เกมอาชา บทที่ 8 : ม้าลูกเทพ

เกมอาชา บทที่ 8 : ม้าลูกเทพ

โดย : ภัสรสา

เกมอาชา  โดย ภัสรสา เรื่องราวของคนกับม้าที่แค่การดูแลให้ม้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำเอาสุมิตราเหนื่อยหนัก แต่ที่หนักหน่วงมากกว่าคือ ความพิิศวงของวิญญาณตนนั้นที่มาพร้อมผีม้า และอดีตชาติของเธอที่ค่อยๆ ชัดเจน พร้อมๆ กับเขาคนนั้นที่ผูกพันกับเธอมากกว่าที่คิด… ‘ เกมอาชา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………………….

สุมิตราลืมตาลุกพรวดขึ้นนั่ง กะพริบตาถี่ๆ กระทั่งพอมองเห็นในความสลัวราง แน่ใจว่าตนยังอยู่ในห้องนอนเล็กของบ้านเฮง ไม่ใช่ที่ดินผืนใหม่ และไม่มีม้าผีล้อมอยู่ สุมิตราหันไปมองทางประตูบานใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อกับระเบียง ก้าวลงจากเตียง เปิดประตูเดินออกไป สดชื่นขึ้นเมื่อสายลมยามวิกาลปะทะผิวเนื้อ สายตามองตรงไปยังคอกม้าที่เปิดไฟสีเหลืองทำให้โดดเด่นในความมืด ยิ่งบ้านหลังนี้อยู่บนเนินจึงยิ่งเห็นทุกอย่างชัดเจน สุมิตราลังเลใจว่าควรเดินไปหาอาชาชัยดีไหม ลองผิวปากอยู่พัก อาชาชัยก็โผล่หน้าออกจากคอก หันหน้าและมองตรงมาทางเธอบอกชัดว่าสามารถระบุตำแหน่งต้นเสียงได้ ส่งเสียงร้องตอบรับให้สุมิตรายิ้มกว้างและตัดสินใจได้ในนาทีนั้น ไปหาก็ได้

“อย่าไป”

ตาเถร!

คำนั้นคงดังลั่นออกไปถ้าสุมิตราไม่ตะครุบปากตัวเองเอาไว้ได้ก่อน หญิงสาวหันขวับไปมองต้นเสียงจังหวะเดียวกับที่เข่าอ่อนจึงทรุดตัวหงายหลังลงไป เห็นเงาตะคุ่มสูงใหญ่ยิ่งตาเหลือกดีดตัวเองถอยจนไปชนระเบียงอีกฟาก และคงช็อกหนักขึ้นอีกถ้าเงาตะคุ่มนั่นไม่ส่งเสียง

“ผมเอง”

ผม… ก้าวเข้ามาชิดขอบระเบียงที่กั้นระหว่างห้องจนสุมิตราเห็นว่าเป็นหิรัณย์ หญิงสาวชี้หน้าเขามือไม้สั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ยังไม่อาจพูดคำใด

“ลุกได้ไหม”

จบคำถามเขาก็ปีนข้ามขอบระเบียง ก้าวสองก้าวมาช่วยพยุงสุมิตรา ทว่าหญิงสาวลุกขึ้นเองแล้วสะบัดแขนออก ถามเสียงสะบัดพอกับแขน

“มาทำบ้าอะไรมืดๆ แบบนี้”

หิรัณย์เอียงหน้า ย้อนเสียงเรียบ “แล้วแซมล่ะ ทำบ้าอะไรอยู่”

ยังจะย้อนอีกกกก “ฉันไม่ได้อยู่ๆ ก็ส่งเสียงให้คนอื่นตกใจเกือบตายแล้วกัน”

เขาเงียบไป ซึ่งสุมิตราก็รู้ว่านั่นคือการยอมรับแล้วว่าตัวเองผิด แล้วพอเขาพูดอีกก็เป็นอย่างที่เธอคาดการณ์ไว้ คือนอกเรื่องไปเลย

“จะไปหาอาชาชัยใช่ไหม”

“สู่รู้”

หิรัณย์กอดอก “นี่… ถึงผมอายุน้อยกว่าก็ใช่ว่าแซมจะพูดยังไงกับผมก็ได้นะ”

“ใช่ เอาประโยคนั้นบอกตัวเองด้วย ฉันอายุมากกว่า จะพูดอะไรกับฉันก็คิดก่อน”

“ผมคิดก่อนพูดทุกรอบ”

“คิดกี่รอบ ถ้ารอบเดียวไม่พอ อย่างนายต้องสามรอบเป็นอย่างต่ำ”

“จะเถียงกับผมจริงๆ ใช่ไหม”

นั่นทำให้สุมิตรานิ่ง… พอเขาบอกเสียงเย็นสุมิตราก็เห็นอนาคตตัวเองรำไร ตระหนักรู้มาหลายรอบแล้วว่าหิรัณย์เป็นผู้ชายปากร้าย พื้นฐานที่ไม่สนโลกไม่แคร์ใครของเขายิ่งส่งเสริมคุณสมบัติข้อนี้ให้เลวร้ายไปใหญ่ ถ้าเขาเถียงมาจริงๆ อาจเป็นเธอที่เจ็บหนัก

