วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๑ : ‘คนดี’ กับ ‘คนเสียจริต’

วิมานใยบัว ภาคต้น “วาดวิมาน” ๑๑ : ‘คนดี’ กับ ‘คนเสียจริต’

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

ในห้องนั้นมีเตียงนอนและม้านั่งตั้งอยู่ แต่ส่องหล้าอยู่ในห้องน้ำ นั่งเอนอิงพิงผนังอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ตาหรี่ปรือ ปากสั่น เนื้อตัวเต้นระริก แก้วเหล้ากลิ้งอยู่ใกล้ ๆ นางคงดื่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตัวเองเมื่อตัดสินใจกระทำการลงไปในครั้งนี้ บัวเกี๋ยงแทรกตัวลอดหน้าเข้าไปดูก็แทบอ้าปากค้าง รอบตัวหญิงผู้นั้นเต็มไปด้วยเลือดแดงฉานที่ยังไหลดุจสายน้ำ ลวดเส้นยาวที่ทำเป็นตะขอเกี่ยวยังคาอยู่ที่ช่องคลอด ราวเจ้าตัวหมดความกล้าเมื่อจะดึงออกมาให้พ้น

ส่องหล้าหันมามองคนที่กลุ้มรุมอยู่หน้าประตูห้องน้ำ ริมฝีปากซีดร้องแผ่วระโหย

“แม่…ช่วยฉันด้วย”

“นังสร อยู่กับข้า ที่เหลือออกไปให้หมด ใครเกะกะขวางทางกูจะตบให้ฟันร่วงเลยเชียว เปลว ตามไปคุมนังพวกนี้อย่าให้ปากสว่างไป ถ้าแขกมาก็พาห้องปีกโน้นก่อน”

“จ้ะแม่” นางเปลวรับคำแล้วก็ส่งสายตาบอก สาว ๆ ก็อิดออดแต่ก็ตามลงไปเพราะกลัว ‘แม่’ มากกว่า

ยกเว้นบัวเกี๋ยง

“เลือดออกมาก ต้องห้ามเลือดก่อนค่ะ”

“อ้าว! ยังอยู่อีกเรอะนังคนนี้” นางเตียงสะบัดเสียงถาม “ไปไป๊ ไม่ใช่เรื่องของตัว”

“แต่พี่คนนี้เธอเจ็บหนักมากนะคะ เราต้องช่วยกันห้ามเลือดก่อน”

“ฉันจัดการเองได้ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น” นางเตียงตวาด แต่บัวเกี๋ยงไม่ยอมแพ้ ปรี่เข้าไปดูอาการส่องหล้าจนได้

“อย่าเพิ่งขยับตัวไปไหนค่ะ ตรงที่คาอยู่นั่น เราต้องเอาออกก่อน”

บัวเกี๋ยงเป็นลูกมือคุณหมอลินมาพักหนึ่งแล้ว แม้จะชินกับการรักษาทั่วไปเช่นการฉีดยา มากกว่านั้นก็คือทำคลอด ที่คุณหมอลินเธอทำอย่างสมัยใหม่ ไม่มีเลือดออกมากน่าหวาดเสียว แต่เมื่อเห็นสภาพคนตรงหน้า ก็หน้ามืดจะเป็นลมขึ้นมาเหมือนกัน นางเตียงช่วยเหลือลูกสาวอยู่เผลอแตะมือบัวเกี๋ยงก็สัมผัสได้ถึงความเย็น

“กลัวเรอะนังหนู ถ้าเท่านี้ยังทนดูไม่ได้ ก็อย่าริเป็นหมอเลย” นางเตียงปรามาส

“ไม่กลัวจ้ะ ฉันแค่ตั้งสติเท่านั้นเอง”

นางเตียงไม่ไล่บัวเกี๋ยงออกไปอีก ไม่ได้หวังว่าเด็กสาวจะช่วยเหลืออะไรได้ ในทางกลับกัน นางเตียงผู้มีประสบการณ์มากกว่าในการแก้ปัญหาลักษณะนี้ก็ทำให้ดู ว่านาง ‘จัดการ’ อย่างไร เวลาผ่านไปไม่นานนัก แต่เหมือนชั่วกัปกัลป์ รู้ตัวอีกทีบัวเกี๋ยงก็ปาดเหงื่อที่ซึมขึ้นมาบนหน้าผาก หมดแรงราวกับว่าผ่านสมรภูมิรบอันหนักหน่วง

