สายลมตะวันออก บทที่ 9 : ข้อมูลและหลักฐาน

สายลมตะวันออก บทที่ 9 : ข้อมูลและหลักฐาน

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ผมตัดสินใจว่า บทความสารคดีชิ้นต่อไป เป็นเรื่องของยามาดะ นากามาสะ

แต่ควรเริ่มต้นจากตรงไหนดีล่ะ

แน่นอนว่าผมมีประเด็น ฉากสุดท้ายของชีวิตยามาดะเป็นความสนใจส่วนตัว แต่จะมุ่งไปยังเรื่องที่ว่าเลยไม่น่าจะดี ผู้อ่านที่ไม่มีภูมิรู้เดิมอาจงงงวย ถึงขั้นปิดหน้ากระดาษลง จำต้องปูภูมิหลังให้เข้าใจเสียก่อน อีกทั้งต้องเริ่มด้วยเรื่องที่ดึงดูด ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อย แต่เรื่องไหนดีละ เรื่องราวชีวประวัติ ก็หาอ่านได้ตามหนังสือ และเว็บไซต์ดาษดื่น ไร้ประโยชน์หากเขียนให้ซ้ำซาก

ทีแรกตั้งใจหยิบหนังสือของโบเลนกีมาอ่าน หามุมมองแปลกแตกต่าง แต่ก็เปลี่ยนใจ เลือกเดินไปโต๊ะทำงาน หยิบคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป เพื่อค้นคว้าดูว่า เรื่องของยามาดะ นากามาสะ มีมุมใดน่าสนใจแต่ไม่ใคร่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงกว้าง ผมลองใส่คีย์เวิร์ด ‘ยามาดะ นากามาสะ’ ลงในเซิร์ชเอ็นจิน ผลลัพธ์ออกมาหลากหลาย เลือกดูผลงานที่ถูกทำออกมาเป็นสื่อ ทั้งรูปแบบสิ่งพิมพ์ อย่างงานเขียนทางวิชาการของ เทนจิกุ โทกุเบอิ และงานของไซโตะ มาซากาเนะ ทั้งสองผลงานตีพิมพ์เมื่อนานมาแล้ว แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า เต็มไปด้วยจินตนาการลิงโลด จนยากหากนำมาใช้อ้างอิงข้อเท็จจริงใดๆ

งานที่เป็นวิทยานิพนธ์ก็มีปรากฏขึ้นมาหลายเรื่อง จำได้ว่าบางชิ้นเคยอ่านผ่านตา

นอกจากนี้งานในรูปนวนิยายไทยก็มี อย่างเรื่อง ออกญาซามูไร ของ ตรินท์ สหเวชการ ผลงานแปลก็อย่างเรื่อง สู่แดนสยาม ของเอ็นโด ซูซากุ เรื่อง โรนินโพ้นทะเล ของ โมริ ทากายูกิ

ส่วนที่ถูกผลิตออกมาเป็นภาพยนตร์ก็อย่างเรื่องที่ฉายเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน จำได้ว่าเคยชมผ่านเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ แม้เล่าเรื่องสนุก ฉากบู๊สมจริง แต่เนื้อหาใส่จินตนาการเพิ่ม จนต่างจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ไปพอสมควร

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแล้ว ผลงานที่พบเกี่ยวกับยามาดะ ล้วนไม่มีใครกล่าวถึงช่วงชีวิตครั้งเป็นสลัดเท่าไรนัก แม้บทความวิชาการบางชิ้นเคยพูดถึง แต่ก็เป็นเพียงการอ้างอิงถึง ไม่ได้ลงรายละเอียด อาจเพราะไร้ข้อมูลหลักฐานชัดเจน

ที่มีกล่าวถึงมากหน่อย ก็เห็นแต่บทความของนักวิชาการคนหนึ่ง ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการเมื่อหลายเดือนก่อน

ออกญาเสนาภิมุข (ยามาดะ นากามาสะ) โรนิน และสลัดแห่งทะเลตะวันออก

โดย ศาสตราจารย์ธาม พันธ์เลิศรุจี

 

อดีตอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้แนะนำงานกับดอกเตอร์มูรากิให้ผมท่านนี้ ยังคงสนใจศึกษาเรื่องราวของยามาดะเสมอมา แกสามารถค้นพบข้อมูลหลักฐานใหม่ได้เรื่อยๆ ในบทความนี้ ส่วนใหญ่อ้างอิงหลักฐานที่ค้นพบจากหอสมุดกรุงเฮก เป็นบันทึกของชาวตะวันตกในอยุธยา ผมสนใจบางข้อความที่อ้างอิงจากบันทึก

 

จอมสลัดแห่งยุค เจิ้งอี้ พร้อมลูกเรือจากหลากแดน ทั้งมะละกา จีน ญี่ปุ่น เป็นตัวอันตรายต่อเรือบริษัทการค้าอินเดียตะวันออกของฮอลันดา เรือหลายลำถูกปล้น เรือโปรตุเกส สเปนก็ไม่เว้น กลายเป็นสลัดที่ไม่มีใครสยบ นอกเสียจากความโลภของพวกมันกันเอง…

 

…หลังสิ้นเจิ้งอี้ ลูกเรือแบ่งแยกแตกกันไป บ้างทำตนเป็นสลัดต่อ แต่ไม่นานก็ถูกทำลาย อีกส่วนนำโดยลูกเรือญี่ปุ่น มุ่งช่องแคบมะละกา แต่แวะรอลมอย่างคนจรที่เมืองสยาม…

 

…ผู้อำนวยการบริษัทการค้าอินเดียตะวันออกของฮอลันดาประจำแถบนี้ ร่วมมือกับพ่อค้าญี่ปุ่น โดยได้รับการช่วยจากอดีตสลัดที่ชาญทะเล นาม ยามาดะ นากามาสะ ผู้ซึ่งต่อมารุ่งเรืองทั้งการค้าและราชการจนถึงขีดสุด…

 

ศาสตราจารย์ธามตั้งข้อสังเกตในบทความว่า ยามาดะอาจเคยร่วมกับจอมสลัดแห่งยุค ปล้นได้เงินทองมากมาย หากเป็นอย่างนั้นจริง วันหนึ่งการที่ยุติชีวิตสลัด ทั้งที่น่าจะมีโอกาสเป็นผู้นำต่อไป เพราะอะไร หมดความท้าทายในวิถีสลัด หรือเพราะได้สิ่งที่ต้องการแล้ว

ข้อสังเกตอีกข้อคือ เมื่อมาอยุธยา ยามาดะร่ำรวย กิจการการค้าเติบโตรวดเร็ว จนชวนให้คิดว่าเพราะอะไร แน่นอนว่าอาจมาจากความเก่งกาจในการทำธุรกิจของยามาดะเอง ทำให้ก่อร่างสร้างตนขึ้นมาได้อย่างดี

หรือไม่ก็เพราะช่วงเวลาการเป็นสลัดแห่งท้องสมุทร โรนินหนุ่มได้ครอบครองทรัพย์สินจำนวนมากกว่าโจรสลัดธรรมดาเคยมี

โดยสรุปในบทความ ศาสตราจารย์ธามพยายามโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อว่าก่อนมาอยุธยา ยามาดะได้ครอบครองสมบัติจากหัวหน้าโจรสลัด และเป็นไปได้ที่เขานำมาเป็นทุนสร้างกิจการในอยุธยาจนเติบโต แม้ฟังมีเหตุผลความเป็นไปได้ แต่สำหรับผม คิดว่ามีบางจุดที่อาจารย์ธามตีขลุมสนับสนุนความคิดของตนเองเกินกว่าจะยอมรับได้ในแง่วิชาการ

อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่าช่วงเวลาการเป็นสลัดของยามาดะ เป็นช่วงที่น่าสนใจ เข้าท่า น่าสนุก

