ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 15 : บุรุษลึกลับ

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 15 : บุรุษลึกลับ

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-15-

 

ในที่สุดศิรัชก็กลับลงมาจากห้องที่เกิดเหตุพร้อมกับหลงเฟยลี่

ไม่มีเบาะแสอื่นใดให้เขากับเธอค้นพบในห้อง ประตูหน้าต่างไม่มีรอยงัดแงะ ไม่มีร่องรอยการรื้อค้น ไม่มีหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับผู้ลงมือสังหารทิ้งไว้ มีเพียงรอยช้ำเล็กน้อยบนคอเหยื่อที่บ่งบอกว่าเขาอาจถูกฆ่าด้วยการรัดคอหรือล็อกคอจนขาดอากาศ แต่ถ้าเป็นการรัดคอ สิ่งที่ใช้รัดก็ไม่ใช่เชือกหรือเอ็นซึ่งมีขนาดเล็กและจะทิ้งรอยชัดเจนไว้ และผู้ตายก็ไม่ทันรู้ตัวหรือไม่ระแวงว่าภัยจะมาถึง เพราะไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใดๆ ให้เห็น

กระเป๋าสตางค์ของเขามีเพียงเงินสดจำนวนหนึ่งกับใบขับขี่ซึ่งศิรัชไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือไม่ ชายหนุ่มถ่ายภาพบัตรใบนั้นไว้ก่อนจะยัดมันเก็บกลับเข้าที่เดิม เซธน่าจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้เขาได้ภายหลัง รวมถึงสืบเสาะว่าใครเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าอพาร์ตเมนต์ห้องดังกล่าว

รวมความแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือแหวนที่ผู้ตายสวม แหวนซึ่งเขาเก็บใส่กระเป๋ามาในตอนนี้เพื่อนำไปตรวจสอบภายหลัง

“คุณแน่ใจนะคะว่ามันไม่ใช่แหวนของศรุต”

หลงเฟยลี่ตั้งคำถามเสียงแผ่วขณะทั้งสองเดินอ้อมจากหลังอาคารมา และศิรัชก็หันไปหา ตอบรับเสียงเรียบ

“ครับ แหวนของผมกับเขาไม่ใช่แหวนธรรมดาทั่วไป” เขาแตะแหวนบนนิ้วตัวเอง “พลอยตางูบนแหวนนี่เป็นผลึกเลือดนาคในตระกูลนาครีย์ มันมีพลังที่เราสัมผัสได้อยู่ พลังที่ผมไม่เจอในแหวนคนตายนั่น แต่ถ้ายังไงผมจะเอาไปเช็กให้แน่ใจอีกที”

“ผลึกเลือดนาค?” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น “ศรุตไม่เคยเล่าให้ฉันฟัง แต่ฉันเหมือนจะเคยได้ยินตำนานความเชื่อของพวกคุณเรื่องพลอยที่เกิดจากเลือดนาค”

“คุณคงหมายถึงนาคสวาดิ ตำนานเล่าถึงพญานาคราชตนหนึ่งที่ถูกครุฑจับกิน คายเลือดออกมาระลอกแรกเป็นนาคสวาดิ ระลอกที่สองเป็นมรกต แล้วน้ำลายก็กลายเป็นพลอยอีกชนิดชื่อครุฑธิการ ว่ากันว่านาคสวาดิมีอยู่สี่ลักษณะ ลักษณะหนึ่งเป็นพลอยสีเขียวเหลือง” เขายิ้มน้อยๆ และพลิกมือให้เธอเห็นตางูสีเขียวอมทองบนแหวนอีกครั้ง “เชื่อกันว่ามันมีฤทธิ์ป้องกันพิษกับแก้พิษได้ และใครมีไว้ก็จะมีชัยต่อศัตรูในการสู้รบ”

“แล้วตำนานนั่นจริงหรือเปล่าคะ”

