วาสนาชะตาใจ บทที่ 17 : นี่เป็นสิ่งที่เมียช่างตีเหล็กควรทำ

วาสนาชะตาใจ บทที่ 17 : นี่เป็นสิ่งที่เมียช่างตีเหล็กควรทำ

โดย : ชื่อถง

วาสนาชะตาใจ นวนิยายรักจีนโบราณจากปลายปากกา ชื่อถง เมื่อแม่ทัพชั่วร้ายทั่วป๋าจินคือ คางคกเผือก ที่โม่เฉียนจงชัง แต่แล้ววาสนาก็พาให้นางต้องก้าวเดินสู่อุ้งมือของคางคกตัวร้าย นางจะรับมือกับศึกภายนอกและความรู้สึกในใจตนได้อย่างไร มาเอาใจกันได้ที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนวนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

– 17 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ก่อนออกเดินทางอีกครั้งโม่เฉียนแปลงโฉมนางกับทั่วป๋าจินให้กลายเป็นชาวบ้านหน้าตาหยาบกร้านดำคล้ำ อีกทั้งเสบียงและสัมภาระที่ต้องเก็บกวาดจากถ้ำจนหมดจดกลายเป็นห่อผ้าขนาดใหญ่ เลยทำให้ทั้งคู่เหมือนสามีภรรยาที่กำลังเดินทางมากขึ้น

เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตทั่วป๋าจินตัดสินใจออกเดินทางตอนกลางวัน เส้นทางเดินก็อาศัยเส้นทางที่ทหารของผิงซีอ๋องกรุยทางไว้ให้ทำให้เดินทางได้สะดวก แถมยังไม่ทิ้งรอยเท้าไว้ให้เป็นที่สงสัยอีกด้วย ข้อเดียวที่ทั้งคู่ต้องระวังคือถ้ามีทหารย้อนกลับมาตรวจเส้นทาง ทั้งคู่ต้องรีบหลบให้ทัน

แต่โชคเหมือนเข้าข้าง ทหารที่ผิงซีอ๋องส่งมานั้นในใจเจ็ดแปดส่วนเชื่อว่าทั่วป๋าจินไม่มีทางรอดจากพิษแน่นอน ถึงรอดก็คงหนีพายุหิมะที่โหมกระหน่ำเมื่อคืนก่อนไม่ได้ ดังนั้นการค้นหาจึงมุ่งไปทางค้นหาศพที่ถูกหิมะถมทับมากกว่าหาคนที่ยังมีลมหายใจ แถมนายกองที่ควบคุมการค้นหายังมั่นใจว่าถ้าทั่วป๋าจินดวงดีหนีรอดไปได้ก็คงล่วงหน้าไปพอสมควรแล้ว ดังนั้นเขาจึงนำทหารมุ่งไปข้างหน้าโดยไม่คิดจะหันกลับหลังมามอง หรือยามส่งคนย้อนกลับมาก็ไม่ได้คิดระวังอะไร ทำเสียงดังอึกทึกจนมีเสียงดังมาก่อนตัวราวกับเป็นสัญญาณเตือน

ชาวบ้านสองสามีภรรยาที่ตามหลังมาเลยเดินตามทางรอยเท้าม้าอย่างสบาย กลางวันเดินเท้ากลางคืนหลบหาที่พัก

ทั่วป๋าจินสมกับฉายาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์จริงๆ บทเรียนจากอู่เฉิงทำให้เขาวางแผนสำรองตลอด ดังนั้นตลอดเส้นทางไปชิ่งหยางทั้งคู่จึงไม่ต้องถึงกับนอนกลางแจ้ง ทั่วป๋าจินสามารถหาที่พักที่ถึงจะไม่ดีเท่าถ้ำในครั้งแรก แต่ก็พออาศัยค้างคืนได้ ไม่ว่าจะเป็นวัดร้าง เพิงข้างทาง อาหารการกินทั่วป๋าจินกับโม่เฉียนช่วยกันล่าสัตว์เล็กที่มีขนหนาปุกปุยได้ประปราย ถ้าไม่ได้ก็ต้มโจ๊กกินพอให้มีแรงเดินทาง

