แรมสิบห้าค่ำนี้มีปาฏิหาริย์ บทที่ 21 : ดอกไม้พิษชื่อรพีพรรณ (1)

แรมสิบห้าค่ำนี้มีปาฏิหาริย์ บทที่ 21 : ดอกไม้พิษชื่อรพีพรรณ (1)

โดย : ณรัญชน์

Loading

แรมสิบห้าค่ำนี้มีปาฏิหาริย์ นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก ณรัญชน์ ที่อ่านเอาคัดสรรมานำเสนอ กับเรื่องราวของกระจกโบราณที่สามารถทำนายอนาคตมนุษย์ทุกคนได้อย่างแม่นยำ ‘วิศรุต’ จึงใช้มันมาลิขิตชะตาชีวิตตัวเอง แม้นั่นจะหมายถึงการทำลายล้างคนรอบข้างอย่างโหดเหี้ยม ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงที่เขารัก นวนิยายออนไลน์จาก www.anowl.co

รพีพรรณไม่ได้ต้อนรับกันต์ที่ห้องรับแขกบนตึกใหญ่ของหม่อมภรณีเหมือนทุกครั้ง แต่กลับให้สาวใช้พาเขาไปรอที่สนามหญ้าข้างน้ำตกจำลอง บริเวณนั้นเป็นที่นั่งเล่นประจำของจงกลนี อยู่ห่างจากตึกใหญ่พอสมควร แต่วันนี้จงกลนีออกไปดื่มน้ำชากับนพมาศ บริเวณนั้นจึงปลอดคน นับเป็นทำเลที่เหมาะจะใช้เจรจาความลับ

รพีพรรณเยื้องย่างมาถึงด้วยอาการไว้ตัว แต่กันต์ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กดัดไม่สังเกตเห็น ความร้อนรุ่มที่อัดแน่นอยู่เต็มอกบดบังสัมปชัญญะด้านอื่นของเขาไปจนสิ้น พอหญิงสาวนั่งลงเขาก็ยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน

“รพี ผมมีเรื่องสำคัญมาคุยกับคุณ เป็นเรื่องของเราสองคน” เขาขยับตัวเล็กน้อย พยายามปั้นสีหน้าให้เหมือนกำลังปราโมทย์

“ผมว่าเราน่าจะแต่งงานกันได้แล้วนะ รพีจะได้ไม่ถูกนินทาว่าคบกันมาตั้งนานผู้ชายไม่เห็นมาสู่ขอสักที”

รอยยิ้มของรพีพรรณเจืออารมณ์สองแบบ ทั้งเย้ยหยันและสมเพช เสียงหวานใสเย็นชาห่างเหิน

“ที่จะรีบแต่งเพราะกลัวฉันจะถูกนินทา หรือเพราะว่าคุณกำลังลำบากอยากจะหาที่เกาะกันแน่”

มือขาวเรียวโยนหนังสือพิมพ์สามฉบับลงไปบนโต๊ะที่คั่นระหว่างตนเองกับชายหนุ่ม แล้วนั่งเฉยไม่ยอมพูดอะไรอีก กันต์เอะใจจึงหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับบนขึ้นมากางอ่าน เห็นกรอบหนึ่งในมุมที่สะดุดตาลงประกาศด้วยตัวอักษรหนาหนัก ระบุว่า

 ‘ตระกูลกิตติไกรสีห์ขอประกาศว่าตระกูลกิตติไกรสีห์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายวิศรุต กิตติไกรสีห์ อีกต่อไป ขอประกาศไม่ให้นายวิศรุตใช้นามสกุลกิตติไกรสีห์ และจะไม่รับผิดชอบในพฤติกรรมของนายวิศรุต นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป’

เขารีบเปิดหนังสือพิมพ์ที่เหลือด้วยมืออันสั่นเทา พบประกาศอย่างเดียวกันอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับ เลือดฉีดซู่ขึ้นบนสองแก้มของกันต์จนแดงก่ำ ดวงตาวาวโรจน์เป็นประกายกร้าวอย่างคลั่งแค้น

แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาแสดงโทสะ เขาต้องยึดรพีพรรณไว้ให้ได้ก่อน