แล้วพอเห็นสีหน้ายอมแพ้ของสุมิตรา หิรัณย์จึงค่อยถามสิ่งที่อยากรู้มาตั้งแต่เจ้าหล่อนก้าวออกมาจากห้อง โดยไม่เห็นว่าเขาเองก็นั่งเก้าอี้อยู่ตรงระเบียงห้องนอนพ่อนั่นแหละ “ทำไมตื่นกลางดึก”

สุมิตราใช้เวลาคิดอยู่ครู่ก็คิดออก “ฝันไม่ค่อยดี เลยสะดุ้งตื่น”

หิรัณย์เลิกคิ้ว เอ่ยถาม “อยากเล่าไหม”

แหม… แม้จะรู้ว่าถ้าเขาไม่สนก็คงไม่ถาม แต่การพูดประโยคนั้นด้วยสีหน้าเย็นๆ น้ำเสียงเย็นๆ มันก็ทำให้รู้สึกว่าเขาถามไปอย่างนั้น และไม่ต้องเล่าหรอกนะ เขารำคาญ อย่างนั้นเลยแหละ “ไม่อยาก แล้วคุณล่ะ ควรนอนพักนะ ไม่ควรออกมายืนรับลมดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ด้วย… หรือฉันเปิดปิดประตูเสียงดัง”

หิรัณย์ละหน่ายใจ “ผมออกมาก่อนแซมจะออกมาได้สักพัก”

อ้าว เหรอ… เธอไม่รู้นี่ ก็ว่าสิ ถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจนเขาทักมาให้เธอเกือบช็อกตาย

“จะไปหาอาชาชัยใช่ไหม”

แหม จะตอบด้วยคำเดิมตอนกำลังโมโหแบบเมื่อกี้ แต่ดูสายตาเขาแล้วรอบนี้คงไม่ยอมอีก เลยพยักหน้า “ใช่”

หิรัณย์เดาได้ตั้งแต่แรกแล้ว เดาได้ตั้งแต่เจ้าหล่อนเริ่มผิวปาก ยังส่ายหน้าอยู่กับตัวเอง และขำอยู่กับตัวเองตอนเห็นอาชาชัยโผล่หน้ามาส่งเสียงตอบรับ ช่างเป็นคู่หูที่ไม่หลับไม่นอน ดึกดื่นแค่ไหนก็พร้อมชวนกันหนีเที่ยวตลอด แต่เขาไม่อยากให้เจ้าหล่อนเดินไปคอกม้าในเวลานี้คนเดียว จึงส่งเสียงห้าม ลืมไปเหมือนกันว่าควรแสดงตัวก่อน “ถ้าคิดว่าจำเป็นต้องไป จะไปเป็นเพื่อน”

สุมิตรายกมือขึ้นเท้าสะเอว “มันไม่จำเป็น ฉันแค่อยากไป และคุณก็ไม่ต้องไปเป็นเพื่อน กลับเข้าห้องไปนอนได้แล้ว… หรือปวดแผล”

หิรัณย์รีบยกมือปฏิเสธ รู้ว่าหญิงสาวคิดไปไกลว่าเขาปวดแผลจนนอนไม่หลับ ยืนยันคำเดิมออกไป “ถ้าแซมจะไปหาอาชาชัย ผมจะไปเป็นเพื่อน”

มองหน้าคนอาสาแล้ว สุมิตราก็ถอนหายใจ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว ไว้ค่อยไปหาก็ได้ “ไม่ไปแล้ว นอนดีกว่า”

ว่าแล้วก็หาวหวอดเหมือนพอพูดคำว่านอนความง่วงก็โจมตีทันที หันหลังเดินกลับเข้าห้อง ลืมไปหมดแล้วว่าตนยังไม่ได้คำตอบว่าทำไมหิรัณย์ถึงตื่นกลางดึก

และแม้จะห้ามสุมิตราไม่ให้เดินไป ทว่าหิรัณย์กลับเป็นฝ่ายเดินไปยังคอกม้า มุ่งหน้าไปยังม้าอาราเบียนทั้งหกของตนที่น่าจะปรับตัวกับเมืองไทยได้เป็นอย่างดีแล้ว หลังต้องเข้ากระบวนการกักกันโรคติดต่ออยู่ฝรั่งเศสเป็นเวลาหนึ่งเดือน บริษัทชิปปิงซึ่งเชี่ยวชาญด้านการขนย้ายม้าโดยเฉพาะก็พาเดินทางข้ามฟ้ามาเมืองไทย หิรัณย์ว่าจ้างผู้ดูแลให้อยู่กับม้าในคอกกักกันที่สนามบินด้วย และยังมีวิศรุตช่วยดูอีกที เมื่อเดินทางมายังคอกแห่งนี้เมื่อเดือนก่อน เขากำชับพ่อไว้ว่าไม่ต้องให้ม้าทำอะไรเลยนอกจากกิน นอน เล่น ฝากให้วิศรุตดูแลเป็นพิเศษในช่วงแรกจนทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีไม่มีเหตุการณ์ระทึกใดๆ

