แรมสิบห้าค่ำนี้มีปาฏิหาริย์ บทที่ 22 : จุดจบคำลวง (2)

แรมสิบห้าค่ำนี้มีปาฏิหาริย์ บทที่ 22 : จุดจบคำลวง (2)

โดย : ณรัญชน์

Loading

แรมสิบห้าค่ำนี้มีปาฏิหาริย์ นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก ณรัญชน์ ที่อ่านเอาคัดสรรมานำเสนอ กับเรื่องราวของกระจกโบราณที่สามารถทำนายอนาคตมนุษย์ทุกคนได้อย่างแม่นยำ ‘วิศรุต’ จึงใช้มันมาลิขิตชะตาชีวิตตัวเอง แม้นั่นจะหมายถึงการทำลายล้างคนรอบข้างอย่างโหดเหี้ยม ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงที่เขารัก นวนิยายออนไลน์จาก www.anowl.co

เข็มนาฬิกาแบบตั้งพื้นที่ตั้งอยู่ชิดผนังบอกเวลาสิบนาฬิกาเศษเมื่อรพีพรรณเดินเข้าไปในห้องรับแขก เห็นกมลเนตรกำลังพลิกหนังสือพิมพ์ด้วยอาการร้อนรน พอไม่พบข่าวที่ต้องการในฉบับหนึ่งก็โยนทิ้ง หันไปคว้าอีกฉบับขึ้นมาเปิดหาต่อ หน้าตาเคร่งเครียดกระสับกระส่าย

“ใจเย็นๆ เถอะเนตร เรื่องมันเพิ่งเกิดเมื่อคืน แล้วบ้านนาราก็อยู่ไกลถึงอินทามระ กว่าจะมีคนรู้ว่าเจ้าของบ้านเป็นรองนางงามก็อาจจะเป็นพรุ่งนี้มะรืนนี้ ตอนนี้คงยังไม่มีข่าวหรอก”

กมลเนตรวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ ระบายความกังวลออกมา

“ฉันอยากรู้ว่าตำรวจเขาเจอศพหรือยัง บ้านไฟไหม้ทั้งหลังทำไมไม่มีข่าวนะ คนยิ่งกลุ้มๆ อยู่ด้วย”

รพีพรรณนึกระอาท่าทางของเพื่อน เธอดูออกว่ากมลเนตรเป็นคนตื่นตระหนกง่ายไม่เหมาะจะทำงานใหญ่เลยดุเสียงแข็ง

“เธอทำตัวเป็นปกติได้ไหมเนตร ลุกลี้ลุกลนอย่างนี้เดี๋ยวคนก็สงสัยเข้าจนได้”

กมลเนตรหน้าเสีย รู้ตัวอยู่เหมือนกันว่าตื่นตูมเกินไป แต่ยังไม่ทันจะตอบสาวใช้ก็เดินนำจงกลนีเข้ามาในห้อง ปกติน้องสาวของหม่อมภรณีมีกิริยาเยือกเย็นดูเป็นผู้ดีอยู่เสมอ แต่วันนี้ท่าทางจงกลนีรีบร้อนอย่างที่รพีพรรณไม่เคยเห็นมาก่อน

พอมาถึงตัวเจ้าของบ้าน จงกลนีก็ละล่ำละลักบอก

“รพีพรรณ เธอต้องไปกับฉันเดี๋ยวนี้ คุณพี่อยู่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเสียเลือดไปมากต้องหาคนมาให้เลือดถึงจะผ่าตัดได้ ฉันถึงได้รีบมาตามเธอ”

รพีพรรณรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนแทบผงะผงายล้มทั้งยืนลงไปตรงนั้น หญิงสาวยกมือกดหัวใจที่กำลังเต้นระรัวไว้แน่น เหลียวไปมองกมลเนตรก็พบว่าเพื่อนของเธอก็กำลังตะลึงงัน ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน

“คุณท่านเป็นอะไรไปคะ เกิดอะไรขึ้นทำไมท่านถึงต้องผ่าตัด” หญิงสาวกลั้นใจถาม ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองคือต้องถ่วงเวลาไว้ก่อน