เขาพยายามทำเสียงปลอบประโลมตรงกันข้ามกับความเดือดระอุในใจ

“ตอนนี้อาธงชัยฟื้นตัวจากอาการอัมพาตแล้ว นายธิปกมันเลยเข้ามายุแหย่ให้ผมกับอามีเรื่องเข้าใจผิดกัน แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก คนเป็นอาหลานกันพูดจาไม่นานเดี๋ยวก็คืนดีกันได้ ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะรพี”

“ฉันไม่ได้ห่วง” รพีพรรณตอกกลับเสียงเย็น “แต่ฉันไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับคุณทั้งนั้น ทางบ้านคุณถึงขนาดประกาศตัดขาดลงหนังสือพิมพ์ จะต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆ คุณไปทำอะไรเข้าล่ะ โกงบริษัท หรือว่าปลอมพินัยกรรมแล้วอาธงชัยจับได้”

กันต์สะอึกไปกับวาจาเสียดสีนั้น รพีพรรณเชิดหน้า มองเขาด้วยสายตาที่ใช้มองคนหาเช้ากินค่ำข้างถนนสักคน ไม่ใช่ชายผู้เป็นคนรัก

“ถ้าอาธงชัยกล้าทำกับคุณขนาดนี้แสดงว่าทางเขาต้องถือไพ่เหนือกว่า ชนิดที่คุณไม่มีทางสู้ ขืนฉันยังข้องแวะกับคุณต่อไปฉันอาจจะพลอยเสียหายไปด้วย และหม่อมภรณีจะต้องไม่ชอบใจแน่”

ชายหนุ่มขบกรามกรอด นี่ขนาดรพีพรรณยังไม่รู้ความจริงว่าที่แท้แล้วเขาเป็นเพียงเด็กจรจัดที่แฝงตัวเข้ามาแทนที่วิศรุต ยังตั้งแง่รังเกียจขนาดนี้ หากว่ารู้เธอคงเฉดหัวเขาเหมือนหมูเหมือนหมาเลยกระมัง

“คุณจะมาสลัดผมทิ้งง่ายๆ ในเวลาที่ผมลำบากไม่ได้” เมื่อไม่มีหนทางจะพูดจารอมชอมกัน กันต์ก็เปลี่ยนมาใช้ไม้แข็ง “คุณรู้จักห่วงว่าหม่อมภรณีจะโกรธก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นหากหม่อมรู้ความจริงว่าคุณไม่ได้เป็นคนบริจาคเลือดให้เธอ แต่มาสวมรอยหลอกลวง ทั้งๆ ที่คนให้เลือดตัวจริงคือนาราน้องสาวคุณ คุณว่าหม่อมจะคิดยังไง”

รอยยิ้มของกันต์เย็นเฉียบเมื่อเห็นคู่สนทนานิ่งอึ้ง “ไหนจะเรื่องแม่พยาบาลรุ่งรัตน์นั่นอีก รุ่งรัตน์เป็นคนช่วยสลับเลือดคุณกับนารา หลังจากนั้นเขาก็ขู่เข็ญเรียกร้องผลประโยชน์จากคุณมาตลอด แล้วอยู่ดีๆ รุ่งรัตน์ก็ตายไป คุณว่าถ้าหม่อมภรณีรู้ท่านจะสงสัยเหมือนผมไหมว่าใครกันแน่ที่ฆ่ารุ่งรัตน์”

ชายหนุ่มพูดชัดถ้อยชัดคำ มั่นใจว่าจะเป็นไม้ตายที่จะกำราบหญิงสาวได้ ทว่า…ท่ามกลางความประหลาดใจของกันต์ รพีพรรณไม่ได้มีอาการตื่นกลัว ตรงกันข้ามหญิงสาวกลับขมวดคิ้ว หน้าบึ้งจัด ดวงตาดำขลับวาววับจ้องเขม็งมาที่เขา ดูดุดันอย่างที่กันต์ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น

มันเปลี่ยนเธอจากหญิงสาวโสภาให้ดูน่ากลัวราวกับนางยักษ์ขึ้นมาทันที

“คุณจะขู่ฉันหรือ ฉันขอเตือนว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า อย่าลืมว่าตอนนี้คุณไม่มีเขี้ยวเล็บเหลือแล้ว ลงว่าที่บ้านตัดขาดอย่างนี้ละก็ ทั้งงานทั้งเงินก็คงจะไม่มี ที่ซุกหัวนอนจะมีหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”

