สายลมตะวันออก บทที่ 22 : ใครกันที่สั่งพวกเอ็ง?

สายลมตะวันออก บทที่ 22 : ใครกันที่สั่งพวกเอ็ง?

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

หญิงสาวบรรจงวางลูกประคบลงบนมุมปากของยามาดะ ซึ่งบวมแดงจากฤทธิ์หมัดของนักมวยเมืองโคราช ส่วนพรรคพวก ทั้งนายเรือง นายขาว นายแดง นายยอด ก็ช่วยกันประคบให้กัน โดยนายขาว มีบาดแผลร่องรอยน้อยที่สุด

“ถึงที่สุดเอ็งจะพ่าย เพราะวิชามวยไม่เป็นไปตามตำรับตำราตามกฎเกณฑ์ แต่กลายเป็นว่าเอ็งเป็นที่ชื่นชมมากกว่าผู้ชนะเสียอีก” นายขาวพูดกับยามาดะ

“ทางโน้นฝีมือเก่งกาจ เหมาะแล้วจะชนะ ข้าเองใช้วิชาเท่าที่ติดตัวมาในยามขับคับ อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ย่อมเสียที ไม่อย่างนั้นคงพ่ายไม่เป็นท่า”

“แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยนัก” อินพูดขึ้น แล้วหันไปทางนายแดง นายยอด ที่นั่งห่างไปสักสิบวา หน้าประตูกระโจมพัก “ไม่เหมือนพวกพี่แดง พี่ยอด ทำปากเก่ง เอาเข้าจริงแพ้หมดรูป”

คนถูกพูดถึงไม่กล้าตอบโต้ ได้แต่นั่งจับรอยบอบช้ำ ประคบยาอยู่แต่เงียบๆ

“อย่าไปว่ามันเลย ประลองมวยเช่นนี้ จะมีชัยหรือพ่าย เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น” ยามาดะบอก

แม้พูดไปอย่างนั้นแต่หนุ่มญี่ปุ่นก็อดสงสัยไม่ได้ เรื่องพ่ายในเชิงมวยย่อมไม่แปลก แต่เรี่ยวแรงความแข็งแกร่งต่างหากที่เขาเห็นว่ายอดและแดงต่างไปจากยามฝึกซ้อม ถามหลังจากประลอง พวกมันว่ามีไข้นิดหน่อย

แต่ยามาดะไม่เชื่อ

เมื่อหญิงสาวประคบยาให้แล้วเสร็จ กลับเข้ากระโจมพัก ยามาดะตัดสินใจลุกเข้าไปหาคนชกพ่ายทั้งสอง

ขาวกับเรืองยังคงช่วยกันประคบยาให้ยอดและแดงอยู่ ตอนที่ยามาดะเอ่ยถามตรงๆ

“ไอ้แดง ไอ้ยอด พวกเอ็งคือคนที่ลอบทำร้ายข้าเมื่อคืนใช่หรือไม่?”

พรรคพวกที่นั่งกันอยู่ถึงกับหันขวับจ้องยามาดะเป็นตาเดียว

“เอ็งว่าอะไรนะ ไอ้ภูผา!” ขาวโพล่งออกมาอย่างตกใจปนงง

“เอ็ง…เอ็งเอาอะไรมาพูด”  ไอ้แดงปฏิเสธตะกุกตะกัก

“แววตาและฝีมือเชิงมวย ทำให้ข้าเชื่อว่าพวกมันหาใช่นักเลงกระจอก แต่ต้องเป็นศิษย์มีครู และก็ไม่ใช่พวกมวยโคราช เพราะวิชาเป็นอย่างมวยอโยธยา จึงไม่มีทางเป็นอื่นนอกจากพวกเอ็ง อีกอย่างวันนี้เอ็งดูอ่อนแรงนัก คงเพราะไม่ได้พักผ่อนหลังจากมาลอบทำร้ายข้า ทั้งยังบาดเจ็บกลับไปด้วย พวกเอ็งจึงพ่ายมวยโคราชง่ายดายเช่นนี้”

คนถูกกล่าวหาท่าทางอึดอัด พูดอะไรไม่ออก

“พวกเอ็งบอกข้ามาเถอะ ข้าไม่ได้คิดเอาเรื่องหรือเคืองแค้น เพียงอยากรู้ว่าข้าทำอะไรให้พวกเอ็งเจ็บแค้นกัน เมื่อกลับอโยธยา จะได้ไม่ต้องมีเรื่องค้างคาใจกัน”

นายยอดชำเลืองมองเพื่อนชาวญี่ปุ่นอย่างกลัวๆ สบตากับนายแดงครั้งหนึ่ง สุดท้ายจึงสารภาพ

“พวกข้าไม่ได้คิดแค้นเอ็งเป็นการส่วนตัวดอก ที่ทำไปก็ด้วยมีคนสั่ง”

“เฮ้ย!” ขาวโพล่งตกใจ “เป็นฝีมือพวกเอ็งจริงรึ!?”

คนก่อเหตุไม่ได้สนใจคำนายขาว ได้แต่นั่งซึม ยามาดะถามต่อมา

“ใครกันที่สั่งพวกเอ็ง?”

คนนั่งซึมสองคนอึกอักอยู่สักครู่ นายแดงจึงเป็นคนตอบ

“คุณทับทิมเป็นคนสั่งพวกข้า”

“คุณทับทิมอย่างนั้นรึ!?” ยามาดะใจหาย

“แล้วนักเลงคนที่เคยมารุมข้าคราก่อน ก็ฝีมือพวกเอ็งกับไอ้ทองด้วยอีกคนใช่หรือไม่?”

ทั้งสองก้มหน้าเหมือนยอมรับโดยไร้ข้อโต้แย้ง

ไอ้ยอดเงยหน้าขึ้นมา แล้วเล่าว่า “คราก่อนนี้คุณทับทิมเธอเรียกตัวพวกข้าไป บอกว่าให้สั่งสอนเอ็งพอบาดเจ็บ ให้อัฐพวกข้ามาก้อนหนึ่ง ข้าไม่รู้ต้นสายปลายเหตุนัก และก็คิดว่าคงให้ทำแค่ครั้งเดียว แต่เมื่อวันก่อน คุณเธอให้บ่าวมาใช้พวกข้าทำอีก แต่ข้าเห็นว่าเอ็งหามีความผิดใดไม่ จึงไม่อยากทำ แต่จะขัดก็ไม่ได้ ข้าจึงได้เตือนเอ็ง แต่เอ็งก็ไม่เชื่อข้า จึงสบช่องให้ไอ้แดงมันทำร้ายได้”

“อ้าว ไอ้ยอด เสือกโยนขี้ให้ข้าแล้วพูดเอาดีเข้าตัวเองอีก” ไอ้แดงต่อว่า

“ก็มันจริงนี่หว่า” ยอดเถียง

“อ้าว นี่เอ็ง…” แล้วทำท่าเงื้อหมัดจะมีเรื่องกัน

“ช่างเถอะ ช่างเถอะ” ยามาดะปราม “ข้าไม่คิดโกรธเคืองพวกเอ็งทั้งสองคนหรอก”

เจ้าสองคนทำหน้าสลด แดงเอ่ยมา “ข้าสองคนขอโทษเอ็งด้วย”

“ไม่เป็นไร ข้าว่าพวกเอ็งหาได้ประสงค์ทำร้ายข้าจริง ไม่อย่างนั้นด้วยฝีมือพวกเอ็ง ข้าคงได้เจ็บหนักไปแล้ว” ยามาดะพูดตามที่คิด นักมวยมีฝีมืออย่างนายยอด นายแดง รวมถึงนายทอง สามารถทำร้ายเขาเจ็บหนักได้แน่ หากไม่ยั้งมือ

“ไอ้ภูผา” ยอดเอ่ยต่อมา “ข้าถามจริงๆ เถอะ เอ็งไปทำอะไรให้คุณทับทิมเธอรึ เธอจึงคิดการเช่นนี้?”

