สายลมตะวันออก บทที่ 17 : หมู่บ้านชาวญี่ปุ่นในอยุธยา

สายลมตะวันออก บทที่ 17 : หมู่บ้านชาวญี่ปุ่นในอยุธยา

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

หมู่บ้านญี่ปุ่นวันธรรมดา มีรถบัสนักท่องเที่ยวจอดอยู่ไม่มากนัก กรุ๊ปทัวร์เอเชียเล็กๆ กำลังยืนรวมตัวกันอยู่ใกล้รสบัส อาจเป็นทัวร์จีน ไม่ก็ญี่ปุ่น ดูแล้วน่าจะกำลังเตรียมตัวกลับ นักท่องเที่ยวหญิงสามคนขยับเดินออกจากหน้าช่องจำหน่ายตั๋ว อาจเป็นชาวญี่ปุ่น มาเพื่อชมเรื่องราวสถานที่อาศัยของเพื่อนร่วมชาติเมื่อหลายร้อยปีก่อน

เมื่อจอดรถเรียบร้อย สาวน้อยกวาดตาไปทั่ว

“ไม่เห็นมีอะไรโบราณเลย ที่หมู่บ้านฮอลันดายังเห็นเศษอิฐปูน”

“อาคารบ้านเรือนสมัยโน้นส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ พังไปหมด ไม่มีอะไรเหลือมาถึงตอนนี้ ก่อนรัฐบาลญี่ปุ่นให้งบเพื่อบูรณะ ที่นี่แทบไม่มีอะไรให้เห็นเลยว่าเป็นหมู่บ้าน แต่พวกนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ ศึกษาจากหลักฐานข้อมูล ภาพถ่ายทางอากาศ ชี้ว่าหมู่บ้านของชาวญี่ปุ่นเมื่อสมัยอยุธยาน่าจะอยู่ตรงนี้”

ที่นี่เงียบสงบดี ผู้คนไม่พลุกพล่าน มีเพียงเสียงกิ่งไม้ไหวลู่ตามแรงลมแม่น้ำ และเสียงจ้อกแจ้กของนกปรอดบนยอดไม้

เราสองคนเดินไปตามทางใต้แพกิ่งก้านไม้ใหญ่ ผ่านแท่นหิน สลักภาษาญี่ปุ่น ผมแปลไม่ออก แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นข้อความ หมู่บ้านชาวญี่ปุ่นในอยุธยา

“มาบ่อยมั้ย?” เธอถาม

“ไม่บ่อยเท่าไร เคยมานานแล้ว”

“คิดว่านักเขียนสารคดี ต้องเดินทางบ่อยๆ ซะอีก”

“หลายเรื่องก็เดินทาง นักเขียนสารคดีหลายคนก็เดินทาง แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยในกระเป๋าแต่ละคน ส่วนเรื่องที่ผมเขียนอยู่ เรื่องเกี่ยวกับชาวญี่ปุ่นในราชการอยุธยา อย่างที่บอก สถานที่แทบไม่หลงเหลืออะไรจากโบราณแล้ว ข้อมูลอาศัยจากบันทึกต่างๆ ซึ่งก็ไม่ได้มีมากนัก”

“แล้ววันนี้มาทำไมละ?”

“พูดให้ดูดีก็ต้องบอกว่ามารับความรู้สึกสถานที่เดิมในประวัติศาสตร์ สัมผัสอารมณ์ความรู้สึกที่หลงเหลือจากอดีต แต่ถ้าพูดจริงๆ ก็แค่อยากมา ดีกว่าอยู่ในห้องแคบๆ”

“ข้างในมีอะไร?” สาวน้อยชี้ไปทางอาคารสีขาว ตั้งอยู่ทางทิศใต้

“ลองเข้าไปดูสิ”

