อุมาวสี บทที่ 21 : สิ่งที่ถูกยัดเยียด

อุมาวสี บทที่ 21 : สิ่งที่ถูกยัดเยียด

โดย : ตรี อภิรุม


อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

กำหนดชมภาพยนตร์เป็นกลุ่ม แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริงเหลือเพียงสี่คน พิชญ์ กุลณัฐ และเพื่อนชาย-หญิงแห่งร้านเครือข่ายโทรคมนาคม

ใช่…สองคนสองคู่ลงตัวเป๊ะ

ยิ่งกว่านั้น กุลณัฐไม่ขับรถเก๋งมาด้วย แฝงเจตนาค่อนข้างจะชัดเจนหมายให้อดีตแฟนขับรถไปส่ง

ภาพยนตร์แนวดาร์ก คอมเมดี้ หรือตลกร้าย ตลกครื้นเครงเรียกเสียงหัวเราะตลอด หากแฝงด่าคนกินบ้านกินเมืองไว้อย่างเจ็บปวด

สรุปแล้ว คอร์รัปชันไม่ว่าจะซับซ้อนระดับไหน ผู้ประกอบกรรมจะหนีไม่พ้นวิบากกรรม

ออกโรงจากภาพยนตร์ กลุ่มบุคคลรับประทานอาหารเบาๆ รองท้อง สิ่งที่น่าสังเกตคือ

กุลณัฐปราศจากอาการแอ๊บแบ๊ว คนละบุคลิกกับเฉิดโฉมโดยสิ้นเชิง เสน่ห์แรงลึกซึ้ง กลิ่นกายหอมกรุ่น

จิตใจทุ่มมาที่เขาคนเดียว ทำให้หล่อนมองข้ามชายอื่นที่หมายปองจับจองเป็นคู่ชีวิต

พิชญ์ขับยานพาหนะคู่ชีพไปส่งอดีตแฟน จอดหน้าประตูรั้วคฤหาสน์ ที่ประตูซุ้มเฟื่องฟ้าม่วงชมพูและแดงบานสะพรั่งเหมือนในอดีตไม่ผิดเพี้ยน สาวสวยทอดเสียงหวานเจื้อย

“พี่โหน่งจำได้ไหมคะ สมัยก่อนโน้นเคยขับรถมาส่งกุลณัฐตอนดึก เด็ดดอกเฟื่องฟ้าแซมติดผม”

ชายหนุ่มยิ้มจางๆ ที่มุมปาก โดยสถานภาพที่ปรับเปลี่ยน ไม่ควรรื้อฟื้นความหลังที่เปล่าประโยชน์ แต่หล่อนก็รื้อฟื้น ทำไมเขาจะไม่รู้จุดประสงค์

“จำได้ครับ”

หลังจากกดกริ่ง เขาเอื้อมมือเด็ดดอกสีม่วงชมพูแซมติดเรือนผม กระซิบกรอกหูเสียงนุ่มทุ้ม

“ขอมอบให้น้องสาว”

ผู้ฟังแทบจะสะอึก รู้ความหมายแฝงในวาจาของชายหนุ่ม สถานภาพเดิมหมดสิ้นแล้ว สายลมไม่พัดหวนกลับ เหลือเพียงความรักนับถือแบบพี่น้อง

สาวใช้เปิดประตูด้านหูช้างต้อนรับนายสาว กุลณัฐชำเลืองมองมาทางเขา แววตาอาลัยอาวรณ์เต็มเปี่ยม

“ลาก่อนค่ะ ขอบคุณที่มาส่ง แล้วเราจะพบกันอีก”

“ครับ น้องกุล ฝากความเคารพของผมไปถึงคุณพ่อคุณแม่ด้วย”

กุลณัฐเคลื่อนกายเข้าบริเวณ ทันทีทันใด สิ่งที่ประดับเรือนผมร่วงผล็อย เจ้าตัวตะครุบดอกเฟื่องฟ้าไว้ทัน ก่อนที่มันจะร่วงถึงดิน

พิชญ์ถอยหลังตีวงเลี้ยวรถเก๋งคันงาม ระลึกถึงภรรยาสาววัยรุ่น ป่านนี้คงจะนอนหลับอุตุ…