นางเตียงกำลังจะลงไปข้างล่าง ลูกสาวคนหนึ่งก็วิ่งขึ้นมาหาอย่างขลาด ๆ เพราะคุณแม่สั่งห้ามไม่ให้ใครขึ้นมาจุ้นจ้านข้างบน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ

ความสำคัญที่ว่าคือลูกค้าเจ้าประจำและกระเป๋าหนัก

“คุณแม่เจ้าขา พ่อเลี้ยงมาค่ะ จะขึ้นห้องกับส่องหล้าให้ได้ พี่เปลวบอกอย่างไรก็ไม่ฟัง”

นางเตียงถอนใจ ด้วยว่าพ่อเลี้ยงเมืองเหนือผู้นี้เป็นแขกประจำ ติดนางส่องหล้า บางครั้งถ้ามาธุระที่พระนครนาน ๆ ก็จ่ายเหมาไม่ให้ส่องหล้าขึ้นห้องกับใคร ไม่เพียงเท่านั้น เงินของพ่อเลี้ยงยังเจือจานไปยังลูกสาวคนอื่น ๆ ที่เพียงแต่ยกน้ำชามาวางตั้งหรือแกะเม็ดก๋วยจี๊ป้อนให้ด้วยปาก นางเปลวคงทัดทานไว้ไม่อยู่จริง ๆ นางเตียงจึงลงไปรับหน้าด้วยตัวเอง

“พ่อเลี้ยงนี่เอง อิฉันก็ว่าใคร ทำไมปีนี้ลมเหนือพัดมาทางใต้เร็วนักเจ้าคะ”

“ฉันมาธุระด่วนน่ะ เรียบร้อยแล้วก็อยากจะพักผ่อนให้สบาย ก็มาขัดใจอารมณ์เสียอยู่นี่” หนุ่มใหญ่ผู้นั้นตอบอย่างไว้ยศ แม้จะเป็นเศรษฐีจากเมืองเหนือ มิใช่ผู้ดีในพระนคร แต่อำนาจเงินก็ส่งให้มีบารมีเป็นที่เกรงขามได้

“แหม…ขัดอกขัดใจอะไรกัน ถูกใจคนไหนก็เลือกไปสิคะ” นางเตียงหันมาส่งสายตาให้สาว ๆ ที่ผัดหน้าทาปากแต่งตัวเสร็จออกมายืนกราย “คนไหนดีล่ะ พ่อเลี้ยง”

“ฉันต้องการส่องหล้า หน้าไหนฉันก็ไม่เอา ถ้าส่องหล้าไม่มาต้อนรับฉัน ฉันก็จะไม่เหยียบที่นี่อีก เขาลือกันว่าสำนักทางแพร่งสรรพศาสตร์นั้นชั้นเลิศกว่าที่นี่ ฉันก็ยังไม่ใคร่อยากจะไปเยี่ยมดู แต่เมื่อสำนักแม่เตียงต้อนรับขับสู้แขกประจำเช่นนี้ เห็นทีฉันก็ต้องบอกศาลา”

“นังส่องหล้ามันป่วยเจ้าค่ะ หมอว่ามันเป็นฝีในท้อง”

นางเตียงโกหกแต่กลายเป็นไม้เด็ดที่ได้ผล สีหน้าของพ่อเลี้ยงเมืองเหนือฉายแววรังเกียจขึ้นมาทันทีเพราะกลัวติดฝีในท้องหรือวัณโรค

“อิฉันไม่ให้มันขึ้นกับใครอีกทั้งนั้น เดี๋ยวก็ติดกันไปทั่ว พ่อเลี้ยงเลือกคนอื่นนะเจ้าคะ”

“งั้นก็นังคนนี้ละ” พ่อเลี้ยงชี้ไปยังนางสรที่ยืนหน้าซีดอยู่ตรงนั้น หล่อนยังมิได้อาบน้ำแต่งตัวใหม่ เพราะเมื่อกลับมาถึงก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่ก็เพราะอย่างนี้เองที่ทำให้พ่อเลี้ยงเห็นว่า สรหน้าตาหมดจดสดใสไม่ต้องฉาบทาไว้ด้วยเครื่องสำอางก็ชวนมอง แม้วันนี้หล่อนจะดูหมอง ๆ ก็ยังน่าชมกว่านางอื่น ๆ ที่แวดล้อมอยู่ในขณะนี้