“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย รีบไปโรงพยาบาลกับฉัน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในรถ” จงกลนีตัดบท แต่รพีพรรณส่ายหน้าปฏิเสธ กมลเนตรรีบออกโรงช่วยเพื่อนอีกแรง

“รพีกำลังไม่สบาย ไม่ควรบริจาคเลือดหรอกค่ะ”

รพีพรรณไม่มีทีท่าว่าจะค้านกมลเนตร ตรงกันข้าม หญิงสาวกลับยืนโงนเงนทำท่าเหมือนจะเป็นลมไปจริงๆ สีหน้าของจงกลนีเย็นชาขึ้นมาทันที

“หมายความว่าเธอจะไม่ยอมช่วยพี่สาวฉันอย่างนั้นหรือ ไหนเธอบอกว่าทั้งรักทั้งเคารพพี่ภรณี ตอนนี้พี่ภรณีกำลังอยู่ในอันตรายต้องการความช่วยเหลือจากเธอ เธอจะมัวห่วงตัวเองทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรือไง”

ก็ถ้าช่วยได้มีหรือรพีพรรณจะไม่แล่นไปโรงพยาบาลเสียเดี๋ยวนี้ แต่นี่เพราะช่วยไม่ได้น่ะสิ!

รพีพรรณอัดอั้นตันใจจนอยากกรีดร้องให้สุดเสียง ปกติหม่อมภรณีมีบริวารคอยดูแลประคับประคองอยู่เต็มบ้าน จนเธอเบาใจว่าคงไม่เกิดเหตุร้ายแรงใดๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกันรพีพรรณก็พยายามควานหาคนที่มีเลือดกรุ๊ปเอเนกาทีฟมาเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว ติดที่จนแล้วจนรอดก็ยังหาไม่ได้เสียที

ไม่นึกเลยว่าวันที่จะต้องให้เลือดหม่อมจะมาถึงเร็วขนาดนี้!

“อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย เวลาไม่คอยท่า รีบไปโรงพยาบาลกันก่อนดีกว่า”

จงกลนีตัดบทเสียงแข็ง เธอมีบ่าวผู้หญิงติดตามมาด้วยสองคน จึงหันไปพยักหน้าให้ทั้งคู่เข้ามาลากตัวรพีพรรณ แต่หญิงสาวถอยหลังกรูด หน้าตาตื่นเหมือนจะถูกลากไปประหารก็ไม่ปาน

กมลเนตรรีบเข้ามาผลักบ่าวสองคนนั้นไม่ให้ดึงตัวรพีพรรณไปได้ เกิดการยื้อยุดกันชุลมุน เสียงดังเซ็งแซ่ได้ยินไปถึงสุพจน์ที่อยู่ในห้องทำงานและวรรณาที่กำลังพักผ่อนอยู่บนชั้นสองของบ้าน จนต้องกรูออกมาอย่างงุนงง

“ทำอะไรกันแม่รพี ทะเลาะอะไรกันหรือ” วรรณาถาม

รพีพรรณรีบวิ่งมาหลบหลังมารดา หน้าซีดเผือดเนื้อตัวเย็นเฉียบจนวรรณาพลอยตกใจไปด้วย สุพจน์ถามซ้ำอีกครั้งลูกสาวก็เอาแต่ก้มหน้างุดไม่ยอมตอบ

ท่ามกลางความโกลาหลที่เหมือนจะไม่ยอมยุติง่ายๆ ฉับพลันเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา

“ตกลงว่าเธอเป็นคนบริจาคเลือดให้ฉันจริงหรือเปล่ารพีพรรณ”

บ่าวหญิงสองคนที่จะตามเข้าไปฉุดรพีพรรณถอยกลับไปยืนด้านหลังทันที เปิดทางให้ร่างเล็กทว่าองอาจของหม่อมภรณีก้าวมายืนเคียงข้างน้องสาวของเธอ