หิรัณย์ไล่ลูบหน้ามาตั้งแต่โอนิกซ์ แวนเดอร์บิลต์ นัวร์ ฟาโรต์ อิซเบลลา จนมาจบที่ม้าโปรดของตน จาเมก้า ชายหนุ่มสวมกอดจาเมก้า อุ่นใจเมื่อจาเมก้ากอดตอบ เสียงครางในลำคอยามเขาเกาเนื้อตัวให้บ่งบอกว่าพึงใจอย่างมาก และพอถึงจุดหนึ่งหิรัณย์ก็ยืนนิ่ง ครุ่นคิด…

ตอนพูดคุยกัน หิรัณย์ดูแล้วรู้ว่าสุมิตราไม่ได้คิดมากกับความฝันของตน พอหญิงสาวถามถึงสาเหตุที่ทำให้ตื่นเขาจึงไม่ตอบ ไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็นกังวลหรือไม่สบายใจ

เขาตื่นกลางดึกเพราะความฝันเช่นเดียวกัน!

 

สุมิตราตื่นค่อนข้างสาย พอออกมาจากห้องพบว่าสองพ่อลูกกินข้าวกันเรียบร้อยแล้ว แต่คงเพิ่งเสร็จเพราะจานชามยังวางอยู่บนโต๊ะ พอเฮงหันมาเห็นเธอก็เอ่ยปากถาม

“กินข้าวเลยไหมแซม”

“ค่ะ” สุมิตราตอบแล้วเดินมานั่งลงข้างเฮง ซึ่งหันไปเรียกเด็กเข้ามาให้เก็บโต๊ะพร้อมกับสั่งให้นำอาหารเช้ามาให้สุมิตรา พอเห็นว่าสิ่งที่เฮงกับหิรัณย์กำลังดูอยู่คืออะไร สุมิตราก็ลอบถอนใจ

“แซมอยากช่วยเลือกไหม” เฮงหันไปถามอย่างจะเอาใจ แล้วพอเห็นสายตาของสุมิตราที่มองตอบมาก็ถึงกับหัวเราะ สุมิตราทำหน้าเหนื่อยอย่างนี้ให้เห็นตลอดแหละ ถ้าเขาบอกว่าอยากได้ม้าใหม่ หรือจะขยายคอกม้า แล้วนี่เป็นคอกม้าที่อยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไกลโขด้วย เท่ากับเพิ่มงานซึ่งหนักมากอยู่แล้วให้หนักขึ้นไปอีก “น่า ลุงก็อยากให้คอกม้าสวยถูกใจแซมเหมือนกัน”

“ไม่เกี่ยวนี่ ลูกลุงจะเปลี่ยนหมออยู่แล้ว แซมจำได้”

หิรัณย์นิ่งไปนิด ก่อนเหลือบตามองพ่อตน สองพ่อลูกมองกันอยู่ครู่ เฮงก็พูดกับสุมิตราต่อ

“ลุงไม่ยอมหรอก ยังไงก็ต้องให้แซมดู”

สุมิตรายังไม่ตอบเพราะคนงานนำอาหารเช้ามาวางให้พอดีจึงหันไปขอบคุณทางนั้นก่อน เรียบร้อยแล้วค่อยบอกก่อนเริ่มลงมือกินข้าว “ใครจะไปกล้า ลูกลุงงอแงขึ้นมา ลุงก็ต้องเอาใจลูกอยู่ดี แซมมันคนอื่น”

“เยอะ”

สุมิตรามองหิรัณย์ที่พูดคำสั้นๆ นั้นด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ยังไม่ทันได้พูดอะไรอีกฝ่ายก็ทวนคำพูดตัวเองอย่างคนจำได้ว่าพูดอะไรไว้บ้าง

“ผมบอกว่าถ้าหมอมีปัญหาผมจะเปลี่ยน จะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับว่าหมอมีปัญหาหรือเปล่า”

สุมิตรามองเขา มองหน้าเฮงที่ส่งยิ้มไกล่เกลี่ยมาให้ ไม่พูดไม่ตอบคำใด แต่ลุกขึ้นหอบจานถาดอาหารของตนลุกขึ้นเดินไปนั่งเก้าอี้หน้าบ้าน แสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากเห็นหน้าหิรัณย์ เห็นแล้วกินข้าวไม่ลง!

 

แต่สุมิตราก็สำนึกว่าไม่ควรแยกตัวไปกินข้าวเลยยยย… พอกินเสร็จกลับเข้าบ้านมารู้ว่าสองพ่อลูกวางแผนอะไรกัน สุมิตราก็เสียใจอย่างแรงที่ไม่อดทนนั่งอยู่ด้วย เรื่องมันอาจไม่เร็วถึงขนาดนี้ อย่างน้อยเธอคงพอขัดคอไม่หิรัณย์ก็เฮงได้บ้างแหละ

“เอาจริงอะ” สุมิตราได้แค่ถามคำถามนั้น และได้ยินเฮงย้ำให้ “จริง นี่บุษเขาจัดการเรื่องบ้านให้เรียบร้อยแล้ว”

บุษบัณ… คนนั้นก็ขาสปอยล์สองพ่อลูกนี่อีกที โอ๊ยยย จะเอาอกเอาใจอะไรกันนักหนาเนี่ย สุมิตราขัดใจ! เมื่อพอจะระงับสติอารมณ์ได้บ้างแล้ว สุมิตราก็ถามเสียงเรียบ “รีบเหรอ”