ดังนั้นหากผมเขียนเรื่องยามาดะตั้งแต่ครายังใช้ชีวิตสลัด เป็นประเด็นเริ่มต้น น่าจะดึงดูดความสนใจได้ดี ขณะเดียวกันผมก็สามารถค้นคว้าหาคำตอบที่สงสัยมาเนิ่นนานได้ไปพร้อมกันด้วย

ปัญหาคือ ผมไม่มีหลักฐานข้อมูลมากพอนำมาเขียนอย่างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากหลักฐานเก่าคร่ำครึซึ่งถูกใช้อ้างอิงมานักต่อนัก ขณะที่ข้อมูลใหม่ ก็หาไม่ได้จากหอจดหมายเหตุทั่วไป

คิดแล้ว นึกถึงศาสตราจารย์ธาม แกเคยให้คำปรึกษาด้วยดีตลอดการเรียน จากบทความที่แกเขียน เชื่อได้ว่าแกมีข้อมูลหลักฐานเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย บางทีอาจเป็นหลักฐานที่น้อยคนเคยเห็น

น่าจะดี หากกลับไปพบแกอีกครั้ง นานแล้วที่ไม่ได้เจอ ตั้งแต่แกแนะนำงานกับดอกเตอร์มูรากิให้ก็ ยังไม่ได้เจออีกเลย ที่จริงเมื่อลองนึกดู ผมยังไม่ได้ขอบคุณแกอย่างจริงจังเลย ที่ช่วยให้มีเงินทองเลี้ยงตัว และโอกาสเขียนงานประวัติศาสตร์อย่างสบาย

ผมหยิบโทรศัพท์ กดหมายเลขที่แกเคยให้ไว้ สัญญาณเรียกไม่กี่ครั้ง อาจารย์ธามก็รับสาย ผมกล่าวแนะนำตัว พูดจาทักทาย ไถ่ถามสารทุกข์กันเล็กน้อย จึงเข้าเรื่อง

“พอดีได้อ่านบทความของอาจารย์ เลยสนใจขึ้นมาครับ”

“บทความไหนล่ะ”

“บทความเรื่องเกี่ยวกับยามาดะน่ะครับ”

แกเงียบไปชั่วครู่ “แล้วสนใจประเด็นไหน”

“เรื่องตอนที่ยามาดะเป็นสลัดน่ะครับ ผมกำลังวางแผนจะเขียนงานเกี่ยวกับยามาดะ พอได้อ่านงานของอาจารย์ เลยสนใจเรื่องสมบัติโจรสลัด คิดเล่นๆ ว่าถ้างานเขียนเริ่มต้นด้วยเรื่องน่าตื่นเต้น คงช่วยดึงคนอ่านได้ ดีกว่าเริ่มจากชีวิตน่าเบื่อๆ ของใครสักคน”

เสียงเงียบจากปลายสาย ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สุดท้ายศาสตราจารย์ก็ตอบกลับมา

“ถ้ามีเวลา ก็มาที่มหาวิทยาลัยสิ มาคุยกัน จะได้ให้ดูเอกสารหลักฐานด้วย สะดวกวันเวลาไหนก็บอกมาได้”

“ขอบคุณมากครับ วันนี้เลยสะดวกไหมครับ”

“รีบขนาดนั้นเลยหรือ”

“เปล่าครับ แค่ไม่มีอะไรทำวันนี้ แต่ถ้าอาจารย์ไม่สะดวก ก็วันหน้าได้ครับ”

“ไม่ มาได้เลย ผมไม่มีชั่วโมงสอนตลอดบ่าย”

“อย่างนั้นคงสักไม่เกินสองชั่วโมงครับ”

หลังนัดหมายเวลาและสถานที่ชัดเจน ผมวางสาย เริ่มจัดการอาบน้ำแต่งตัว สวมเชิ้ตสีฟ้าอ่อน พับแขนเสื้อยาวให้สั้นลงเลยศอกมานิดหนึ่ง กางเกงยีนส์สีดำซีดเก่า