ทุกคืนก่อนนอน โม่เฉียนจะกำหนดพื้นที่ของทั้งคู่อย่างชัดเจน แต่ตื่นเช้านางก็เบียดซุกอยู่กับ ‘กำแพงอุ่น’ ร่ำไป หญิงสาวได้แต่โกรธตัวเองหากทำอะไรไม่ได้สุดท้ายก็เริ่มชินจนคร้านจะแสดงอาการตะบึงตะบอนยามเช้า

เดินทางตามหลังกองกำลังทหารอยู่เกือบสัปดาห์ ทหารของผิงซีอ๋องถึงตัดสินใจกลับอิ่นโจว ทั่วป๋าจินดึงโม่เฉียนหมอบลงหลังเนินดินเตี้ยๆ ขณะเฝ้ามองนายทหารกว่าห้าสิบนายควบม้าจนหิมะฟุ้งกระจายจากไป

“ตอนนี้ก็เหลือแต่พวกที่ดักรอเราที่ชิ่งหยางแล้ว” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยอย่างลำพองใจ

ทั้งสองคนเดินทางต่อแต่เส้นทางเบี่ยงลงไปทางใต้เรื่อยๆ จากภูเขาหิมะทุ่งน้ำแข็ง สุดท้ายก็เริ่มมีหมู่บ้าน มีเมืองขนาดเล็กหลายเมืองตามเส้นทางสู่ชิ่งหยาง ยามที่ผ่านด่านเข้าเมืองแรกโม่เฉียนถึงได้รู้ว่าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์นั้นเตรียมพร้อมมาแม้กระทั่งหนังสือแสดงตัวปลอมของเขาและนาง ทั้งคู่กลายเป็นคู่สามีภรรยาช่างตีเหล็กที่กำลังจะเดินทางไปฉลองปีใหม่กับญาติที่อยู่เมืองหลวง

“ท่านเตรียมพร้อมทุกอย่างเลยนะทั่วป๋าจิน” โม่เฉียนเอ่ยเสียงสั่นด้วยความไม่พอใจเมื่อทั้งคู่ผ่านเข้าเมืองและเข้าพักในโรงเตี๊ยมเล็กๆ แม้จะมีเงินติดตัวมาค่อนข้างมากแต่ทั่วป๋าจินเปิดห้องพักเล็กสุดห้องเดียวตามฐานะช่างเหล็ก “เอกสารของข้าท่านก็มี นี่ท่านไม่เคยคิดส่งข้ากลับอู่เฉิงตามที่บอกเลยใช่หรือไม่”

“เฉียนเฉียนเจ้าใจเย็นก่อน” เขายิ้มปะเหลาะเอาใจ แม้ยามนี้ใบหน้าที่เคยงดงามจะแปลงโฉมจนดำคล้ำและมีรอยหลุมบ่อข้างแก้ม แต่ฟันของเขายังเรียบสวยเกินกว่าจะปิดบังได้ “ข้าเห็นว่าเมืองหลวงเป่ยเว่ยช่วงฤดูหนาวงดงามนัก เลยอยากจะพาเจ้าไปเที่ยวชมดูสักหน่อย อู่เฉิงไม่มีอะไรดูเจ้าจะรีบกลับไปทำไม”

“ถามข้าหรือยังว่าต้องการไปเที่ยวชมดูกับท่านหรือไม่”

“ได้ ได้ ข้าผิดเองที่พาเจ้ามาโดยมิบอกมิกล่าว แต่เมืองหลวงเป่ยเว่ยนอกจากมีสถานที่งดงามยังมีอาหารอร่อยมากมาย”

โม่เฉียนถลึงตาใส่เขา บ่นว่า

“ท่านเห็นข้าเป็นคนเห็นแก่กินงั้นหรือ”

“ไม่ ไม่ใช่ผิดที่เจ้า เป็นข้าเองที่อยากเสนอสิ่งดีงามที่สุดที่ข้าเคยพบเจอในจิงตูให้เจ้าได้ชม อย่าโกรธข้าเลยนะเฉียนเฉียน”

