อุมาวสี บทที่ 9 : หมาป่ากับลูกแกะ

อุมาวสี บทที่ 9 : หมาป่ากับลูกแกะ

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง
*****************************

วันจันทร์เที่ยงเศษ ธวัชแวะมาที่สวนอาหาร ไม่เห็นอุมาวสี เมื่อไต่ถามพนักงานเสิร์ฟก็ได้รับคำตอบว่าเป็นวันหยุด

เฉิดโฉมหิ้วถุงกระดาษ ออกจากคอกเคาน์เตอร์แคชเชียร์ ทักทายปราศรัยแขกหนุ่ม และต่อท้าย

“อุไม่รับของกำนัล ขอส่งคืนค่ะ”

ธวัชชะงักหน่อย มองสิ่งของที่ฝ่ายตรงข้ามวางบนโต๊ะ รู้สึกผิดหวังอย่างแรง

ฐานะของเขาร่ำรวยพอประมาณ ยังห่างไกลคำว่ามหาเศรษฐี ทำงานบริษัทเฮอร์เบิล เทรดดิ้ง ของญาติผู้ใหญ่ที่บิดามีหุ้นส่วน ผลิตยาสีฟัน และเครื่องสำอางสมุนไพร

แอบมีภรรยาลับๆ จัดอยู่ในประเภทโสดเมียเผลอ หรือโสดเฉพาะกิจ ชอบหากำไรทางเพศ สำหรับอุมาวสี เขาหลงใหลใฝ่ฝันถึงขนาดอยากจะรับเป็นเมียน้อย

“คุณโฉมน่าจะบอกน้องอุว่า ผมให้เฉยๆ ไม่หวังผลตอบแทน”

“แกไม่สนหรอกค่ะ งี่เง่า ตามความรู้สึกของโฉม ยัยอุซื่อบื้อ”

“โอ…ผมอุตส่าห์ตั้งใจเต็มเปี่ยม” ธวัชถอนใจเฮือก ยิ้มฝาด “น้องอุตัดไมตรีสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าจะเอาไปให้ใครเสียด้วย คุณโฉมเอาไว้ใช้ส่วนตัวเถอะครับ”

“ของโฉมเยอะแยะ แต่เอาเถอะ จะช่วยสงเคราะห์”

พูดแล้วก็พนมมือไหว้ขอบคุณ เฉิดโฉมหิ้วถุงกลับเข้าคอกเคาน์เตอร์แคชเชียร์

ระลึกถึงคนฝากพนักงานเสิร์ฟ นายจ้างสาวโทร.คุยกับพิณทิพย์ ปรับทุกข์เล่าความในแง่มุมของตนทั้งสิ้น ใส่ร้ายป้ายสีให้เด็กเสิร์ฟโฉมงาม

“น้องอุหัวแข็งที่สุด ทั้งที่ภายนอกสุภาพอ่อนโยนเรียบร้อย อะไรที่ปฏิเสธแล้วอย่าหวังเลยว่าจะคืนคำ เธอเป็นเหล็กหุ้มนวม”

“พี่โฉมเบื่ออุหรือคะ”

“ไม่ถึงกับเบื่อหรอก น้องแนท แต่บางครั้งท้อใจสุดๆ” เล่นลีลาพลิกพลิ้ว “ไอ้เราหวังดีสารพัด เธอไม่ยอมรับสักอย่าง ง่ายๆ ก็คือไม่ชอบยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น ชอบอยู่แบบต่ำเตี้ยเรี่ยดิน”

“ธรรมชาติของอุ” พิณทิพย์ยกนิทัศน์อุทาหรณ์ “เหมือนสายน้ำย่อมไหลไปสู่ที่ต่ำเสมอ”

เฉิดโฉมสาธยายต่อไปว่า ชวนไปตั้งซุ้มอาหารในงานเลี้ยงนอกสถานที่ ลูกค้าให้ของกำนัลเล็กน้อย อุมาวสีปฏิเสธ ยอมหักไม่ยอมงอ

“เย่อหยิ่งแบบงี่เง่า” หญิงสาวพลอยขึ้งเคียด “ค่ำนี้แนทจะเรียกอุมาเช็กบิล”