ผมโดยสารรถไฟฟ้ายาวนาน เมื่อถึงสถานีเป้าหมาย เดินเข้าประตูมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าตามเส้นทางที่เคยเดินมาตลอดช่วงเวลาศึกษาอยู่ มีนิสิตปริญญาตรีเดินกันให้เห็น เด็กหนุ่มหน้าตาอ่อนวัย และเด็กสาวเสื้อตัวน้อย กระโปรงเอวต่ำ ช่างดึงดูดสายตา จนเกือบเผลอไผลหลงลืมประสงค์การมาที่นี่

ห้องพักของศาสตราจารย์อยู่ในอาคารหลังใหม่ เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แลดูทันสมัยกว่าอาคารที่ผมเคยเรียน ซึ่งมีแต่ตึกเก่าราวอาคารผีสิงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผมไปตามเส้นทางที่ได้รับการบอกกล่าวจากสายโทรศัพท์ สอบถามเจ้าหน้าที่บนอาคารนั้นเพื่อความแน่ใจ ไม่ถึงสองนาที จึงมาหยุดยืนหน้าห้องหนึ่ง ป้ายตรงประตูเขียนชื่อเจ้าของห้อง ผมเคาะ เสียงอนุญาตแว่วออกมา ผมเปิดเข้าไป

ในวัยล่วงเกษียณ ศาสตราจารย์ธามดูเป็นคนมีบุคลิกภูมิฐาน แกดูเจ้าเนื้อขึ้นกว่าสมัยผมยังเรียนอยู่ แว่นไร้กรอบบนใบหน้าแต้มรอยย่น และเส้นผมสีดอกเลาแซมดำเกือบครึ่งต่อครึ่ง ไม่ได้ทำให้แกแลดูทรุดโทรมไร้ราศี ตรงข้ามกลับช่วยเสริมความรู้สึกทรงภูมิความรู้ วันนี้แกสวมเชิ้ตขาว กางเกงสแล็กส์สีเทา กำลังยืนทำอะไรสักอย่างตรงชั้นหนังสือ แกหันมายิ้ม แล้วพูด

“เป็นไง นั่งก่อนสิ”

“ขอบคุณครับ” ผมทำตาม “ทีแรกกลัวว่าอาจารย์จะยุ่ง”

“ไม่ต้องห่วง ไม่มีอะไรลำบาก ได้คุณมาคุย แก้เหงาดี บางทีอาจได้รู้อะไรเพิ่ม ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้”

“ผมรู้น้อยกว่าอาจารย์เยอะครับ” ผมหัวเราะแหะ

แกกลับมานั่ง “ไง สนใจอยากเป็นนักล่าสมบัติโจรสลัดแล้วรึ”

“ล่าสมบัติบนกระดาษน่ะครับ ตั้งใจจะเริ่มเขียนสารคดีเกี่ยวกับยามาดะ เลยอยากมีประเด็นเริ่มให้ดึงดูด เพิ่มความตื่นเต้น ไม่อย่างนั้นคนไม่อ่าน”

“ใช่ ขืนสองสามย่อหน้าแรกเยิ่นเย้อมีแต่น้ำ หรือมัวอารัมภบท รับรองจบเห่ ไม่มีใครสน ทีวี อินเทอร์เน็ต แหล่งความรู้มากมายเสพง่ายกว่าอ่านหนังสือ แต่ก็อย่างว่า การอ่านไม่ใช่วิถีปฏิบัติของสังคมไทยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว สังคมไทยนิยมการฟังมากกว่า อย่างการฟังเทศน์ฟังธรรม การบอกกล่าวทางความเชื่อ แม้แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง ก็นิยมการบอกเล่าผ่านผู้นำท้องถิ่น เรื่องจะให้คนรับรู้ผ่านตัวหนังสือ เป็นเรื่องของชนชั้นสูง เรื่องพิธีกรรมสูงส่งมากกว่า”