อาคารที่เราเข้าไปชม เป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้น ไม่ใหญ่นัก เราเดินขึ้นบันไดหน้า ผลักประตูกระจกสีชาเข้าไป จากแสงสว่างภายนอก ในอาคารเหลือเพียงแสงสีเหลืองนวลจากดวงไฟบนเพดาน ไม่ถึงกับมืดสลัว แสงถูกปรับให้พอเหมาะกับนิทรรศการที่จัดแสดงด้วยอุปกรณ์ทันสมัย ด้านในสุดเป็นแผนที่ขนาดใหญ่รูปเกาะเมืองอโยธยาตามการวาดของชาวยุโรป ด้านหน้าต่ำลงมาจัดวางตู้แสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ สามสี่ตู้เรียงเป็นแนว ทั้งตู้แสดงกระปุกเครื่องหอม ตู้แสดงไหเหล้าสาเก ภาพวาดแบบแขวน พัดญี่ปุ่นหลากหลายลวดลาย

หนูยูหยุดยืนตรงตู้แสดงข้าวของเครื่องประดับ ดูเหมือนเธอสนใจปิ่นปักผมสีทองทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ในกล่องไม้ ที่ฝากล่องเขียนรูปลายเส้นดอกซากุระ

“เหมือนของไทย ทำไมมาโชว์ไว้ที่นี่”

“ถ้าจำไม่ผิด เมื่อหลายสิบปีก่อน พระยาโบราณราชธานินท์ขุดพบข้าวของหลายอย่าง ที่วัดร้างแห่งหนึ่งไม่ห่างจากที่นี่นัก เป็นไปได้ว่าเกี่ยวข้องกับคนญี่ปุ่นสมัยนั้น” ผมขยับก้มมองใกล้ๆ สังเกตดีๆ สิ ยอดปิ่นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ แต่ในรายละเอียดของพุ่ม เป็นรูปดอกไม้คล้ายดอกซากุระ”

“สวยดี”

เธอจ้องเงียบอยู่อีกพัก จึงเอ่ยมาลอยๆ “หนูน่าจะลองไว้ผมยาว จะได้ลองใช้ปิ่นปักผมบ้าง”

ผมคิดตาม ภาพหนูยูในชุดกิโมโน ปักปิ่นทองประดับศีรษะ คงน่ารักไปอีกแบบ

เราเดินชมภายในกันอีกครู่ใหญ่

“มีที่อื่นอีกไหม?” เธอถาม

“มีอีกอาคารทางโน้น” ผมชี้ไปทิศทางที่พูดถึง

ครู่ต่อมาเราสองคนก็เข้ามาในอาคารที่ตั้งอยู่ติดกับลานริมแม่น้ำ เราพบรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของสตรีห่มสไบคนหนึ่ง ขนาดเล็กกว่าคนจริงเล็กน้อย ยืนอยู่หน้าสำรับจำลองของหวานแบบไทยหลายชนิด เด็กสาวหยุดยืนมอง

“ดอญ่า มารี เดอ กีมาร์… ท้าวทองกีบม้า” เธออ่านชื่อจากป้าย

“รู้จักไหม?” ผมถาม

“คนทำทองหยิบ ทองหยอด”

“เก่งใช้ได้”

เธอไม่ใส่ใจคำชม “ชื่อแปลกเนอะ”

“เป็นคำเรียกตำแหน่งผู้คุมห้องเครื่องหวาน ปรากฏในกฎหมายตราสามดวง”

เธอแบะปากเล็กน้อย มองดูร่างรูปปั้น “แล้วเกี่ยวไรกับญี่ปุ่น?”

“หลักฐานบางชิ้นบอกว่า เธออาจมีเชื้อสายญี่ปุ่น มาจากสายทางคุณยาย ซึ่งเป็นคนที่สอนเธอทำขนมแบบยุโรป ฟังดูก็คล้ายหนู ที่มีคุณยายสอนทำขนม”

เธอไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ ผมจึงพูดต่อ

“คุณท้าวเธอเรียนการทำขนมต่อจากคุณยาย แล้วมาประยุกต์เป็นขนมแบบไทยที่เราเห็นวันนี้”

“เพิ่งรู้ว่าเป็นคนญี่ปุ่น เคยรู้ว่าทองหยิบทองหยดมาจากโปรตุเกส เลยคิดว่าคนทำน่าจะเป็นฝรั่ง”

“อาจใช่ญี่ปุ่น หรือไม่ก็ได้ ไม่ชัดนักหรอก แค่บางหลักฐานชี้ไปทางนั้น”