หญิงสาวตวัดค้อนใส่เขา แต่ท่าทีดุดันนั้นลดลงมากและถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นมุมปากของนางยกสูงขึ้นเล็กน้อย กระนั้นนางยังส่งผ้าห่มกับหมอนให้เขาชี้ไปทางมุมห้อง

“คืนนี้ท่านนอนมุมห้องนั่น”

“เฉียนเฉียน คิดให้ดีๆ นะ เจ้าไล่ให้ข้านอนพื้นแล้วคืนนี้เจ้าจะนอนกอดใครต่างเตาอุ่น ถ้าเจ้า

นอนไม่หลับเดินทางไม่ไหวจะทำอย่างไร ข้าห่วงเจ้านะเฉียนเฉียน”

นางขว้างหมอนอีกใบใส่เขาเต็มแรง

 

เมืองเล็กที่ทั้งคู่แวะพักนั้นแม้จะมีอากาศหนาวเย็นไม่ต่างจากอิ่นโจว แต่เนื่องจากอยู่ใกล้ไปทางทะเลมากกว่ากลางแผ่นดิน อากาศจึงมีความชื้นไม่แห้งแล้งเท่า ผลผลิตทางการเกษตรเก็บเกี่ยวได้มากกว่า มีพ่อค้าสัญจรผ่านไปมาโดยเฉพาะขึ้นมาจากชิ่งหยางจำนวนมาก เมืองนี้จึงไม่ประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหาร

โม่เฉียนที่กินอยู่อย่างตระหนี่แทบกินอาหารไม่ถึงครึ่งท้องมากว่าสิบวันถึงกับนั่งจ้องอาหารเต็มโต๊ะที่มีจานเนื้อพอๆ กับจานผักอย่างตื้นตันใจ ตอนแรกเมื่อลงมือกินนางขยับตะเกียบอย่างรวดเร็ว แต่ครู่เดียวก็กินช้าลง นางคิดถึงภาพชาวอิ่นโจวที่ผอมแห้งจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เด็กน้อยที่เห็นหมั่นโถวลูกหนึ่งแล้วตาเป็นประกายราวได้ถือทองคำอยู่ในมือ แล้วยังสาวใช้ทั้งสี่ที่ทั่วป๋าจินมอบให้ดูแลนาง สาวๆ เหล่านั้นแม้ผักดองชิ้นเดียวพวกนางก็เห็นว่ามีค่ายิ่ง

“กินเถอะเฉียนเฉียน” ทั่วป๋าจินเอ่ยราวกับนั่งอยู่ในใจของนาง “ถ้างานที่บากบั่นทำมาสำเร็จ ทั้งอิ่นโจวและหลานโจวจะไม่อดอยากหิวโหยอีกต่อไป ข้าสัญญา”

กินอาหารอิ่มแล้วทั้งคู่ไม่มีความคิดจะพักเที่ยวชมเมืองแต่อย่างไร ทั่วป๋าจินไปตลาดเขาซื้อลาที่ดูแข็งแรงมาสองตัว เกวียนเก่าๆ เล่มหนึ่ง เขาซื้อเสบียงอาหาร แพรพรรณสองสามพับ กระทะโลหะและข้าวของอื่นๆ ใส่เกวียนจนเกือบเต็ม จากนั้นให้โม่เฉียนบังคับเกวียนส่วนตัวเขาขี่ลาอยู่ข้างๆ อย่างสบายใจ

โม่เฉียนหน้างอถามว่า

“ทำไมท่านขี่ลาสบาย ส่วนข้ากลับต้องบังคับลาโง่ตัวนี้ลากเกวียนด้วย”

ลาโง่เหลียวมามองนางเหมือนไม่ชอบใจ พ่นลมหายใจฟืดใส่ ส่วนทั่วป๋าจินตอบหน้าตาเฉยว่า

“นี่เป็นสิ่งที่เมียช่างตีเหล็กควรทำ”