“ความจริงคือตระกูลเราสร้างผลึกพลอยนี้ขึ้นด้วยการผสมเลือดเข้ากับตัวยาลับ พลอยที่เก่าแก่ที่สุดที่ตกทอดกันมาจะอยู่บนแหวนของทายาทคนแรกสุดของรุ่น นั่นคือผม แหวนของศรุตเป็นวงรอง” ศิรัชบอก “ผมไม่รู้เหมือนกันว่าธรรมเนียมนี้เริ่มขึ้นมาตอนไหน จากไหน แต่พวกเราในตระกูลนาครีย์จะได้แหวนนี้ในพิธีเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ มันมีพลังที่มากับเลือดของนาคราชในยุคที่สายเลือดยังข้น พลังที่จะใช้เวลาฉุกเฉินได้ เรื่องที่ว่า ‘มีชัยต่อศัตรู’ อาจจะมาจากตรงนั้น เป็นไปได้ว่าเคยมีมนุษย์รู้เรื่องเราใช้แหวนนี่ในการสู้รบแล้วเอาไปโจษจันกันจนกลายเป็นเรื่องเล่า แล้วก็เหมือนเรื่องเล่าทั่วไปคือมันถูกต่อเติม ผสมผสานกับตำนานอื่นๆ จนกลายเป็นอีกเรื่องไป”

“แล้วเรื่องป้องกันกับแก้พิษล่ะคะ”

“ถ้ามันไปอยู่ในมือคนธรรมดา ก็คงใช่ ยังไงมันก็เป็นเลือดนาค แต่สำหรับพวกเราที่มีภูมิต้านทานพิษอยู่ในตัว…”

คำพูดของเขาสะดุดไปกลางคันเมื่อความคิดบางอย่างแล่นขึ้นมาในสมอง และหลงเฟยลี่ก็เหมือนจะสังเกตเห็นเพราะเธอหยุดเท้าลง เอื้อมมือมาแตะแขนเขา

“ศิรัช? มีอะไรหรือคะ”

“ผมคิดว่าผมรู้แล้วว่าทำไมคนร้ายต้องชิงแหวนไปจากศรุต”

ถ้าสิ่งที่เขาสงสัยเป็นจริง ถ้ามีคนวางยาศรุตด้วยยาตัวเดียวกับที่ภาสุระใช้ ภูมิต้านทานพิษในตัวศรุตเองจะหายไป เปิดช่องให้เขาตกเป็นเหยื่อของยาที่ส่งผลต่อมนุษย์ เช่นยาจิตเวชที่พราวพัชร์พูดถึง

…แต่ถ้าน้องชายเขายังมีแหวนติดตัว เขาอาจใช้มันแก้พิษเมื่อรู้ตัวว่าเกิดความผิดปกติกับร่างกาย อาจใช้มันเล่นงานศัตรูในเวลาคับขัน…

หลงเฟยลี่ยังมองเขานิ่งเหมือนจะรอให้เขาขยายความ แต่ศิรัชเพียงเม้มปากเข้า กวาดตาไปโดยรอบพลางบอก

“ไว้เราค่อยไปคุยกันต่อที่โรงแรมดีกว่า ที่นี่ไม่ปลอดภัย…”

หางเสียงเขายังไม่ทันขาดหายไปเลยด้วยซ้ำเมื่อสายตาเขาสะดุดเข้ากับร่างสันทัดของชายผู้ยืนอยู่มุมอาคารหลังหนึ่ง ห่างออกไปอีกฟากถนน ใบหน้าของเจ้าตัวซึ่งเหมือนจะมองตรงมาทางนี้ถูกซ่อนไว้บางส่วนด้วยหมวกฮู้ดของแจ็กเก็ตสีดำขอบแดงตัวโคร่ง มือทั้งสองล้วงอยู่ในกระเป๋า แต่หน้าเพียงเสี้ยวเดียวที่เห็นและโครงร่างนั้นยังกระตุ้นความทรงจำของศิรัชขึ้นมาได้ทันควัน และเท้าเขาก็ถีบทะยานออกไป ไวกว่าความคิด

“ศิรัช!”

ชายผู้นั้นหมุนกายขวับทันทีที่เห็นปฏิกิริยาของเขา ถลันตัวเข้าไปในเงามืดของซอกระหว่างอาคาร และแม้ชายหนุ่มจะเร่งฝีเท้าวิ่งตาม แต่เมื่อเขาไปถึงอีกฝั่งถนน อีกฝ่ายก็ลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

“เกิดอะไรขึ้นคะ ศิรัช”

หลงเฟยลี่ถามเมื่อเธอสาวเท้าปราดตามมาถึง ทันได้ยินเสียงสบถในคออย่างหัวเสียของเขา ชายหนุ่มพยายามกลืนอารมณ์ผิดหวังลงไปยามเอ่ยออกมาเพียงคำเดียวสั้นๆ

“ภาสุระ”

“หมอคนนั้น…ที่หายตัวไปเมื่อสี่ร้อยปีก่อนนั่นน่ะหรือคะ คุณเห็นเขา? แต่ศรุตเคยบอกฉันว่าเขาตายไปแล้ว”