รพีพรรณตัวแข็งทื่อ มองหม่อมเหมือนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง แต่เพียงครู่เดียวหญิงสาวก็ตั้งสติได้ จากที่หลบคุดคู้อยู่หลังวรรณา รพีพรรณก็ปราดเข้าไปหาหม่อมคว้ามือเธอมากุมไว้อย่างห่วงใย

“คุณท่านเป็นอย่างไรบ้างคะ รพีได้ยินว่าท่านบาดเจ็บ เป็นห่วงแทบแย่”

“ห่วงฉันแล้วทำไมถึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมไปช่วยฉัน บอกได้ไหม”

น้ำเสียงผู้สูงวัยกว่าราบเรียบไม่บอกอารมณ์ แต่ในดวงตามีแววเศร้าสลดระคนเสียดายแฝงอยู่บางเบา หม่อมไม่รอให้รพีพรรณตอบคำถามแต่เดินไปทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ยาวสำหรับรับแขก ก่อนจะหันไปขออนุญาตสุพจน์ผู้เป็นเจ้าของบ้าน

“ขอใช้บ้านคุณเป็นที่ชำระความสักครู่นะคุณสุพจน์ เรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกสาวทั้งสองคนของคุณ คุณเองก็ควรรับรู้ไว้ด้วย”

สุพจน์ไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่าตอบรับด้วยเสียงยำเกรง เขาเองก็งุนงงใคร่จะได้ความกระจ่างอยู่เหมือนกัน พอสามีนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งวรรณาก็ตามไปนั่งบ้าง แม้จะใจคอไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อเห็นท่าทางเหมือนจะร้องไห้ของกมลเนตร กับใบหน้าขาวเผือดไม่มีสีเลือดของรพีพรรณ

หม่อมภรณีเริ่มต้นซักด้วยคำถามที่รพีพรรณเกรงกลัวจะได้ยินเป็นที่สุด

“รพีพรรณ บอกฉันมาตามตรงเถอะ เธอเป็นคนบริจาคเลือดช่วยฉันไว้ตอนที่ฉันประสบอุบัติเหตุครั้งก่อนหรือเปล่า”

“หมายความว่าอย่างไรคะ แม่รพีเป็นคนบริจาคเลือดให้หม่อมใครๆ ก็รู้” วรรณาโพล่งแทรกขึ้นมาทันที “แล้วทำไมทุกคนต้องมาตั้งคำถามกับแม่รพีด้วย ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

จงกลนีคลี่กระดาษในมือแล้วชูให้เห็นกันทั่วๆ น้ำเสียงเธอเย็นเยียบไม่แพ้รอยยิ้ม

“นี่เป็นผลการตรวจเลือดจากโรงพยาบาลค่ะ เราตรวจกันตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน คนที่มีเลือดกรุ๊ปเอเนกาทีฟตรงกับพี่ภรณีคือนารา และวันที่พี่ภรณีเข้าโรงพยาบาล ไม่ได้มีแต่รพีพรรณที่ไปบริจาคโลหิต นาราก็ไปบริจาคเลือดที่นั่นเหมือนกัน และยังเป็นเวลาไล่เลี่ยกันด้วย”

แม้จะเดาไว้ล่วงหน้าว่าความลับคงจะแตกเสียแล้ว แต่พอได้ยินเข้าจริงๆ รพีพรรณก็เหมือนถูกผลักให้ร่วงลงมาจากยอดผา หญิงสาวใจสั่นหวิว ตาลายพร่าพราย กระนั้นหูที่อื้ออึงเหมือนมีพายุพัดกระหน่ำอยู่ภายในก็ยังได้ยินเสียงมารดาเถียงลั่นห้อง

“ถึงนาราจะบริจาคเลือดแล้วมันเกี่ยวอะไรกับแม่รพี ต่างคนก็ต่างบริจาคไปสิ อีกอย่างหนึ่งแม่รพีเป็นลูกพ่อเดียวกับนาราก็คงจะมีเลือดกรุ๊ปเดียวกันกระมังคะ” วรรณาเถียงคอเป็นเอ็น เข้าข้างลูกสาวเต็มที่

“ทีแรกพวกดิฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะ เมื่อครู่ถึงได้ลองใจขอให้รพีพรรณไปบริจาคเลือดช่วยคุณพี่ แต่หัวเด็ดตีนขาดหนูรพีก็ไม่ยอมไป จะให้คิดอย่างไรคะ” จงกลนีตอบแทนหม่อมซึ่งนั่งนิ่ง เม้มริมปากแน่น

“แต่ฉันกับคุณพี่ก็ยังจะให้โอกาสอีกครั้งนะ ถ้ารพีพรรณอยากพิสูจน์ตัวเองก็ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย ว่าอย่างไรจะยอมไปไหม”

รพีพรรณรู้ว่าหากยังยืนกรานเป็นผู้มีพระคุณของหม่อมภรณีต่อไป สถานการณ์จะยิ่งเลวร้าย ท่าทางมีพิรุธของตัวเธอเองเมื่อครู่ก็คือคำสารภาพที่มีน้ำหนักยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ถ้าอยากผ่อนหนักให้เป็นเบาก็มีแต่ต้องยอมรับผิด และเรียกความสงสารจากหม่อมเท่านั้น

หญิงสาวคลานเข้าไปเกาะเข่าของหม่อมไว้ พนมมือกราบอย่างนอบน้อม เมื่อเงยหน้าขึ้นใบหน้านวลลออก็นองไปด้วยน้ำตา

“คุณท่านเจ้าขา รพีผิดไปแล้ว รพีไม่ควรโกหกคุณท่าน แต่รพีต้องยอมตกบันไดพลอยโจนเพราะถูกคุณวิศรุตบังคับค่ะ”

เสียงวรรณาอุทานด้วยความผิดหวังและคาดไม่ถึง แต่รพีพรรณไม่สนใจ หญิงสาวรีบเล่าอย่างรวบรัดว่าวิศรุตเป็นผู้บงการให้ตนเองสวมรอยเป็นคนบริจาคเลือด จุดประสงค์ก็เพื่อจะอาศัยบารมีและความกว้างขวางของหม่อมอำนวยความสะดวกทางการค้า

รพีพรรณจำต้องคล้อยตามไปโดยไม่อาจบ่ายเบี่ยง ทั้งๆ ที่ในใจแสนจะทุกข์ทรมานและรู้สึกผิด

“รพีรักคุณวิศรุต เขาทั้งบังคับทั้งอ้อนวอนให้รพีเห็นแก่อนาคตของเขา รพีเลยต้องยอมทำตาม หลังจากนั้นรพีรู้ตัวว่าผิดต่อคุณท่าน แต่ก็เหมือนน้ำท่วมปาก อยากจะสารภาพความจริงก็พูดไม่ได้ ต้องทนเก็บความไม่สบายใจไว้คนเดียว แต่รพีก็พยายามชดเชยด้วยการดูแลรับใช้คุณท่านอย่างดีที่สุดแล้วนะคะ” เธอจับมือหม่อมภรณีมาแนบแก้มเปียกชื้น วิงวอนเสียงเครือ

“คุณท่านเองก็น่าจะทราบดีกว่าใครว่าที่ผ่านมารพีเคารพรักท่านมากแค่ไหน รพีไม่มีวันทรยศความเมตตาที่คุณท่านมีให้เป็นอันขาด”

กมลเนตรมองเพื่อนอย่างทึ่งจัด รพีพรรณที่เธอเห็นจนชินตาคือผู้หญิงหัวสูง เย่อหยิ่งเหมือนนกยูงรำแพน ผู้หญิงที่กำลังกราบกรานอย่างน่าสงสารคนนี้ราวกับเป็นคนแปลกหน้าที่มาสวมอยู่ในร่างรพีพรรณกระนั้น