เธอย่อตัว นั่งคุกเข่า ตามองสำรับขนมหวานอันทำเทียมขึ้น

“คุณยายก็เคยสอนทำขนมพวกนี้ จำได้ว่าหนูเคยทำเอง ไม่อร่อยเลย สู้ยายไม่ได้ หนูกินชิ้นที่ยายทำ แต่ยายยังอุตส่าห์กินชิ้นห่วยๆ ของหนู ยายบอกว่าให้คะแนนความพยายามเต็มร้อย ยายยังสลักผักสวยด้วยนะ หนูแทบไม่กล้ากินเลย เสียดาย แต่ยายไม่กล้าให้หนูทำ กลัวมีดบาด”

ผมย่อตัวนั่งคุกเข่าตาม เริ่มสนใจเมื่อเธอพรั่งพรูเรื่องราวขนม และคุณยาย “ฟังดู หนูรักยายมากสินะ”

“ก็นะ ยายใจดี”

“แล้วตอนนี้ท่านสบายดีไหม?”

“ยายตายนานแล้ว”

“ขอโทษที”

เธอลุกขึ้นยืน ตาจ้องมองรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งสตรีในชุดสไบ พูดต่อมา

“ก็น่าเสียใจอยู่นะ หนูอยู่ด้วยตอนยายตาย ตอนนั้นยายกำลังนั่งเก้าอี้โยก ถือพัดคลายร้อน เหมือนปกติ ไม่มีอะไรบอกเลยว่าจะเกิดเรื่อง ท้องฟ้า คนข้างบ้าน เสียงนก หมาเห่า ไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม ไม่มีสัญญาณ รางบอกเหตุอะไรเลย ยายโบกพัด โยกเก้าอี้ช้าๆ หนูนั่งบนพื้น ทำอะไรสักอย่างอยู่ใกล้ๆ แล้วจู่ๆ ยายก็นิ่งไปเฉยๆ บางทีอาจจะหายใจขัดๆ อยู่สองสามครั้งก่อนมั้ง ไม่รู้สิ แต่ตอนนั้นไม่มีใครอยู่บ้านเลย มีแต่หนู ทำไงได้ หนูงงอยู่นาน ไม่รู้จะทำยังไง ก็เด็กไม่ถึงสิบขวบ จะไปคิดทำอะไรได้ นานแค่ไหนไม่รู้ ที่หนูอึ้งแล้วก็มัวแต่ร้องไห้ แต่ที่สุดหนูก็นึกได้ว่าต้องโทรศัพท์บอกแม่ อีกเกือบครึ่งชั่วโมง ถึงมีคนมา แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไรแม้แต่แตะต้องตัวยาย ไม่มีใครกล้าแบกขึ้นรถ หนูมารู้ทีหลังว่ากลัวต้องไปเกี่ยวข้องกับคดี เพราะไม่รู้สาเหตุแน่นอน จนพอรถพยาบาลมา เจ้าหน้าที่ตรวจ บอกยายตายแล้ว สรุป ตายตรงนั้น จุดเดิมที่หนูเห็นยายนิ่งไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปตลอดหลายสิบนาทีหรืออาจจะชั่วโมง บางทีอาจเพราะหนูไม่ได้ทำอะไรที่ดีกว่านี้”

“เด็กไม่ถึงสิบขวบทำดีที่สุดแล้ว เป็นผม ถึงตอนนี้ ถ้าอยู่สถานการณ์แบบหนู ก็นึกไม่ออกว่าต้องทำอะไร ดังนั้นหนูทำดีมากแล้ว” ผมพูดตามจริง

“แม่มาที่โรงพยาบาลหลังจากนั้นเกือบสองชั่วโมง บอกว่าติดลูกค้าสำคัญ พยายามปลีกตัวออกมาให้เร็วที่สุดแล้ว ทีจริงก็ถือว่าดีนะ เพราะปกติแม่ไม่ค่อยได้กลับมาเจอยายเท่าไร มีแต่เอาเงินให้คนดูแลไว้ซื้อของให้ ตอนแม่มาถึงก็ร้องไห้จะเป็นจะตาย หนูเห็นแม่ร้องแล้ว หนูเลิกร้อง คิดว่ายายอาจโชคดีที่ตาย บางทียายอาจลืมหน้าลูกสาวไปแล้วก่อนสิ้นใจ”

“แล้วปะป๊าละ?”