“เขาก็เคยบอกผมแบบนั้นเหมือนกัน” ศิรัชกำมือแน่นเข้า “ถ้าไม่ใช่ว่าผมจำคนผิดหรือเข้าใจอะไรผิด ศรุตก็อาจเข้าใจผิด มันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง”

คราวนี้หญิงสาวเป็นฝ่ายกวาดตาสำรวจสถานที่โดยรอบแทน

“คุณพูดถูก ที่นี่ไม่ปลอดภัย ฉันว่า…”

ดวงตาเรียวงามของเธอตวัดผ่านไปทางรถที่พวกเขาจอดทิ้งไว้ ก่อนจะหรี่ลง หน้าสวยเผือดกว่าเดิม ท่าทีที่ทำให้ศิรัชต้องชะงักไปเช่นกัน เขาหันมองตาม เพื่อจะพบว่าเผิงอี้เหว่ยไม่อยู่ในรถหรือในบริเวณใกล้เคียง และประตูรถฝั่งผู้โดยสารก็เปิดทิ้งไว้

ชายหนุ่มก้าวตามหลงเฟยลี่ผู้สาวเท้าฉับๆ ตรงไปยังประตูรถที่เปิดค้าง แล้วจึงหยุดเท้าลงเบื้องหลัง มองข้ามไหล่เธอไปดูภาพเดียวกันกับที่เธอเบิกตาจ้องอยู่โดยไร้คำพูด

…เลือด…

มีรอยเลือดอยู่บนเบาะรถ ลากจากเบาะคนขับข้ามมายังฝั่งผู้โดยสารและลากเลยลงจากขอบประตูรถไป บนพื้นทางเท้าที่รถจอดเทียบอยู่มีรอยเลือดเช่นกัน แต่แค่ไม่กี่หยด และกลืนไปกับพื้นซีเมนต์ดำด่างจนถ้าไม่สังเกตก็อาจไม่เห็น

มันเหมือนมีใครกระชากประตูฝั่งผู้โดยสารเปิดออกขณะคนขับยังอยู่ในรถ ทำร้ายจนเขาหมดสติก่อนเขาจะทันต่อสู้ขัดขืน อาจด้วยการตีศีรษะ แล้วลากตัวเขาออกไป

“อี้เหว่ย…”

ศิรัชขบกรามแน่นเข้า เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นชั่วขณะทั้งที่ในใจเดือดเป็นไอ แต่การบันดาลโทสะที่นี่ไม่เกิดประโยชน์ และเขากับหลงเฟยลี่ก็ต้องเอาตัวออกไปจากการเป็นเป้านิ่งให้เร็วที่สุด สิ่งที่เขาพูดจึงมีเพียงประโยคสั้นๆ

“ขึ้นรถเถอะ เฟยลี่ แล้วไปหาเซธกัน”

“แต่อี้เหว่ย…”

“เราทำอะไรไม่ได้ เราไม่รู้ว่าใครพาตัวเขาไปไหน” เขาสบตาเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหึในคอ “แล้วเราก็แจ้งตำรวจไม่ได้ คนลงมือคงรู้ดี”

…เพราะตำรวจจะต้องตั้งคำถามว่าพวกเขามาทำอะไรที่นี่ ยังไม่นับว่าเขามีแหวนที่ถอดจากศพติดกระเป๋าอยู่ด้วย…

“ยังไงก็ไม่ใช่ว่าตำรวจจะทำอะไรได้เหมือนกัน เซธอาจช่วยอะไรได้มากกว่า” หลงเฟยลี่เอ่ยหลังจากเงียบไปชั่วครู่ แววเด็ดเดี่ยววาบขึ้นในดวงตาเรียวคม ก่อนเธอจะเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ผลักประตูที่เปิดค้างอยู่ให้ปิดกลับเข้าที่ และเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ เปิดประตูเข้าไปนั่งเสียเองโดยไม่ใส่ใจว่ากางเกงจะเลอะเลือด “ขึ้นรถสิคะ”

ศิรัชเปิดประตูหลังรถ ก้าวขึ้นไปตามคำสั่งโดยไม่ตอบอะไร มีเพียงมุมปากที่กระตุกยิ้มขันออกมาได้แวบหนึ่ง นี่ละคือเจ้าหญิงมังกรที่เขารู้จักมานานนับศตวรรษ เธอผู้มีความเด็ดขาดและตั้งสตินิ่งได้เสมอแม้จะตกอยู่ในภาวะวิกฤต เรียกได้ว่าเยือกเย็นกว่าเขาด้วยซ้ำ