ช่วงเวลาใกล้เคียง อุมาวสีเดินเตร่ที่เฉลียงหินอ่อน ท้องฟ้ามืดทะมึนคล้ายฝนจะตก ลมพัดแรงปลิวไสว หอบดอกเฟื่องฟ้าที่บ้านข้างเคียงปลิวมาตกที่สนาม

อารมณ์ผู้หญิงละเอียดอ่อน สิ่งเล็กๆ จะไม่ยอมปล่อยผ่าน ดรุณีโฉมงามเดินไปเก็บบ่นพึมพำกับตนเอง

“ดอกสีชมพู สวยเชียว”

กำไว้ในอุ้งมือหลวมๆ ขณะกลับไปที่เฉลียง สำรวมจิตนิ่ง ทำสมาธิ มโนภาพปรากฏขึ้นในใจเลือนราง

ชายหนุ่มเอาดอกเฟื่องฟ้าแซมผมหญิงสาว ต่างฝ่ายต่างยิ้ม

ไหวกายสะดุ้ง ขนตางอนสวยกะพริบ

ตีความในนิมิตไม่ยาก พี่โหน่งกับกุลณัฐ

อุมาวสีไม่เคยปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ควบคุมสติได้เสมอ ยึดหลักแบบชาวหิมพาลัยคือ ศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม คนที่โมโหเกรี้ยวกราดจะทำร้ายตัวเองได้มากที่สุด

มันแค่ภาพนิมิต ห่างไกลเกินกว่าจะรู้ข้อมูลเชิงซ้อน

กลั้นลมหายใจอธิษฐาน หมุนแหวนเงินในนิ้ว เด็กสาววางดอกเฟื่องฟ้าไว้บนที่นั่งขอบเฉลียงมุมเด่นริมทางบันได ใครขึ้นหรือลงจะเห็นทันที

น่าอัศจรรย์นัก เฟื่องฟ้าสีชมพูที่บางเบาต้านกระแสลมแรง ไม่ปลิวหล่น ผิดหลักธรรมชาติ

“เราดักพี่โหน่ง สะท้อนความหมายบางอย่างแทนคำถาม”

กลับเข้าตึก ขึ้นชั้นบน สวดมนต์ตามความเคยชิน อุมาวสีเอนกายระนาบบนเตียง ตัดความกังวลวุ่นวายทั้งปวง เคลิบเคลิ้มหลับผล็อย

ภายนอกลมแรง พิชญ์ขับรถเก๋งมาถึง คนสวนเปิดประตูรั้ว เคลื่อนยานพาหนะเข้าไปจอดในโรงรถ

ค่อนข้างจะง่วง โคมไฟที่สนามส่องแสงสว่างนวล ที่ขั้นบันไดหินอ่อน เขาเหลือบพบดอกเฟื่องฟ้าวางบนขอบเฉลียงจุดเด่น

แน่นอน…จะเกิดขึ้นเองไม่ได้ นอกจากใครคนหนึ่งวางไว้เจตนาดักเขา

“น้องอุน่ะแหละ”

พานฉุกคิดถึงอดีตสดๆ ร้อนๆ เขาเด็ดดอกเฟื่องฟ้าแซมผมกุลณัฐ

ไม่ประหลาดใจจนนิดเดียว อุมาวสีไม่ใช่ชาวโลก สำแดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้หลายอย่าง กอปรกับญาณหยั่งรู้ เทียบเท่าอริยบุคคลขั้นปฐม

“อ๋อ เธอสื่อความหมายถามเรา”

พิชญ์หยิบดอกไม้ปริศนา ขยำปาผลุงไปที่กอเข็ม ขึ้นเฉลียงผ่านเข้าตึก

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ชีวิตประจำวันเหมือนเช่นเคย อุมาวสีตักบาตรคู่กับนางมณีวงศ์ที่หน้าประตูรั้ว กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติมิตร เจ้ากรรมนายเวร