อารมณ์ของหม่อมภรณีก้ำกึ่งทั้งรักทั้งแค้น เธอรักรพีพรรณมากเท่าไร ความจริงที่ได้รู้ก็ยิ่งก่อตัวเป็นโทสะรุนแรงมากเท่านั้น แต่พอได้ยินหญิงสาววิงวอน ใช้น้ำเสียงอ่อนหวานเจือความรักใคร่เทิดทูนแบบที่ผูกใจเธอมาตลอด หม่อมก็เริ่มเวทนาขึ้นมาบ้าง

รพีพรรณสะอื้นน้อยๆ รำพึงรำพันต่อไป

“รพีรักคุณท่านเหมือนแม่แท้ๆ ถึงแม้จะไม่กล้าอาจเอื้อมยกตัวเองขึ้นมาเป็นลูกของท่าน แต่รพีก็ตั้งใจจะตอบแทนพระคุณให้เหมือนกับที่ลูกสาวตอบแทนแม่ตัวเอง คุณแม่ก็ยอมยกรพีให้เป็นลูกของท่านแล้ว” เธอเหลียวไปทางวรรณา พออีกฝ่ายพยักหน้ารับบอกให้รู้ว่าเห็นด้วยทุกประการ รพีพรรณก็พูดต่อ

“คุณท่านได้โปรดให้โอกาสรพีอีกสักครั้งได้ไหมคะ รพีสัญญาว่าจะทำคุณไถ่โทษ จะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ท่านก็เห็นนี่คะว่าที่ผ่านมารพีเป็นคนอย่างไร รพีไม่ใช่คนหลอกลวงแต่ต้องตกบันไดพลอยโจนเพราะคุณวิศรุตจริงๆ ค่ะ”

หญิงสาวร้องไห้จนตาบวมแดง หยาดน้ำใสๆ ไหลพรากอาบแก้มไม่ขาดสาย บอกความโทมนัสอย่างสุดซึ้ง หม่อมภรณีก้มลงมองเงียบๆ พอคิดถึงความดีของรพีพรรณและคิดว่าหญิงสาวจำต้องยอมทำผิดเพราะความรักที่มีต่อวิศรุต หาใช่ความเลวของเจ้าตัวไม่ สีหน้าหม่อมก็คลายความบึ้งตึงลงไปมาก

จงกลนีดูออกว่าพี่สาวของเธอไม่ได้เกลียดชังรพีพรรณเลย หม่อมภรณีเพียงแต่โกรธที่ถูกหลอก แต่ความเอ็นดูที่มีต่อหญิงสาวผู้นี้ยังมีอยู่เต็มเปี่ยม ขนาดฟังรพีพรรณออดอ้อนไปไม่เท่าไรพี่ภรณีก็ทำท่าจะอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟเสียแล้ว หากว่ารพีพรรณมีโอกาสกลับไปอยู่ใกลชิด ได้ปรนนิบัติเอาใจเหมือนเดิม เธอก็คงให้อภัย ยอมลืมความผิดของหญิงสาวไปอย่างง่ายดาย

แต่จงกลนีไม่เคยไว้ใจรพีพรรณ เธอมองออกจากประกายตาวาวโรจน์ยามชำเลืองมองของมีค่าที่มีอยู่มากมายในบ้าน รวมถึงกิริยาท่าทางเวลาพูดจากับบ่าวรับใช้ ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนจิตใจงามอย่างที่แสดงออก

“หมายความว่ารพีพรรณไม่เคยต้องการทรัพย์สมบัติของคุณพี่ ที่ผ่านมาก็รับใช้คุณพี่ด้วยความจริงใจเท่านั้นใช่ไหม” จงกลนีถามเรียบๆ

รพีพรรณเช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้าขึ้นตอบเสียงดังฟังชัด

“ใช่ค่ะ รพีไม่เคยหวังอะไรจากท่าน รพีรักคุณท่านเหมือนแม่บังเกิดเกล้าจริงๆ ค่ะ”

สุพจน์ วรรณา และกมลเนตรที่นั่งกระสับกระส่ายเหมือนอยู่บนรังมดคันไฟมาตลอดเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น โดยเฉพาะวรรณาที่ส่งสายตาชื่นชมไปให้ลูกสาว