“อย่าค่ะ เดี๋ยวเธอจะหาว่าพี่ช่างฟ้องสาระแน”

หล่อนนึกถึงน้องสะใภ้แง่ลบ ทำงานได้ไม่กี่วันออกฤทธิ์ออกเดชเสียแล้ว  ทระนงตัวว่าพิชญ์ทั้งรักทั้งหลง ปรนเปรอด้านเงินทองไม่ขาดมือ ไม่อินังขังขอบต่อการประกอบอาชีพ

ไม่เจียมตัวว่าไร้วุฒิการศึกษา คงจะหวังตำแหน่งที่เหนือกว่าพนักงานเสิร์ฟกระมัง

“คุณแม่เคยตักเตือนว่า ควรว่านอนสอนง่ายอยู่ในโอวาทของนายจ้าง อุรับปาก แต่ทำตรงกันข้าม”

ผู้ฟังชักจะกังวล เกรงว่าพิณทิพย์จะเรียกตัวอุมาวสีกลับ ทางร้านจะขาดผลประโยชน์

ต้องยอมรับว่าอุมาวสีเสน่ห์แรง ลูกค้าหนุ่มๆ ติดตรึม รวมทั้งประเภทสาวหล่อก็ไม่ละเว้น

“ด้านการงานน้องอุขยันขันแข็ง คล่องแคล่ว ไม่เอารัดเอาเปรียบเด็กเสิร์ฟคนอื่น เสียตรงที่หัวแข็งเท่านั้นเอง”

“งั้นแนทจะอบรมแต่พอท้วมๆ ไม่ให้เสื่อมเสียถึงพี่โฉม”

“เดี๋ยวนี้เธออยู่บ้านหรือเปล่า”

“โหน่งรับออกไปข้างนอกพร้อมคุณยายค่ะ นัยว่าจะไปเที่ยวชายทะเล”

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ เจ้าของนามที่ถูกกล่าวขวัญถึงกำลังเดินเล่นที่ชายหาดบางแสน เบื้องหน้าระยะไม่เกินสิบเมตร อุมาวสีจูงมือนางมณีวงศ์ย่ำลุยทราย ฝ่าสายลมแสงแดดที่แผดกล้า สองสตรีต่างวัยโพกผ้าคลุมผม

คลื่นทยอยกระทบหาดซัดซ่าเป็นฟองขาว น้ำทะเลสีเขียวครามกว้างใหญ่ไพศาลจรดขอบฟ้าลิบๆ ไม่ใช่วันหยุดราชการ บริเวณสถานตากอากาศโล่ง นักท่องเที่ยวหร็อมแหร็ม กระโจมร้านค้าริมทะเลก็พลอยซบเซาด้วย

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ได้ท่องเที่ยวชายทะเลน้ำเค็ม อุมาวสีตื่นเต้นประทับใจ บรรยากาศแตกต่างกับทะเลสาบน้ำจืดที่หิมพาลัยคนละขั้ว

“แดดร้อนเหลือเกิน” คุณยายบ่นพึม “เราหาที่หลบแดดกันเถอะ”

เหนือหาดทรายตอนบน ตั้งเก้าอี้ผ้าใบชุด ประกอบด้วยร่มยักษ์ปักก่ายกันบังแสงแดด สภาพเงียบเหงา ชายหนุ่มสองคนนั่งดื่มเบียร์ มีกับแกล้มสอง-สามชนิดวางบนโต๊ะ

พิชญ์นำทีมนั่งเก้าอี้ผ้าใบไม่ห่างจากสองคนแรก หญิงสูงอายุปรารภ พร้อมทั้งคลายถ้ำยาดมจ่อจมูก

“โอ…เล่นเอายายหน้ามืดแน่ะ”

“ตอนนี้สบายแล้วครับ ลมพัดเย็น แต่ลมทะเลไม่เหมือนลมบก สักสอง-สามชั่วโมงตัวจะเหนียว”