ครานี้เขาต้องเป็นฝ่ายเงียบบ้าง ไม่อยากบอกกล่าวต้นสายปลายเหตุ เพราะเป็นการไม่ดี เสื่อมเสียสำหรับฝ่ายหญิง

เมื่อเห็นเพื่อนไม่อยากพูด นายยอดจึงไม่ซักไซ้ แต่ก็ยังเตือนว่า

“ทีจริงก็หาใช่เรื่องของพวกข้าดอก แต่ข้าว่า ลูกสาวพระยาเกียนผู้นี้ ยังไม่รามือง่ายๆ แน่ เอ็งระวังตัวไว้ให้จงดีเถิด”

*

ขุนชาญรณฤทธิ์มาร่วมมื้ออาหารเช้ากับครูเทียนและยามาดะ แม่อินไม่ได้ร่วมอยู่ด้วย เพราะต้องรีบนำสำรับของคาวหวานไปให้เจ้าคุณทั้งสอง ส่วนลูกศิษย์อื่นในสำนัก รีบกินรีบไปทำกิจของตน บ้างไปตกปลาในลำธาร บ้างก็ไปหาโอกาสเกี้ยวพาบ่าวสาวในเรือนเจ้าคุณพิพิธ

“เป็นอย่างไรบ้างพ่อ กะแช่เมืองชัยนาท” ลูกเขยถามพ่อตาหลังนำน้ำเมามีชื่อจากถิ่นตนมาให้ลิ้มลอง

“รสดี อย่างเอ็งคุยไว้” พ่อครูยกกระบอกไม้ไผ่ตัดทำเป็นถ้วย ดื่มจนหมด “ทีแรกข้าคิดว่าเอ็งจะไม่ว่างมาคุยกันเสียแล้ว”

ลูกเขยเติมกะแช่ให้พ่อตา แล้วจึงตอบ “งานมากอยู่น่ะพ่อ แต่พอดีเช้านี้ องค์พระเจ้าอยู่หัวเสด็จส่วนพระองค์ไปนมัสการพระธุดงค์ที่เชิงผาทางตะวันตกโน้น คงจะได้สนทนาธรรมกันนานอยู่ ท่านเจ้าเมืองจึงไม่ได้เฝ้า ข้าเองก็พลอยพอมีเวลาปลีกตัวมาหาพ่อได้นี่ละ”

เจ้าของสุราแช่ยกดื่มไปหลายอึก ซู๊ดปากเล็กๆ แล้วพูดต่อ “แต่เมื่อค่ำ ข้าไปพบเจ้าคุณโชดึกมา ท่านเปรยว่า น้ำสมุนไพรและของหวานฝีมือนางอินมันรสดีนัก รับแล้วร่างกายกระปรี้กระเปร่า รู้สึกหนุ่มขึ้น เจ้าคุณโชดึกฯ เลยว่าอยากจะให้นางอินมันทำถวายพระเจ้าอยู่หัว ข้าคิดว่าหากโชคดีเป็นที่โปรดปราน นางอินมันอาจจะได้เข้าวังไปอยู่ในสังกัดของคุณท้าวทองพยศ หรือคุณท้าวอินกัลยาช่วยงานในห้องเครื่อง” ยกกะแช่ดื่มอีกอึก “ดีไม่ดีหากมันมีวาสนา อาจได้ขึ้นถวายไปรับใช้ในที่บน” พูดแล้วยิ้มไปหัวเราะไป ยกดื่มอีกอึก

“แล้วเอ็งตอบท่านไปว่าอย่างไร” พ่อตาถาม

“ก็ดีน่ะซีพ่อ หากนางอินมันมีวาสนา คนเป็นพ่ออย่างเราก็สบายใจ ดีไม่ดี หากทรงพอพระทัย อาจได้เป็นเจ้าจอมคุณจอมก็ครานี้ ฉันและพ่อก็จะพลอยสบายไปด้วย” พูดจบก็หัวเราะร่า

คนฟังนิ่งไปโดยเฉพาะยามาดะ พ่อครูเองก็ทำหน้าอีลักอีเหลื่อ เหลือบมองลูกศิษย์คนโปรด ไม่ได้พูดอะไร แต่บอกกับลูกเขย

“นางอินมันไม่ได้รู้ความในวัง ยกมันขึ้นไป เกรงจะไม่เหมาะ เอ็งก็รู้นิสัยลูกสาวเอ็งอยู่”

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นพ่อ คุณทับทิมว่าญาติท่านมีคนในวัง ยินดีช่วยอบรม” ขุนชาญเอนตัวอิงหมอน “ข้าเองทำราชการ ไม่มีเวลาดูแลมันมากนัก เพลานี้นางอินมันโตเป็นสาวแล้ว ถึงเวลามีเรือน ที่จริงหากมันได้มีเรือนกับคนใหญ่โต ข้าก็วางใจ ทีแรกคุณทับทิม เคยเลียบเคียงคล้ายยินดีสนับสนุนหากมันเป็นสะใภ้เจ้าคุณโชดึก หลวงรามเดชะเป็นคนดี มีฐานะยศศักดิ์ ข้ายินดีหากมันมีวาสนา แต่หากได้เข้าวังจริง ทำการเป็นที่พอพระทัย ตำแหน่งเจ้าจอมคงไม่หนีไปไหน หรือหากเพียงเป็นที่ต้องใจเจ้านายสักพระองค์ ได้แต่งเข้าตำหนักไหนสักแห่ง ข้าก็หมดห่วง แก่เฒ่าคงพึ่งใบบุญลูกได้”

ยามาดะฟังขุนชาญฯ นิ่งๆ แต่ในใจสับสนวุ่นวายไปหมด ไม่ว่าจะเข้าวัง หรือเป็นสะใภ้เจ้าคุณโชดึก ก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนัก นึกถึงคำที่ทับทิมเคยบอกไว้ริมธาร เห็นทีเรื่องนี้ไม่ได้เกิดแต่บังเอิญแน่

“แล้วแม่อินรู้เรื่องนี้แล้วหรือยังขอรับ” ชายหนุ่มถามพ่อของหญิงสาว

“ยังดอก นี่ก็ว่าจะมาบอกมันนี่ละ จะได้เริ่มให้หัดทำตัวเป็นชาวรั้วชาววังไว้บ้าง ขืนทำแบบเดิม คนดีๆ หนีหายไปหมดแน่” ขุนชาญหัวเราะไม่หยุด

*

ยามาดะเห็นแม่อินนั่งอยู่ลำพังบนโขดหินริมธาร

“ทำไมเจ้ามาอยู่คนเดียวตรงนี้”

หญิงสาวพยายามเบือนหน้าหนี ไม่ตอบ

ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ “เจ้าร้องไห้?”

หญิงสาวยกมือเช็ดน้ำตาบนแก้ม แต่ยังทำปากแข็ง “เปล่าสักหน่อย”

ชายหนุ่มเข้าใจต้นสายปลายเหตุ “เพราะเรื่องพ่อเจ้าอยากให้เจ้าเข้าวังสินะ”

“พี่รู้?” หล่อนประหลาดใจ

หนุ่มญี่ปุ่นเห็นใบหน้าที่เคยงามกลับซีดเซียวอ่อนระโหย ขอบตาแดงช้ำ

“ข้าไม่อยากไป ไม่อยากเข้าวัง ไม่อยากอยู่ที่บน” หล่อนพร่ำออกมาราวหัวใจไม่อาจกักเก็บความอึดอัดไว้ได้อีก

“แต่พ่อเจ้าเห็นว่าเป็นวาสนา ดีไม่ดีอาจเป็นเจ้าจอม เป็นคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เป็นศรีแก่ครอบครัว”

“ข้าไม่สนเรื่องพรรค์นั้น” หล่อนตอบสะบัดๆ “ไม่สนด้วย ยายเคยเป็นนางใน ท่านว่าข้างในมีแต่แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น อิจฉาริษยา ข้าไม่อยากอยู่แบบนั้น”

“หากเจ้าอยู่ในวัง มีหลวงท่านดูแล พ่อแม่ย่อมสบายใจ แก่เฒ่าจะได้พึ่งพา”

หญิงสาวมองค้อน “นี่พี่อยากให้ข้าไปให้พ้นหูพ้นตานักใช่ไหม?”