นางเตียงขยับจะพูด พ่อเลี้ยงก็ชิงดักคอไว้ก่อน

“อย่าอ้างว่าป่วยอีกคนนะ ฉันจะขึ้นไปคอยที่ห้องข้างบน ภายในสิบนาทีให้แม่คนนี้ตามขึ้นไป ถ้ามัวแต่ลีลาท่ามากละก็…” พ่อเลี้ยงปล่อยให้ประโยคท้ายหายไปในอากาศ ให้คนฟังคิดเอาเองว่าเขาหมายความว่าอย่างไรแล้วเดินขึ้นไปที่ชั้นสองราวกับเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนั้น

นางสรอิดออดไม่อยากรับงานในคืนนี้ แต่ก็เห็นใจนางเตียง

ส่องหล้าหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย เลือดหยุดไหลแล้ว บัวเกี๋ยงคิดว่าหล่อนควรจะกลับเสียทีก็แง้มประตูห้องออกมา ชะโงกดูชั้นล่างเห็นมีเรื่องวุ่นวายกันอยู่ก็อดทนรออยู่ในห้อง จนเสียงเอะอะเงียบลงไป ได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำหนัก ๆ ขึ้นมาแล้วก็คงหายเข้าไปในห้องหนึ่ง บัวเกี๋ยงจึงเปิดประตูห้องออกมา แล้วก็ต้องผงะเมื่อประตูห้องบานหนึ่งเปิดผาง สายตาปะทะหนุ่มใหญ่ที่ก้าวออกมาอย่างหงุดหงิด บัวเกี๋ยงเผลอร้องอุทานว่า

“อ้ายน้อยจั๋น!”

ชื่อนั้นทำให้เขาชะงัก หันมาจับตามองหล่อนนิ่ง

“เมื่อกี้…เธอเรียกชื่อฉัน เธอรู้จักฉันรึ?” พ่อเลี้ยงถาม เพราะน้อยนักที่คนในพระนครจะเรียกเขาเช่นนี้ ส่วนใหญ่จะเรียกพ่อเลี้ยง คุณจัน หรืออย่างเลวที่สุดก็คือนายจัน แต่ไม่มีใครเรียกน้อยจั๋น

“เอ้อ…ดิฉันได้ยินพี่ ๆ เรียก ตอนขึ้นมาตามคุณแม่น่ะค่ะ”

“ฉันไม่เคยพบเธอที่นี่มาก่อน แต่ก็คุ้น ๆ ว่าเคยเห็นหน้าเธอที่ไหนสักที่ เธอชื่ออะไร?”

“บัวค่ะ ดิฉันชื่อบัว” บัวเกี๋ยงไม่บอกทั้งหมด สับสนอยู่ในใจว่าควรจะรับหน้าอ้ายน้อยจั๋นอย่างไรดี กลัวก็กลัว อยากรู้เรื่องทางเชียงใหม่ก็อยากรู้ แต่ที่มั่นใจก็คือ อ้ายน้อยจั๋นจำหล่อนไม่ได้เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีธุระอันใดให้ต้องข้องเกี่ยวกัน จะเจอกันบ้างก็เฉียดไปเฉียดมา

นางเตียงให้ลูกสาวคนหนึ่งยกถาดน้ำชามารับหน้าพ่อเลี้ยงไว้ก่อน แล้วตัวเองก็ตามขึ้นมากำกับ พ่อเลี้ยงจึงบอกว่า

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ให้นางคนนี้ขึ้นห้องกับฉันแทน”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ นังคนนี้…”

“นางเตียง! ทำไมวันนี้เรื่องมากจัง ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้” พ่อเลี้ยงหัวเสียหนักขึ้น