ร่างโปร่งระหงผุดลุกขึ้น ปรายตามองเขาด้วยสายตาดูแคลน

“ตกต่ำจนกลายเป็นยาจกแล้วยังคิดอีกหรือว่าจะเข้าใกล้หม่อมภรณีได้ คุณทำได้มากที่สุดก็แค่มาเกาะรั้วบ้านเท่านั้นละ แค่ฉันสั่งคนเฝ้าประตูไว้ไม่ให้คุณเข้า คุณก็ไม่มีปัญญามากราบเรียนหม่อมแล้ว”

หญิงสาวไม่ได้สนใจว่าชายหนุ่มจะพูดอะไรต่อ แต่ก้าวฉับๆ ไปอย่างรวดเร็ว เป็นการตอกย้ำกับกันต์ว่าคนสิ้นไร้ไม้ตอกอย่างเขาหามีค่าอันใดไม่ในสายตาของรพีพรรณ

พ้นจากสนามไปไม่ไกลมีต้นตะแบกขนาดสองคนโอบอยู่ต้นหนึ่ง รพีพรรณเห็นชายเสื้อสีฟ้าสดของใครบางคนเพิ่งผละจากต้นไม้ใหญ่ วิ่งหนีไปในนาทีที่เธอเดินมาถึงนี่เอง

คนคนนั้นคงได้ยินคำสนทนาของเธอกับกันต์เข้าแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่หลบหน้าไปดื้อๆ อย่างนี้!

รพีพรรณใจหาย รีบสาวเท้าตามไปอย่างเร่งด่วน บริเวณนั้นเป็นที่โล่งไม่มีร่มไม้ให้ซ่อนตัว เพียงกวาดตามองก็เห็นกมลเนตรกำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งลัดเลาะไปตามแนวต้นเข็มที่ปลูกเรียงกันเป็นแถวตลอดริมทางเดิน รพีพรรณรีบปราดเข้าไปกระชากแขนอีกฝ่าย ดึงให้หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า

“เมื่อกี้เธอแอบฟังฉันคุยกับคุณวิศรุตใช่ไหม บอกมาว่าได้ยินอะไรบ้าง”

กมลเนตรรีบฝืนยิ้มแต่ใบหน้าซีดเผือด สองตาล่อกแล่กกวาดมองไปรอบด้านเพื่อหาทางเอาตัวรอดนั้นบอกพิรุธเต็มที่

“พูดอะไรของเธอ ฉันเดินเล่นอยู่แถวนี้ ไม่ได้แอบฟังเธอคุยอะไรหรอก”

รพีพรรณกำข้อมือเพื่อนแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ “อย่ามาเล่นลิ้น คิดว่าฉันโง่หรือ ฉันเห็นเธอหลบอยู่หลังต้นตะแบกข้างสนาม พอเห็นฉันเธอก็รีบวิ่งมานี่ละ”

กมลเนตรตัดสินใจสะบัดแขน ทำฮึดฮัดเหมือนขุ่นเคืองที่ถูกกล่าวหา แน่ละหญิงสาวได้ยินความลับของรพีพรรณแล้ว และรับรู้ด้วยความหนาวสะท้านไปทั้งหัวใจว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นเรื่องสำคัญขนาดชี้เป็นชี้ตายได้เลยทีเดียว

กมลเนตรเติบโตขึ้นมาพร้อมรพีพรรณ สนิทสนมใกล้ชิดจนรู้ไปถึงนิสัยใจคอลึกๆ ของหญิงสาวผู้นี้ ก่อให้เกิดความพรั่นพรึงอยู่ในใจ…

เธอยังจำได้ว่าสมัยเด็กๆ รพีพรรณหมั่นไส้ที่นาราทำขนมไปขาย เลยแอบย่องมาคว่ำลังขนมทิ้ง แต่น้องสาวตัวดีก็แก้ลำด้วยการหาหมาดุมาเฝ้าครัว รพีพรรณถูกกัดเป็นแผลฉกรรจ์จนต้องเย็บหลายเข็ม ต่อมานาราหันมาเลี้ยงไก่ รพีพรรณจึงสั่งให้คนสวนไปหายาเบื่อมา แล้ววางยาไก่จนตายหมดทั้งเล้าเพื่อเป็นการแก้แค้น