ทว่าคำตอบนั้นกลับเรียกรอยยิ้มเย็นชาขึ้นบนริมฝีปากของจงกลนี

“แต่คนที่จริงใจไม่เห็นแก่ผลประโยชน์น่ะ จะไม่ฆ่าคนเพื่อปกปิดความลับหรอกนะรพีพรรณ”

ท่ามกลางความสนเท่ห์ของคนทั้งหมด จงกลนีหันไปเรียกกลุ่มคนที่หลบอยู่ข้างประตูให้เข้ามาในห้อง กมลเนตรที่เพิ่งจะหายใจได้ทั่วท้องใจหายวูบอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าผู้ที่ผ่านโค้งประตูเข้ามาคือนารา ตามด้วยธิปก และผู้ชายผิวขาวเหลืองแต่งกายภูมิฐานคนหนึ่ง

หนุ่มสาวที่มาใหม่ทรุดตัวนั่งลงบนพรมที่ปูลาดอยู่กับพื้น ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสี่ หม่อมภรณีมองอย่างแปลกใจขณะเรียกชายหนุ่มข้างตัวธิปกให้ไปนั่งบนเก้ายาวตัวเดียวกัน

“ชายอิทธิพันธ์ เป็นยังไงมายังไงถึงมากับเขาด้วยล่ะนี่”

หม่อมราชวงศ์อิทธิพันธ์เป็นหลานชายเพื่อนของหม่อมภรณี หม่อมไม่ได้คุ้นเคยกับครอบครัวของเขานัก แต่ในระยะหลังชายหนุ่มแวะมาเยี่ยมเยียนเธอที่บ้านบ่อยๆ เนื่องจากมาชอบพอกับรพีพรรณ พอหม่อมภรณีถามชายหนุ่มก็ตอบเสียงเบา

“คุณน้าจงกลนีเรียกผมมาครับ”

ก่อนหน้านี้หม่อมภรณีรู้จากน้องสาวเพียงแค่ว่ารพีพรรณสวมรอยมาเป็นคนบริจาคเลือดให้เธอ

แต่จงกลนีไม่ได้ขยายความไปถึงเรื่องไม่ชอบมาพากลอื่นๆ ในตัวหญิงสาวโสภาคนนี้ เพราะรู้ว่าพี่สาวเมตตารพีพรรณมาก หากจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ไม่ใช่แค่รพีพรรณจะแก้ตัวลื่นหลุดไปได้ แต่พี่สาวจะพลอยหมดความเชื่อถือในตัวเธอ ต่อไปถ้าจะพูดจาโน้มน้าวกันอีกคำพูดก็จะไม่มีน้ำหนักเสียแล้ว

ดังนั้นหม่อมจึงอยู่ในอาการตะลึงงันเช่นเดียวกับสุพจน์และวรรณา เมื่อน้องสาวของเธอเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ รวดเดียวโดยไม่ติดขัด

“เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ฉันจะขอเล่าตั้งแต่ต้นละนะ เมื่อวานนี้ตอนเย็นๆ กมลเนตรไปหานาราที่บ้าน ไปสารภาพความจริงว่ารพีพรรณไม่ได้เป็นคนบริจาคเลือดให้คุณพี่ แต่เป็นตัวนาราเอง กมลเนตรยังบอกด้วยว่ารพีพรรณจับได้ว่ากมลเนตรรู้เรื่องเข้าก็เลยข่มขู่และลอบทำร้ายหลายครั้ง จนแม่กมลเนตรกลัวไม่กล้าอยู่ใกล้รพีพรรณอีกแล้ว” เธอปรายตามองกมลเนตรที่นั่งหน้าซีด งอตัวลงอย่างกลัวความผิด ก่อนจะพูดต่อ