“อย่าเพิ่งเรียกใช้มันเลยค่ะ” นางสรแทรกขึ้นมา ชั่วเวลาไม่นานหล่อนผัดหน้าพอให้มีนวล นางเปลวประกบตามขึ้นมาด้วยกัน “นังบัวมันเพิ่งมาจากบ้านนอก กลิ่นโคลนสาบควายยังเหม็นติดตัว นวดเฟ้นอะไรก็ไม่เป็น พ่อเลี้ยงจะรำคาญมันเสียเปล่า ๆ คืนนี้ให้ฉันกับพี่เปลวรับรองก่อนก็แล้วกัน ส่วนนังบัว ฉันขอฝึกฝนมันให้ดี พร้อมใช้งานแล้วก็จะเก็บไว้ให้พ่อเลี้ยงก่อนเป็นคนแรก”

แม้ไม่สบอารมณ์แต่คำรับรองนั้นก็ทำให้พอใจ นางเปลวไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ รีบรุนหลังพ่อเลี้ยงเข้าไปในห้อง ปากร้องสั่งนางสรว่า

“สร เอานังบัวไปให้พ้นตาเร็ว ๆ แล้วรีบขึ้นมานวดพ่อเลี้ยงด้วยกันเถอะ”

นางสรปราดเข้าหาตัวบัวเกี๋ยง ดึงแขนแทบเป็นฉุดลงไปข้างล่าง ลากออกไปจนถึงหน้าสำนัก

“เห็นไหมคะว่าที่นี่อันตรายอย่างไร คุณหมอรีบกลับไปแล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”

“แต่คุณน้าป่วย คืนนี้ยังต้องทำงานอีกหรือคะ?”

“เรื่องนั้นช่างฉันเถอะ พ่อเลี้ยงคนนี้อารมณ์ร้อน ถ้าคุณหมอยังอยู่ที่นี่ ฉันก็รับประกันไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

“ฉันรู้…ฉันรู้ดีว่าเขาเป็นคนอย่างไร เพราะฉันรู้จักเขา แต่เขาจำฉันไม่ได้”

ใต้เงาไม้หน้าสำนักโคมเขียว แสงตาของนางสรสว่างวาบขึ้นมานิดหนึ่ง บัวเกี๋ยงขอร้องหล่อนว่า

“คุณน้าถามเขาหน่อยได้ไหม ถึงเรื่องที่เชียงใหม่ ฉันอยากรู้ว่าคนทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”

“แล้วฉันจะเลียบเคียงถามดู แต่ตอนนี้คุณหมอรีบกลับก่อนเถิดค่ะ ถือว่าฉันขอร้อง”

บัวเกี๋ยงเดินห่างออกมาจากสำนักโคมเขียว ทิ้งให้ตรอกนั้นเป็นอีกโลกหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ ข้ามสะพานแล้วเดินต่อมาถึงสวนสราญรมย์ รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นผ่านไปแล้วจอดคอยอยู่ข้างหน้า เมื่อเดินเข้าไปใกล้ คนนั่งหลังพวงมาลัยก็ชะโงกหน้าออกมาทักทาย

“เธอจริง ๆ ด้วย ฉันก็ว่าฉันจำไม่ผิดแน่”

“วสันต์ เธอมาทำอะไรแถวนี้”

“ฉันก็มาขับรถเล่นนะสิ ว่าจะไปหาอะไรกินแถวตลาดทุเรียน เธอจะไปที่ไหนล่ะ ให้ฉันไปส่งก็ได้”

บัวเกี๋ยงขึ้นนั่งคู่กับกลางวสันต์อย่างไม่อิดออดเพราะตลอดทั้งบ่ายจนถึงค่ำวันนี้ หล่อนรู้สึกว่าได้ผ่านอะไรมากมายเหลือเกิน พอได้นั่งเบาะรถบุด้วยหนังนุ่ม แล่นไปบนถนนเรียบราวจะลอย บัวเกี๋ยงก็รู้สึกว่าเหนื่อยล้าเสียเหลือเกิน กลางวสันต์จะพูดชักชวนอย่างไร หล่อนก็อือออเห็นด้วยไปทั้งหมด นับแต่กินข้าวต้ม ขับรถชมเมือง จนกระทั่งเขาส่งหล่อนที่หอพัก

สมาชิกของนินทาสโมสรในพระนครคงมีอยู่ทุกที่ เรื่องค่ำนี้จึงลอยเข้ากระทบหูคุณหญิงต่วนในวันถัดมา ว่าลูกชายคนกลางไปทำตัวสนิทสนมกับบัวเกี๋ยง แล้วก็ขยายรายละเอียดเพิ่มไปว่า หนุ่มสาวควงแขนกันเดินออกมาจากตรอกซอกซอยย่านสะพานถ่านด้วยท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่รู้ว่าไปทำอะไรกันมา