กมลเนตรไม่มีทางลืมสีหน้าเปรมปรีดิ์ถึงขีดสุด ดวงตาวาวระยับบ่งบอกความสนุกและสะใจ ยามมองไก่ห้าตัวดิ้นพราดๆ อยู่ในเล้าก่อนจะค่อยๆ อ่อนแรงนอนตายเรียงกัน ราวกับความทรมานในห้วงสุดท้ายของสัตว์ตัวจ้อยเหล่านั้นเป็นความสุขล้นปรี่สำหรับหญิงสาว

สีหน้าของรพีพรรณติดตากมลเนตรไปอีกนานหลายปี บางคืนเธอถึงกับผวาตื่นขึ้นมากลางดึก กลัวจนตัวสั่นเมื่อคิดถึงความเหี้ยมโหดที่เริงร่าอยู่บนใบหน้างามผุดผ่องของญาติสาว

นับจากนั้นกมลเนตรก็ไม่กล้าขัดใจรพีพรรณอีกเลย นอกเหนือไปจากความจำเป็นที่จะต้องเอาใจเพื่อพึ่งพาอาศัยกันแล้ว ยังมีความพรั่นพรึงในส่วนลึกรวมอยู่ด้วย

ยิ่งมาตอนนี้กมลเนตรรู้แล้วว่ารพีพรรณอยู่เบื้องหลังการตายของรุ่งรัตน์กับนายนายจำนง…เพื่อนของเธอเลือดเย็นขนาดฆ่าคนได้…เพียงแค่คิดกมลเนตรก็ขนลุกเกรียวทั้งไปตัว

“ปล่อยนะรพี ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น” กมลเนตรพยายามสะกดเสียงไม่ให้สั่น

รพีพรรณแค่นยิ้ม ยอมปล่อยมือจากเรียวแขนที่ยึดไว้ บอกด้วยเสียงเรียบเรื่อย

“ก็หวังว่าเธอจะไม่ได้ยินอย่างที่พูดจริงๆ นะเนตร แต่ถ้าหากว่าเธอได้ยิน ฉันหวังว่าเธอจะฉลาดพอที่จะเงียบไว้ รู้ไว้ด้วยว่าฉันเห็นเธอเป็นญาติสนิท หวังว่าเธอจะไม่บังคับให้ฉันทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ”

 

รพีพรรณไม่ได้ต้อนรับกันต์ที่ห้องรับแขกบนตึกใหญ่ของหม่อมภรณีเหมือนทุกครั้ง แต่กลับให้สาวใช้พาเขาไปรอที่สนามหญ้าข้างน้ำตกจำลอง บริเวณนั้นเป็นที่นั่งเล่นประจำของจงกลนี อยู่ห่างจากตึกใหญ่พอสมควร แต่วันนี้จงกลนีออกไปดื่มน้ำชากับนพมาศ บริเวณนั้นจึงปลอดคน นับเป็นทำเลที่เหมาะจะใช้เจรจาความลับ

รพีพรรณเยื้องย่างมาถึงด้วยอาการไว้ตัว แต่กันต์ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กดัดไม่สังเกตเห็น ความร้อนรุ่มที่อัดแน่นอยู่เต็มอกบดบังสัมปชัญญะด้านอื่นของเขาไปจนสิ้น พอหญิงสาวนั่งลงเขาก็ยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน

“รพี ผมมีเรื่องสำคัญมาคุยกับคุณ เป็นเรื่องของเราสองคน” เขาขยับตัวเล็กน้อย พยายามปั้นสีหน้าให้เหมือนกำลังปราโมทย์

“ผมว่าเราน่าจะแต่งงานกันได้แล้วนะ รพีจะได้ไม่ถูกนินทาว่าคบกันมาตั้งนานผู้ชายไม่เห็นมาสู่ขอสักที”