“น่าจะมาวันรุ่งขึ้นมั้ง คิดว่านะ จำไม่ได้”

ผมไม่อยากพูดอะไรต่อ แม้เธอเล่าเรื่องยายโดยปราศจากอารมณ์เศร้า แต่ผมว่าในใจลึกๆ คงรู้สึกอะไรบ้าง ไม่มากก็น้อย ผมไม่อยากให้ความรู้สึกที่ว่าผุดขึ้นมากวนตะกอน ให้ใจขุ่นมัวเวลานี้

“ตอนนี้ยังทำขนมไหม ขนมที่เคยทำกับยาย” ผมเลือกคุยความทรงจำด้านดี

“ไม่ แต่ก็อยากลองนะ คิดว่าน่าจะทำได้อยู่ บางทีหนูน่าเปิดร้านขนม แทนที่จะมานั่งเรียน”

“น่าลอง”

“อย่าทำหน้าไม่เชื่อ” เธอเสียงดุ สายตาจ้องเขม็งมา ผมไม่แน่ใจว่าสีหน้าผมตอนนี้บ่งบอกความไม่เชื่ออย่างไร

“เปล่า เชื่อว่าทำได้”

“ไว้จะทำให้กิน”

“ยินดี ถ้าหนูเปิดร้านเมื่อไร ผมจะขอไปขายกาแฟใกล้ๆ ผมทำกาแฟอร่อย”

“จริงหรือ?” เธออมยิ้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นรอยยิ้มจากความไม่เชื่อว่าผมทำกาแฟอร่อย หรือเพราะผมเสนอขอร่วมกิจการในอนาคตของเธอกันแน่ แต่ไม่ว่าเป็นอะไร รอยยิ้มเล็กๆ ที่น้อยครั้งจะเห็น ก็ทำให้หนูยูแลดูน่ารักกว่ายามหน้าบึ้งมากโข

“คุณเคยเขียนถึงเธอไหม?” สายตาสาวน้อยกลับไปจับที่หุ่นหัวหน้าห้องเครื่องหวานในอดีต

“เคย ผ่านมาสักพักแล้ว แต่ตอนนี้กำลังจะเริ่มเขียนญี่ปุ่นอีกคน”

“อีตาคนญี่ปุ่นคนที่คุณบอกว่าจะพามาหา?”

ผมพยักหน้า “เมื่อก่อนเขาก็อยู่ในห้องนี้”

เธอมองผม “แล้วตอนนี้อยู่ไหน?”

ผมพาเธอเดินออกมาตรงสวนญี่ปุ่นไม่ห่างจากอาคารเท่าไรนัก กลางลานกลม มีแท่นซีเมนต์สี่เหลี่ยมสูงเกือบเท่าตัวหนูยู เป็นฐานสำหรับตั้งรูปหล่อโลหะสีน้ำตาลไหม้ ชายวัยกลางคนยืนตระหง่านในชุดขุนนางสยาม สวมมงกุฎประกายแฉก มือขวาถือถ้วยน้ำ มือซ้ายกุมดาบญี่ปุ่นข้างลำตัว ตรงหน้ามีเครื่องบูชา พวงมาลัย ด้านหนึ่งของแท่นปูน มีข้อความบอกนามแห่งบุรุษผู้นี้

ออกญาเสนาภิมุข

ยามาดะ นากามาสะ

“ที่ไหนสักแห่งแถวนี้ในอดีต เป็นบ้านพักของเขา” ผมเอ่ย ไม่แน่ใจว่าพูดกับสาวน้อย หรือกับตัวเองกันแน่

หนูยูมองรูปหล่อโลหะอย่างพินิจ เอ่ยขึ้นหลังเงียบไปหลายอึดใจ

“คงสำคัญนะ ถึงขนาดมีรูปปั้น”

“บางพื้นที่ของญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากทีเดียว”

“มีอะไรพิเศษ? หนูเดาว่าน่าจะมีคนญี่ปุ่นอีกมากสมัยอยุธยา”

“ใช่ มีพันกว่าคนในอยุธยา ทั้งอยู่มาก่อนและหลังยามาดะ หลายคนมียศตำแหน่งในราชการ แต่คนนี้ถูกพูดถึงมากที่สุด อาจเพราะเป็นคนได้รับยศตำแหน่งสูง แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดสำหรับการถูกพูดถึงมากเท่านี้”

“แล้วเพราะอะไรอีก?”

“นักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่า ชื่อนี้ถูกพูดขึ้นมาช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่ญี่ปุ่นสร้างกองทัพและมีแนวคิดขยายอิทธิพลครอบครองเอเชีย เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นมีบทบาทในดินแดนอื่นมานานแล้ว ทำให้เกิดการหยิบเอาเรื่องในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคนญี่ปุ่นในดินแดนอุษาคเนย์ขึ้นมาใช้อธิบายประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอดีตระหว่างไทยและญี่ปุ่น ยามาดะเป็นตัวแทนเรื่องนี้ ดังนั้นเมื่อถึงคาบเรียนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจารย์จอมขี้เกียจตามโรงเรียน หรือศาสตราจารย์สันหลังยาวในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ยกเอาเรื่องยามาดะมาเป็นกรณีศึกษา ไม่ต้องเปลืองเวลาค้นหาข้อมูลรายอื่นให้ลำบาก ในเมื่อมีตัวอย่างสำเร็จรูปไว้แล้ว”

“เหมือนบะหมี่?” เธอว่า

“เปรียบเทียบได้ดี”

ตอนนี้มีสาวญี่ปุ่นสามคน เดินเงียบๆ มาเยี่ยมชม ยกกล้องมือถือถ่าย เราสองคนถอยห่าง ปล่อยให้คนร่วมชาติต่างยุคของยามาดะ ชื่นชมรูปหล่อ ซึ่งบอกไม่ได้ว่าละม้ายคล้ายตัวตนจริงแค่ไหน

“คนญี่ปุ่นทั่วๆ ไป รู้จักมั้ย ตาคนนี้” สาวน้อยถาม

“ก็น่าจะมีรู้จัก ไม่มากเท่าสตีฟ จ็อบส์ แต่ก็ถือว่าไม่น้อยหากเทียบกับคนญี่ปุ่นอื่นในไทยสมัยก่อน” ผมนึกไม่ออกว่ามีคนญี่ปุ่นสมัยอยุธยาคนไหนอีกที่คนญี่ปุ่นปัจจุบันรู้จัก “โดยเฉพาะที่เมืองชิสึโอกะ มีกลุ่มคนรู้จักยามาดะมากพอสมควร ช่วงเดือนตุลา บนถนนมุ่งไปวัดเซนเกน มีการจัดงานเทศกาลยามาดะทุกๆ ปี มีขบวนแห่ เพื่อระลึกถึงยามาดะ คนสำคัญที่สร้างชื่อให้เมือง”

“เคยไปงานที่ว่าไหม?”

“ไม่”

“ลองไปสิ”

“น่าสน ไว้รอถูกหวยซักสามสิบล้านก่อน”

เธอทำท่าเซ็งๆ กับมุกตลกไม่เข้าท่า ผมขอแก้ตัว

“ไว้มีโอกาสเราไปด้วยกันสิ ผมไปเขียนงาน หนูเป็นยูทูบเบอร์เดินทางรีวิวสถานที่ท่องเที่ยว”

เธอทำท่าคิด “ก็…จะลองคิดดู”

หนูยูเดินกลับไปหน้ารูปหล่อขุนนางชาวญี่ปุ่น เมื่อสาวนักท่องเที่ยวจากไป จ้องมองเนิ่นนาน ไม่พูดอะไร ผมขยับไปข้างๆ ลอบมองเธอ บอกไม่ถูกว่า เธอกำลังคิดอะไรอยู่ รูปหล่อยามาดะมีอะไรให้เธอสนใจ สาวน้อยผู้ไม่ชอบสุงสิงกับใคร แต่กลับสนใจรูปหล่อโลหะคนต่างชาติที่ตายไปแล้วหลายร้อยปี

“หน้าเหมือนคุณเลย” จู่ๆ เธอก็พูดขึ้น แล้วหันมาหาผม “ว่าไหม?”