ศรุตเลือกคนไม่ผิด และการมีหลงเฟยลี่อยู่ข้างเดียวกันในการจัดการกับเรื่องทั้งหมดนี่ก็ทำให้เขาเบาใจ

…แต่…

ชายหนุ่มดึงแหวนที่ถอดจากศพออกมาจากกระเป๋า พลิกไปมาในมือขณะที่รถแล่นไปสู่บ้านที่เซธพำนักอยู่ในเขตนอร์ทชอร์ สิ่งที่เขาพบในวันนี้ ทั้งแหวนนี่ ทั้งเรื่องที่เผิงอี้เหว่ยถูก ‘อุ้ม’ และการปรากฏตัวของชายที่หน้าเหมือนภาสุระล้วนนำไปสู่ข้อสรุปเดียวที่เลี่ยงไม่ได้

หลังจากพบเซธ เขาต้องไปคุยกับพราวพัชร์ และเขาก็สังหรณ์ว่าบทสนทนาระหว่างเขากับเธอจะไม่น่ารื่นรมย์เท่าไร

แต่ก็นั่นแหละ…กระทั่งชีวิตที่ราบรื่นที่สุดก็ไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยเหตุการณ์ดีๆ ที่เจ้าตัวอยากพบเสมอไป ประสาอะไรกับชีวิตที่ปูลาดด้วยหยาดเลือดมากกว่ากลีบดอกไม้อย่างชีวิตเขาเอง!

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

“ยังมาทำงานอีกหรือ ทริช่า”

คาร์ล อินแกรม เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ของเธอในส่วนงานพิษวิทยาเลิกคิ้วขึ้น ตั้งคำถามเมื่อเขาถือถ้วยกาแฟเปิดประตูเข้าห้องมาและเห็นพราวพัชร์นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงานในห้องแล็บ สายตาที่ฝ่ายนั้นมองลอดแว่นมาเจือเค้าพินิจปนเป็นห่วงเล็กน้อย ก่อนเขาจะเดินไปที่เคาน์เตอร์อีกมุมห้อง วางถ้วยกาแฟลงและหันกลับมา

“คุณจะขยันเกินไปไหม เพิ่งเกิดเรื่องเมื่อวานนี้เอง ถ้าจะหยุดสักสองสามวันทุกคนก็เข้าใจนะ”

“แวะเข้ามาดูข้อมูลอะไรนิดหน่อยค่ะ เดี๋ยวก็กลับแล้ว ต้องไปเฝ้าน้องที่โรงพยาบาล” หญิงสาวเลื่อนเก้าอี้ออกห่างจากโต๊ะมาเล็กน้อย และหมุนตัวไปยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มอันร่าเริงกว่าที่รู้สึกจริง “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันยังโอเคดี แค่ไม่อยากอยู่ว่างนานๆ เท่านั้นเอง ยิ่งว่างก็จะยิ่งคิดมากไปเปล่าๆ”

“นั่นน่ะหรือโอเค ถ้าคุณเครียด แทนที่จะมาทำงาน คุณน่าจะแวะไปคุยกับจิตแพทย์สักหน่อยดีกว่า จะให้ผมนัดหมอเมนโดซ่าให้ไหม”

“ขนาดนั้นเลยหรือคะ ไม่ต้องหรอกค่ะ ถ้าฉันไม่โอเคฉันไปเอง” เธอมองสีหน้ากังวลของอีกฝ่ายแล้วจึงหัวเราะออกมาได้นิดหนึ่ง “จริงๆ ค่ะ สัญญา คุณก็รู้ว่าฉันไม่ใช่คนโกหก ถ้ารู้สึกแย่มากๆ ฉันไปหาหมอแน่ แต่นี่มันไม่ถึงขั้นนั้น”

“ผมกลัวคุณจะประเมินผิดแล้วฝืนตัวเองเกินกำลังไปน่ะสิ”

คาร์ลโคลงศีรษะที่เรือนผมเริ่มเถิกสูง คิ้วยังคงขมวดนิดๆ แต่เขาคงรู้จักความรั้นของเธอและรู้ว่าป่วยการที่จะพูด ประโยคต่อไปจึงเป็นการเปลี่ยนประเด็นไปอีกทาง