คุณหญิงรับรู้เรื่องบุตรชายคนกลางกับนังเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนั้นอย่างหน้าชื่นตาบานดุจว่าไม่ใส่ใจ คงเป็นแค่ข่าวเล่าลือกันไปเท่านั้น ขณะที่ในใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุม อารมณ์ดั่งน้ำเดือดปุดแทบจะดันฝากาให้ระเบิดออกได้ทุกเมื่อ

เช่นเดียวกับศุภางค์ แม้จะนิ่งฟัง แต่เรื่องที่เข้าหูหล่อนไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว

 

การเรียนเตรียมแพทย์นั้นหนักอย่างที่สุพลเคยเล่าให้ฟัง เพราะต้องอ่านตำราหลายเล่ม หลายวิชา ที่จะให้พื้นฐานความรู้ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์แน่นพอ เพื่อจะเชื่อมโยงความเป็นเหตุและผลในการเรียนเรื่องความผิดปกติของร่างกายและการวินิจฉัยโรคต่อไป

สมุดเลกเชอร์ของนายหมอทรัพย์และที่สุพลให้ไว้ช่วยได้มาก ประกอบกับการช่วยงานที่คลินิกอุณากรรณก็ทำให้บัวเกี๋ยงเข้าใจเนื้อหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

เวลาที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หรือเกือบจะถอดใจกับการเรียน เพียงใครสักคนเรียกหล่อนว่า ‘คุณหมอ’ บัวเกี๋ยงก็เหมือนได้น้ำทิพย์ชโลมใจ ปลุกกำลังใจให้ฟื้นตื่นขึ้นมา

เรื่องสรรพนามแทนตัวนี้ เป็นธรรมเนียมของนักเรียนแพทย์ ที่รุ่นพี่จะเรียกรุ่นน้องว่า ‘หมอ’

บัวเกี๋ยงประหลาดใจตั้งแต่วันแรกที่เข้าชั้นเรียนเตรียมแพทย์ รุ่นพี่กล่าวต้อนรับแล้วเรียกน้อง ๆ ทุกคนว่า ‘หมอ’ ดูเอาเถิด แค่กำลังจะเรียน มีคนเรียกว่าหมอ ยังรู้สึกปลื้มปริ่มในใจขนาดนี้ ถ้าได้เป็นหมอจริง ๆ แล้วจะยิ่งภาคภูมิใจขนาดไหน

ครั้นบัวเกี๋ยงเรียกรุ่นพี่ว่า ‘หมอ’ บ้าง พี่ ๆ ก็หัวเราะ บอกว่ารุ่นน้องไม่เรียกรุ่นพี่ว่าหมอ แต่เรียกว่า ‘พี่’

ส่วนผู้สอนก็เรียก ครูหมอ หรือคุณครูหมอ

ผู้มีอาวุโสมากแล้ว ถึงจะเรียก อาจารย์

สองสามวันมานี้บัวเกี๋ยงรู้สึกว่าใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่จดจ่อกับตำราจนเพื่อนนักเรียนแพทย์ด้วยกันผิดสังเกต ครั้นถามหล่อนก็บอกว่าไม่มีอะไร ทั้งที่ในใจมีเรื่องวุ่นวายเต็มไปหมด

หนึ่งคือเรื่อง พ่อเลี้ยง หรืออ้ายน้อยจั๋น

สองคือเรื่อง ส่องหล้า ป่านนี้อาการของนางจะเป็นอย่างไรบ้าง

“หน้ายุ่งเหมือนยุงตีกัน หมอบัว” รุ่นพี่แซว ตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์ ใคร ๆ ก็เรียกแต่ชื่อ บัว ไม่เรียกเต็ม ๆ ว่าบัวเกี๋ยง

“มีข่าวดีจะบอก คิดว่าหมอบัวคงสนใจ”

“ข่าวดีอะไรคะ พี่” บัวเกี๋ยงถาม แม้จะทำท่าตื่นเต้น แต่คนแจ้งข่าวก็เห็นว่าเนือยกว่าทุกครั้ง