ชายหนุ่มส่ายหน้า “ข้าน่ะหรืออยากให้เจ้าทำสิ่งที่ไม่เต็มใจ เพียงแค่พูดตามที่พ่อเจ้าคิดหวัง แต่หากเรื่องนั้นทำให้เจ้าทุกข์ใจ ข้าจะมีความสุขได้อย่างไร” เขานั่งลงใกล้ๆ “ใจข้าปรารถนาทำทุกอย่างให้เจ้าสบายใจ ปลดเปลื้องความทุกข์ที่มีให้หมดสิ้น หากแม้เจ้าต้องการ จะให้ข้าไปพูดจากับพ่อเจ้า ให้บอกความไม่สบายใจของเจ้าให้ท่านฟังก็ได้”

“ไม่มีประโยชน์ดอก” หญิงสาวไม่หวัง “พ่ออยากให้ข้าเข้าวังหนักหนา ไม่ฟังคำพี่แน่”

ชายหนุ่มเห็นดวงตาแดงที่ยังฉ่ำชื้นน้ำตา ก็เห็นใจ “ข้าไม่อยากเห็นเจ้าร้องไห้เสียใจอย่างนี้เลย เจ้าอยากให้ข้าทำอะไร ขอให้บอกมาเถิด จะยากเพียงไรข้าก็พร้อมทำ”

“ถ้าข้าบอกว่าจะให้พี่พาข้าหนีไปจากอโยธยาละ พี่จะทำไหม?”

ชายหนุ่มอึ้งไป แต่ที่สุดก็ตอบจากใจจริง “หากเจ้าต้องการ ข้าก็จะทำโดยไม่เกรงกลัวอาญาใด จะเกรงก็เพียงแต่ตัวเจ้าจะได้ถูกติฉินให้เป็นที่เสื่อมเสีย”

“ข้าไม่กลัวเรื่องนั้น ข้าอยากมีชีวิตตามใจตนเอง ไม่ยอมให้ใครอื่นกำหนด”

“เช่นนั้นข้าก็พร้อม แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบดอกพุด อย่างไรเสียย่อมมีที่ให้เราอาศัย”

“ใบพุทราต่างหาก” หล่อนแก้ให้

“อ้อ อย่างนั้นหรือ?” เขายกมือแตะศีรษะ ยิ้มเขินๆ แต่กลับทำให้คนกำลังเศร้าเผลอยิ้มออกมาได้

“ข้าไม่ต้องการให้พี่ทำเช่นที่พูดดอก” อินบอก “ข้าไม่เห็นแก่ตัว เอาแต่ความพอใจส่วนตนโดยให้พี่ต้องลำบากดอก”

“แต่ข้าต้องการทำเช่นนั้นด้วยใจจริง”

“ไฉนพี่ต้องยอมพร้อมสละฐานะความสุข ทำเรื่องร้ายเพื่อข้าด้วยเล่า”

เขาวางมือของตนบนหลังมือบางบนตักหญิงสาว กุมไว้เบาๆ

“จะมีสักกี่เหตุผลกัน ที่คนเราจะยอมทำผิดเพื่อใครสักคนได้ นอกเสียจากเพราะความรัก”

อาทิตย์ทอผ่านแพกิ่งก้านพงไพร ฉายสัมผัสใบหน้าที่มีน้ำใสล้นลงอาบแก้ม แต่ริมฝีปากหยักยิ้ม บ่งบอกว่าน้ำตามิใช่เพราะความทุกข์เช่นเมื่อแรก แต่เป็นความตื้นตันอบอุ่นในหัวใจดวงเดิมที่เคยคิดว่ากำลังจะถูกนำไปกักขัง รอส่งเป็นบรรณการ

เสียงโหวกเหวกดังมาจากแถวกระโจมทางตะวันออก ยามาดะมองต้นเสียง เห็นผู้คนทั้งนายไพร่ต่างวิ่งกระจายกันไปคนละทิศละทาง เหมือนหนีอะไรสักอย่าง

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นนะ” ยามาดะถามขึ้นมาลอยๆ ในใจหวั่นว่าจะเป็นเรื่องไม่ดี

บรรดานายไพร่ต่างวิ่งหนี พวกผู้หญิงร้องหวีดว้ายระงม แตกกันไปคนละทาง ยามาดะมองไปรอบๆ ยังไม่เห็นสาเหตุ ชั่วอึดใจนั้นเอง ยามาดะรู้สึกเหมือนแผ่นดินกำลังสะเทือน ไม่ได้ตกใจนักด้วยเป็นความคุ้นเคยมาแต่สมัยเด็ก ทว่าเมื่อมองยังชายป่าปลายคลองจักษุ ยอดไม้ลิบๆ กำลังทยอยล้มพับเป็นหน้ากระดาน

นายเรืองวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา ท่าทางร้อนใจ

“มาอยู่กันตรงนี้เอง ข้าหาเสียแทบแย่” พูดไปก็หอบไป

“เกิดอะไรขึ้นพี่เรือง” หญิงสาวถาม

นายเรืองหายใจลึกๆ สองสามครั้งก่อนจะละล่ำละลักตอบ “ช้าง… ช้างโขลงใหญ่บุกมา ตอนนี้ทั้งนายไพร่หนีตายกันจ้าละหวั่น”

ทั้งสองใจหาย อินถามอย่างร้อนใจ “แล้วพ่อ กับตาล่ะ”

“พ่อครูน่ะ ไอ้ขาวพาไปแล้ว ส่วนพ่อเอ็งก็คอยคุ้มกันเจ้านายขุนนางผู้ใหญ่หลบหนีไปเหมือนกัน ตอนนี้พวกเอ็งสองคนรีบหนีก่อนเถอะ”

ยามาดะกับอินกำลังจะออกวิ่ง แต่แปลกใจที่เห็นคนมาเตือนยังยืนกับที่ ไม่ยอมหลบหนีตามมาด้วยกัน

“อ้าว เอ็งไม่หนีไปด้วยกันรึ ไอ้เรือง”

นายเรืองแสยะยิ้ม “ข้าหาจำเป็นต้องหนี ไอ้ภูผา เอ็งลืมไปแล้วรึ ว่าข้ามีคชคาถา ข้าจะรอมันอยู่ตรงนี้ ร่ายสวดสักสองสามบท เห็นจะพอควบคุมสั่งการช้างเถื่อนโขลงนี้ ให้ถอยไปได้ พวกเอ็งรีบหนีไปก่อน ข้าจะได้มีสมาธิทำการเต็มที่”

ยามาดะจะอ้าปากห้าม แต่นายเรืองก้าวรุดออกไปแล้ว

หนุ่มญี่ปุ่นฉุดมือหญิงสาวไปหลบอยู่หลังลำต้นตะเคียนใหญ่ ห่างไปไม่มากนัก ชะเง้อชะแง้มองเพื่อนร่วมสำนักยืนจังก้ารอรับโขลงช้างที่ปรากฏตัวใกล้เข้ามา

นายเรืองถอดสร้อยคอ ซึ่งเป็นตะกรุดจากอาจารย์ชาวกุยของมัน มาไว้ในมือ ยกพนม ปากบริกรรมคาถา นิ่งงันในสมาธิ

โขลงช้างออกมาจากแนวป่าจำนวนนับสิบ นำมาด้วยช้างตัวใหญ่ สูงไม่ต่ำกว่าเจ็ดศอก หนังสีดำ เปรอะสีเทาจากโคลนอยู่บ้าง งาขาวนวลยาวโค้ง เรียวเสมอกัน ดูสง่างามนัก