ผมว่าแกเหมาะเป็นอาจารย์จริงๆ

“ปกติคนเขียนเกี่ยวกับยามาดะเน้นเรื่องระหว่างประเทศ หรือการเมืองภายในอยุธยา แต่เรื่องสมัยเป็นสลัดแทบไม่มีใครสน” ผมพูด

“อาจเพราะว่าเป็นเวลาไม่ยาวนักก็ได้ แต่ที่สำคัญน่าจะเพราะข้อมูลยังไม่พอให้เชื่อถือ อย่างน้อยก็ก่อนหน้านี้ แต่ผมเชื่อมาตลอดนะว่า อดีตมีเรื่องถูกเก็บไว้อีกมาก ไม่ใช่แง่ประวัติศาสตร์เท่านั้น หลายบันทึกบอกว่าสิ่งมีค่าหลายอย่างยังถูกซุกซ่อน ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ นักประวัติศาสตร์ค้นหาข้อเท็จจริง เรื่องราวต่างๆ เป็นองค์ความรู้ เขียนใส่ตำราเรียนเพื่อให้นิสิตอ่านสอบแล้วก็ลืม ผมเองก็เคยทำ แต่ก็เหมือนอย่างคุณ จะทำให้คนสนใจ จะมาอารัมภบท เทศนาความรู้หลักการ ไม่มีใครสน ถูกโยนทิ้งง่ายๆ เราต้องหาทางทำให้เรื่องของเราเกิดผลกระทบทางสังคม เรื่องราวหลักฐานการมีสมบัติโจรสลัด มีผลให้คนสนใจ แม้ไม่มาก แต่เชื่อเถอะ หากเจออะไรเข้าบ้าง เอามาเป็นตัวอย่าง รับรองไปโลด อย่าว่าแต่คนจะสนใจ พวกรัฐบาล กองทัพ คงหางบมาบำเรอเรา” พูดแล้วยังหัวเราะในลำคอ

“มีเหตุผลครับ”

แกหันหยิบแฟ้มตรงชั้นข้างโต๊ะ พลางพูดไป “พูดกันตามจริง ผมคิดอยู่แล้วว่าเส้นทางชีวิตทั้งฐานะพ่อค้าและสลัดของยามาดะ ไม่ได้เป็นไปอย่างสุขสบาย ต้องชิงไหวชิงพริบเพื่อความอยู่รอด แต่เขาก็ฉลาดพอ เอาตัวรอดมาจนได้ นี่ก็น่าสนใจแล้ว”

ผมรอฟังต่อ รู้ว่าแกยังมีอะไรอยากบอกเล่าอีกมากแน่

“อย่างที่คุณก็รู้ มีหลักฐานมากมายยืนยันว่า หลังยามาดะหนีจากญี่ปุ่น เขามุ่งออกทะเล และเรือสำเภาตราแดงที่เขาอาศัยมาถูกปล้น เมื่อโชคดีรอดชีวิตมาได้ ยามาดะหันเหตนมาเป็นสลัด เป็นไปได้ว่ามาอยู่กับจอมสลัดคนสำคัญอย่างเจิ้งอี้ ในเรือฟอลคอล มาริโน่ คุณคงรู้จัก”

“ก็เคยอ่านมาบ้างครับ”

“อย่างนั้นก็น่าจะรู้ว่า เจิ้งอี้คือคนที่เล่าลือกันว่าเป็นคนหนึ่งที่เคยครอบครองสมบัติในตำนาน ขุมทรัพย์จอมสลัดแห่งน่านน้ำทะเลตะวันออก”

“อาจารย์หมายถึงขุมทรัพย์ของจอมสลัดบาร์โธโลมิวหลังหลบจากทะเลตะวันตกมาสู่ทะเลตะวันออกน่ะหรือครับ”

“ขุมทรัพย์ที่ยังเป็นปริศนา”