“ข่าวทุนไปเรียนแพทย์ที่อเมริกานะสิ กำลังจะประกาศเร็ว ๆ นี้แหละ” คนบอกยิ้มอย่างให้เห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ “พี่รู้มาก่อน เดินผ่านมาเห็นหมอพอดี ก็เลยแอบบอก”

ข่าวนั้นเป็นข่าวจริง เพราะเช้าวันถัดมา ก็มีประกาศให้ทุนนักเรียนแพทย์ไปเรียนในต่างประเทศ ทุนนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่ทูลกระหม่อมแดงสิ้นพระชนม์ นักเรียนแพทย์ทั้งหลายที่เคยได้รับพระกรุณาธิคุณจึงรวมเงินกันแล้วมอบเป็นทุนแก่นักเรียนแพทย์ สานต่อปณิธานด้านการแพทย์ของทูลกระหม่อม

บัวเกี๋ยงรีบกรอกใบสมัครอย่างไม่รอช้า ใจก็นึกฝันไปว่าถ้าหล่อนได้ทุนนี้ ก็จะได้ไปเรียนในต่างประเทศ จะลำบากแค่ไหนหล่อนไม่ย่อท้อ ขอให้สำเร็จเป็นหมอ กลับมารักษาผู้ป่วยที่บ้านเกิดเมืองนอนก็แล้วกัน

ความคิดพลันสะดุดเมื่อนึกมาถึงตรงนี้

ถ้าได้ทุน หมายความว่าหล่อนเหลือเวลาอยู่ที่นี่อีกไม่นาน เรื่องที่ค้างคาใจอยู่ต้องรีบสะสางให้หมดสิ้น วันถัดมา บัวเกี๋ยงจึงแต่งตัวออกจากบ้านแต่เช้า มุ่งหน้าตรงไปยังสำนักนางเตียงที่สะพานถ่าน

เสียงเอะอะกรีดร้องดังนำมาก่อน หลายเสียงร้องแข่งกันสับสน

บัวเกี๋ยงวิ่งเข้าไปก็เห็นว่าพี่สาวหลายคนกำลังฉุดรั้งส่องหล้าที่กำลังคลั่ง ไม่น่าเชื่อว่าคนสามคนจะสู้แรงหญิงตัวเล็กบอบบางคนเดียวไม่ได้ ส่องหล้าสะบัดหน้ามาเห็นบัวเกี๋ยง สำนึกของนางคงจำดวงหน้านี้ได้ว่าเป็นผู้ที่ช่วยเหลือตนไว้ จึงสะบัดหลุดแล้วโผเข้าไปหา

นางสรตกใจ กลัวว่าส่องหล้าจะปราดเข้าไปทำร้ายคุณหมอ

แต่ผิดคาด ส่องหล้ากอดร่างบัวเกี๋ยงไว้ สักพักนางก็ค่อยสงบลง ซบหน้าลงกับอก เบียดซุกไซ้ราวกับจะซ่อนให้พ้นภัย เห็นส่องหล้าสงบลงได้ก็ค่อยโล่งใจ เข้ามาแกะมือที่กอดบัวเกี๋ยงไว้ แต่นางไม่ยอมปล่อย ยิ่งแกะ ยิ่งรัดแน่นเข้าไม่ยอมให้หลุด

นางเตียงระบายลมหายใจออกมาอย่างเวทนา

“ถ้าหนูไม่ต้องไปทำอะไรที่ไหน ก็ไปด้วยกันหน่อยเถอะ”

“ไปไหนคะ” บัวเกี๋ยงถาม

“บ้านเจ้าสัวเกงซัว”

คำตอบของนางเตียงไม่ช่วยให้บัวเกี๋ยงเข้าใจอะไรเลย

 

เรือรับจ้างสองลำพายตามกันมุ่งหน้าสู่ปากคลองสาน ลำแรกมีนางเตียงและส่องหล้าที่กอดเอวซุกหน้ากับอกบัวเกี๋ยงไว้ไม่ยอมปล่อย นางสรและนางเปลวนั่งมาในอีกลำหนึ่ง ใกล้ถึงบ้านเจ้าสัวเกงซัว (1)  หรือพระยาภักดีภัทรากร ก็เห็นหลังคาเก๋งจีนหลายหลังมาแต่ไกล เด็กหลายคนลอยคอเล่นน้ำอยู่แถวท่า คนหนึ่งที่เป็นหัวโจกยืนอยู่บนกิ่งหว้าใหญ่ ห่มจนกิ่งไหวสองสามทีแล้วทิ้งตัวลงมาในน้ำเสียงดังตูม น้ำกระจายไปทั่วกระเซ็นใส่คนบนเรือ