ภารกิจตอนเช้ารีบด่วน ไม่อาจประวิงเวลาอ้อยอิ่ง ที่โต๊ะอาหาร พิชญ์ปรารภเบาๆ

“เมื่อคืนตอนดึก น้องอุเอาดอกเฟื่องฟ้าสีชมพูวางไว้บนขอบเฉลียงรึ”

“ใช่ค่ะ” แฟนสาวอธิบายราบเรียบ “บังเอิญลมฝนพัดมาตกกลางสนาม”

“สื่อความหมายอะไรหรือเปล่าครับ”

อุมาวสีคลี่ยิ้มหวานระรื่น ไม่มีอาการแง่งอนหึงหวง

“ขออนุญาตไม่ตอบค่ะ”

รู้มานานแล้ว คู่ครองวัยรุ่นไม่มุสาวาท เขาก็ควรจะเป็นเช่นกัน ไม่กล่าวเท็จ สำหรับหล่อน เล่าความย่อๆ และต่อท้าย

“แตกต่างกันนิดเดียว เฟื่องฟ้าที่พี่เหน็บผมน้องกุลสีม่วงชมพู คุณแม่ต่อคุณแม่ของเราเป็นเพื่อนกัน ความปรารถนาอย่างอื่นดับไปหมดแล้ว เหลือแต่ความเป็นพี่น้อง”

ดรุณีร่างงามระหงไม่ขยายความ ขึ้นชื่อว่ากิเลสย่อมจะตกตะกอนอยู่ในจิตใต้สำนึก อาจจะคุกำเริบเมื่อได้เวลาบรรยากาศเหมาะสม

พิชญ์แค่บุคคลธรรมดา ไม่ใช่พระอรหันต์ที่ดับกิเลสเป็นสมุจเฉท

ไว้ใจเต็มร้อยได้หรือ ตราบเท่าที่กุลณัฐไม่ละความพยายามที่จะเป็นมือที่สาม

O         O         O         O

ลงจากรถเก๋งที่พิชญ์ขับมาส่ง อุมาวสีเดินทอดน่องบนบาทวิถี ถือโอกาสโทรศัพท์คุยกับนางมณีวงศ์ ถามท่านว่ากรวดน้ำหรือยัง ต้องการของฝากอะไรบ้าง ฯลฯ

เมื่อเลี้ยวเข้าสวนอาหารอิ่มเอมจึงวางหู ปิดเครื่องมือสื่อสาร เฉิดโฉมจับสังเกตอยู่แล้ว ถามขึ้นทันที

“โทรคุยกับคุณมินทร์หรือจ๊ะ”

เด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่งสะดุดหู เป็นไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ลุ่มหลงขนาดหนัก นามนวมินทร์อยู่ในลมหายใจเข้าออก

“อุคุยกับคุณยายตามปกติค่ะ”

“อ้าว ยังงั้นหรอกรึ” สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์แสดงสีหน้าผิดหวัง “งั้นน้องอุก็ลองโทรหาเขาสิ ตามประสาคนที่คุ้นเคย”

ชอบกล ผลักดันให้หล่อนบุกตะลุย ตนเองแฝงอยู่เบื้องหลังคอยเสพผลลัพธ์ อุมาวสียิ้มหวานแฉล้ม

“พี่โฉมโทรเองดีกว่าค่ะ สถานภาพของอุไม่เหมาะสม”

เล่นเอาเจ้าของฉายาเจ้าแม่แอ๊บแบ๊วนิ่งอึ้งชั่วคราว รู้มานานแล้วอุมาวสียอมหักไม่ยอมงอ บุคลิกเหล็กหุ้มนวม หากสาวแรกรุ่นลาออกกะทันหัน โอกาสต่างๆ ของตนจะสูญสิ้น

“เราประชาธิปไตย ยอมรับความคิดเห็นในส่วนต่าง ช่างเถอะจ้ะ แต่พี่อยากจะบอกความจริงที่น้องอุยังไม่รู้”

“อะไรคะ”

สมคะเน สาวใหญ่เชิดคออวบ อมยิ้มพริ้มพราย ประหนึ่งว่ากำความลับสุดยอด

“ขอสัญญากันก่อน น้องอุจะไม่เก็บไปฟ้องคุณโหน่ง”

“ได้ค่ะ”