“ตกลงตำรวจได้เบาะแสไหมว่าใครยิงคุณ เมืองนี้กล้องวงจรปิดเต็มไปหมด ยังไงก็น่าจะมีสักตัวจับภาพรถคันที่ก่อเหตุหรือคนร้ายไว้ได้”

“ยังไม่มีใครรู้อะไรชัดหรอกค่ะ หรือถึงรู้ก็คงไม่มาบอกฉันทันที คุณก็น่าจะรู้ขั้นตอน แต่แอรอนได้คุยกับเจ้าหน้าที่สืบสวนที่รับผิดชอบคดี เขาบอกฉันว่ามีพยานที่เห็นเหตุการณ์ถ่ายรูปรถกับป้ายทะเบียนไว้ได้แต่แรกแล้ว”

“งั้นก็เหลือแค่เช็กกับฐานข้อมูล”

“ค่ะ แอรอนบอกว่าถ้าคนร้ายเป็นมืออาชีพ รถที่ก่อเหตุคงไม่ใช่รถตัวเอง แต่ยังไงเขาก็จะตามเรื่องให้”

“ยังดีว่าคุณมีเขาช่วยจัดการอะไรๆ” คาร์ลออกความเห็น “ผมเคยนึกว่าคุณกับเขาจะลงเอยกันเสียอีก แต่เขาก็ดีนะ เขายังดูแลคุณอยู่”

“แอรอนน่ะหรือคะ ส่วนหนึ่งที่เขาช่วยเพราะเขาสงสัยด้วยหรอกค่ะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคดีมิสเตอร์หยาง แล้วยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน”

“คุณมองเขาเป็นเพื่อน แต่สำหรับเขาน่ะ ไม่ใช่ละมัง”

“นี่คุณพยายามทำตัวเป็นพ่อสื่อหรือไงคะ”

พราวพัชร์เอียงคอ ชายตามองกึ่งระแวงอย่างที่ทำให้คาร์ลหัวเราะขัน สีหน้าตึงเครียดของเขาเมื่อครู่คลายลงบ้าง

“ผมก็แค่เห็นใจเขา เขาชอบคุณออกขนาดนั้น พยายามสารพัด แต่คุณกลับปฏิเสธ”

“ช่วยไม่ได้นี่คะ ฉันไม่รู้สึกกับเขาเกินเพื่อนจริงๆ” หญิงสาวเบ้หน้า “ยังไม่นับว่าตอนนี้ทุกอย่างมันยุ่งจนฉันไม่อยากไปสนใจเรื่องพวกนั้น”

“ถ้าคุณคิดแบบนี้อาจได้โสดไปจนตายนะ คนเราเห็นใจกันก็ตอนลำบากนี่แหละ”

“คุณนี่เป็นพ่อสื่อจริงๆ ด้วย” พราวพัชร์แสร้งทำหน้ามุ่ยกว่าเดิม ยกนิ้วขึ้นโบกใส่เขา “คุณมีความสุขกับคนรักของคุณแล้วก็เลยจะมายัดเยียดให้ฉันมีแฟนตาม นี่ถ้าฉันบอกว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้วล่ะคะ”

“งั้นผมคงต้องถามว่าใคร”

“บอกไม่ได้หรอกค่ะ”

“เพราะ?”

ดวงตาสีแปลกของศิรัชแวบกลับเข้ามาในความคิดเธอ สายตาที่มองมาด้วยความร้อนใจยามเธอนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินในเสื้อผ้าเปรอะเลือด แอรอนอยู่ข้างเธอตอนนั้น แต่ในชั่วขณะที่เธอสบตากับศิรัช เธอมองเห็นและรับรู้เพียงเขา…

แต่…

‘ผมเป็นนาค’

เขามีโลกของเขาที่เธอไม่เข้าใจและไม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วม และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาก็เหมือนจะอยู่บนพื้นฐานของความเป็นตายและการปองร้ายจากศัตรูที่มองไม่เห็นตัว ภัยที่นอกจากเธอช่วยป้องกันไม่ได้แล้วยังเหมือนจะกลายเป็นจุดอ่อนของเขา

เธอมองไม่เห็นว่าอนาคตระหว่างเธอกับเขาจะอยู่ตรงไหนได้

“เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของฉันน่ะสิคะ กาแฟคุณเย็นชืดหมดแล้วมั้งคะ คาร์ล”

คำตอบของเธอทำให้ผู้แก่วัยกว่ายกมือทั้งสองข้างอย่างยอมแพ้ เดินดุ่มๆ กลับไปยังเคาน์เตอร์ที่วางกาแฟไว้