“อย่างนั้นหรือ?” ผมขมวดคิ้ว พยายามมอง “ตรงไหน?”

“ไม่รู้สิ” พูดแล้วก็หัวเราะยาวนานกว่าทุกครั้ง

 

ผมขยับไปยังรั้วลานกว้างริมแม่น้ำ ยืนชมภาพงดงามของสายน้ำยามเย็น ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำสะท้อนอีกดวงบนผิวน้ำ กลิ่นดอกไม้หอมรวยรินมาตามลมจากที่ใดสักแห่ง กลิ่นคุ้นเคย แต่บอกไม่ได้ว่าดอกอะไร กวาดตามอง พบไม้พุ่ม และพืชพรรณที่ถูกตัดแต่งประดับสถานที่ แต่ไม่น่าใช่ที่มาของความหอม มองหาต่อไป พบแต่ไม้ใหญ่อยู่ริมลาน เดินไปใกล้ๆ ไม้ใหญ่อายุหลักร้อยปี แผ่กิ่งกว้าง โคนต้นติดป้ายชื่อ ‘นางพญาเสือโคร่ง’ ไม่ใช่ที่มาของกลิ่น แต่ผมกลับสนใจ ไม้ใหญ่ที่ได้รับฉายา ซากุระเมืองไทย

ช่างเหมาะกับที่นี่เสียจริง

ต้นใหญ่ไร้ดอก แปลกใจเล็กๆ ว่าปกติพบแต่ในเมืองหนาว ส่วนใหญ่ก็แถบภาคเหนือ หรือภาคกลางตอนบน แต่ทำไมต้นนี้ถึงมีปลูกอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ต้นใหม่ แต่เป็นต้นที่อยู่มายาวนาน เคยฟังจากผู้เฒ่าผู้แก่ให้ข้อมูลว่า นางพญาเสือโคร่งต้นนี้น้อยครั้งจะมีดอก แต่ครั้งผลิดอก จะเป็นสีชมพูอมม่วง กลีบดอกจะปรากฏสีออกม่วงมากกว่านางพญาเสือโคร่งทางเหนือ จะด้วยลักษณะดิน อากาศ หรืออะไรก็ตามที ทำให้ต้นนี้แปลกแตกต่าง ลองนึกภาพดอกนางพญาเสือโคร่ง สีชมพูม่วงระบายเต็มต้น โดดเด่นกว่าต้นอื่นใด อยากมีโอกาสเห็นด้วยตาสักครั้ง

หนูยูถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ใกล้ๆ รูปหล่อยามาดะ ไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกับใคร แต่จากสีหน้า ทายได้ว่าไม่น่าเป็นการสนทนาที่ดีนัก

เมื่อการสนทนาจบลง เด็กสาวหน้างอ เดินกลับมา

“แม่จะมาหา พ่อด้วย คืนนี้ รีบกลับเถอะ”

“ตอนนี้?”

“อื่อ ไม่ได้หรือไง?”

เธอพูดอย่างไม่มีช่องทางให้เถียง ทีแรกผมตั้งใจจะอยู่ที่นี่ให้นานหน่อย ใช้เวลายามค่ำตระเวนชมอดีตเมืองหลวงเก่าอีกสักนิด แต่เมื่อสาวน้อยร้องขอมาอย่างนี้ อีกทั้งความต้องการของผมใช่ว่าสำคัญคอขาดบาดตาย จึงไม่อยากมีปัญหา ขืนดึงดัน คงเที่ยวชมโดยมีสาวหน้างออยู่ใกล้ๆ อาจระคนเสียงบ่นด่าลับหลัง ไม่ใช่เรื่องดีนัก ที่สุดจึงยอมกลับแม้ในใจขัดเคืองอยู่บ้างก็เถอะ

ระหว่างทาง เด็กสาวนั่งจ่อมใส่หูฟัง ไม่พูดอะไร ผมรู้สึกว่าเงียบไป จึงชวนคุย

“ทำไมดูไม่ดีใจ ไม่ดีหรือ พ่อแม่มาหา?”