แม่ค้าคอนตะกร้าหวายใบเขื่อง เร่ขายสินค้า อาทิ ปลาหมึกปิ้งเสียบไม้ ปลาหวานปิ้ง ส้มโอแพ็ก ขนุนแพ็ก นางมณีวงศ์เลือกส้มโอ ส่วนอุมาวสีเลือกขนุน

“แถวนี้ไม่มีแมลงวันค่ะ”

“เดี๋ยวก็มาเยอะมาก” ชายหนุ่มหัวเราะหึๆ “มันต้านกระแสลม”

เจ้าของเต็นท์อาหารทะเลนำเมนูมาที่โต๊ะพิชญ์ เขาไต่ถามราคาค่าเช่าเก้าอี้ผ้าใบ ได้รับคำอธิบายว่าตัวละยี่สิบบาท จะพักนานเท่าใดก็ได้

สำหรับเมนู อุมาวสีปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพิชญ์กับนางมณีวงศ์สั่งอาหารตามรายการ เพราะตนเองยังอ่านหนังสือไม่คล่อง ก่อนกลับเต็นท์เป็นพ่อค้าทิ้งท้ายว่าแม่ครัวรายหนึ่งลาหยุด อาหารตามสั่งจะล่าช้าเล็กน้อย

ปี๊บ-ปี๊บ!

หนุ่มหล่อดึงมือถือที่เหน็บเอว หน้าจอแสดงชื่อคุณแม่

“โหน่งพาคุณยายไปที่ไหนจ๊ะ”

“ตอนนี้เราอยู่ที่ชายหาดบางแสนครับ”

ณ คฤหาสน์กรุงเทพฯ มารดานึกวาดภาพภรรยาสาวรุ่นกระเตาะอี๋อ๋อฉอเลาะพิชญ์ หากไม่ติดนางมณีวงศ์คงจะโอบกอดกระแซะเคลียจูบ

ยังเจ็บใจไม่หาย ลูกชายสุดหล่อเสียทีผู้หญิงมายาร้อยเล่มเกวียน

“ระวังคุณยายนะจ๊ะ ท่านเป็นโรคความดัน อย่าให้พลัดตกหกล้ม”

“คลายกังวลได้เลยครับคุณแม่ เราดูแลคุณยายดีที่สุด เมื่อสักครู่น้องอุจูงท่านเดินเล่นชายทะเล”

คุณนายพานหงุดหงิดโมโห หน็อย…ประจบประแจงเอาใจคนแก่ ทั้งที่ลอเยรังเกียจเดียดฉันท์ โหน่งก็ช่างกระไรเลย ไม่รู้ว่าเมียตีสองหน้า เล่นละครเก่ง ตีบทแตกกระจุย

“ทำไมแกไม่จูงเองล่ะ เราเป็นผู้ชายแข็งแรงกว่า ระมัดระวังภัยได้เต็มที่”

พิชญ์อ่านใจมารดาออก แสร้งพูดจี้ความรู้สึกที่ซ่อนเร้น

“เป็นความพอใจของคุณยายครับ ท่านชอบหลานสะใภ้”

ได้ผลชะงัด วาจานั้นดุจเข็มที่สะกิดในอก คุณนายนุชนารถขมขื่นสุดจะพรรณนา ตั้งสมมติฐานว่า หากอุมาวสีไม่มาเกี่ยวข้องด้วย ป่านนี้พิชญ์อาจจะแต่งงานกับกุลณัฐ หล่อนคงได้อุ้มหลาน

ตัวมารสังคม รากหญ้าที่มีพิษสงฉกาจ

“ขอแม่คุยกับคุณยายจ้ะ” หลานชายยื่นโทรศัพท์มือถือให้บุพการี แนะให้ยกขึ้นแนบหู ปลายสายส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

“แม่กำลังทำอะไรอยู่คะ”

“กินส้มโอ”

“อาหารทะเลคอเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหอยนางรม แม่อย่าทานมากนะคะ คุณหมอสั่งห้าม”

“เมื่อตะกี้โหน่งสั่งคนขาย ไม่มีรายการหอยนางรมจ้ะ”