เจ้ายักษ์สีดำพาพวกของมัน หยุดลงต่อหน้าไอ้เรืองที่ยังหลับตา บริกรรมคาถาไม่หยุด

เสียงฝีเท้าและแรงสะเทือนแผ่นดินอันตรธานไป

ยามาดะอึ้ง หรือคาถาของไอ้เรืองจะได้ผล? ไม่เคยคิดมาก่อนว่าศาสตร์นี้มีอยู่จริง มาเห็นด้วยตาวันนี้ โชคดีหนักหนา ถึงไอ้เรืองจะปากเปราะพูดจาไม่น่าเชื่อถือนัก แต่คราวนี้ ต้องยอมรับนับถือด้วยใจจริง

โขลงช้างนิ่งอยู่ตรงหน้านายเรืองห่างไปไม่เกินสี่วา จนเมื่อคนบริกรรมคาถาลืมตา ทุกตัวจึงต่างแผดเสียงลั่น จนแสบหู ลมจากปากใหญ่กว้างของบรรดาช้างเถื่อน พ่นออกปะทะใบหน้าเส้นผมของเรืองจนปลิว เวลานั้นหากยามาดะและอินอยู่ใกล้พอ คงสามารถเห็นสีหน้าซีดเผือด อ้าปากค้าง ตัวสั่นเทาของคนตรงหน้าโขลงช้างใหญ่ได้

ไม่กี่อึดใจต่อมา ไอ้เรืองก็หันหลังวิ่งไม่คิดชีวิต สะดุดขาตัวเองกลิ้งโค้โล้ แล้วก็รีบลุกวิ่งหนีต่อ ผ้านุ่งที่ผูกมัดไว้อย่างดี หลุดลุ่ย ใครเห็นมันตอนนั้น คงจะคิดว่าเป็นผีป่าผีเปรตติดตามโขลงคชสารมาขอส่วนบุญ

เมื่อผู้ชาญคชคาถาวิ่งหนีป่าราบไปเสียแล้ว ยามาดะจึงรู้ตัวว่าอยู่ที่เดิมไม่ได้ ฉุดมือหญิงสาวออกวิ่ง ข้างหน้าไกลๆ เป็นแนวป่าไผ่ มีทั้งกอเล็กใหญ่สลับกันกระจายทั่ว เมื่อเข้าไปใกล้ จึงเห็นว่าเลยไปจากป่าไผ่เป็นหน้าผาหินมหึมา บ่งบอกว่าข้างหน้าคือทางตัน ยามาดะคิดว่าบริเวณนั้น น่าจะพอมีช่องมีโพรง ให้พอหลบภัยได้

เสียงแปร๋นคำราม ไล่หลังมาแล้ว

“มาทางนี้!” เสียงหญิงสาวห้วนๆ เร่งเร้า ราวคำสั่งไม่ต้องถามเหตุผล ฉุดมือเขาจนเซ พาไปหยุดลงตรงกอไผ่ใหญ่กอหนึ่ง

“เข้าไปหลบในนี้” หล่อนบอก

ชายหนุ่มงง ไม่มั่นใจ แม้เป็นไผ่กอใหญ่ แต่สู้กำลังช้างสารไม่ได้แน่

“เจ้าแน่ใจรึ?”

อินไม่ตอบ ดุนหลังเขาให้เดินเข้าไป หล่อนตามมาติดๆ

แต่ละก้าวที่ต้องลอดเข้ากอไผ่ ลำบากกว่าที่คิด กิ่งหนามเต็มกอไปหมด คอยดักขูด ตำ ตามแขนขา จนเป็นรอยถลอก ที่หนักก็เป็นแผลมีเลือดซึม เกี่ยวเสื้อผ้าจนขาด เข้าไปถึงผิวเนื้อ ยามาดะรู้ดีว่าเมื่อตนต้องขวากหนามได้เจ็บเช่นนี้ หญิงสาวก็คงไม่แพ้กัน เห็นหล่อนมีร่องรอยบาดแผลตามแขน ก็นึกเวทนานัก

“เนื้อตัวเจ้าเป็นแผลไปหมดแล้ว” ชายหนุ่มขยับเอื้อมแขนไปโอบประคองร่างหล่อนมาแนบกาย คอยปัดป่ายกิ่งหนามหนาแน่นให้ต้องถูกผิวหล่อนน้อยที่สุด หากมีหนามกิ่งใดตวัดปัดมา ก็ใช้ตัวเองรับเอาคมหนามนั้นไว้เอง

ทั้งสองมาหยุดลงเมื่อเข้ามาถึงกลางกอ ยามาดะเห็นใบหน้าของอินแลดูอ่อนแรง มีร่องรอยเลือดซิบอยู่หางคิ้ว เหงื่อชโลมตามหน้าผากและข้างแก้ม เขาใช้แขนเสื้อซับให้หล่อนอย่างเบามือ มองดวงหน้านั้นชัดๆ ท่ามกลางภัยที่กำลังรุกรบเข้ามา เขายังเห็นความงามบนใบหน้านั้น ไม่ได้ถูกกลืนหายไปจากความตระหนก

ชายหนุ่มจุมพิตลงบนปลายจมูก หญิงสาวพริ้มตาลง จนเมื่อต้องสัมผัสจากริมฝีปากอยู่นานเกินกว่าอึดใจ ก็เบือนหลบ

“นี่ใช่เพลาจะมาทำเช่นนี้นะ”

“เช่นนั้นแล้ว จะเพลาไหนกันเล่า” เขาพูดยิ้ม แต่ก็จริงตามคำจากใจ

ใจหญิงสาวอยากจะค้อน แต่เมื่อถูกใบหน้าที่ประดับด้วยดวงตากลมเล็กของชายหนุ่ม เคลื่อนใกล้เข้ามา ก็ทำได้แต่ยืนนิ่ง

ทั้งสองคงจะได้แนบชิดคลอเคลียกันอีกเนิ่นนาน หากปราศจากเสียงแผดลั่นก้องสนั่นไพร

ทั้งสองหันขวับไปมองขบวนหน้ากระดานของช้างโขลงใหญ่ นำโดยเจ้าคชสารยักษ์สีดำสนิท เคลื่อนเฉียงไปทางทิศใต้เล็กน้อย ยามาดะเบาใจลงในทีแรก เมื่อเห็นว่าโขลงช้างมิได้มุ่งมายังจุดที่หลบกันอยู่ ทว่าเมื่อพิจารณาให้ดี พวกมันกำลังมุ่งไปหากลุ่มชายสี่ห้าคน ซึ่งเพิ่งโผล่พ้นจากช่องทางแคบ ในแนวผาหิน ดูเหมือนคนกลุ่มนั้นไม่ทันสังเกตว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น จนมารู้ตัวก็เมื่อประจันกับโขลงช้าง

ยามาดะใจหายวาบทันทีเมื่อเห็นว่ากลุ่มคนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น มิใช่ชาวบ้านย่านถิ่นนี้ แต่เป็นเหล่าราชองครักษ์ กำลังคุ้มครององค์พระเจ้ากรุงอโยธยา เสด็จกลับจากสนทนาธรรมกับภิกษุผู้ธุดงค์

เหตุการณ์จวนตัวนัก องครักษ์สองคนแยกตัวไปหลอกล่อ เจตนาให้โขลงช้างติดตามตนไป เพื่อเปิดทางให้เจ้านายตนหลบหนี

มีช้างบางตัวติดตามไป แต่ส่วนใหญ่ยังมุ่งตรงมายังกลุ่มขององค์กษัตริย์

ราชองครักษ์อีกคน ทำตามแผนเดิม ผลก็ไม่ต่างจากคราแรก มีเพียงบางตัวเท่านั้นที่หลงติดตามคนหลอกล่อ ยังมีอีกหลายตัว มุ่งตรงหาองค์เจ้ากรุงอโยธยา ราวรับรู้ได้ว่านี่คือเป้าหมาย