“โอเค โอเค คุณไม่อยากให้ผมจุ้น ผมไม่ยุ่งก็ได้ แต่ว่านะ ทริช่า แอรอนน่ะ…”

“คาร์ลคะ”

หางเสียงเธอลากยาว อ่อนระอาแบบที่ทำให้คาร์ลส่งยิ้มฟันขาวกลับมากึ่งยั่วล้อ

“ตั้งกำแพงเสียจริง ผมทำงานต่อก็ได้”

หญิงสาวได้แต่ส่ายหน้าเมื่ออีกฝ่ายหมุนตัวกลับไปอย่างลีลาจัด ทำท่ายกกาแฟขึ้นจิบและหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นเปิดโชว์เหมือนกำลังอยู่ในฉากละคร แต่เมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่และคาร์ลไม่หันกลับมาต่อความ เธอจึงหมุนเก้าอี้หันกลับไปหน้าจอเช่นกัน เบนความสนใจกลับสู่งานที่ค้างอยู่เมื่อครู่

พราวพัชร์ไม่รู้ว่าเธอง่วนอยู่กับมันนานแค่ไหน แต่เมื่อรู้สึกได้ว่าความเมื่อยล้าเริ่มเข้าครอบงำ เธอก็เหลียวไปข้างหลัง ตั้งใจจะหันไปบอกคาร์ลว่าเธอจะลงไปซื้อกาแฟ ความตั้งใจซึ่งกระเด็นหายไปทันควันกับภาพที่เห็น

ที่อีกฟากห้อง เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ของเธอนั่งตัวแข็งอยู่บนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งจับหลอดทดลองยกค้างไม่เคลื่อนไหวราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน และข้างกายเขา…ร่างสูงในชุดคลุมดำที่เธอเคยเห็นผ่านเงาสะท้อนในกระจกรถยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สงบ มั่นคง และให้ความรู้สึกถึงพลังอำนาจอันเก่าแก่ เหมือนภูผาหินกลางมหาสมุทรแห่งกาลเวลา

ขนอ่อนของเธอลุกเกรียวไปทั้งตัว เลือดในกายเย็นเฉียบราวจะจับตัวเป็นหยาดน้ำแข็ง

แสงสว่างจากไฟฟ้าที่สาดทั่วห้องแล็บเหมือนจะหรี่สลัวลงเมื่อเข้าใกล้ตัวบุคคลปริศนาผู้นั้น กลืนเข้าเป็นเนื้อเดียวกับอาภรณ์สีดำสนิทราวกับถักทอขึ้นจากความมืดซึ่งปกปิดแทบจะทุกส่วนของผู้สวม ผ้าคลุมผืนนั้นปรกลงมาลึกบนใบหน้าขาวจัด ทอดเงาจนเห็นเพียงปลายจมูกโด่งงามรูปหยดน้ำและริมฝีปากซีดจนเกือบไร้สีอันหยักสวยเหมือนคันศร เครื่องหน้านั้นงดงามละมุนจนเกือบคล้ายสตรี ตัดกับสันกรามคมชัดอย่างบุรุษเพศ

แต่ความงามใดๆ ที่เห็นกลับยิ่งขับเน้นความไม่ใช่มนุษย์ของเจ้าตัว และเมื่อใบหน้านั้นค่อยๆ เบือนมา เมื่อเท้าในรองเท้าสานก้าวตรงมาหาเธอ ส่งให้สร้อยกระดูกที่คล้องข้อเท้ากระทบกันดังกราวท่ามกลางความเงียบ ลมหายใจของพราวพัชร์ก็สะดุดขัด เธออยากถอยหนี แต่พบว่าร่างกายขยับไม่ได้

มือขาวเผือดของอีกฝ่ายเอื้อมตรงมายังใบหน้าเธอ ปลายนิ้วเรียวเย็นยะเยือกแตะลงกลางหน้าผาก ชั่วแวบหนึ่ง…ที่เธอเห็นมันเป็นเหมือนโครงกระดูกซีดเผือดไร้เนื้อหนังห่อหุ้ม ก่อนโลกทั้งใบของเธอจะระเบิดออกเป็นสีขาวสว่างวาบเหมือนสายฟ้า

…แล้วทุกสิ่งที่หญิงสาวรับรู้อยู่ตรงหน้าก็อันตรธานไป…

 

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

 

Don`t copy text!