไปใยกับเรื่องอีเผื่อน อย่างไรมันก็คนชั้นต่ำ เป็นได้แค่เมียบ่าว ไม่มีวันได้ดีไปกว่านี้ดอก วันใด ท่านเจ้าคุณเบื่อหน่าย ก็เฉดหัวมันทิ้งไปเอง” ขุนเอื้อนอนทอดกายเปลือยเปล่าบนเตียงเอ่ยขึ้น

“ฉันรอจนถึงวันนั้นไม่ได้ดอกพ่อเอื้อ กลัวอกแตกตายไปเสียก่อน” วาดเอ่ยด้วยสีหน้าหม่นมัว ขณะจับผืนผ้าหมุนรอบตัวเพื่อคาดปิดเนินทรวง แล้วซุกปลายผ้าเข้าร่องอกอย่างหลวมๆ

“ก็ไหนเธอบอกว่า มีหนทางจะไล่มันออกไปได้ไม่ใช่รึ” ขุนเอื้อลุกขึ้นสวมเสื้อ  เสร็จแล้วฉวยผ้าซึ่งถูกถอดทิ้งบนพื้นมาโอบรอบตัว จับชายผ้าขมวดเกี้ยวกันให้เป็นชายพกข้างหน้า

“ใช่” วาดตอบ “ฉันให้อีเขียบเอาทองไปให้มัน หนก่อนก็สร้อย หนนี้แหวน หมายจะทำทีว่าทองหาย แล้วเข้าไปค้นในห้องมัน”

“ก็เข้าทีไม่น้อยนี่ ถ้าเจ้าคุณรู้ก็คงไล่มันออกไป รึไม่ก็คงส่งตัวมันให้หลวงลงโทษ แล้วเธอจะยังมาทุกข์อยู่ใยเล่า” ชายหนุ่มพูดพลางจับผ้าซึ่งขมวดเป็นแท่ง ลอดขาไปเหน็บชายไว้ด้านหลัง

“จะไม่ให้ทุกข์ได้อย่างไรเล่า รู้ไหม ว่าอีเผื่อนมันกำลังท้อง” วาดซึ่งกำลังนั่งหวีผมบนเก้าอี้ หันมาตอบเสียงดัง หน้าง้ำงอ

“แล้วเธอมั่นใจได้อย่างไรว่ามันท้อง”

“พวกบ่าวพูดกันออกหนาหู ในครัวก็บอกว่ามันเที่ยวเสาะของเปรี้ยวกินอยู่ เจ้าคุณพ่อก็ดูจะโปรดมันยิ่งกว่าเดิมเสียอีก” หญิงสาวลุกขึ้นยืน วางกระแทกหวีลงบนโต๊ะหน้ากระจก

“มันท้องได้ มันก็แท้งได้นี่แม่วาด”

“ถึงมันแท้งท้องนี้ไป ต่อไป มันก็มีลูกได้อีก” วาดแย้งเสียงขุ่น มองไปนอกหน้าต่าง

“เช่นนั้นก็มีหนทางเดียว อีเผื่อนต้องหายไป มันถึงจะท้องไม่ได้อีก” ขุนเอื้อพูด หรี่ตามองไปข้างหน้าอย่างคนใช้ความคิด

“พ่อเอื้อหมายความว่าอย่างไร” ธิดาท่านเจ้าคุณหันมาถาม

“ช่างมันเถิด เอาไว้ค่อยคิดหาหนทาง” ขุนเอื้อตัดบท ปิดปากหาวหวอด ความง่วงทำให้ไม่อยากคิดอะไรในเวลานี้ “นี่ก็ดึกโขแล้ว ฉันต้องกลับแล้วละ”

“ดูให้ดีก่อนนะ ปลอดคนแล้วค่อยลงไป กลางคืนมักมีพวกบ่าวออกมาเดินเล่นริมคลอง” วาดเตือน

ขุนเอื้อจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ ผูกผ้าคาดเอวจนแน่น แล้วปีนข้ามหน้าต่างออกไป อากาศข้างนอกเย็นเยือกด้วยเลยเวลาสองยามไปแล้ว ทุกอย่างเงียบสงัดไร้สรรพเสียงใด ชายหนุ่มเดินเลียบริมขอบหลังคาอย่างคล่องแคล่วแต่เงียบเชียบ จนถึงต้นจำปาสูงซึ่งยืนต้นชิดตัวเรือน โน้มกิ่งพาดมาบนหลังคา เขาจับแล้วโหนตัว ไต่เลาะลงมาตามกิ่งก้านด้วยความคุ้นเคย แล้วกระโดดลงมายืนบนลาน รีบแนบกายกับผนังอาคาร พรางตัวในความสลัวครู่หนึ่ง เหลียวมองซ้ายขวาจนเห็นว่าปลอดคน จึงค่อยลัดเลาะมาเรื่อยจนพ้นมุมตึก

“เฮ้ย!” ขุนเอื้อสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ

เงาตะคุ่มของใครบางคนโผล่มาประจันหน้าแบบไม่ทันตั้งตัว แสงตะเกียงในมือสาดจับใบหน้าใครคนนั้นถนัดชัดเจน ยิ่งทำให้ชายหนุ่มเย็นวาบไปทั่วกาย ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

 



Don`t copy text!