องครักษ์ที่เหลือปักหลักชักดาบ เตรียมปืนไฟพร้อม ให้เจ้านายตนขยับหลบหนีไปก่อน เจ้ายักษ์ดำยังนำโขลง เคลื่อนมุ่งหาองค์กษัตริย์ ราชองครักษ์ไม่รีรอ ระเบิดปืนไฟในมือ เสียงสนั่น แต่แทบไม่ระคายผิวเหล่าคชสาร ยังคงพากันมุ่งตรงเข้าชนเหล่าคนขวางหน้า จนแตกหนีล้มกลิ้งไป ถูกเหยียบบาดเจ็บก็มี

เพลานี้พระเจ้ากรุงอโยธยาเหลืออยู่เพียงลำพัง บรรดาช้างเถื่อนเคลื่อนมาจากแทบทุกทิศ โอบล้อมจนแทบไม่เห็นทางหนี ยิ่งเมื่อเสด็จหนีมาจนถึงผาหิน

“ข้าต้องออกไป!” ยามาดะโพล่งออกมา

หญิงสาวอ้าปากจะห้าม แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำใดออกมา เปลี่ยนเป็นพยักหน้า ชายหนุ่มฝ่าดงหนามไผ่ออกไปอย่างเร็ว ไม่ยี่หระกับความเจ็บปวด

เมื่อพ้นจากกอไผ่ ก็วิ่งเข้าขวางหน้าไอ้ยักษ์ดำงาโง้ง ที่กำลังตรงเข้าใส่เจ้ากรุงอโยธยา

คชสารสีนิลและพวก หยุดลงตรงหน้าชายหนุ่ม ยกงวง ร้องคำรามลั่น ช้างในโขลงตัวอื่นๆ เคลื่อนเข้ามาสมทบ ตีวงล้อม แผดร้องแปร๋นลั่นดังจนหูอื้อ

ยามาดะยกท่อนไม้ที่คว้าติดมือมาหลังออกจากกอไผ่ ทำท่าพร้อมสู้  อึดใจนั้นชายหนุ่มรู้สึกว่ามีร่างคนปรี่เข้ามาทรุดตัวข้างๆ หันมอง จึงเห็นอินถือท่อนไม้ไผ่ เงื้อไว้ด้วยสองมืออันสั่นเทา

เขาตกใจ อยากดุว่าออกมาทำไม อันตรายนัก แต่ก็เงียบไว้ กลายเป็นความชื่นชมความกล้าหาญ

ช้างนับสิบล้อมพวกเขาทั้งซ้ายขวา ขณะที่เบื้องหลังเป็นผาหิน

ไร้หนทางหลบหนี

แม้ผ่านความเป็นตายมาหลายครา ศึกสงครามก็ไม่น้อย แต่ยามาดะยอมรับว่าตนเองมือสั่น ใจสั่น  เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับโขลงช้างเถื่อนมากมายเช่นนี้มาก่อน

ความตายโดยช้างสารเหยียบเป็นอย่างไรหนอ คาดเดายากนักว่าจะทรมานเพียงไร

เจ้ายักษ์จ่าโขลง หยุดยืนถมึงทึงตรงหน้า ตากลมเล็กเขม้นจ้อง หูมันกางนิ่ง แลดูใหญ่ ปลายงาโง้งยื่นมาจนใกล้ ห่างจากใบหน้าเขาไม่ถึงสามวา เสียงแผดประสานกันของช้างลูกโขลงยังลั่นจนแสบหู เพิ่มความน่าประหวั่น

ยามาดะรู้สึกราวเลือดในกายเหือดแห้ง

เขาเหลือบหางตาเห็นหญิงสาว ร่างหล่อนสั่นเทา น้ำตาไหล แต่ในท่วงท่าทรุดนั่งคุกเข่า มือก็ยังถือไม้ยกง้างเหนือหัว

เขาพยายามทำใจเย็นสูดหายใจลึก พูดออกมา

“หม่อมฉันสองคนจะปกป้องพระองค์ด้วยชีวิตพระพุทธเจ้าข้า”

พูดจบ เหมือนบรรดาช้างสารรับรู้ คำอันเปรียบเหมือนคำท้าทาย ยิ่งแผดเสียงลั่นดังไม่หยุด บางตัวขยับคล้ายเหมือนจะปรี่เข้ามาเหยียบทั้งสามให้ดับดิ้น แต่เจ้าจ่าโขลงยังนิ่ง จึงยังไม่มีตัวไหนจู่โจม

แม้อากาศถือว่าเย็น แต่เหงื่อกลับชโลมเต็มใบหน้า

ในห้วงความประหวั่นลุกลามถึงกลางดวงใจของชายหนุ่ม สัมผัสเบาๆ รู้สึกได้ตรงหัวไหล่ อาการตระหนกหายไปชั่วแว่บหนึ่ง

พระหัตถ์ของเจ้ากรุงอโยธยาบนไหล่ของหนุ่มญี่ปุ่น ออกแรงผลักเบาๆ เหมือนเป็นการขอทาง ทีแรกชายหนุ่มคิดจะเอ่ยห้าม แต่เมื่อทรงก้าวออกมา หญิงสาวคลานเข่าฉากตัวให้ทางเจ้านาย เขาทำตาม เบี่ยงให้ทาง แล้วทรุดตัวนั่งลง

พระเจ้ากรุงอโยธยาเผชิญหน้าเจ้าคชสารจ่าโขลงสีนิล ซึ่งเพลานี้ครางเสียงฮื่อๆ หูกาง หางชี้

สุรเสียงของเจ้าอโยธยาไม่ดังนัก แต่ก็ชัดถ้อย ราบเรียบ อ่อนนุ่ม มีความเมตตาอยู่ในที พระองค์ไม่ได้พูดกับชายหญิงข้างๆ แต่เป็นคำสนทนาตรงยังเจ้าจ่าโขลง

“พ่อพลายเอ๋ย ข้านี้คือเจ้ากรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร ผู้ดูแลคุ้มครองอาณาประชาราษฎร หากพ่อเห็นว่าข้าหาควรอยู่ใต้เศวตฉัตร รั้งบัลลังก์แห่งพระนครศรีอโยธยา แลประสงค์จักสังหารด้วยข้าแล้วไซร้ ขอให้สังหารข้าได้ในบัดนี้ตามใจหมายพ่อเถิด โดยขอเพียงปล่อยไว้ซึ่งผู้ภักดีแห่งข้าทั้งสองนี้” ทรงเงียบไปนิดหนึ่ง ขณะที่บรรดาคชสารต่างก็สงัดลงเช่นกัน ชั่วอึดใจทรงรับสั่งต่อมาว่า

“แต่หากพ่อยังเห็นว่าข้ายังตั้งตนอยู่ในจักรวรรดิวัตร แลทศพิศราชธรรม ยังอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา และสมณชีพราหมณ์ ขอพ่อให้โอกาสข้าเป็นผู้นำพาอาณาประชาราษฎร เดินตามธรรมแห่งตถาคต ให้ข้าช่วยนำพาชนอโยธยาทั้งหลายทั้งปวงเข้าสู่พระมหานิพพานตามหน้าที่เถิด”

กลางไพรที่เคยวุ่นวายและระงมด้วยเสียงคำรามจากเหล่าคชสาร กลับสู่ความเงียบงันอย่างน่าประหลาด  ปราศจากเสียงพงไพรใดให้สดับ

เจ้าคชสารสีนิล ที่นิ่งจ้องมองคนตรงหน้ามาเนิ่นนาน เริ่มสะบัดหู ทิ้งงวงลงแกว่งไกวไปมา จากนั้นถอยหลังสองสามก้าว แล้วหันตัวเดินจากไปช้าๆ พวกลูกโขลงต่างเริ่มทยอยผละออกจากตำแหน่งเดิม โดยเฉพาะพวกตัวใหญ่ มีบ้างที่ยังอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะช้างอายุน้อย แต่ก็ละเลิกไปในเวลาไม่นาน ติดตามโขลงของตนหายกลับเข้าป่าลึก