“หึ”

“คงมาแฮปปี้เบิร์ด เดย์ อาจมีของขวัญมาให้ด้วย”

“คงแค่แวะมาเฉยๆ มากกว่า ไม่มีใครสนหนูหรอก”

“ถ้าพ่อแม่ไม่สนใจหนู จะมาหาทำไม”

สาวน้อยตอบสะบัดๆ “คุณจะไปรู้อะไร”

“ก็จริง ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อแม่ ครอบครัวหนูหรอก แต่ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีเหตุผล พ่อแม่มีเหตุผลที่ให้หนูทำหรือไม่ทำอะไร อาจถูกหรือผิดก็ได้ เหมือนหนูก็มีเหตุผลส่วนตัวที่อยากทำหรือไม่ทำอะไร มีเหตุผลที่ไม่อยากทำงานบริษัทของแม่ มีเหตุผลที่อยากเดินทางเที่ยวเป็นยูทูบเบอร์ อยากไปสเปน หนูอยากให้พ่อแม่เข้าใจหนู แต่เมื่อไม่เป็นอย่างหวัง ก็เรียกร้องตีโพยตีพาย บ่นว่าพวกเขาไม่เข้าใจ แต่หนูก็ไม่พยายามเข้าใจพ่อแม่เลยเหมือนกัน”

ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้เทศน์สาวน้อยออกไปอย่างนี้

หนูยูตีหน้าบึ้ง เสียงแข็งกลับมา “หนูไม่ได้ตีโพยตีพาย หนูไม่ได้เรียกร้องความเข้าใจนะ”

“คนเราไม่ค่อยเห็นความผิดพลาดของตนเอง ก็เหมือนกับหนู แม่ไม่ค่อยมาเจอ มาดูแลใกล้ชิดยาย ซึ่งทำให้หนูไม่ชอบนัก แต่หนูก็กำลังทำอย่างเดียวกันนั้นเอง”

“หนูมีเหตุผลที่ทำอย่างนี้”

“คิดว่าแม่มีเหตุผลไหมที่ทำกับยาย”

สาวน้อยกัดฟัน ตีหน้าบึ้งใส่ผม เหมือนอยากจะเถียงอะไรสักอย่างกลับมา แต่ก็อึกอัก สุดท้ายพูดออกมากระชากเสียงว่า

“คุณจะรู้อะไร คุณไม่รู้จักหนู อย่ามาพูดเลย” พูดแล้วขยับหันหลังให้ผม จมตัวกับพนักพิง ไม่พูดอะไรอีก

ผมขับรถต่อไปเงียบๆ

 

เราสองคนกลับมาถึงคอนโดตอนค่ำ

หนูยูกลับเข้าห้องโดยไม่ได้พูดจาอะไร ผมเองเมื่อถึงห้อง ก็จัดการอาบน้ำท่า ยืนกลางปรอยฝักบัวยาวนาน พลางคิดว่าเธอจะโกรธแค่ไหนที่ผมเทศน์เธอไป เธออาจกำลังด่าทออยู่ในใจ ไม่คิดกลับมาเห็นหน้ากันอีก อาจเป็นได้ ใครจะรู้

ตอนนี้เธอกำลังทำอะไร เตรียมรอรับพ่อแม่ที่จะมาอยู่ หรือทำตัวเองให้หายไป ไม่พบหน้า แต่จะอะไรก็ช่าง ไม่ใช่ภาระของผม ครอบครัวของเธอก็ต้องดูแลจัดการกันเอาเอง

ผมมานั่งที่โต๊ะทำงานหลังอาบน้ำเสร็จ ภาพยามาดะบนปกหนังสือของโบเลนกี ทำให้ผมนึกถึงรูปหล่อที่อยุธยา

“หน้าเหมือนคุณเลย…ว่าไหม?”

คำพูดเคล้าเสียงหัวเราะใส ผุดขึ้นมาในหัว ผมหัวเราะออกมาคนเดียว ยังแปลกใจไม่หายว่า อะไรทำให้เธอมองอย่างนั้นกันนะ



Don`t copy text!