“ข้าวหลามก็เหมือนกัน กะทิไขมันสูง ตรงปากกระบอกมันย่อง นั่นแหละแสลงโรค”

ลูกสาวแสดงความรอบรู้ดุจนักโภชนาการ สนทนาชั่วประเดี๋ยว สตรีวัยดึกก็ส่งเครื่องมือสื่อสารให้พิชญ์คุยต่อ

“ถ้าออกจากบางแสน โหน่งจะพาคุณยายไปไหนจ๊ะ”

“สวนสัตว์เปิดเขาเขียวครับ สมมุติว่าฝนตกก็งด”

“เดินขึ้นเขาทางชัน หัวเข่าคุณยายไม่ค่อยจะดี”

“ผมเอาวีลแชร์มาสำรองไว้แล้ว”

เป็นที่น่าสังเกตว่า มารดาถามโน่นถามนี่สารพัด แต่ไม่เอ่ยถึงลูกสะใภ้คนสวยแม้แต่คำเดียว ในที่สุดการสนทนาทางโทรศัพท์ก็สิ้นสุด

นักท่องเที่ยวกร่อย หาดทรายเกือบจะโล่งตลอด ชายหญิงเดินมากลุ่มหนึ่ง แต่งกายสีสันฉูดฉาด โพกผ้าสวมหมวกกันแดด

พิชญ์แลเห็นแต่ไกลคลับคล้ายคลับคลา เมื่อกลุ่มคนเข้ามาใกล้พอควร ก็รู้ว่าใช่จริงๆ หนึ่งในจำนวนนั้นกุลณัฐ ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม เขาแสร้งเมินมองไปทางอื่น คาดว่าหล่อนคงไม่เข้ามาทัก

แต่ผิดถนัด กุลณัฐแยกจากกลุ่ม ตรงรี่มาที่เก้าอี้ผ้าใบชุด ถอดแว่นกันแดดเก็บ ทรุดกายลงนั่งคุกเข่า ก้มกราบที่ตักของนางมณีวงศ์

“สวัสดีค่ะ คุณยาย”

ท่านรับไหว้สาวสวย สีหน้าไม่ค่อยเสบย เพราะทราบความสัมพันธ์ระหว่างสองหนุ่มสาว

กุลณัฐคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง เก็บความขุ่นข้องหมองใจไว้ในส่วนลึก ยิ้มหวานระรื่นกับอุมาวสี และทักทายพิชญ์

“นึกไม่ถึงว่าพี่โหน่งจะมาเที่ยวบางแสนวันจันทร์”

“เสาร์-อาทิตย์นักท่องเที่ยวล้นหลาม การจราจรคับคั่ง ต้องจอดรถซ้อนคันเสี่ยงครับ” เขายิ้มร่าเริง “คุณกุลหยุดงานวันนี้รึ”

หญิงสาวทำงานบริษัทเอเยนต์เครื่องสำอางของครอบครัว ไม่กำหนดเวลาเข้มงวดนัก

“บังเอิญมาตรวจตลาดเครื่องสำอางที่เมืองชล กุลเลยถือโอกาสแวะชายหาด”

พ่อค้าเริ่มทยอยยกอาหารตามสั่งมาตั้งโต๊ะ พิชญ์ชวนหล่อนร่วมวงโดยมารยาท กุลณัฐปฏิเสธ อำลาคนทั้งสามกลับไปรวมกลุ่ม

O         O         O         O

คุณนายนุชนารถติดตามรัฐมนตรีพิพัฒน์ไปงานเลี้ยงมงคลสมรส พิณทิพย์ได้รับโทรศัพท์จากกุลณัฐว่าเจอพิชญ์ อุมาวสีและนางมณีวงศ์ที่บางแสน ระบายอารมณ์ครู่ใหญ่ก็วางสาย

พิณทิพย์ถ่ายทอดสู่พี่สาว ต่อท้ายเชิงเหยียดหยาม

“ลอเยหน้าบานเป็นกระด้งเชียว ควงโหน่งเที่ยว แถมพาคุณยายพ่วงท้ายประจบประแจงหาคะแนนเสียง หล่อนรอบจัดเล่ห์เหลี่ยมพราวตัว”