ผมส่ายหน้าเบาๆ “ผมว่าเรื่องนี้เอนเอียงไปทางเรื่องเล่ามากกว่า แค่นิทานปรัมปราของชนพื้นเมืองเกาะแถบฟิลิปปินส์ หลักฐานร่วมสมัยมีน้อยเกินกว่าจะยืนยัน อีกทั้งที่มีอยู่ ก็ยากจะระบุเฉพาะเจาะจง”

“ที่ผ่านมามีหลักฐานร่วมสมัยไม่มาก แต่ตลอดเวลามีข้อมูลถูกค้นพบมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนยังไม่ถึงกับฟังธงได้ เพราะนักประวัติศาสตร์ต้องมาปะติดปะต่อ เพื่อมองความสอดคล้อง ยากทีเดียว ใช้เวลามาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้ประโยชน์”

ผมคิดตามที่แกว่า บวกกับนึกย้อนถึงเนื้อหาในบทความของแก “อาจารย์จะบอกว่ามีหลักฐานเพียงพอให้เชื่อว่ายามาดะเกี่ยวข้องกับเจิ้งอี้ และสมบัติโจรสลัดในตำนานหรือครับ”

“ตอนนี้มีหลักฐานมากเกินพอให้เชื่อว่ายามาดะเป็นสลัด และเกี่ยวข้องกับจอมสลัดคนสำคัญในยุคนั้นอย่างเจิ้งอี้”

ศาสตราจารย์หยิบแท็บเล็ตมาตรงหน้า พรมสัมผัสลงไป ปากพูดว่า

“บันทึกเล่มที่สองของนักผจญภัยชาวดัชต์ จอร์จ อันเดรส ฟาน เดอ ลามา ให้ข้อมูลน่าสนใจทีเดียว”

“จอร์จ อันเดรส ฟาน เดอ ลามา เป็นนักเขียนนิยายนี่ครับ”

“เป็นนักจดบันทึกต่างหาก นิยายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานเขียนเขา และบางทีนิยายก็ได้รับอิทธิพล แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง”

ผมไม่เถียงต่อ

แกเลื่อนแท็บเล็ตให้ผมดูภาพถ่าย ข้อความบนหน้ากระดาษเก่า จำได้ว่าคล้ายภาพบันทึกที่ลงอ้างอิงไว้ในบทความ ปากพูดไปเรื่อย

“พบที่หอสมุดกรุงเฮก ถูกเปิดเผยมาไม่นานนัก ที่จริงมันก็กองอยู่ในหอสมุดนั่นแหละ แต่ไม่มีใครสนใจ จนมีลูกศิษย์ผมคนหนึ่งไปพบ เลยคัดลอกเอามาให้” แกชี้ให้ดูตรงข้อความหนึ่ง

 

กัปตันเรือสวิฟเล่าอย่างหัวเสียว่าถูกปล้นโดยสลัดจรจัด ที่เพิ่งได้ลูกเรือจรจัด รวมกันเป็นกลุ่มสลัดจรจัด หนึ่งในนั้นมีเด็กหนุ่มน้อยญี่ปุ่น ที่เพิ่งรอดจากเหตุเรือแตก เด็กในร้านเหล้าบนโซเทอร์เรีย…

 

“โซเทอร์เรียคือที่ไหนครับ”

“น่าจะเป็นเกาะสักแห่ง ตะวันตกของฟิลิปปินส์ปัจจุบัน จุดใดจุดหนึ่งในบริเวณทะเลจีนใต้ แต่ตอนนี้อาจไม่หลงเหลือให้เห็นแล้ว แผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อ ค.ศ.1771 ทำให้ภูมิประเทศหลายที่ในเอเชียเปลี่ยนไป”

“อาจารย์คิดว่าเด็กหนุ่มที่ว่าคือยามาดะหรือครับ”

“หากเทียบเวลา เป็นไปได้สูงว่าเด็กหนุ่มคนนั้นคือยามาดะ”