เสียงวี้ดว้ายดังมาก่อน ตามมาด้วยเสียงนางเปลวด่าลั่น แต่เด็ก ๆ กลับหัวเราะสนุกสนานชอบใจ ชักชวนกันว่า

“มีคนมาใหม่แน่ ๆ ตามไปดูกันเถอะ ว่ารายนี้เจ้าแม่ หรือเจ้าหญิง หรืออะไร”

ส่องหล้าที่กึ่งนั่งกึ่งนอนด้วยความสงบมาตลอดทางสะดุ้งผวาเมื่อได้ยินเสียงตูม บัวเกี๋ยงก็รีบกอดไว้ ตบเบา ๆ เป็นการบอกว่าไม่มีอะไร นางจึงไม่แผลงฤทธิ์ออกมาตอนนั้น เพียงแต่ครางว่า

“ลูก…ลูก…ลูกตัวแดง ๆ”

“ไม่จอดท่านี้หรือยะ เลยบ้านเจ้าสัวแล้ว” นางเตียงถาม คนพายเรือก็ตอบว่า

“ที่ที่น้าจะไป เขาย้ายแล้วจ้ะ เลยจากนี่ไปไม่ไกลหรอก” ไม่กี่นาทีต่อมา คนพายเรือก็พยักหน้าไปทางฝั่งเป็นเชิงให้หันไปมอง “นั่นไงจ้ะ ย้ายมาอยู่ตรงนั้นแหละ”

“หลังคาแดง ๆ นั่นนะรึ” นางเตียงถาม

ท่ามกลางหมู่ไม้ใหญ่น้อยทั้งคุ้นเคยและแปลกตา สีแดงของหลังคาสังกะสีโดดเด่นเหนืออื่นใด เจิดจ้าท้าทายอยู่กลางแสงตะวัน เรือเบนชิดท่ามีบันไดยาวให้เดินขึ้น นายคนพายเรือก็ผูกเชือกไว้กับสิงโตหินที่ตั้งอยู่ตรงนั้น ใกล้กันมีธูปปักไว้ บางดอกยังใหม่คล้ายเพิ่งจุดได้ไม่นาน

“น้าจะไหว้สิงโตก่อนเข้าไปไหมล่ะ ขอให้นังหนูมันหายไว ๆ”

“เอาไว้ก่อนเถอะ” นางเตียงว่า จ่ายค่าเรือแล้วบอก “คอยอยู่ก่อนนะ อย่าเพิ่งไปไหน”

เด็กที่ว่ายน้ำตามมาดู ปีนขึ้นจากท่าแล้วก็พากันวิ่งเกาะกลุ่มไปฟากหนึ่ง นางสรและนางเปลวคอยช่วยเหลือนางเตียงและบัวเกี๋ยงพา ‘คนป่วย’ ขึ้นจากเรือ แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างแต่ก็ขึ้นมาได้สำเร็จ

“ลูก…แม่ ลูกฉันอยู่ไหน ลูกของฉัน ลูกตัวแดง ๆ” ส่องหล้าหันมาทางนางเตียง แม้ที่ผ่านมานางเตียงจะดุลูกสาวทั้งหลายอย่างไร แต่เมื่ออยู่ในสภาพนี้ก็อดเวทนามันไม่ได้

“ลูกเอ็งอยู่ข้างในนู้นแน่ะ หมอเขาเลี้ยงให้เอ็ง”

นางเตียงปลอบลูกสาว ชี้ไปยังโรงเรือนเตี้ย ๆ สร้างด้วยไม้ หลังคามุงสังกะสีทาสีแดง

ว่ากันโดยสภาพทั่วไปแล้ว บัวเกี๋ยงคิดว่าที่นี่น่าอยู่พอสมควร เพราะนอกจากหลังคาสีแดงสะดุดตาแล้ว ที่เหลือก็มีแต่สีเขียวของพรรณไม้นานาชนิด ตัวอาคารนั้นก็ดูโปร่งโล่ง ถ้าหล่อนหลุดเข้ามาโดยไม่รู้มาก่อน ก็คงคิดว่าเป็นบ้านของใครสักคน หรือไม่ก็อาจจะเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ไม่ใช่โรงพยาบาลคนเสียจริต