“ทุ่มนึงแล้วยังไม่กลับเลย” พีรวรรณคล้อยตามน้องสาวเป็นปี่เป็นขลุ่ย ”ได้เที่ยวทั้งทีคุมผัวเตลิดเปิดเปิง”

“ได้ยินว่าที่หิมพาลัยไม่มีทะเล นับว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของหล่อน”

สองสาววิพากษ์วิจารณ์น้องสะใภ้แง่ลบทั้งสิ้น พิณทิพย์เล่าความเฉิดโฉมฟ้องตน ว่าอุมาวสีชักจะแข็งข้อ ดื้อรั้นดันทุรัง ไม่อยู่ในโอวาท ยอมหักไม่ยอมงอประมาณนั้น พีรวรรณฟันธง

“โหน่งคอยให้ท้ายลอเย สงสัยว่าเราจะวางแผนพรากหล่อนไม่สำเร็จ”

“แนทมั่นใจว่าจะสำเร็จค่ะ” น้องสาวขึ้งเคียด “นี่เพิ่งจะเริ่มแผนแรกเท่านั้นเอง สอง-สาม-สี่-ห้า-หก ฯลฯ ยังอยู่อีกเพียบ สงสารแต่ยัยกุลคอยโหน่งค้างเติ่ง”

ทันใดนั้น เสียงรถเก๋งวิ่งผ่านเข้ามาในบริเวณ พีรวรรณชะเง้อคอมอง

“โน่นไง แม่เจ้าประคุณกลับแล้ว”

“เดี๋ยวแนทจะเรียกลอเยมาซักฟอก อบรมเรื่องหัวแข็ง”

“อย่าเพิ่ง ให้เขาทำกิจส่วนตัวพักผ่อนสักชั่วโมงนึงค่อยเรียก” พี่สาวทักท้วง “ถึงยังไงศักดิ์ศรีของพี่สาวย่อมต่ำกว่าคุณแม่”

พิณทิพย์พยักหน้าเนิบ เห็นพ้องตาม ครู่ใหญ่สาวใช้ก็หิ้วข้าวหลามสองมัดผ่านขึ้นเฉลียงเล็กทางด้านหลัง

“คุณโหน่งให้เอามาฝากค่ะ”

สองพี่น้องฉุนกึก ความคิดปลีกแปลกแยกย่อยสารพัด ต่อหน้าสาวใช้จะแสดงอารมณ์ไม่เหมาะ พีรวรรณกล่าวเสียงราบเรียบ

“แบ่งไว้ข้างบนสักสองกระบอกก็พอจ้ะ นอกนั้นเธอเอาไปแบ่งกันในโรงครัว”

ถวิลจัดการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เมื่อสาวใช้ลับสายตา พิณทิพย์ก็ระเบิดอารมณ์

“ลอเยยุยงส่งเสริมโหน่ง หล่อนต้องการให้เราอ้วนเหมือนไหกระเทียมต่อขา สองกระบอกพี่แนนจะเอาไว้ทำไมคะ”

“ไม่อยากให้โหน่งเสียน้ำใจ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราตั้งป้อมรังเกียจ พี่อยากกินเนื้อข้าวหลามเกรียมก้นกระบอก หอมอร่อย”

น้องสาวก็อยากกินเช่นกัน แต่แยกแยะไม่ออกจากความเกลียดชังอุมาวสี

ฉะนั้น เมื่อถวิลขึ้นตึกรอบสอง พิณทิพย์ก็สั่งการเกี่ยวกับข้าวหลาม เสริมท้ายเลียบเคียงเรื่องที่ตนอยากรู้

“คุณโหน่งทำอะไรอยู่จ๊ะ”

“ทานข้าวพร้อมคุณยาย…คุณอุค่ะ อาหารทะเลซื้อมาเพียบ คุณอุเลือกทานเฉพาะผัก ปลา-กุ้งคัดออก คุณโหน่งเย้าแฟนว่ารักษาเชฟ”