“เมื่อคืนคุณโหน่งไปดูหนังรักหวานแหววกับน้องกุลแสนจะแฮปปี้ ตอนขับรถไปส่งที่ประตูรั้ว เขาเอื้อมเด็ดดอกเฟื่องฟ้าแซมผมเธอ เท้าความอดีตที่เคยทำแบบนี้สมัยที่ยังเป็นแฟน แสดงค่อนข้างจะชัดเจนว่า ถ่านไฟเก่าเริ่มคุ”

ประเด็นตื้นเขินเหลือเกิน ทำไมจะไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามยุให้รำตำให้รั่ว หล่อนจะได้หึงหวง คบผู้ชายเตลิดเปิดเปิงประชด เข้าทางนางมารพอดี

แผนเหนือเมฆ ใช้กับคนอื่นอาจจะได้ผล

“พี่โหน่งเล่าให้ฟังหมดแล้วค่ะ อุไม่ติดใจอะไรเลย”

“ต๊าย! เป็นไปได้เชียวหรือเนี่ย”

เฉิดโฉมพลั้งปาก รู้สึกคล้ายกับว่าหน้าแตกหลายเสี่ยง แต่คนอย่างหล่อน ขายหน้าจริงๆ ไม่เป็น

“ลองโทรถามพี่โหน่งก็ได้ค่ะ”

“โอ ไม่ละ เรื่องภายในครอบครัว เขาจะหาว่าพี่จุ้นจ้าน”

การสนทนาสิ้นสุด อุมาวสีฝากกระเป๋าสะพายไว้บนชั้นเคาน์เตอร์ ปฏิบัติงานช่วยเพื่อนเด็กเสิร์ฟตั้งโต๊ะ บริการลูกค้าสองรายแรก

ชั่วครู่ เฉิดโฉมก็กวักมือเรียก หน้าบานเป็นใบบัว ขยับปากวาวๆ สุ้มเสียงกระซิบ

“รับโทรศัพท์คุณมินทร์จ้ะ สงสัยว่าจะนัดชมภาพยนตร์”

อุมาวสีไม่แคร์ พร้อมที่จะผลักดันให้เฉิดโฉมรักชอบนวมินทร์ ตนเองขออยู่เบื้องหลัง ทำหน้าที่แม่สื่อ

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ ผมจะพาคุณอุไปชมภาพยนตร์รอบกลางวัน หวังว่าคงจะสะดวก”

“สะดวกหรือไม่ พี่โฉมจะเป็นผู้ตอบค่ะ ขอเวลาแป๊บเดียว”

เด็กสาววางกระบอกหูโทรศัพท์คว่ำลงบนเคาน์เตอร์ ถ่ายทอดคำชวนสู่สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ ผู้ฟังดีใจจนเนื้อเต้น รอคอยโอกาสนี้อยู่แล้ว ไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะมาถึงรวดเร็ว

“ตกลงจ้ะ พี่จะไปด้วยนั่งกลาง”

“พี่โฉมไม่ถามรายละเอียดก่อนหรือคะ เดี๋ยวเผื่อเป็นหนังที่เราไม่ชอบ เช่นมีฉากวาบหวาม”

“เราบรรลุนิติภาวะแล้ว จะต้องแคร์ด้วยรึไอ้เรื่องพรรค์นี้” หล่อนตุ้งติ้งจริตจะก้านพราว “กลับดีเสียอีก เท่ากับหาประสบการณ์ในตัว เรียนรู้เพศตรงข้าม คิดทางบวก อย่าคิดทางลบจ้ะ”

เอากับแม่สิ วันทั้งวันเฉิดโฉมมุ่งแต่จะสะสมกิเลส ไม่เคยที่จะลดละผ่อนคลายให้บรรเทาเบาบางลง

ส่วนอุมาวสีคิดตรงกันข้าม ยิ่งต้องการปรารถนามากเท่าใด ความทุกข์ยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้นเท่านั้น ยึดหลักความพอเพียงดำเนินชีวิต

“อุเรียนพี่โฉมแล้ว เธอไม่ขัดข้องค่ะ”

“ยังงั้นประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง ผมจะไปรับที่สวนอาหารครับ”