หญิงคนหนึ่งในเสื้อสีขาวผ้าถุงสีกรมท่าวิ่งออกมาที่สนาม ขณะวิ่งก็ถอดเสื้อออกโยนทิ้ง วิ่งไปหัวเราะไปราวกับอยู่ในทุ่งดอกไม้ นาทีต่อมาอกของนางก็เปลือยเปล่า และผ้าถุงเป็นชิ้นต่อไปที่นางเตรียมถอดทิ้ง ชายสามคนในชุดเสื้อขาวกางเกงจีนสีดำวิ่งไล่ตามจับ กลุ่มเด็กที่หาเรื่องสนุกก็วิ่งไปเกาะรั้วเตี้ย ๆ ส่งเสียงร้องอย่างสนุกสนาน

“อย่าให้จับได้นะ เหลืออีกชิ้นเดียวก็หมดตัวแล้ว”

ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งกำลัง ‘วิ่งไล่จับ’ ใต้ร่มไม้ใหญ่ก็มีชายคนหนึ่งในเสื้อสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน นั่งขัดสมาธิทิ้งขาข้างหนึ่งลงมา ด้านล่างมีหลายคนแต่งกายเหมือนกันรายล้อม หยุดฟังสักประเดี๋ยวก็ปะติดปะต่อได้ใจความว่า เขานั้นเป็นเทวดาลงมาจากฟ้า เดินเข้าสู่ครรภ์ของหญิงพรหมจรรย์นางหนึ่ง ครั้นนางคลอดลูกออกมาเป็นหอยสังข์ ก็ถูกรังเกียจชิงชังจากคนในหมู่บ้าน ขับไล่ให้ออกไป แม่ทุบหอยสังข์แตกจึงรู้ว่าเขาอยู่ในนั้น โชคร้ายตอนทุบเปลือกหอย เศษกระเด็นเข้าตา จากนั้นเขาก็หาเลี้ยงแม่ตาบอดและตัวเองด้วยการเป่าปี่หาเงิน วันหนึ่งมีกวางทองพลัดหลงมา เขาจึงวิ่งไล่เข้าไปในป่าแล้วก็หาทางกลับบ้านไม่ได้

“ฉันอยากกลับไปหาเสด็จแม่…” เสียงรำพันนั้นทำให้คนที่รายล้อมน้ำตาร่วงไปตาม ๆ กัน

“ไอ้นี่คงเป็นลิเกเก่า” นางเปลวปรารภขึ้นมา

ไม่ไกลจากตรงนั้นก็มีภาพขบขันที่ขันไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นคนพูดคนเดียว หรือคนยืนเท้าสะเอวด่าต้นไม้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ใกล้อาคารก็พบคนถูกล่ามโซ่ไว้กับเสา

บัวเกี๋ยงมองแต่ละภาพที่ผ่านสายตาไปอย่างเวทนาลึกล้ำ ความรู้สึกคับแน่นในอกแทบจะหายใจไม่ออก สิ่งใดหนอทำให้คนดี ๆ ในครั้งหนึ่งมีอันเป็นไป กลับกลายมาเป็น ‘คนป่วย’ อย่างนี้ มองอย่างผิวเผิน ‘คนดี’ กับ ‘คนป่วย’ ที่นี่แยกกันด้วยการแต่งกาย

ถ้าเป็นหญิงจะใส่เสื้อคอกลมสีขาว นุ่งโจงกระเบนหรือผ้าถุงสีกรมท่า ในขณะที่ผู้ป่วยชายใส่เสื้อขาวและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน หรือไม่ก็ชุดกากี

ส่วนคนดี ๆ…คนที่สติดี จะนุ่งกางเกงจีนขายาวสีดำ

แต่ถ้ามองกันที่จิตใจและสำนึกของความเป็นมนุษย์แล้ว เสื้อผ้าที่สวมใส่แยกได้หรือ ระหว่าง ‘คนดี’ กับ ‘คนเสียจริต’

 

เชิงอรรถ : 

(1)  เจ้าสัวเกงซัว ภัทรนาวิก หรือพระยาภักดีภัทรากร



Don`t copy text!