“นาราเห็นใจเลยอนุญาตให้กมลเนตรนอนค้างคืนที่บ้านได้ และเมื่อคืนนี้เองบ้านของนาราก็ถูกวางเพลิง แต่กมลเนตรกลับหายตัวไปเฉยๆ แล้วมาอยู่ที่บ้านหลังนี้”

“อะไรนะ บ้านลูกไฟไหม้หรือ” คุณสุพจน์ถามนารา หน้าตื่นด้วยความตกใจ ผสานกับเสียงของวรรณาที่เอะอะออกมาอย่างเหลืออด

“เอาอะไรมาพูด คุณกำลังใส่ความลูกสาวฉันอยู่นะคะ รพีน่ะหรือจะทำร้ายกมลเนตร”

จงกลนีเผชิญกับความฉุนเฉียวของเจ้าของบ้านอย่างใจเย็น เธอเหลือบมองพี่สาว ถึงแม้หม่อมภรณีจะนั่งฟังเฉยๆ แต่อาการขมวดคิ้วก็บอกให้รู้ว่าเรื่องที่น้องสาวเล่ามานั้นออกจะเชื่อได้ยากอยู่สักหน่อย

“ขอฉันพูดให้จบก่อนเถิดค่ะคุณวรรณา หลังจากนั้นถ้าพบว่าฉันโกหกแม้แต่คำเดียว ฉันยินดีให้คุณต่อว่าได้เต็มที่” เธอพูดต่อไปด้วยเสียงกังวาน “ก่อนที่ไฟจะไหม้บ้าน กมลเนตรรอให้นารากับพี่เลี้ยงหลับสนิทแล้วถึงได้ออกมาเปิดประตูรั้วให้รพีพรรณเข้ามา จากนั้นรพีพรรณเป็นคนสาดน้ำมันใส่บ้านของนาราแล้วให้กมลเนตรจุดไฟ สองคนนี้จงใจเผานาราให้ถูกไฟคลอกตาย”

แม้จะเกรงบารมีของหม่อมภรณี แต่เมื่อลูกสาวถูกกล่าวหาในเรื่องคอขาดบาดตาย วรรณาก็สุดจะข่มโทสะไว้ได้อีก เธอกระแทกเสียงบอกความขุ่นเคืองเต็มที่

“หยุดได้แล้วค่ะ ฉันจะไม่ยอมให้คุณใส่ร้ายลูกสาวของฉันอีกแล้ว รพีอาจจะผิดที่สวมรอยเป็นคนให้เลือดแทนแม่นารา แต่ลูกฉันก็บอกแล้วยังไงว่าถูกนายวิศรุตบังคับ และไม่มีทางที่รพีพรรณจะร้ายกาจถึงขนาดเผาบ้านใครได้หรอก คุณพูดแบบนี้มีพยานหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าแม่นารามาฟ้องก็เชื่อเขาไปหมดนะ”

เธอเบะริมฝีปากอย่างชิงชัง ปรายตาไปทางลูกเลี้ยงที่นั่งอยู่กับธิปก แน่ละ วรรณาไม่เห็นใครที่มีเหตุจูงใจให้ใส่ร้ายรพีพรรณอีกแล้ว ยกเว้นนาราเพียงคนเดียว

“แม่นาราก็ควรจะลดนิสัยชิงดีชิงเด่นลงเสียบ้าง อิจฉาพี่มาตั้งแต่เด็กยังไม่พอ นี่ยังคิดจะเล่นงานกันให้ถึงตายเลยหรือ”

นี่ละนะฝีปากคุณแม่ใหญ่! ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ต้องป้ายความผิดให้เธอไว้ก่อน

นาราเคยชินกับวิธีของวรรณาจนไม่แปลกใจอะไรอีกแล้ว จึงได้แต่มองตอบเงียบๆ ขณะที่จงกลนีส่ายหน้า

“ไม่มีใครมาฟ้องฉันหรอกค่ะ ที่ฉันพูดเพราะเห็นทุกอย่างด้วยสองตาของตัวเอง ตอนที่กมลเนตรไปพบนาราที่บ้านฉันก็ซ่อนตัวอยู่ที่นั่น และตอนค่ำที่กมลเนตรจุดไฟเผาบ้าน ฉันก็ย้ายไปซ่อนอยู่ในบ้านหลังติดกัน เห็นทุกอย่างโดยไม่ต้องให้ใครบอก”