หญิงสาวพ่นลมออกจากจมูกเลียนแบบลา ทำเอาต้นแบบกระดิกหูสะบัดหางอย่างไม่พอใจ แต่โม่เฉียนต้องยอมรับว่ายามนี้นางเหมือนภรรยาช่างตีเหล็กจริงๆ ทั้งผ่ายผอมผิวดำคล้ำ แถมทั่วป๋าจินผู้นั้นยังเขียนคิ้วให้นางหนาเตอะ นี่ถ้าให้พี่ใหญ่มายืนตรงหน้า เขาอาจจะจำนางไม่ได้ด้วยซ้ำไป คิดแล้วนางร้องเสียงดังบังคับให้เจ้าลาโง่ออกเดินทาง

เมื่อมีลาการเดินทางจึงรวดเร็วและสะดวกสบายขึ้น การหาที่พักระหว่างเดินทางก็ง่ายเพราะชิ่งหยางเป็นเมืองใหญ่ ตลอดเส้นทางจึงมีหมู่บ้านอยู่ประปราย ทั้งคู่จึงสามารถขอแวะเข้าไปพักกับหัวหน้าหมู่บ้านได้โดยมอบเงินหรือของตอบแทนเล็กน้อย

การเข้าพักตามหมู่บ้านแบบนี้ทำให้โม่เฉียนรู้จักทั่วป๋าจินในอีกแง่มุมหนึ่งมากขึ้น ได้รู้ว่าแม่ทัพใหญ่แห่งหลานโจวนั้นสามารถเข้ากับพวกชาวบ้านได้ดีมาก ทุกวันเขาจะเลือกหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่สักหน่อย หยุดพักการเดินทางให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะได้ร่วมกินอาหารเย็นกับเจ้าของบ้าน ตกดึกระหว่างที่พวกผู้หญิงเก็บล้างทำความสะอาดถ้วยชาม ‘เผยอวี้’ ช่างตีเหล็กก็จะนั่งล้อมรอบกองไฟกับหัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านสองสามราย ดื่มสุรารสแรงสนทนาเรื่องราวต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวซุบซิบที่ลือมาจากชิ่งหยางหรือเมืองหลวง

แรกๆ บรรดาหัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านมักจะไม่ค่อยวางใจคนเดินทางแปลกหน้าเท่าไรนัก แต่พอสุราเข้าปากได้กับแกล้มรสดีที่เมียน้องเผยนำเนื้อแห้งจากเสบียงในเกวียนมาปรุงให้อย่างไม่เสียดายจนเจ้าของบ้านรู้สึกเกรงใจ ความสัมพันธ์ก็เริ่มแน่นแฟ้นขึ้น เริ่มมีการลดเสียงกระซิบถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ควรจะกลืนลงท้องไม่เอ่ยวาจามากมาย ตามด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาตบไหล่ตบหลังอย่างถูกคอเป็นที่ยิ่ง

พวกผู้ชายแยกย้ายกันเข้านอนยามจื่อ ทั่วป๋าจินเดินโซเซกลับไปพักห้องหรือโรงนาตามแต่ว่าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านจะกว้างขวางแค่ไหน โม่เฉียนเตรียมน้ำอุ่นให้เขาล้างหน้าบ้วนปาก หลังจากซับหน้าอย่างระวังเพื่อไม่ให้แป้งซูอินที่ลงไว้หลุดหายไปหมด ท่าทางคนเมาก็เลือนหายไปเกือบครึ่ง และก่อนนอนชายหนุ่มมักถ่ายทอดข่าวที่ได้ยินมาให้หญิงสาวรับรู้ด้วย

ข่าวอย่างเช่น ลือกันว่าแม่ทัพใหญ่แห่งหลานโจวร่วมมือกับสายลับชาวฉีลอบทำร้ายผิงซีอ๋องเพราะหมายปองเหมืองไข่มุกราตรี แต่ตัวเองกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หนีหายไปในพายุหิมะ จนป่านนี้ยังไม่พบร่องรอย ลือกันว่าทหารกองกำลังชายแดนที่หลานโจวไม่ยอมเชื่อข่าวนี้และต่อต้านไม่ยอมรับคนที่ผิงซีอ๋องส่งไปดูแลหลานโจวชั่วคราว

ผิงซีอ๋องมีน้ำใจไม่ถือสา เขาเพียงยื่นฎีกาเรื่องทั่วป๋าจินแก่องค์เหนือหัว และขอให้ฮ่องเต้แต่งตั้งแม่ทัพคนใหม่มาดูแลหลานโจว