“ไม่รีบ” คราวนี้หิรัณย์เป็นคนตอบ สุมิตราทำท่าจะหันมาย้อนเขาว่า ‘แต่ที่ทำอยู่นี่เหมือนรีบ’ ทว่าทำได้แค่อ้าปาก เพราะหิรัณย์รู้ทัน ชิงดักทางไปก่อน “แต่ไม่เห็นเหตุผลที่ต้องรอ”

สุมิตรามองหน้าเขา แล้วหุบปากตัวเอง หันไปมองเฮงที่บอกมา

“ลุงเตรียมบ้านของแซมไว้ให้แล้ว วันนี้เย็นๆ ก็เสร็จ อย่างช้าก็พรุ่งนี้ แล้วเดี๋ยวเราไปอยู่กัน ทีนี้แหละแซมจะได้พักยาวๆ สมใจเลย”

ทำมาเอาใจ… สุมิตราส่งยิ้มรู้ทันให้เฮง สองพ่อลูกวางแผนสร้างบ้านบนที่ดินผืนใหม่โดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งดัดแปลงเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นโชคดีสำหรับเฮงกับหิรัณย์และอาจเป็นโชคร้ายของเธอที่แบบซึ่งหิรัณย์ต้องการนั้นมีพร้อมใช้งานได้สี่ตู้เพียงพอกับความต้องการพอดี สองพ่อลูกจะย้ายไปอยู่ที่โน่นชั่วคราวพร้อมม้าอาราเบียนทั้งหกตัว ระหว่างมีการก่อสร้างคอกม้าถาวรซึ่งหิรัณย์เลือกแบบได้แล้ว ระหว่างนี้ให้ม้าอาศัยอยู่ในคอกชั่วคราวไปก่อน หิรัณย์จะเริ่มสำรวจพื้นที่เพื่อทำสนามแข่งเอ็นดูแรนซ์ ประเด็นคือ… ทำไมต้องลากเธอไปด้วย ซึ่งสุมิตราก็ยอมรับแหละว่าถ้าสองพ่อลูกจะจัดการแข่งขันเอ็นดูแรนซ์จริง เธอก็อยากมีส่วนร่วมตั้งแต่เรื่องสถานที่แข่งขัน พื้นที่สำหรับการสร้างคอกชั่วคราวสำหรับม้าที่มาร่วมแข่ง อยากทำให้ได้มาตรฐานให้ดีกับม้าที่สุด

เธอเต็มใจไปอยู่แล้ว ขอแค่ถามความเห็นกันพอเป็นพิธี ไม่ใช่รวบหัวรวบหางคิดเหมาเอาว่าเธอต้องยอม กลายเป็นเธอไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ ไปเสียแบบนั้น… สุมิตราบอกการตัดสินใจของตน “แซมจะไปดูม้าให้ซันก่อน เห็นซันว่ามีเคสอยากให้เข้าไปดูด้วย ทางนี้เรียบร้อยจะตามไป”

เฮงรีบบอก “ดีเลย แซมพาซันกับช้างไปอยู่ที่โน่นสักวันสองวันนะ หินจะได้มีคนช่วยคิดเยอะๆ”

เอ้า กลายเป็นเข้าทางไปอีก… สุมิตราถอนใจยืดยาว ตอบแบ่งรับแบ่งสู้เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าเพื่อนจะว่าอย่างไร “เดี๋ยวแซมถามให้แล้วกัน”

 

“ไปดิ”

เอ้า นี่ก็เป็นไปกับสองพ่อลูกนั่นอีกคน สุมิตราเหลือบมองหน้าแสงฉาน ทำหน้าอย่างที่ทำให้คนมองอย่างแสงฉานหัวเราะ เอ่ยแซวเพื่อน

“ดูทำหน้าเข้า มีฉันไปด้วยไม่ได้แค่ช่วยหินอย่างเดียวหรอก ก็ช่วยแกด้วยนั่นแหละ”

“เออ ฉันรู้ แค่แบบ…” สุมิตราไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองอย่างไรให้ฟังดูงี่เง่าน้อยที่สุด กระทั่งนึกได้ว่ากับแสงฉานและชนัญญูรวมไปถึงคนรักของเพื่อน เธอไม่มีภาพลักษณ์อะไรต้องรักษา จึงบอกไป “ฉันแค่หมั่นไส้ที่หมอนั่นต้องการอะไรก็ได้หมดเลย ชีวิตมันจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเกินไปละ”

แสงฉานกับชนัญญูมองหน้ากันแล้วหัวเราะ ช่วยกระจายแก้วกาแฟที่ฟุ้งฟ้ากับวินิทราไปช่วยกันทำและนำมาบริการ ก่อนฟุ้งฟ้าซึ่งจิบกาแฟไปแล้วหลายอึกจะบอกสุมิตรา

“ฟุ้งไม่เคยรู้เรื่องเอ็นดูแรนซ์เลยค่ะ พอถามพี่ซันก็ทำหน้าเหนื่อย ฟุ้งเลยเหนื่อยจะถามไปด้วย”