 

เมื่อเหตุการณ์สงบลง ทหารหลวง ไพร่ข้าทั้งหลายที่หนีหัวซุนกันไปคนละทาง ต่างทยอยกลับมา ที่บาดเจ็บก็หาหยูกยาประคบทาบาดแผล ที่ปลอดภัยก็เริ่มจัดการดูแลทรัพย์สินของมีค่า และจัดกระโจมพักที่ถูกทำลายให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง

พลับพลาที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัวถูกจัดสร้างขึ้นใหม่ หลังจากนั้นทรงมีรับสั่งสอบถามความเสียหาย ได้รับการทูลรายงานว่า มีทหารไพร่ข้าผู้ติดตามตายจำนวนหนึ่ง รายที่บาดเจ็บก็ไม่น้อย ทรงรับสั่งให้ดูแลปูนบำเหน็จให้ครอบครัวผู้ตายอย่างเหมาะสม ดูแลคนเจ็บให้ดี

นอกจากนี้ยังมีรับสั่งให้ครูเทียนนำยามาดะและอินมาเข้าเฝ้า

“บาดแผลพวกเจ้าสองคน เป็นอย่างไรบ้าง?” มีรับสั่งถาม

“บาดแผลข้าพระพุทธเจ้าสองคนมีเพียงเล็กน้อย เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใย” ยามาดะตอบ

“ข้ายังจำเจ้าได้แต่วันประลองมวย วันนี้เจ้ายังแสดงความกล้าหาญเข้าขวางโขลงคชสารหวังช่วยเหลือข้า ข้าซาบซึ้งใจนัก” แล้วทรงหันไปรับสั่งกับหญิงสาว “ส่วนเจ้า เห็นพระยาเกียนว่า เป็นหลานครูเทียนใช่ไหม?”

หล่อนตอบรับ

“ก่อนนี้พระยาเกียนเคยว่า สุธารสสมุนไพรและเครื่องคาวหวานที่นำมาให้ข้าเมื่อวันก่อน เป็นฝีมือเจ้า ข้าพอใจนัก ไม่คิดว่าหลานครูเทียนมีฝีมือทางเครื่องคาวหวาน เหมาะแล้ว ที่พระยาเกียนเปรยว่า เป็นการดีหากให้เจ้าเข้าวังมาอยู่ห้องเครื่อง”

ยามาดะแอบชำเลืองหญิงสาวข้างๆ สีหน้าหล่อนกังวล เขาก็เช่นกัน หากแม้เข้าวังไป คงยากจะได้เจอหน้ากันอีก นึกถึงคุณทับทิมขึ้นมา คงกำลังหัวเราะชอบใจอยู่กระมังที่แผนการลุล่วงตามเจตนาอันแฝงไปด้วยความเคืองแค้น

พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งต่อ “นางอินคนนี้แม้เป็นหญิง แต่ก็หาญกล้า เข้าขวางหน้าคชสารโขลงใหญ่ ช่างหาได้ยากนัก” จากนั้นหันมาทางยามาดะ “ไม่ต่างจากไอ้ภูผาศิษย์ครูเทียน ที่หาญกล้าในยามข้ามีภัย ปราศจากผู้ใดหยัดยืนอยู่ข้าง  มิได้หนีหายเอาตัวรอด” จากนั้นทรงประกาศต่อทุกคน

“ไอ้ภูผา ผู้มีวิชาการรณยุทธเก่งกล้า เหมาะควรให้มันรับราชการ ใช้ฝีมือทำคุณเพื่อแผ่นดิน จึงจะขอแต่งตั้งให้เป็นหมื่นไชยรณยุทธ ทำราชการในกองอาสาญี่ปุ่น มอบทองอีกสิบชั่ง ส่วนนางอินให้ผ้าผ่อนแพรพรรณร้อยพับ ทองสิบชั่ง”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพระพุทธเจ้าข้า” ยามดะน้อมรับ เช่นเดียวกับอิน

พระเจ้าอยู่หัวก้มมองหญิงสาว

“ที่จริงข้าควรให้เจ้าเข้าวังมารับใช้ในห้องเครื่อง ตามที่พระยาเกียนว่า แต่การณ์ครานี้เสมือนพรหมได้ลิขิตให้เห็นประจักษ์ชัด นางอินยังหาได้ออกเรือน เช่นเดียวกับหมื่นไชยรณยุทธ ทั้งจมื่นศรีสรรักษ์ก็ยังเคยบอกข้าว่า เจ้าทั้งสองต่างมีใจปฏิพัตรต่อกันอยู่…ใช่หรือไม่”

ยามาดะอึ้งไป ตอบอะไรไม่ถูก อินก็ไม่ต่างกัน

“คือ…”

“ว่าอย่างไรเล่าทั้งสองคน ที่ข้าพูดมาเป็นจริงหรือเปล่า?” พระเจ้าอยู่หัวขอคำตอบ

ชายหนุ่มเหลือบมองจมื่นศรีสรรักษ์ ท่านยิ้มน้อยๆ เบนสายตากลับมาที่หญิงสาว หล่อนก้มหน้าหมอบนิ่ง

“เป็นตามนั้นพระพุทธเจ้าข้า” ยามาดะตัดสินใจตอบ ส่วนฝ่ายหญิงก็ไร้คำปฏิเสธ

เจ้ากรุงอโยธยาทรงพระสรวลร่า “เช่นนั้น หากแม้ผู้ใหญ่สองฝ่ายไม่ขัด ข้าหวังใจจะให้ทั้งสองได้ออกเรือนครองคู่อยู่ร่วมกันตามพรหมลิขิตที่ข้าได้ประจักษ์เอง พวกเจ้าจะว่าอย่างไร ครูเทียน ท่านขุน” รับสั่งถามยังญาติฝ่ายหญิง

ขุนชาญฯ ซึ่งนั่งอยู่แถวหลังเกือบไปถึงปากทางเข้าพลับพลาอึ้งไปเล็กน้อย แต่พอพ่อครูที่หมอบกรานอยู่ข้างๆ ใช้ศอกดุนเหมือนเตือนให้ตอบรับ ลูกชายจึงไม่ขัด

“ควรมิควรแล้วแต่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระพุทธเจ้าข้า”

“ดี” ทรงเอนองค์มาข้างหน้า แย้มพระสรวลน้อยๆ สายพระเนตรคมมองชายหนุ่มญี่ปุ่น ก่อนรับสั่งอย่างอารมณ์ดีว่า

“เช่นนั้นแล้วหมื่นไชย เจ้าจงครองเรือนดูแลอุปถัมภ์นางอินผู้นี้ให้จงดี ด้วยนางเป็นผู้มีคุณแห่งข้าเช่นเจ้า หากแม้เจ้าทำให้นางทุกข์ร้อนกายใจ หรือให้โลหิตต้องพสุธาแล้วไซร้ ข้าจะเอาโทษเจ้าให้จงหนัก”

*

จันทร์สุกสกาวลอยเด่นเหนือทิวไม้ริมฝั่งเจ้าพระยาในคืนเพ็ญสิบห้าค่ำ แสงโคมประทีปวิบวับอยู่ตามเรือนแพริมตลิ่ง แต่ไม่น้อยก็ล่องอยู่กลางสายน้ำ ลอยเอื่อยเป็นสายเล็กๆ มีเด็กเล่นดอกไม้ไฟอยู่ฝั่งตรงข้าม เสียงร้องลำนำร้อยถ้อยกระทงความ งามตามภาษา แว่วมาจากวัดพุทธไม่ไกลไปนัก ลมแผ่วโชยกลิ่นชมนาดรวยรินหอมกรุ่นจากเถาใหญ่ บนหลังคาศาลาท่าน้ำ