เด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่งวางหู แจ้งให้สาวใหญ่ทราบ

วันนั้น อุมาวสีพยายามควบคุมสติสัมปชัญญะ ไม่เตลิดเพลิดไปกับกระแสโลภะโมหะของคนอื่น วัตถุนิยมเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง หลงใหลต่อมันหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตไร้ความสงบสุข นำไปสู่ปัญหานานัปการ

เฉิดโฉมเปลี่ยนชุด สวมกระโปรงสั้นแค่เข่ารัดรูปเสื้อคอกว้าง เผยร่องทรวงอวบเต่ง อย่างไรก็ตาม ทรวดทรงค่อนข้างท้วม ไม่ช่วยให้ดูระเหิดระหงขึ้น หากเป็นกระโปรงยาวเสื้อหลวมจะเหมาะสมกว่าแยะ

นึกว่าชมละครเรื่องเจ้าแม่แอ๊บแบ๊ว อยู่ต่อหน้านวมินทร์แสดงเหมือนสาวรุ่นกระเตาะไร้เดียงสาเพิ่งเจอรักแรกพบ อุมาวสีที่นั่งเบาะหลังรถเก๋งป้องปากบังรอยยิ้ม

นวมินทร์ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เลือกหนึ่งได้สอง เฉิดโฉมเป็นส่วนเกินหรือสิ่งที่ถูกยัดเยียด

“คุณมินทร์ทานข้าวกลางวันหรือยังคะ”

“ยังครับ”

“ดูหนังจบ พี่โฉมจะเลี้ยงตอบแทนค่ะ”

ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณโดยมารยาท ตกกระไดพลอยโจน อนาถ…กลายเป็นจับคู่กับสาวใหญ่รุ่นน้าหรือพี่สาวคนโต แทนที่จะเป็นสาวน้อยร่างงามระหง ชักจะสงสัยว่าอุมาวสีทำหน้าที่แม่สื่อ

จอดยานพาหนะคันหรูในคาร์พาร์ก เข้าห้างสรรพสินค้าที่ผนวกเอนเตอร์เทนเมนต์ เฉิดโฉมเชิดคออวบเคียงคู่หนุ่มสุดหล่อ

อุมาวสีตามหลังต้อยๆ เข้าใจความรู้สึกของนวมินทร์ ช่วยไม่ได้ หล่อนมิใช่สาวโสด โอนอ่อนตามกระแสแค่นี้ดีที่สุดแล้ว

ภาพยนตร์รอบกลางวันผู้ชมน้อยกว่าปกติ ประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด บุคคลทั้งสามนั่งแถวเดียวกัน เฉิดโฉมคั่นกลาง

สาวใหญ่คุยซุบซิบไม่ขาดปาก กรายมือราวกับจะรำละคร เล่นหูเล่นตาวิบวับ ยิ้มยั่วเชิงท้าประลองรัก ไม่ยักละอายคนใกล้เคียงที่ลอบมอง จนกระทั่งภาพยนตร์เริ่มฉายจึงยอมเงียบ

แนวแฟนตาซี อิทธิฤทธิ์ตื่นเต้นให้ความสนุกเพลิดเพลินเบาสมอง ทำนองนิทานปรัมปรา

เมื่อภาพยนตร์จบ เฉิดโฉมนำชายหนุ่มเข้าภัตตาคารอาหารจีน อุมาวสีอยู่ในฐานะผู้ติดตาม ต่างฝ่ายสั่งอาหารตามเมนู

“คุณอุไม่คุยบ้างเลยครับ”

เขาอดรนทนไม่ไหวทักท้วงขึ้น เด็กสาวยิ้มกร่อยออกตัว

“อุคุยไม่เก่งค่ะ”

“อุเขาเป็นยังงี้แหละ” เฉิดโฉมสนับสนุนส่งเดช ทั้งที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง “เธอชอบสังสรรค์กับคนเฒ่าคนแก่ บางทีคุยเป็นชั่วโมงเชียว ไม่รู้จักเบื่อ ทีกับคนรุ่นเดียวกันละก็ กว่าจะหลุดปากออกมาแต่ละคำ เหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง คุณมินทร์อย่าไปสนเลยค่ะ”