สุมิตราเห็นแล้วว่าปลายประโยคฟุ้งฟ้าหันไปค้อนใส่แสงฉานที่ทำหน้าเหนื่อยรออยู่แล้ว อดหัวเราะไม่ได้ ก่อนบอก “เหนื่อยจริงฟุ้ง”

“พี่ซันว่าพี่แซมเคยเป็นนักกีฬาเอ็นดูแรนซ์ด้วย”

ประโยคนั้นของฟุ้งฟ้าทำให้วินิทราตาโต “อ้าว เหรอคะ วินนึกว่าพี่แซมแข่งแต่เดรสสาจ”

“ผิดหมด” ชนัญญูตอบให้แทน “นางเริ่มจากเดรสสาจ จั๊มปิ้ง แล้วไปจบที่เอ็นดูแรนซ์”

แสงฉานเสริมให้ “ไปวงการไหนเขาก็ไม่เอา เลยต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไง”

สุมิตราปาถั่วในมือตนไปทางแสงฉาน อดขำไม่ได้ที่มันโดนเข้ากลางหน้าผากเพื่อนพอดี ทว่าแสงฉานก็คว้ามันไว้ได้พอดีเช่นกัน แถมเอาเข้าปากหน้าตาเฉย ทว่าฟุ้งฟ้าซึ่งจำได้ว่าสามีตนเคยเล่าถึงสุมิตราไว้อย่างไรก็บอกไป จุดประสงค์แค่อยากรู้ว่าทำไมสุมิตราถึงหยุด

“พี่ซันเคยบอกว่าพี่แซมเก่งมาก ถ้าไม่หยุดก็ไประดับโลกได้ ทำไมพี่แซมหยุดคะ”

วินิทราเคยเห็นฝีมือสุมิตรามาแล้ว จึงช่วยยืนยัน “เก่งจริง วินเคยเห็นพี่แซมทำเดรสสาจกับม้าที่คอกวิน เป๊ะเหมือนคุยกับม้ารู้เรื่อง”

แสงฉานยังไม่หยุดป่วน “เก่งจนไม่มีคนคบเลย”

สุมิตราตั้งท่าจะปาถั่วไปอีก ติดก็แค่แสงฉานอ้าปากรอ แถมชี้ที่ปากเหมือนจะบอกว่าให้ปาเข้าปากให้ด้วย หญิงสาวประสานเสียงหัวเราะไปกับทุกคน และพอเสียงซาลงก็รู้ว่าฟุ้งฟ้ายังรอคำตอบอยู่ จริงๆ แล้วเหตุผลที่เธอเลิกมันมีหลายอย่างประกอบกัน การเสียชีวิตของพ่อก็มีผล ความกดดันในวงการก็มีส่วน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ… “นักกีฬาก็เหนื่อยแบบหนึ่ง เป็นหมอก็เหนื่อยอีกแบบ… พี่คงชอบเหนื่อยแบบหมอมากกว่า”

แสงฉานสบตากับชนัญญูอย่างรู้กัน พอมีความรู้ก็กลายเป็นว่าสุมิตรามองม้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตัวนั้นก็เจ็บ ตัวนี้ก็ปวด ตัวนี้ต้องรักษา ตัวนี้ต้องหยุดพัก แต่ทุกตัวล้วนแล้วต้องแข่งต่อไป แต่รู้ว่าสุมิตราไม่ชอบพูดเหตุผลนี้ออกมาตรงๆ เพราะคนไม่เข้าใจก็จะกลายเป็นหมั่นไส้หาว่าอวดรู้ไปเสีย แล้วพอเห็นว่าฟุ้งฟ้ามีสีหน้าเข้าใจ ไม่คิดจะถามซ้ำอีก แสงฉานจึงหัวเราะหึ ช่วยหาทางเลี่ยงไป “เหนื่อยแบบหมอนี่ จะเหนื่อยเป็นพิเศษตอนเห็นคนใส่อานคาวบอยแข่งเอ็นดูแรนซ์ใช่ไหม”

ขณะสุมิตรากลอกตา ชนัญญูก็เสริมให้อีก “หรือไม่ก็ตอนเห็นเหล่าคนที่เรียกว่าตัวเองโปรทร็อตม้าไม่ได้ใช่ไหม”

หมอม้าสาวเลยยกสองมือขึ้นห้าม “พอเลย ถ้าลุงเฮงจัดเอ็นดูแรนซ์จริงไอ้ที่แกว่ามา ยังไงเราก็ต้องเจออีก จะพูดให้หลอนตัวเองทำไมเนี่ย”

“เหยยยย” แสงฉานร้องลั่น “เรากับผีอะไร อย่าใช้สรรพนามบ้าๆ บอๆ แบบนั้น ฉันกะแค่ไปช่วยดูช่วยทำสนามแล้วก็จะเผ่นกลับ ถ้าจัดแข่งก็มีแต่แกแหละที่ต้องเจอ”

สุมิตราตาถลนใส่เพื่อน ก่อนยื่นคำขาด “ถ้าแกไม่ร่วมด้วย ฉันจะไม่ไปตรวจม้าเคสพิเศษที่แสนลึกลับของแกให้ ไปหาหมอคนอื่นเลย”