ร่างอรชรยืนรับลมเย็นอยู่ใต้แพกิ่งก้านหมอกก๋อน แสงจันทร์สาดเห็นเอวคอดกิ่วที่ถูกรัดไว้ด้วยผ้านุ่งสีเข้ม แลดูอ้อนแอ้น ท่อนบนห่มเพียงแถบบาง ปล่อยหัวไหล่เปลือยเปล่าให้อาบแสงเงิน ชายหนุ่มเมืองญี่ปุ่นก้าวเข้ามาเงียบกริบ ยกผ้าแพรในมือห่มคลุมบนไหล่ แล้วเลื่อนแขนกอดก่ายร่างน้อยไว้แนบชิด

“ยืนตากน้ำค้างอย่างนี้ ประเดี๋ยวจะป่วยไข้เอาหรอก”

อินกุมมือหนาที่ช่วยคลุมผ้าให้ตน “จันทร์เพ็ญวันนี้งามนัก”

ยามาดะเงยมองดวงจันทร์ งามเช่นหล่อนว่า สุกสกาวสดใส ไร้เมฆให้เป็นมลทิน

หลังงานสมรสระหว่างทั้งสอง ยามาดะปลูกเรือนหลังใหม่แบบญี่ปุ่นขึ้นบริเวณใกล้เคียงกับที่พักเดิมของคิอิ คิวเอมอน ห่างออกมาทางใต้เพียงเดินไม่กี่ก้าว มิใช่เรือนหลังใหญ่โตนัก ด้านหน้าหันทางสายน้ำ มีหมอกก๋อนตระหง่านอยู่ริมตลิ่ง

“จะงามเพียงไร ก็ไม่สู้เจ้ายามนี้” แล้วคลอเคลียปลายจมูกข้างใบหูและปอยผม

หญิงสาวปล่อยให้สามีทำตามจิตเสน่หาอยู่สักครู่ จึงยกมือแตะบนแผ่นอกหนาเป็นเชิงปราม “พอเถิด ประเดี๋ยวใครเห็นเข้า”

“ใครกันจะมาเห็น” เขาไม่หยุด

“ข้ามีเรื่องจะบอก”

“อะไรหรือ?” ยังพรมจุมพิตบนหัวไหล่

“บ่ายนี้ข้ายินมาว่า เจ้าคุณโชดึกให้แม่สื่อไปสู่ขอทาบทามคุณทับทิมให้ลูกชายท่าน”

ชายหนุ่มหยุดชะงักรอฟัง หญิงสาวพูดต่อ

“เห็นว่าตั้งแต่คราหนีโขลงช้างที่เมืองโคราช หลวงรามเดชะช่วยดูแลปกป้องคุณทับทิมและเจ้าคุณเกียนให้ปลอดภัย ไม่ได้รับอันตราย หลวงรามเดชะพอใจคุณทับทิมมานานแล้ว ทั้งยังเป็นที่ชอบพอของเจ้าคุณเกียน ยิ่งเกิดเรื่องที่เมืองโคราช ท่านเจ้าคุณยิ่งพอใจ เมื่อมีการสู่ขอ จึงตอบรับด้วยความยินดี”

“อย่างนั้นรึ?” น้ำเสียงเขาเหมือนไม่เชื่อ “ข้านึกว่าหลวงรามเดชะพอใจในเจ้าซะอีก”

หล่อนหัวเราะ สายตาแปลกใจ “พี่คิดอย่างนั้นจริงหรือ?”

เขาพยักหน้า

“ไม่ดอก ไม่เคยเลย หลวงรามเดชะพอใจคุณทับทิมมาแต่แรกแล้ว ข้าดูออก แต่กลับกัน คุณทับทิมเองต่างหาก ที่ไม่ได้มีใจ เห็นบ่าวที่เรือนว่า พอเธอทราบเรื่อง ก็อาวะวาดเสียยกใหญ่ แต่เจ้าคุณเกียนไม่ยอม ด้วยชอบพอกับเจ้าคุณโชดึกฯ มานาน อีกทั้งครอบครัวทั้งสองต่างหวังเกี่ยวดองกันเพื่อให้เป็นที่เกรงใจของขุนนางทั้งหลาย นึกไป ก็เห็นใจคุณทับทิมเธอเหมือนกันนะ”

ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร

หญิงสาวมองตาสามี “พี่เห็นว่าอย่างไร?”

เขาตอบอ้อมแอ้ม “ข้าว่าก็เหมาะกันดี”

“มินึกเสียดายดอกหรือ?” หล่อนเอ่ย สายตายั่วเย้า “หากแม้พี่มีใจให้เธอ วันนี้เห็นจะได้ร่วมหอ ตกล่องปล่องชิ้น เธอคงยินดี และหากได้พ่อตาช่วย ต่อไปพี่คงมีตำแหน่งราชการใหญ่โต เป็นที่เกรงใจของผู้คน”

“ข้าเป็นแต่คนจรต่างถิ่น ไฉนพระยาเกียนจะยินดีรับเป็นลูกเขย อีกอย่างข้าก็ไม่เคยคิดกับคุณทับทิมเธอมากไปกว่าคนรู้จักคนหนึ่ง”

“แต่ข้ารู้นะว่าเธอแอบพอใจพี่อยู่”

ชายหนุ่มแปลกใจ “เจ้ารู้รึ?”

“อย่าคิดว่าข้าโง่นะ”

เขากอดหล่อนให้กระชับขึ้น “เช่นนั้นเจ้าย่อมรู้ดีว่าใจข้าหาได้มีให้หล่อน ด้วยถูกเจ้าปล้นไปจากอกแล้ว” พูดจบแล้วพยายามซุกไซร้ริมแก้มนวล

หญิงสาวทุบอกคนรัก “พูดดีไปเถิด วาจาเช่นนี้กระมัง คุณทับทิมเธอถึงพอใจ”

“ข้าไม่เคยพูดเช่นนี้กับใครนอกจากเจ้า”

หญิงสาวค่อยซบศีรษะลงบนอก พูดเสียงเรียบๆ “น่าเห็นใจคุณทับทิม หากแม้เป็นข้า ต้องครองคู่กับคนที่ไม่ได้รัก ไม่รู้จะเป็นอย่างไร”

“พ่อแม่ย่อมหาคนที่เหมาะควรสำหรับดูแลแก้วตาดวงใจของตน”

อินเงยมองหน้าสามี พูดทีเล่นทีจริงขึ้นมาอีกว่า “หากแม้มีพ่อแม่บ้านไหน ยกลูกสาวให้พี่เป็นอนุ พี่คงจะได้รีบตบปากรับคำกระนั้นสินะ”

ชายหนุ่มเอียงคอ แกล้งทำท่าคิด “เอ ก็ไม่แน่ จะได้มาช่วยแบ่งเบางานเจ้า”

หล่อนผลักอก สะบัดตัวจะให้พ้นจากอ้อมแขนเขา

“ข้าไม่กลัวงานเรือน แต่กลัวใจชายที่อ่อนไหวตามกาล พอใจคนรักเพียงชั่วลมปากพัดปลิว”

ชายหนุ่มยังโอบรัดร่างน้อยไว้ไม่ให้ขยับหนี

“นั่นหาใช่ข้า ใจข้ามีเพียงเจ้าคนนี้ผู้เดียว”

หญิงสาวยื่นหน้าไปพูดใกล้ๆ “อย่าลืมล่ะ องค์พระเจ้าอยู่หัวว่า หากแม้พี่ทำให้ข้าหมองใจ จะลงทัณฑ์ ควักหัวใจโยนให้แรงกากิน”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว แต่ในสีหน้านึกขัน “ข้าไม่เคยได้ยินทรงรับสั่งเช่นว่านั้นเลย”