พิณทิพย์โกรธแทบจะเต้นผางๆ หน็อย…ประสงค์ร้าย อยากให้เราสะสมไขมัน แต่ตัวเองรักษาทรวดทรงเอวองค์เยี่ยงนางแบบ ฝืนทำเสียงนุ่มนวล

“เธอช่วยไปบอกคุณอุ ถ้าว่างให้มาหา ฉันมีธุระจะคุยด้วยจ้ะ”

เวลาผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมง แว่วเสียงฝีเท้าเดินขึ้นเฉลียงหินอ่อน พีรวรรณกระซิบเตือนน้องสาวให้อยู่ในความสงบ

อุมาวสีปรากฏโฉม แต่งกายเรียบๆ สวมชุดรุ่มร่าม ยิ้มหวานละมุน หย่อนกายลงนั่งตรงข้ามพิณทิพย์

“โหน่งนอนแล้วรึ”

“ยังค่ะ พิมพ์เรื่องหิมพาลัยที่ค้างต่อ”

หล่อนพินิจพิจารณาน้องสะใภ้โดยละเอียด ผิวขาวเนียนผุดผ่อง ผิวแก้มเปล่งปลั่งอมชมพู สวยแบบสาวเอเชีย ไม่นิยมแต่งกายโชว์วาบวับๆ แวมๆ พีรวรรณคอยคุมเชิง เกรงว่าน้องสาวจะจาบจ้วงรุนแรง

“เธออยู่ในโอวาทพี่โฉมตลอด หรือว่าครึ่งๆ กลางๆ ลมเพลมพัด”

นึกแล้วเชียว หาเรื่องกระแนะกระแหนตอดนิดตอดหน่อย สงสัยว่าเฉิดโฉมจะรายงานฟ้อง แน่ละคนฟ้องย่อมยกความดีไว้ให้ตัวเอง โยนความผิดพลาดให้คนอื่น

“ค่ะ ภายในกรอบของการทำงาน อุอยู่ในโอวาทเสมอ”

“แล้วนอกกรอบล่ะ”

“ขึ้นอยู่กับว่าเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ถ้าไม่ทำให้อุเสียหายก็ยอมรับทุกกรณี”

พิณทิพย์ขบริมฝีปาก เอากับแม่ซิ สำนวนหรูหราพลิกพลิ้ว พลัดจากป่าดงมาพักกรุงเทพฯ ได้ไม่ถึงเดือน ลอเยสมองไวเรียนรู้เร็ว อาจจะเหนือกว่าเพื่อนเด็กเสิร์ฟทั้งหมด

“ไหนลองยกตัวอย่างสิจ๊ะ”

อุมาวสีผ่อนลมหายใจน้อยๆ ตั้งใจว่าจะเก็บไว้เป็นความลับ ถือสัจไม่โกหก มันขัดแย้งกันเองในตัว จะทำประการใดดีเล่า

เปิดเผยก็เสีย ไม่เปิดเผยก็เสีย ทั้งขึ้นทั้งล่อง

“ลูกค้าหนุ่มฝากชุดนอนผ้าแพรเยื่อไม้ผ่านพี่โฉม แต่อุไม่รับ ส่งคืน”

หล่อนตะลึงตาปริบๆ รายละเอียดตรงนี้เฉิดโฉมไม่แจ้ง คำฟ้องกระจายกว้างครอบคลุมไปหมด วาจาของน้องสะใภ้สร้างจินตนาการเตลิดเพริด

“ทีฉันไม่ยักมีใครให้ชุดนอน เพราะไม่เคยแสดงท่าทีเย้ายวนกวนใจหนุ่ม”

“อุไม่เคยแสดงแบบนั้นค่ะ สำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองไม่โสด”

“ฉันไม่ได้ว่าเธอ แค่เปรียบเทียบให้ฟัง” พิณทิพย์แก้ตัวน้ำขุ่นๆ “เขาให้ของกำนัลสินน้ำใจ อุควรรับโดยมารยาท เมื่อไม่ชอบก็ให้คนอื่นต่อ ฉันเองก็สามารถรับฝาก เพื่อเอาไปจ่ายแจกให้รายที่ขาดแคลน”