พลันทุกอย่างกลับเงียบงันให้สุมิตรารู้สึกว่าผิดปกติ เคสพิเศษที่แสนลึกลับนี้แสงฉานส่งข่าวมาบอกเธอตั้งแต่ตอนยังไม่กลับไทย พอรู้ว่าเธอกลับไทย ประโยคแรกที่แสงฉานพูดคือการนัดหมายเข้าไปดูเคสพิเศษนี้ แต่นั่นยิ่งทำให้สุมิตรารู้ว่างานนี้เธอถือไพ่เหนือกว่า จึงส่งยิ้มเย้ยให้แสงฉาน “ก็แล้วแต่แกนะ”

หากแสงฉานกลับหันไปมองชนัญญู ทำหน้าเลียนแบบสุมิตรา พูดด้วยท่าทางที่ก๊อปมาไม่มีผิดเพี้ยน “ก็แล้วแต่แกนะ”

ชนัญญูหัวเราะ หันมองหน้าวินิทราซึ่งเป็นต้นเรื่องตัวจริง เพราะเคสพิเศษแสนลึกลับนั่นเกี่ยวข้องกับเจ้าหล่อนโดยตรง แต่ยังไม่ทันพูดอะไร ก็เป็นฟุ้งฟ้าที่ทำให้แสงฉานหมดทางเลือกทันทีด้วยการประกาศ

“ถ้าพี่ซันไม่ไป ฟุ้งไปเองค่ะ ให้ฟุ้งไปช่วยพี่แซมนะคะ ฟุ้งอยากทำ”

สุมิตราเลยหันไปยิ้มเย้ยใส่แสงฉานอีกรอบ พูดด้วยสีหน้าท่าทางน่าหมั่นไส้ขึ้นอีกสิบเท่า “ก็แล้วแต่แกนะ”

แสงฉานได้แต่หันมองหน้าภรรยาตนที่อาสาไปโน่นทำนี่โดยไม่ปรึกษาสามีอย่างเขาสักคำ เห็นรอยยิ้มกับดวงตาทอประกายอย่างคนกำลังสนุกนั่นแล้วหันไปพูดกับสุมิตรา “แกนึกว่าฉันไม่กล้าให้ฟุ้งไปกับแกคนเดียวเหรอ”

สุมิตราย้อนทันที “กล้าไหมล่ะ”

แสงฉานเลยตอบกลับชัดถ้อยชัดคำ “ไม่กล้าโว้ย”

เท่านั้นเสียงหัวเราะก็ดังประสานกันลั่นอีกครั้ง สุมิตรายื่นมือไปตรงหน้าฟุ้งฟ้ารอจนสาวรุ่นน้องตบแปะลงมาแล้วจึงหันไปยักคิ้วให้แสงฉาน นี่แหละ เพื่อนหญิงพลังหญิงตัวจริง!

 

หลังตรวจม้าให้เคสพิเศษอันแสนลึกลับเรียบร้อยแล้ว (เชิงอรรถ – เหตุการณ์ใน รักสลักเงา) สุมิตรายังพักที่ซันแอนด์สกายเป็นการถ่วงเวลาอีกสองวัน จึงค่อยยกขบวนไปหาเฮง

หิรัณย์กับเฮงออกมาจอดรถรอตรงหน้าปากทางเข้าซึ่งติดกับถนนใหญ่ แล้วขับตามกันไปกระทั่งถึงตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกดัดแปลงเป็นบ้านพักเรียบหรู ถ้าไม่บอกมาก่อนว่าเป็นตู้คอนเทนเนอร์สุมิตราอาจดูไม่ออกเลย แต่ก่อนจะทันได้พูดเรื่องอื่นใด สุมิตราก็เอ่ยปากถาม เพราะแม้จะเป็นการเดินทางสั้นๆ จากคอกของเฮงมาที่นี่ใช้เวลาราวๆ สองชั่วโมง หากสุมิตราก็อยากแน่ใจว่าม้าสบายดี

“ม้าอยู่ไหนคะ”

ทั้งหมดยกเว้นเฮงจึงเคลื่อนขบวนไปยังคอกม้าชั่วคราว สุมิตรากับแสงฉานเข้าไปตรวจม้าโดยมีหิรัณย์ตามดูไม่ห่าง ขณะชนัญญูกับวินิทราช่วยกันสำรวจคอกชั่วคราวว่ามีจุดไหนควรแก้ไขปรับเปลี่ยนหรือไม่ ส่วนฟุ้งฟ้าเล่นกับม้าจนแน่ใจว่าตนมีตัวโปรดแล้วเพราะเป็นม้าตัวแรกที่กอดเธอกลับ จึงหันไปถามหิรัณย์

“คุณหิน คนนี้ชื่ออะไรคะ”

หิรัณย์มองแวบเดียวก็ตอบได้ “จาเมก้าครับ”

“น่ารักจังงงง”