ฟังถึงตรงนี้สายลับชาวฉีทั้งโกรธและแปลกใจ นางเอ่ยความคิดตรงๆ ว่า

“ข้านึกว่าพอเราหนีออกมาผิงซีอ๋องจะนำกำลังทหารเข้ายึดหลานโจวเสียอีก” หลายคืนทีเดียวที่นางนอนกระสับกระส่ายเพราะเป็นห่วงบรรดาสาวใช้ทั้งสี่ รวมถึงนางมารเฒ่าลู่ ยายแก่หัวแข็งผู้นั้นคงยอมตายดีกว่ายอมสยบให้ผิงซีอ๋องผู้ร่วมมือกับทั่วป๋าเหวิน ‘ล่อลวง’ หลานชายสุดที่รักของนาง

“ตอนแรกข้าก็นึกเกรงเช่นนั้น กลัวว่าหลานโจวคงหลีกหนีการนองเลือดไม่พ้น แต่พอเห็นความผิดผิงซีอ๋องที่เว่ยหลีรวบรวมไว้ข้าก็ไม่ห่วง เขาไม่กล้าทำอะไรเสี่ยงแบบนั้นแน่”

“ทำไม…”

“ผิงซีอ๋องซ่องสุมกำลังทหาร ที่เขาเร่งขุดไข่มุกราตรีก็เพราะต้องการเงินไปเลี้ยงดูกองทัพลับๆ  ของเขา ผิงซีอ๋องเหมือนวัวสันหลังหวะจนเกรงว่าถ้าสั่งบุกหลานโจวตอนนี้จะเป็นการเปิดเผยว่าเขามีกองทัพส่วนตัวในมือที่ต่อกรกับกองทัพของราชสำนักได้ เขาจึงต้องอาศัยข่าวลือและอู่กงกงให้เพ็ดทูลเรื่องข้ากับองค์เหนือหัว กล่าวหาว่าข้าหลงกลแผนสาวงามต่างแคว้น วางแผนคิดสังหารผิงซีอ๋องและบรรดาเจ้าเมืองชายแดน ขอให้ฝ่าบาทลงโทษสถานหนักปลดข้าจากตำแหน่งและแต่งตั้งแม่ทัพคนใหม่ไปดูแลกองทัพที่หลานโจวแทน”

สาวงามต่างแคว้นเอย สายลับชาวฉีเอย ตำแหน่งเหล่านี้โม่เฉียนไม่กล้ารับไว้ นางสบถด่าทอผิงซีอ๋องสองสามคำอย่างดุเดือดก่อนถามอย่างมีความหวังว่า

“ฮ่องเต้ของท่านคงไม่หูเบาหลงคำลวงของผิงซีอ๋องหรอกนะ”

ทั่วป๋าจินยิ้มได้เช่นเคย แม้ใบหน้ายังมีแป้งพอกจนผิวแลดูหยาบกร้านไม่ชวนมอง แต่พออยู่ร่วมกันนานวันเข้าหน้านี้ก็กลายเป็นคุ้นตา หนำซ้ำใบหน้าไม่งามกลับมิอาจบั่นทอนเสน่ห์ของชายหนุ่มลงได้ ยามเขายิ้มถ้ามองแล้วไม่อารมณ์ดีขึ้นก็จะโมโหโกรธาไปเลย

“เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่าฟ้องก่อนย่อมได้เปรียบ อีกอย่างอู่กงกงอยู่ข้างกายฝ่าบาท น้ำหนักวาจาของเขาคงมีไม่น้อย”

โม่เฉียนฟังแล้วอดโมโหไม่ได้ ฟ้องก่อนแล้วอย่างไร ทำผิดก็ควรว่าไปตามผิดไม่ใช่หรือ

แม่ทัพใหญ่แห่งหลานโจวที่จะถูกปลดเมื่อไหร่ไม่อาจรู้ตบหลังมือหญิงสาวเบาๆ เอ่ยอย่างปลอบโยนว่า