อย่างนี้เท่ากับตัดฉาก ลดความสำคัญ แฝงการเหน็บแนมกระแนะกระแหนเบ็ดเสร็จ อุมาวสีไม่หวั่นไหววิตก ทำใจเยือกเย็นสงบ

เปรียบได้ว่ากิเลสเป็นสิ่งเร้าร้อน เมื่อตนตะลุยอยู่ในดงกิเลส ย่อมจะสัมผัสกระแสความเร่าร้อนเป็นธรรมดา

“พี่โฉมคุยสนุก เสียงเพราะยังกะนกการเวกเชียวค่ะ อุฟังเพลินเคลิบเคลิ้ม” นึกต่อในใจว่ากล่อมจนลิงหลับ

สาวใหญ่ไม่ต่อสร้อย อมยิ้มชูคางนิดๆ เบิกตาโตแอ๊บแบ๊ว

เวลาผ่านไป คนทั้งสามรับประทานอาหารเลิศรส นวมินทร์ปล่อยให้เฉิดโฉมจ่ายเงินโดยไม่เกี่ยงงอน

ต่อจากนั้นก็ขับรถเก๋งไปส่งที่เดิม สาวใหญ่ใจกระเตาะจองที่นั่งข้างหนุ่มสุดหล่อ เจรจาอ้อยอิ่งฉอเลาะ ดุจนกแก้วนกขุนทองประมาณนั้น เขาตอบรับสั้นๆ บางคราวก็เงียบ สะท้อนความน่าเบื่อ

อุมาวสีกำหนดบทบาทว่าจะทำอะไรสักอย่าง ดังนั้นเมื่อยานพาหนะเลี้ยวเข้าไปจอดในลานพาร์กกิ้ง

“กรุณาลงจากรถสักประเดี๋ยวได้ไหมคะ คุณมินทร์”

ทำไมจะไม่ได้เล่า ในเมื่อเป็นการขอร้องของดรุณีผู้เลอลักษณ์ ชายหนุ่มเปิดประตูก้าวลงมาประจันหน้าเฉิดโฉมผู้ยิ้มหวานระรื่น

เบื้องหลังสาวใหญ่ฉายาเจ้าแม่แอ๊บแบ๊ว อุมาวสีหมุนแหวนเงินในนิ้ว กลั้นลมหายใจเพ่งสายตาสะกดจิต

นวมินทร์เย็นซู่จากไขสันหลังแผ่ขึ้นเบื้องสูง ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลเร้นลับ ลืมตัวชั่วคราว ยิ้มกรุ้มกริ่ม รวบร่างสาวใหญ่ประทับจูบดูดดื่ม

หล่อนซาบซ่านวาบหวิว เขย่งเก็งกอยปานจะล้มแผละ ความรู้สึกเบาหวิว ประหนึ่งเต้นรำจังหวะแทงโก้กับเจ้าชายสุดหล่อ ออกสเต็ปสวยงามพร่างพลิ้วบนฟลอร์  ท่ามกลางแสงสีรอบกายระยิบระยับ ลืมโลกทั้งโลกโดยสิ้นเชิง

สติสัมปชัญญะกลับคืน นวมินทร์สะดุ้ง ผละออกห่างเฉิดโฉมโดยอัตโนมัติ

นั่นปะไร!

สายตามากกว่าสิบคู่เพ่งมองสองหนุ่มสาวต่างรุ่นเป็นตาเดียว บางรายป้องปากหัวเราะวาวๆ ไร้เสียง

คงจะคิดว่าร้อนรักร้อนสวาท จูบกันกลางวันแสกๆ ไม่แคร์ใคร ยึดถืออารยธรรมตะวันตก

แม้แต่อุมาวสียังกระดากอาย หลบเข้าสวนอาหารเงียบกริบ

ชายหนุ่มกลับเข้ารถเก๋ง ใช้หลังมือเช็ดริมฝีปากแรงๆ บ่นพึมพำ

“อะไรวะ เราบ้าหรือเปล่าเนี่ย”