เห็นฟุ้งฟ้าเอาหน้าตัวเองถูหน้าจาเมก้าแล้วหิรัณย์พูดไม่ออก หันมาอีกทางก็เห็นแสงฉานจูบจมูกโอนิกซ์ที่ดูก็รู้ว่าไม่พอใจที่โดนจูบเพราะหน้านิ่วคิ้วขมวด ดึงตัวเองถอยห่างจากแสงฉาน ม้าเขาส่วนใหญ่เป็นคล้ายโอนิกซ์ คือค่อนข้างหวงพื้นที่ส่วนตัว ที่พามาทั้งหกตัวนี้จะมีจาเมก้าที่ขี้อ้อนที่สุด หิรัณย์มองม้าตนโดนนัวเนียแล้วทำได้แค่กะพริบตาปริบ สุดท้ายก็หันไปพูดกับสุมิตราที่ดูออกเลยว่ากำลังขำกับสีหน้าของเขา “คนแถวนี้ไม่ค่อยเคารพพื้นที่ม้านะ”

สุมิตราหัวเราะร่วน ตอบด้วยการฟัดจมูกแวนเดอร์บิลต์ที่ยืนนิ่ง เป่าลมออกจากจมูกบ่งบอกว่ารำคาญมากกว่าจะชอบใจ เลยจูบจมูกเสียอีกทีด้วยความหมั่นไส้ก่อนหันไปตอบหิรัณย์ “ม้าคุณน่ารักนี่” ว่าแล้วพอนึกได้ก็หันไปพูดกับฟุ้งฟ้า “ฟุ้ง ไม่ใช่ม้าอาราเบียนจะนิ่งแบบนี้หมดนะ โดยพื้นฐานแล้วเขาค่อนข้างเปรียว ยิ่งถ้าไปอยู่กับคนเลี้ยงไม่เป็น นิสัยจะยิ่งแย่ ที่เห็นอยู่นี่… ม้าลูกเทพ”

หิรัณย์รู้ว่าโดนเหน็บ หากก็ทำเพียงเหล่มองสุมิตรา ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจ พูดกับฟุ้งฟ้าต่อ

“เพราะงั้น ถ้าเห็นม้าอาราเบียนที่ไหน อย่าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปเล่นด้วยนะ”

แสงฉานเป็นคนแทรกขึ้น “ถ้าไม่ยุ่งกับเอ็นดูแรนซ์คงไม่เจอเท่าไรหรอก อาราเบียนน่ะ”

สุมิตราหันมองหน้าแสงฉาน รู้ว่าโดนประชดที่เธอล่อลวงฟุ้งฟ้าเพื่อบีบบังคับให้แสงฉานต้องมาทำเอ็นดูแรนซ์ด้วย ส่งยิ้มเย้ยแบบเดิมไปให้ พูดสำเนียงเดิมด้วย “ก็แล้วแต่แกนะ”

แสงฉานล่ะอยากจะหาหินปาใส่สุมิตรา แต่เท่าที่ทำได้ก็เพียงมองหน้าเพื่อนด้วยสีหน้าคุมแค้น ก่อนหันไปสนใจหิรัณย์เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยชวน

“พรุ่งนี้ผมว่าจะลองออกเทรลช่วงตีสี่ตีห้า อยากดูสภาพแสง พี่ซันไปด้วยกันไหม”

แสงฉานพยักหน้ารับทันที “เอาสิ”

แน่นอนว่าเมื่อวินิทรารู้ก็เอ่ยขอไปด้วยทันที ฟุ้งฟ้าซึ่งยังกังวลว่าตนอาจขี่อาราเบียนไม่ได้ ก็ได้หิรัณย์ยืนยันให้มั่นใจว่าฟุ้งฟ้าขี่โอนิกซ์ได้แน่ เพราะเป็นม้านิสัยดี ชอบให้คนขี่และดูแลคนบนหลังตนอย่างดี

พอสุมิตรากับแสงฉานเห็นตรงกันว่าม้าอยู่ดีมีสุขแล้ว ทุกคนพากันเดินย้อนไปหาเฮงที่กำลังเตรียมเตาย่างสเต๊กอย่างขะมักเขม้น พอเฮงหันมาเห็นเด็กๆ ก็รีบบอก “เอาของเก็บในห้องกันก่อนสิ”

แล้วก็เหมือนเพิ่งนึกได้ หันไปมองห้องพักด้านหลัง… ตู้มีสี่ตู้ เฮงหนึ่งตู้ หิรัณย์หนึ่งตู้ ของสุมิตราหนึ่งตู้ อีกตู้ไว้สำหรับรองรับแขกซึ่งตอนนี้แขกมีสี่คน

“เออ ลุงลืมดูไว้ให้เลย แบ่งห้องกันยังไงดี”

พอรู้ปัญหา แสงฉาน ฟุ้งฟ้า วินิทรา ชนัญญู ต่างบอกว่าสามารถนอนด้วยกันได้สบาย เพราะอย่างไรก็นอนเพียงคืนเดียวเท่านั้น ทว่าหิรัณย์เสนอ

“พ่อมานอนกับผมก็ได้”

ข้อเสนอสั้นๆ ของเขาทำให้คนฟังเข้าใจได้เองว่า ถ้าเฮงไปนอนกับหิรัณย์ ก็จะเหลือบ้านอีกหลัง ทำให้ทั้งสี่คนไม่ต้องไปนอนอัดกัน ทว่าก่อนที่เฮงจะทันได้ตอบรับ ฟุ้งฟ้าก็ผละจากแสงฉานไปเกาะแขนสุมิตรา “ฟุ้งนอนกับพี่แซมค่ะ”