รอยยิ้มของรพีพรรณเจืออารมณ์สองแบบ ทั้งเย้ยหยันและสมเพช เสียงหวานใสเย็นชาห่างเหิน

“ที่จะรีบแต่งเพราะกลัวฉันจะถูกนินทา หรือเพราะว่าคุณกำลังลำบากอยากจะหาที่เกาะกันแน่”

มือขาวเรียวโยนหนังสือพิมพ์สามฉบับลงไปบนโต๊ะที่คั่นระหว่างตนเองกับชายหนุ่ม แล้วนั่งเฉยไม่ยอมพูดอะไรอีก กันต์เอะใจจึงหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับบนขึ้นมากางอ่าน เห็นกรอบหนึ่งในมุมที่สะดุดตาลงประกาศด้วยตัวอักษรหนาหนัก ระบุว่า

 ‘ตระกูลกิตติไกรสีห์ขอประกาศว่าตระกูลกิตติไกรสีห์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายวิศรุต กิตติไกรสีห์ อีกต่อไป ขอประกาศไม่ให้นายวิศรุตใช้นามสกุลกิตติไกรสีห์ และจะไม่รับผิดชอบในพฤติกรรมของนายวิศรุต นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป’

เขารีบเปิดหนังสือพิมพ์ที่เหลือด้วยมืออันสั่นเทา พบประกาศอย่างเดียวกันอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับ เลือดฉีดซู่ขึ้นบนสองแก้มของกันต์จนแดงก่ำ ดวงตาวาวโรจน์เป็นประกายกร้าวอย่างคลั่งแค้น

แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาแสดงโทสะ เขาต้องยึดรพีพรรณไว้ให้ได้ก่อน

เขาพยายามทำเสียงปลอบประโลมตรงกันข้ามกับความเดือดระอุในใจ

“ตอนนี้อาธงชัยฟื้นตัวจากอาการอัมพาตแล้ว นายธิปกมันเลยเข้ามายุแหย่ให้ผมกับอามีเรื่องเข้าใจผิดกัน แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก คนเป็นอาหลานกันพูดจาไม่นานเดี๋ยวก็คืนดีกันได้ ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะรพี”

“ฉันไม่ได้ห่วง” รพีพรรณตอกกลับเสียงเย็น “แต่ฉันไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับคุณทั้งนั้น ทางบ้านคุณถึงขนาดประกาศตัดขาดลงหนังสือพิมพ์ จะต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆ คุณไปทำอะไรเข้าล่ะ โกงบริษัท หรือว่าปลอมพินัยกรรมแล้วอาธงชัยจับได้”

กันต์สะอึกไปกับวาจาเสียดสีนั้น รพีพรรณเชิดหน้า มองเขาด้วยสายตาที่ใช้มองคนหาเช้ากินค่ำข้างถนนสักคน ไม่ใช่ชายผู้เป็นคนรัก

“ถ้าอาธงชัยกล้าทำกับคุณขนาดนี้แสดงว่าทางเขาต้องถือไพ่เหนือกว่า ชนิดที่คุณไม่มีทางสู้ ขืนฉันยังข้องแวะกับคุณต่อไปฉันอาจจะพลอยเสียหายไปด้วย และหม่อมภรณีจะต้องไม่ชอบใจแน่”

ชายหนุ่มขบกรามกรอด นี่ขนาดรพีพรรณยังไม่รู้ความจริงว่าที่แท้แล้วเขาเป็นเพียงเด็กจรจัดที่แฝงตัวเข้ามาแทนที่วิศรุต ยังตั้งแง่รังเกียจขนาดนี้ หากว่ารู้เธอคงเฉดหัวเขาเหมือนหมูเหมือนหมาเลยกระมัง

“คุณจะมาสลัดผมทิ้งง่ายๆ ในเวลาที่ผมลำบากไม่ได้” เมื่อไม่มีหนทางจะพูดจารอมชอมกัน กันต์ก็เปลี่ยนมาใช้ไม้แข็ง “คุณรู้จักห่วงว่าหม่อมภรณีจะโกรธก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นหากหม่อมรู้ความจริงว่าคุณไม่ได้เป็นคนบริจาคเลือดให้เธอ แต่มาสวมรอยหลอกลวง ทั้งๆ ที่คนให้เลือดตัวจริงคือนาราน้องสาวคุณ คุณว่าหม่อมจะคิดยังไง”