“แต่แค่คำว่าเด็กหนุ่มญี่ปุ่นในร้านเหล้า ไม่ได้ช่วยยืนยันว่าเป็นยามาดะเลย ตลอดยุคไฟสงครามในญี่ปุ่น มีคนญี่ปุ่นออกนอกประเทศไปมาก จะมีเด็กสักคนบนเกาะในทะเลแถบนั้น ก็ไม่น่าเป็นเรื่องแปลก” ผมลองหาข้อค้าน

“แต่เด็กหนุ่มที่รอดจากเรือแตกหลังออกจากญี่ปุ่น มาเข้ากับจอมสลัด ไม่น่ามีมากนะ”

“แต่บันทึกเขียนว่าสลัดจรจัด ฟังดูไม่เหมือนคำเรียกจอมสลัดแห่งท้องทะเลเลยนะครับ”

“มีบันทึกของนักเดินทางชาวโปรตุเกสอีกคน เขียนไว้…”

 

…จอมสลัดแห่งยุค เจิ้งอี้ กลายเป็นพวกจรจัด หลังถูกพรรคพวกหักหลัง ที่สุดเขารวบรวมพลเพื่อแก้แค้น เรียกคืนศักดิ์ศรีแห่งกัปตันฟอลคอน มาริโน่ แม้เป็นช่วงเวลาน้อยนิดก่อนชีวิตจบลง…

 

ศาสตราจารย์แก้ข้อสงสัยผมได้สนิท จนไร้เรื่องค้าน

“มีที่น่าสนใจกว่านี้อีก” อาจารย์ดึงแท็บเล็ตกลับไป ทำอะไรสักอย่างบนจออีกครู่ จากนั้นหันกลับมาให้ผมดู

ภาพในจอเป็นเอกสารเก่า กระดาษสีเหลืองซีด “พบที่หอสมุดเฮกเหมือนกัน”

“บันทึกของใครครับ”

“เป็นของมิชชันนารีชาวดัตช์ ปลายสมัยพระเจ้าทรงธรรม ต้นสมัยพระเจ้าปราสาททอง”

แกชี้ให้ผมดูข้อความ

 

…ฝ่ายอโยธยาปรารถนาสิ่งล้ำค่าอันเพลานี้มีเพียงผู้เดียวที่มอบให้ได้ ออกญาเสนาภิมุข…

 

“สิ่งล้ำค่า? หมายถึงสมบัติจอมสลัดน่ะหรือครับ”

“ที่น่าสนใจกว่าคือ…” แกเปิดอีกข้อความให้ผมดู เป็นข้อความจากคนโดยสารมาในเรือลำเดียวกับยามาดะ บันทึกไว้

 

…เมื่อมาถึง ได้ทราบจากคนต่างชาติที่นี่ เรียกแผ่นดินที่เรามาถึงว่า สุวรรณภูมิ  แต่คนพื้นเมืองเรียกอโยธยา เรียกตัวเองว่า ไทย พวกเราขึ้นจากเรือซึ่งเหมือนจะเป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุด แน่นอนคงมากกว่าเงินทองไม่กี่เหรียญติดถุงเก่าข้างเอว ซึ่งอาจไร้ค่าหากที่นี่ไม่รับเหรียญสกุลอันหลากหลายที่เรามีติดตัวอยู่

 

“ไม่มีอะไรบอกว่ายามาดะมีทรัพย์สินตอนมาถึงอยุธยาเลย มีแต่บอกว่ายามาดะและพวกแทบมาตัวเปล่า” ผมพูด

ศาสตราจารย์มองผมนิ่งๆ ไม่เอ่ยอะไร ผมว่าต่อ

“ดังนั้นสมบัติล้ำค่าในบันทึก อาจเป็นสมบัติที่ได้หลังจากมาอยุธยาแล้ว บางทีอาจหมายถึงสมบัติจากกิจการการค้าที่เขาสร้างจนรุ่งเรือง”

“หากเป็นทรัพย์สินทั่วไป ทำไมอยุธยาต้องแย่ง พ่อค้ามากมายรวยกว่านี้ ก็มีเต็มอยุธยา หากเป็นทรัพย์ต้องมากอย่างมหาศาลเพียงพอให้เจ้าแห่งแผ่นดินที่รุ่งเรืองจนได้รับสมญาว่าสุวรรณภูมิสนใจ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น คงไม่มีทางได้มาจากในอยุธยา”