แค่เฉพาะพูดคล่องปากกระมัง วาจาของมนุษย์ที่กลั้วกิเลสพ่นได้สารพัด สมมุติว่าเป็นแบบนั้น พิณทิพย์คงจะตีโพยตีพายเส้นคอหอยโป่ง เกิดเหตุวิกฤติที่เปรียบได้ว่าโลกาวินาศ

“พี่แนทคิดว่าอุไม่เหมาะจะเป็นพนักงานเสิร์ฟหรือคะ”

พีรวรรณบีบแขนน้องสาว เตือนให้อารมณ์เยือกเย็น มิฉะนั้น เรื่องจะบานปลายใหญ่โต

“เปล่าจ้ะ”

นางมณีวงศ์ก้าวขึ้นคฤหาสน์เงียบๆ พิณทิพย์เปลี่ยนบทบาทเป็นยิ้มแย้ม อ่านสถานการณ์ออกว่า ท่านตามมาดูแลป้องกันหลานสะใภ้คนโปรด เกรงว่าจะถูกจาบจ้วงล่วงเกินทางคารม “คุยอะไรกันจ๊ะ”

“แนทไต่ถามสารทุกข์สุกดิบค่ะ นานแล้วไม่ได้สังสรรค์กับน้องอุ”

อุมาวสีนึกขำกลิ้ง พิณทิพย์เล่นบทมุสาหน้าตาเฉย ทั้งที่เมื่อตะกี้ เกมหมาป่าไล่ต้อนลูกแกะกำลังเข้มข้น

พีรวรรณวิตกว่าลอเยจะเผยความจริง ช่วยตัดบท

“หมดเรื่องคุย อุกลับไปพักผ่อนเถอะจ้ะ”

ดรุณีผู้เลอโฉมขยับกายลุกขึ้น เหลือบมองจานใส่เนื้อข้าวหลามก้นกระบอก เหลือเศษติดอยู่นิดหน่อย อธิบายเสียงหวานไพเราะ

“ขากลับ พี่โหน่งแวะหนองมนซื้อข้าวหลามเอง อุไม่ได้เสนอแนะให้นำมาฝากค่ะ”

เดินออกประตู การเคลื่อนไหวสง่างามดุจเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ พี่น้องสองสาวเกือบสะดุ้ง ทอดสายตาตามเรือนร่างระเหิดระหง

ข้อมูลเจาะใจนี้ หล่อนรู้ได้อย่างไรเล่า พิณทิพย์มิได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว น่าจะเกิดจากการเดาสุ่มตามสัญชาตญาณของนางร้ายที่ไหวระแวงจัด

ที่ตึกขาว อุมาวสีขึ้นชั้นบน พิชญ์ครึ่งนั่งครึ่งนอนชมรายการโทรทัศน์ช่องข่าว เหลือบมองภรรยาสาวแว็บนึง

“พี่แนทเรียกไปซักถามอะไรรึ”

หากเปิดเผยความจริง ก็เท่ากับสงครามเย็น สร้างความบาดหมางระหว่างพี่น้อง

“หลายเรื่องหลายรส สัพเพเหระค่ะ สักครู่คุณยายตามหลังไปด้วย”

“อย่าห่วง ไม่พี่แนนก็พี่แนทจะไปส่งที่ตึกเล็ก”

เด็กสาวชมภาคข่าวเคียงคู่ชายหนุ่ม ชั่วประเดี๋ยวก็นึกบางอย่างออก เขาปรารภขึ้น

“เหตุการณ์ที่บางแสน ทำให้พี่รู้ว่าน้องอุรู้จักคุณกุล”

“อ๋อ เธอมาทานข้าวที่สวนอาหาร คุยกับอุแสดงความเป็นกันเอง แถมยังชวนว่า ว่างๆ จะรับไปเที่ยว แต่อุปฏิเสธค่ะ”

พิชญ์สะดุดความรู้สึกวูบ กุลณัฐไม่น่าจะเจ๊าะแจ๊ะกับเรื่องครอบครัวเขา หวังดีบริสุทธิ์หรือว่ามีสิ่งอื่นแฝงลึก



Don`t copy text!