รอยยิ้มของกันต์เย็นเฉียบเมื่อเห็นคู่สนทนานิ่งอึ้ง “ไหนจะเรื่องแม่พยาบาลรุ่งรัตน์นั่นอีก รุ่งรัตน์เป็นคนช่วยสลับเลือดคุณกับนารา หลังจากนั้นเขาก็ขู่เข็ญเรียกร้องผลประโยชน์จากคุณมาตลอด แล้วอยู่ดีๆ รุ่งรัตน์ก็ตายไป คุณว่าถ้าหม่อมภรณีรู้ท่านจะสงสัยเหมือนผมไหมว่าใครกันแน่ที่ฆ่ารุ่งรัตน์”

ชายหนุ่มพูดชัดถ้อยชัดคำ มั่นใจว่าจะเป็นไม้ตายที่จะกำราบหญิงสาวได้ ทว่า…ท่ามกลางความประหลาดใจของกันต์ รพีพรรณไม่ได้มีอาการตื่นกลัว ตรงกันข้ามหญิงสาวกลับขมวดคิ้ว หน้าบึ้งจัด ดวงตาดำขลับวาววับจ้องเขม็งมาที่เขา ดูดุดันอย่างที่กันต์ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น

มันเปลี่ยนเธอจากหญิงสาวโสภาให้ดูน่ากลัวราวกับนางยักษ์ขึ้นมาทันที

“คุณจะขู่ฉันหรือ ฉันขอเตือนว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า อย่าลืมว่าตอนนี้คุณไม่มีเขี้ยวเล็บเหลือแล้ว ลงว่าที่บ้านตัดขาดอย่างนี้ละก็ ทั้งงานทั้งเงินก็คงจะไม่มี ที่ซุกหัวนอนจะมีหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”

ร่างโปร่งระหงผุดลุกขึ้น ปรายตามองเขาด้วยสายตาดูแคลน

“ตกต่ำจนกลายเป็นยาจกแล้วยังคิดอีกหรือว่าจะเข้าใกล้หม่อมภรณีได้ คุณทำได้มากที่สุดก็แค่มาเกาะรั้วบ้านเท่านั้นละ แค่ฉันสั่งคนเฝ้าประตูไว้ไม่ให้คุณเข้า คุณก็ไม่มีปัญญามากราบเรียนหม่อมแล้ว”

หญิงสาวไม่ได้สนใจว่าชายหนุ่มจะพูดอะไรต่อ แต่ก้าวฉับๆ ไปอย่างรวดเร็ว เป็นการตอกย้ำกับกันต์ว่าคนสิ้นไร้ไม้ตอกอย่างเขาหามีค่าอันใดไม่ในสายตาของรพีพรรณ

พ้นจากสนามไปไม่ไกลมีต้นตะแบกขนาดสองคนโอบอยู่ต้นหนึ่ง รพีพรรณเห็นชายเสื้อสีฟ้าสดของใครบางคนเพิ่งผละจากต้นไม้ใหญ่ วิ่งหนีไปในนาทีที่เธอเดินมาถึงนี่เอง

คนคนนั้นคงได้ยินคำสนทนาของเธอกับกันต์เข้าแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่หลบหน้าไปดื้อๆ อย่างนี้!

รพีพรรณใจหาย รีบสาวเท้าตามไปอย่างเร่งด่วน บริเวณนั้นเป็นที่โล่งไม่มีร่มไม้ให้ซ่อนตัว เพียงกวาดตามองก็เห็นกมลเนตรกำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งลัดเลาะไปตามแนวต้นเข็มที่ปลูกเรียงกันเป็นแถวตลอดริมทางเดิน รพีพรรณรีบปราดเข้าไปกระชากแขนอีกฝ่าย ดึงให้หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า

“เมื่อกี้เธอแอบฟังฉันคุยกับคุณวิศรุตใช่ไหม บอกมาว่าได้ยินอะไรบ้าง”

กมลเนตรรีบฝืนยิ้มแต่ใบหน้าซีดเผือด สองตาล่อกแล่กกวาดมองไปรอบด้านเพื่อหาทางเอาตัวรอดนั้นบอกพิรุธเต็มที่