“ไม่มีรับสั่ง ข้าก็จะพูดของข้าเอง” หล่อนตีหน้าดุ

ชายหนุ่มหัวเราะ มองดวงตาใสที่พยายามทำดุ แต่กลับน่าเอ็นดู ไล้นิ้วมือไปตามผิวแก้ม จนถึงปอยผมทัดที่มีดอกจำปีหอมกรุ่นประดับ

“ข้าไม่ผิดคำหรอก มิใช่ด้วยเกรงกลัวอาญานะ แต่กลัวว่าเจ้าจะหมองใจ ข้าเป็นสุขได้ก็ต่อเมื่อเห็นคนที่ข้ารักเป็นสุขเท่านั้น หากแม้เจ้ามีทุกข์ จงรู้ไว้เถิดว่าข้าทุกข์ใจยิ่งกว่า ไม่มีสิ่งใดที่ข้าจะทำหากเจ้าไม่ปรารถนา แม้มีเทพีงามมาอยู่ต่อหน้า ก็หาทำให้ใจข้าหวั่นใจ คิดครอบครอง เพราะใจข้ามิอาจมีผู้ใดได้อีก” เขาเงยมองท้องฟ้าสีนิล ประดับจันทร์กลมและดาวดวงโตวิบวับอยู่ห่างๆ “พระเป็นเจ้าเป็นพยาน หากแม้ข้าผิดคำ ขอทรงลงทัณฑ์ จะกุดหัว หรือควักหัวใจ ข้าจะไม่ร้องอุทธรณ์เลย”

“มิต้องพูดดอก” หล่อนยกมือปิดปากเขา “ข้าเชื่อพี่ ข้าล้อเล่นเท่านั้น”

“แต่ข้าพูดจริงด้วยเกียรติแห่งข้า ใจข้าขอมีแต่เจ้าผู้เดียว”

หญิงสาวซบใบหน้าลงบนบ่า มือลูบไล้แผ่นอกหนา ที่มีไรขนอ่อนนุ่มใต้เสื้อคุ้มสีเทา มือสะดุดลงเมื่อสัมผัสเข้ากับลูกกลมที่ห้อยจากลำคอ

“ลูกแก้วนี้คืออะไรหรือจ้ะ?”

ชายหนุ่มหยิบสิ่งห้อยคอมาพิจารณา ลูกแก้วกลมขนาดใหญ่กว่าเมล็ดกาแฟเล็กน้อย “ของที่ระลึกจากผู้มีคุณน่ะ ติดตัวข้ามาแต่ครั้งยังเป็นสลัด” แล้วถอดออกมาให้หญิงสาวชม

“พี่ไม่เคยเล่าเรื่องของพี่ให้ข้าฟังบ้าง”

ชายหนุ่มประคองภรรยานั่งลงบนแคร่ใต้ต้นหมอกก๋อน

“บ้านข้าอยู่ในตรอกเล็กๆ พ่อแม่ขายขนมและมันเผา จำได้ว่าถนนหน้าบ้านมักมีขบวนของเจ้าเมืองเคลื่อนผ่าน ครั้งหนึ่งข้าเผลอไปขวาง โชคดีท่านเป็นคนใจดี มิเอาความ ยังลงมาพูดจาไถ่ถาม ไม่คิดว่าจากนั้นไม่กี่ปี ข้าจะได้กลายเป็นผู้ติดตามท่าน แต่สงคราม ความขัดแย้ง ทำให้ข้าต้องระเห็จออกมาแผ่นดินเกิด”

หล่อนตั้งใจฟัง

“แล้วข้าก็พบราชาแห่งท้องทะเล ขออาศัยติดสอยห้อยตาม จึงได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ที่มีส่วนทำให้ข้าเป็นข้าวันนี้”

“ราชาแห่งทะเลคือใคร?”

“เขาเป็นสลัด นามว่าเจิ้งอี้ ผู้ที่มอบสิ่งที่เจ้าถืออยู่ให้ข้า”

“นึกว่าโจรสลัดจะน่ากลัว เอาแต่ปล้นคนอื่นเสียอีก”

“ก็มีทั้งโหด เป็นโจรโดยสันดาน แต่บ้างก็เป็นพวกนักผจญภัย รักอิสระ ไม่ต้องการตกอยู่ใต้อำนาจทางการ ข้าอยู่กับพวกสลัด แม้ตื่นเต้นกับการพบเจอสิ่งใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็เสี่ยง ข้าเริ่มคิดว่าการปล้นเรือเพื่อดำรงชีพ ไม่ใช่หนทางตลอดไป จึงคิดหาชีวิตใหม่ของตัวเอง ที่สุดก็เลือกมาอยู่อโยธยา ถึงวันนี้จึงรู้ว่าเลือกไม่ผิด”

“เจิ้งอี้ต้องรักพี่มากแน่ จึงมอบสิ่งมีค่านี้ให้ และพี่ต้องเคารพเจิ้งอี้มาก จึงเก็บไว้ถึงเพลานี้”

“หากเจ้าชอบ ข้ายกให้”

“อย่าเลย ท่านเจิ้งอี้มอบให้พี่ พี่สมควรเก็บไว้ ข้าขอเพียงได้อยู่พี่ รอวันชมหมอกก๋อนบาน ริมสายน้ำกลางแดดอ่อนๆ เท่านี้ที่ข้าต้องการ”

ชายหนุ่มจุมพิตหน้าผากคนรัก โอบร่างเอาไว้แนบอก “หากต้นนี้มิได้ผลิดอกตามหวัง สักวัน ข้าจะพาเจ้าขึ้นเรือไปชมซากุระบนแผ่นดินญี่ปุ่น เชื่อว่าจะงามไม่แพ้กัน”

“ข้าอยากเห็นนัก”

“ข้าสัญญาว่าสักวันจะพาเจ้าไปเมืองญี่ปุ่น ไปชมซากุระด้วยกัน”

หญิงสาวยิ้ม “ข้าจะรอ”

ยามาดะกอดคนรักไว้เนิ่นนาน ราวลืมเลือนไปสิ้นว่าแผ่นดินยังมีไว้ซึ่งกาลเวลา

จะมีสุขใดเท่าสุขในยามนี้ สุขที่ได้อยู่กับคนรักเคียงกันใต้แสงจันทร์ ริมสายน้ำอันเป็นเส้นทางให้เขาเข้ามาพบชีวิตใหม่ เพียงเท่านี้ ทรัพย์สินมีค่าใด ก็ไร้ความหมายทั้งสิ้น

“เอ นี่อะไรหรือเจ้าคะ? ข้างในลูกแก้วนี้” หญิงสาวถามขึ้นมา ชายหนุ่มเห็นคนรักกำลังยกลูกแก้วในมือส่องกับแสงจันทร์

“อะไรหรือ?”

หล่อนยื่นลูกแก้วสีฟ้าให้สามีส่องกับดวงจันทร์ แสงเงินทออาบครึ่งหนึ่งของลูกแก้ว บางส่วนผ่านเข้าสะท้อนอยู่ด้านใน ช่วยให้ชายหนุ่มแลเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน แปลกใจในทีแรก แต่เมื่อลองคิดดูก็ยิ้มออกมา

“คงเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายน่ะ”

“ขอบขวัญอะไรหรือ?”

เขาไม่ตอบ แต่กลับดึงร่างน้อยมากอดไว้ ยกมือลูบศีรษะแผ่วเบา

“อะไรก็ช่าง แต่สำหรับข้าเพลานี้ เจ้าคือของขวัญมีค่าที่สุด”หญิงสาวบรรจงวางลูกประคบลงบนมุมปากของยามาดะ ซึ่งบวมแดงจากฤทธิ์หมัดของนักมวยเมืองโคราช ส่วนพรรคพวก ทั้งนายเรือง นายขาว นายแดง นายยอด ก็ช่วยกันประคบให้กัน โดยนายขาว มีบาดแผลร่องรอยน้อยที่สุด



Don`t copy text!