สิ้นเสียงของเธอ ห้องโถงกว้างก็เงียบสงัดราวกับแดนสนธยา รพีพรรณเย็นวาบไปตลอดไขสันหลัง เหงื่อชื้นๆ ผุดขึ้นมาเต็มหน้า ชำเลืองไปทางหม่อมภรณี เห็นเธอนั่งตะลึงอยู่เช่นกัน ผ่านไปอึดใจหนึ่งหม่อมก็ถามน้องสาวอย่างไม่เชื่อหู

“จริงหรือน้องนี เธอไม่ได้ล้อเล่นนะ”

จงกลนียืนยันหนักแน่น “จริงค่ะคุณพี่ ที่เมื่อวานนี้น้องบอกว่าไปนอนค้างบ้านเพื่อน ที่จริงน้องไปหลบอยู่ที่บ้านของนาราเพื่อซุ่มดูเหตุการณ์ ทุกอย่างที่เล่ามาน้องขอยืนยันว่าเห็นเองจริงๆ ไม่ได้โป้ปดเลย”

ผู้ใหญ่ทั้งหมดอยู่ในอารมณ์คล้ายๆ กันคือตกใจจนตั้งตัวไม่ติด โดยเฉพาะสุพจน์ที่ได้แต่นั่งอ้ำอึ้ง มองลูกสาวสองคนสลับไปมา คิดไม่ออกว่าควรพูดอะไรในสถานการณ์นี้

ท่ามกลางความกระอักกระอ่วนของผู้เป็นพ่อ รพีพรรณเอ่ยเสียงเครือ

“ฉันไม่ได้ทำ”

ทั้งๆ ที่หน้าขาวราวกับกระดาษหญิงสาวก็เชิดหน้า ยืดตัวตรง ดวงตาแดงก่ำทั้งคู่กระด้างดุดันไม่ผิดกับสุนัขยามจนตรอก

“คุณจงกลนีไม่ชอบรพีมาตลอด ทำไมรพีจะดูไม่ออกคะ ที่ผ่านมารพีเห็นแก่คุณท่านถึงไม่เคยพูดอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่ารพีจะยอมให้คุณสมคบกับนารามาใส่ร้ายได้ตามใจชอบ นาราไม่ถูกกับรพีมาตั้งแต่เด็กใครๆ ก็รู้ คุณไปหลบอยู่ในบ้านของนาราก็แปลว่าสนิทสนมกันมาก ถ้าคำพูดฝ่ายเดียวของคุณเชื่อถือได้ อย่างนั้นรพีขอให้กมลเนตรเป็นพยานว่าไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกล่าวหาบ้าง ก็คงไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”

“เธอว่าฉันใส่ร้ายอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงจงกลนีราบเรียบ

“รพีจะบอกว่าคุณจงกลนีไม่มีหลักฐานค่ะ มีแต่คำพูดเลื่อนลอย แล้วก็เป็นคำพูดของคุณคนเดียวด้วย”

รพีพรรณกวาดสายตาท้าทายไปยังจงกลนี นารา และธิปก ทว่าจงกลนีไม่สะทกสะท้าน รอยยิ้มของเธอเย็นเฉียบเมื่อพูดต่อไป

“ใครว่าฉันพูดของฉันอยู่คนเดียว ยังมีอีกคนที่พูดเหมือนฉัน” เธอผายมือไปทางราชนิกุลหนุ่มที่นั่งหน้าเครียดเฝ้ามองสถานการณ์อยู่เงียบๆ

“เมื่อวานนี้คุณชายอิทธิพันธ์ก็อยู่กับฉัน เห็นทุกอย่างด้วยกัน เธอคงไม่บอกว่าคุณชายใส่ร้ายเธอไปด้วยหรอกนะ”

 



Don`t copy text!