ถอยหลัง ตีวงเลี้ยวยานพาหนะคู่ชีพออกจากคาร์พาร์ก สมองมึนงงสับสนคล้ายตื่นจากฝันร้าย จิตใจยังไม่หายระทึก

เฉิดโฉมนวยนาดเข้าสถานที่ของตน ทุกอากัปกิริยาที่เคลื่อนไหวปานจะลอยเรี่ยไม่ติดพื้น ขวยเขินเพียงเล็กน้อย เหนืออื่นใดชื่นฉ่ำอิ่มเอิบทรวง ปลื้มปีติ เชื่อว่าเสน่ห์ของตนร้อนแรงผูกมัดใจหนุ่มน้อยสุดหล่อ ทำให้เขาเผลอไผลลืมตัว

หนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าคำสารภาพรักใดๆ ทั้งมวล

ใช่…การกระทำย่อมเหนือกว่าคำพูด

เอวบังเอิญชนขอบเคาน์เตอร์กึก สะดุ้งตื่นจากภวังคจิต ทรุดกายนั่งเก้าอี้ตำแหน่งแคชเชียร์ หล่อนประจักษ์ว่าอุมาวสียืนอยู่ใกล้ๆ

“พี่แนท-พี่แนนจะทราบไหมคะ ว่าเราไปดูหนังกับคุณมินทร์”

ผู้ประกอบการสวนอาหารกะพริบตา สูดลมหายใจลึก ทรวงอกสะท้อน รวบรวมสติสัมปชัญญะ

อุมาวสีดักคอตรงเผง หล่อนช่างฟ้อง สร้างภาพลักษณ์ตนเองด้วยการเหยียบย่ำคนอื่น

อะไรที่จนมุมเหตุผลชี้ชัดว่าตนเองกระทำผิด ก็ยังอ้างว่าปุถุชนทั่วไปก็ทำเช่นนี้แหละ หล่อนไม่ได้ถืออุโบสถศีล

“เอ๊ะ! พี่ไม่รู้สิจ๊ะ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

“สถานการณ์อะไรคะ”

“พรรคพวกเธอทั้งสองรอบทิศ ถ้าใครเก็บเอาไปคุยเธอก็รู้ อุกลัวด้วยหรือจ๊ะ”

“เกรงพี่โหน่งจะเข้าใจผิดค่ะ”

“เชิญคุณโหน่งสอบถามมา พี่โฉมจะให้ความกระจ่าง”

เด็กสาวซ่อนยิ้ม กระจ่างแบบไหนกันเล่า เฉิดโฉมเป็นผู้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นนั้นหรือ

O         O         O         O

เลิกงานเย็น ไม่มีผู้ใดรอรับส่ง อุมาวสีปลอดโปร่งโล่งอก ออกทางประตูด้านหลังสวนอาหาร เดินเอื่อยๆ เข้าทางลัดทะลุสู่ถนนซอย

ห่างออกไปร้อยเมตร รถเก๋งที่คุ้นเคยจอดชิดริมขอบทาง ไฟฉุกเฉินกะพริบวาบๆ เมื่อเข้าไปใกล้จึงรู้ว่า เจ้าของรถคือนวมินทร์

“เชิญครับ ผมจะไปส่ง”

“อุเกรงว่าจะไม่เหมาะสมค่ะ พี่โฉมจะหาว่าเรานัดกันส่วนตัว กีดกันเธอ”

“ผมมีเรื่องจะปรับความเข้าใจกับคุณอุ” ชายหนุ่มชะโงกหน้ายิ้มจืดชืด แววตาวิงวอน “หากไม่ได้ระบายความจริง รู้สึกว่าทรวงอกมันจะระเบิด”

อ่านสาเหตุออก เกิดจากที่เขากอดจูบเฉิดโฉมที่ลานพาร์กกิ้งนั่นเอง ประเจิดประเจ้อไม่เกรงสายตารอบข้าง พฤติกรรมเยี่ยงคาสโนว่า

เด็กสาวก้าวเข้าไปนั่ง ดึงประตูรถปิด กล่าวราบเรียบ

“โปรดไปส่งอุที่ป้ายรถเมล์ปากซอยค่ะ”

 



Don`t copy text!