“พูดอะไรของเธอ ฉันเดินเล่นอยู่แถวนี้ ไม่ได้แอบฟังเธอคุยอะไรหรอก”

รพีพรรณกำข้อมือเพื่อนแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ “อย่ามาเล่นลิ้น คิดว่าฉันโง่หรือ ฉันเห็นเธอหลบอยู่หลังต้นตะแบกข้างสนาม พอเห็นฉันเธอก็รีบวิ่งมานี่ละ”

กมลเนตรตัดสินใจสะบัดแขน ทำฮึดฮัดเหมือนขุ่นเคืองที่ถูกกล่าวหา แน่ละหญิงสาวได้ยินความลับของรพีพรรณแล้ว และรับรู้ด้วยความหนาวสะท้านไปทั้งหัวใจว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นเรื่องสำคัญขนาดชี้เป็นชี้ตายได้เลยทีเดียว

กมลเนตรเติบโตขึ้นมาพร้อมรพีพรรณ สนิทสนมใกล้ชิดจนรู้ไปถึงนิสัยใจคอลึกๆ ของหญิงสาวผู้นี้ ก่อให้เกิดความพรั่นพรึงอยู่ในใจ…

เธอยังจำได้ว่าสมัยเด็กๆ รพีพรรณหมั่นไส้ที่นาราทำขนมไปขาย เลยแอบย่องมาคว่ำลังขนมทิ้ง แต่น้องสาวตัวดีก็แก้ลำด้วยการหาหมาดุมาเฝ้าครัว รพีพรรณถูกกัดเป็นแผลฉกรรจ์จนต้องเย็บหลายเข็ม ต่อมานาราหันมาเลี้ยงไก่ รพีพรรณจึงสั่งให้คนสวนไปหายาเบื่อมา แล้ววางยาไก่จนตายหมดทั้งเล้าเพื่อเป็นการแก้แค้น

กมลเนตรไม่มีทางลืมสีหน้าเปรมปรีดิ์ถึงขีดสุด ดวงตาวาวระยับบ่งบอกความสนุกและสะใจ ยามมองไก่ห้าตัวดิ้นพราดๆ อยู่ในเล้าก่อนจะค่อยๆ อ่อนแรงนอนตายเรียงกัน ราวกับความทรมานในห้วงสุดท้ายของสัตว์ตัวจ้อยเหล่านั้นเป็นความสุขล้นปรี่สำหรับหญิงสาว

สีหน้าของรพีพรรณติดตากมลเนตรไปอีกนานหลายปี บางคืนเธอถึงกับผวาตื่นขึ้นมากลางดึก กลัวจนตัวสั่นเมื่อคิดถึงความเหี้ยมโหดที่เริงร่าอยู่บนใบหน้างามผุดผ่องของญาติสาว

นับจากนั้นกมลเนตรก็ไม่กล้าขัดใจรพีพรรณอีกเลย นอกเหนือไปจากความจำเป็นที่จะต้องเอาใจเพื่อพึ่งพาอาศัยกันแล้ว ยังมีความพรั่นพรึงในส่วนลึกรวมอยู่ด้วย

ยิ่งมาตอนนี้กมลเนตรรู้แล้วว่ารพีพรรณอยู่เบื้องหลังการตายของรุ่งรัตน์กับนายนายจำนง…เพื่อนของเธอเลือดเย็นขนาดฆ่าคนได้…เพียงแค่คิดกมลเนตรก็ขนลุกเกรียวทั้งไปตัว

“ปล่อยนะรพี ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น” กมลเนตรพยายามสะกดเสียงไม่ให้สั่น

รพีพรรณแค่นยิ้ม ยอมปล่อยมือจากเรียวแขนที่ยึดไว้ บอกด้วยเสียงเรียบเรื่อย

“ก็หวังว่าเธอจะไม่ได้ยินอย่างที่พูดจริงๆ นะเนตร แต่ถ้าหากว่าเธอได้ยิน ฉันหวังว่าเธอจะฉลาดพอที่จะเงียบไว้ รู้ไว้ด้วยว่าฉันเห็นเธอเป็นญาติสนิท หวังว่าเธอจะไม่บังคับให้ฉันทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ”

 



Don`t copy text!