“เฉียนเฉียนน้อย เจ้าไม่ต้องห่วงเกินไป ฟ้องได้ก็ฟ้องไป รอเมื่อข้าพาเจ้าไปถวายหลักฐานต่อหน้าพระพักตร์ ฝ่าบาทต้องเชื่อแน่ว่าเรื่องที่ข้าหลงกลแผนสาวงามเป็นเรื่องปั้นแต่งเพื่อหลอกลวงเบื้องสูงแน่นอน”

โม่เฉียนพยักหน้า แต่รู้สึกคล้ายมีอะไรสะกิดใจแปลกๆ  นึกไม่ออกกระทั่งทั่วป๋าจินมองหน้า ‘ไม่งาม’ ของนางแล้วยิ้มโง่งม หญิงสาวถึงได้เข้าใจร้องว่า

“ทั่วป๋าจิน ท่านหาว่าข้าไม่สวยพอจะใช้แผนสาวงามใช่หรือไม่ เมื่อฮ่องเต้ท่านเห็นข้าก็เลยรู้ว่าผิงซีอ๋องโกหกใช่ไหม ท่าน…ท่าน…”

“ไม่นะเมียจ๋า ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น เจ้างาม งามมากจริงๆ” ทั่วป๋าจินร้องป้องกันตัวเองเสียงหลง

ในห้องนอนใหญ่หัวหน้าหมู่บ้านกับภรรยาฟังเสียงตึงตังจากห้องที่จัดให้แขกพักแล้วถอนใจยาว บ่นอย่างอิจฉาว่า

“ผัวหนุ่มเมียสาวนี่เรี่ยวแรงดีกันจริงๆ เชียว”

วันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่สว่างผัวเมียช่างตีเหล็กก็เอ่ยอำลาก่อนออกเดินทางต่อ วันนี้เมียขี่ลากุบกับตัวผัวต้องนั่งหน้าตูมบังคับลาเทียมเกวียนแทน

ก่อนถึงเมืองชิ่งหยางจะมีหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนริมแม่น้ำสายเล็กที่จะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำใหญ่ที่ชิ่งหยาง ในตอนแรกทั่วป๋าจินตั้งใจจะเดินทางผ่านหมู่บ้านไปโดยเร็วเพื่อจะเข้าชิ่งหยางก่อนประตูเมืองจะปิด แต่ช่วงที่เดินทางไปตามเส้นทางเล็กๆ ริมบึงขนาดเล็ก ทั้งคู่ได้ยินเสียงเอะอะตกอกตกใจของเด็กกลุ่มหนึ่ง เด็กสองสามคนที่สวมเสื้อหนาจนตัวพองกลมไปหมดวิ่งพลางร้องตะโกนไปทางหมู่บ้าน ส่วนอีกสองสามคนพอเห็นผู้ใหญ่สองคนขี่ลากับบังคับเกวียนเทียมลามาก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา

“ไป๋ไป๋กับเสี่ยวม่อตกน้ำ ช่วยด้วย ท่านน้าช่วยไป๋ไป๋กับเสี่ยวม่อด้วย”

โม่เฉียนยังไม่ทันฟังเด็กๆ ที่แข่งกันตะเบ็งเสียงจบประโยคดีทั่วป๋าจินก็ทิ้งสายบังเหียนกระโดดลงจากเกวียนวิ่งไปทางริมน้ำที่เมื่อครู่เด็กๆ ยืนมุงกันอยู่

แม่น้ำสายนี้ไม่กว้างมากแต่ลึกไม่น้อย ปกติผิวน้ำจะสงบแต่ด้านล่างมีกระแสน้ำไหลตลอด ในฤดูหนาวแม่น้ำจะแข็งตัวเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาจนสามารถเดินข้ามไปอีกฟากฝั่งได้ แต่ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวังเพราะความหนาของแผ่นน้ำแข็งนั้นไม่เท่ากัน

วันนี้เด็กในหมู่บ้านรวมตัวเล่นกันอยู่ตามปกติ แต่จู่ๆ ก็มีรายหนึ่งชวนให้ไปเล่นไถลตัวบน