“อาจารย์จะบอกว่ายามาดะครอบครองสมบัติ แต่ไม่ได้เอาติดตัวมา”

“ประมาณนั้น”

“แล้วทำไมไม่เอาติดตัวมาล่ะครับ มีเหตุผลอะไรถึงทิ้งไว้ ยิ่งคิดว่าก่อนมาถึงอยุธยา ยามาดะตั้งใจจะไปอินเดียด้วยซ้ำ เขาคงไม่คิดไปถึงอินเดียแล้วว่างๆ ก็มาแวะหยิบใส่ตะกร้า เอากลับไปใช้หรอกนะครับ”

“เขาอาจกลับมาเอาไปบางส่วนหลังจากใช้ชีวิตในอยุธยามาได้หลายปี เพื่อใช้สร้างกิจการของตัวเองก็ได้ หรือไม่ยามาดะอาจต้องการเก็บสมบัติที่ว่าสำหรับสร้างกองทัพเมื่อกลับแผ่นดินญี่ปุ่น เพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืนให้นายของตน หรือเพื่อล้มโทกุกาวะ หรือสำหรับตั้งถิ่นฐานของตนในญี่ปุ่นอีกครั้ง”

“แต่ที่สุดแล้ว ยามาดะก็ไม่ได้กลับญี่ปุ่นอีกเลยนี่ครับ”

“ใช่ นั่นละจุดสำคัญ”

ดวงตาอาจารย์จ้องมองมา เหมือนรอให้ผมคิด

ผมใช้เวลาสองสามอึดใจ จึงเริ่มคิดออก “อาจารย์คิดว่าในเมื่อสมบัติที่ว่ายังไม่ถูกยามาดะเก็บนำเอาไปไว้กับตัวเองทั้งหมด ก็น่าจะยังอยู่ที่เดิมเมื่อหลายร้อยปีก่อน”

แกยิ้มเล็กๆ มุมปาก

ผมพูดต่อว่า “อาจารย์เชื่อตลอดมาว่าสมบัติมีจริง และยังอยู่ที่เดิมเหมือนกับเมื่อสี่ร้อยปีก่อน”

“เธอคิดว่ามีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อไหมล่ะ”

ผมปฏิเสธไม่ออก

ศาสตราจารย์เอนตัวขึ้นมาจากพนัก ยกกาแฟดื่ม “หลักฐานทางประวัติศาสตร์มีค่าเกินกว่าตีเป็นราคา สำคัญกว่าแค่ขุมสมบัติ อาจบอกข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ขาดหายไปอีกหลายอย่าง สิ่งที่เราได้แต่เคยคาดเดา และฝันถึง”

เรื่องราวที่ศาสตราจารย์เล่ามา หากเป็นคนอื่นบอก ผมคงคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันเลื่อนลอย แต่สำหรับศาสตราจารย์ผู้จริงจัง ความคิดที่ว่าไม่ก่อตัวขึ้น ผมรู้สึกจริงจังตามไปด้วย เรื่องนี้ใหญ่ ไม่ใช่เพียงหนังแฟนตาซี ไม่เชื่อถือเต็มร้อย แต่ก็ไม่เต็มปากหากจะปฏิเสธ จากเรื่องที่เป็นแค่ตำนาน กลายสู่ความมีตัวตนจับต้องได้  บางคราผมรู้สึกว่าศาสตราจารย์ธามกำลังจะกลายเป็นนักล่าสมบัติ

แม้ไม่รู้ว่าที่สุดแล้วผลจะออกมาอย่างไร สมบัติจอมสลัดแห่งน่านน้ำตะวันออกมีจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อย ผมว่าก็น่าสนใจละ

หากนำมาใส่ในบทความ ต้องดึงความสนใจผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยแน่

                                    



Don`t copy text!