น้ำแข็งแม่น้ำ พวกเด็กๆ นึกสนุกก็ตามกันไปหมด ตอนแรกๆ ก็เล่นกันอยู่ริมน้ำที่น้ำแข็งจับตัวหนา แต่จู่ๆ เด็กหญิงชายคู่หนึ่งที่เป็นลูกพี่ลูกน้องเกี่ยวแขนกันไถลตัวห่างออกไป จังหวะพัวพันกันพุ่งไปยังพื้นที่ยังไม่แข็งตัวหนาพอ แผ่นน้ำแข็งจึงแตกออกทั้งคู่ร่วงลงในน้ำที่เย็นจัดทันที ทั้งคู่อายุหกและเจ็ดขวบแล้ว ไม่ได้เป็นเด็กน้อยจนทำอะไรไม่ถูก พอตั้งสติได้ก็พยายามปีนขึ้นมาแต่โชคร้ายเสื้อที่สวมกันความหนาวนั้นหนาเตอะอุ้มน้ำจนถ่วงให้เด็กทั้งสองปีนขึ้นมาไม่ได้ พอเด็กคนอื่นพยายามจะเข้าไปช่วยน้ำแข็งยิ่งแตกมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กโตหน่อยที่พอรู้ความหากิ่งไม้ใหญ่ยื่นให้เด็กน้อยทั้งสองเกาะไว้ ส่วนเด็กเล็กวิ่งร้องโวยวายไปตามผู้ใหญ่มาช่วย

ตอนที่ทั่วป๋าจินไปถึงตัวเด็กทั้งสองนั้น ทั้งคู่ทนความหนาวเย็นไม่ไหว เหนื่อยจนเกาะแผ่นน้ำแข็งไม่อยู่กำลังจมลงไปในน้ำที่เย็นจัดอย่างน่าเวทนา แม่ทัพหนุ่มไม่รอช้ากระโดดลงไปดึงตัวเด็กขึ้นมาทีละคนแล้วผลักเต็มแรงให้ขึ้นไปบนแผ่นน้ำแข็งที่แข็งตัวพอรับน้ำหนักเด็กได้

เด็กทั้งคู่หนาวจนตัวแข็งทื่อ เรี่ยวแรงจะร้องไห้ยังไม่มี โม่เฉียนที่วิ่งตามมาและลงไปเดินบนแผ่นน้ำแข็งอย่างระมัดระวังรีบดึงตัวเด็กทั้งสองลากขึ้นฝั่ง ก่อนไปนำผ้าห่มที่อยู่บนเกวียนมาห่มเด็กน้อยทั้งสองไว้ ถึงตอนนี้ทั้งคู่ยังตกใจอยู่แต่เริ่มกลัวด้วยเพราะพ่อกับแม่เตือนแล้วว่าอย่าเล่นบนแผ่นน้ำแข็ง น้ำตาเม็ดโตจึงไหลอาบหน้าเด็กทั้งคู่

ระหว่างนั้นพ่อแม่ของเด็กหญิงชายที่ตกน้ำวิ่งหน้าตาตื่นมาหา ปากตะโกนเรียกชื่อลูกเหมือนใจจะขาด แต่พอเห็นว่าเด็กทั้งคู่ได้รับการช่วยเหลือแล้วก็แทบจะร่ำไห้ออกมาด้วยความยินดี ด้านหนึ่งกอดเด็กน้อยไว้อีกด้านก้มศีรษะขอบคุณโม่เฉียนอย่างซาบซึ้งใจ

หญิงสาวยิ้มกว้างออกตัวว่า

“พวกท่านไม่ต้องขอบคุณข้า ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย เขา…เอ่อ…สามีข้าต่างหากที่เป็นคนช่วยเด็กๆ  ขึ้นมาจากน้ำ”

โม่เฉียนเหลียวมองรอบตัว แปลกใจที่ไม่เห็นแม่ทัพหนุ่ม นางจึงหันกลับไปมองที่แม่น้ำ หัวใจนางแทบร่วงหล่นพื้นยามเห็นทั่วป๋าจินนอนนิ่งอยู่บนน้ำแข็งเหมือนกับพอขึ้นจากน้ำที่เย็นจัดได้เขาก็ทรุดหมดสติไปในทันที

 

Don`t copy text!