วินิทราไม่ได้พูด แค่ผละจากชนัญญูไปยืนขนาบสุมิตราอีกข้าง สุมิตราหัวเราะ ยกสองมือขึ้นโอบสองสาวพลางส่งสายตาไปเย้ยเพื่อน เล่นเอาชนัญญูกับแสงฉานหันมองหน้ากัน รู้ในวินาทีนั้นว่าตอนต้องนอนกันสองคน แต่ก็เข้าใจได้ว่าทำแบบนี้ทั้งเฮงและหิรัณย์ก็ไม่ต้องลำบาก ก่อนชนัญญูจะหันไปบอกทั้งเฮงและหิรัณย์

“ตามนั้นแหละครับ”

พอตกลงเรื่องที่นอนกันได้ ฟุ้งฟ้าก็หันไปถามเฮงทันที “ลุงเฮงทำสเต๊กใช่ไหมคะวันนี้”

เฮงหัวเราะร่วน ดูออกว่าฟุ้งฟ้าอยากกินสเต๊กฝีมือตนมากจากแววตามีความหวังนั้น รีบบอก “ใช่สิ ลุงหมักเนื้อไว้แล้ว เดี๋ยวรอแดดร่มลมตกหน่อยจะก่อกองไฟ”

“เนี่ยนะ ถ้าลุงเฮงทำสเต๊กให้ฟุ้งกินตลอด จะแข่งเอ็นดูแรนซ์กี่แมตช์ก็ขอให้บอกค่ะ ฟุ้งจะมาทุกแมตช์เลย”

เฮงถึงกับร้องฮ่า รีบล็อกคอทันที “พูดแล้วนะ ถ้าฟุ้งมาเดี๋ยวลุงทำให้กินตลอดเลยจริงๆ”

โดยไม่ปรึกษาใคร ฟุ้งฟ้ายืนยันทันที “งั้นมาชัวร์ค่ะ”

และถ้าฟุ้งฟ้ามาชัวร์ แสงฉานก็คงไม่ชัวร์ไม่ได้… ถึงตรงนี้แสงฉานก็ได้แต่เอามือปิดหน้า หน่ายใจกับชะตากรรมตัวเองเหลือเกิน!

 

หิรัณย์ทำเส้นทางไว้ทั้งหมดสามเส้นทาง จึงส่งเส้นทางผ่านแอพพลิเคชันแผนที่ไปให้ทุกคน แสงฉานไปกับฟุ้งฟ้า ชนัญญูไปกับวินิทรา และหิรัณย์ไปกับสุมิตรา

“อันนี้อานเบา เหมาะสำหรับแข่งเอ็นดูแรนซ์เพราะน้ำหนักเบาตามชื่อ อานที่บ้านเราส่วนใหญ่เป็นอานเดรสสาจ” แสงฉานอธิบายให้ฟุ้งฟ้าฟัง หลังเห็นเจ้าหล่อนลูบๆ คลำๆ อานและหันมามองเขาด้วยสีหน้าสงสัย จากนั้นก็สวมไฟฉายคาดศีรษะให้

“ถ้าไม่หลง ประมาณครึ่งชั่วโมงเราจะมาเจอกันที่จุดตัดตรงนี้นะครับ ใครถึงก่อนส่งข้อความบอกด้วย” หิรัณย์บอกพร้อมชี้จุดบนแผนที่ให้ทุกคนดู ช่วยจับม้ากระทั่งทุกคนขึ้นหลังม้าเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยย้อนกลับมาหาจาเมก้าแล้วเหวี่ยงตัวเองขึ้นหลังโดยไม่ต้องมีใครช่วยเพราะรู้จังหวะกันดีอยู่แล้ว ก่อนจะแยกย้ายกันไป แสงฉานก็พูดติดตลก

“ต้องระวังเจอผีไหม”

คนที่รู้เรื่องอย่างสุมิตรากับชนัญญูพากันหัวเราะ แต่ไม่รอให้คนไม่รู้ถาม พากันแยกย้ายไป หิรัณย์ขี่ม้าเคียงสุมิตราได้สักพักแล้วจึงถาม

“พี่ซันพูดถึงอะไร”

สุมิตรามองหน้าหิรัณย์ หัวเราะหึ ก่อนบอก “ก็เวลาปล่อยตัวตีสี่ตีห้า มันจะมีข่าวลือเรื่องผี เรื่องคนโดนผีหลอกประจำ ทีมไหนมีนักกีฬากลัวผีก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย”

“ขู่ให้กลัวเหรอ”

“ขู่ด้วย หลอกกันเองด้วย เจอของจริงก็มี… คุณเคยเจอบ้างไหม”

หิรัณย์ถามเพื่อความแน่ใจ “ของจริงเหรอ”

“ใช่”

“ไม่เคย”

สุมิตราส่งเสียงตอบรับอยู่ในลำคอ ไม่พูดคำใดอีก ขี่ม้าไปตามทางอย่างระมัดระวัง พอเห็นจุดที่ตนเคยมองไว้ก็ชี้ให้เขาดู “ตรงนั้นน่าจะปรับหน่อย ไม่อยากให้มันเป็นหน้าตัดแบบนั้น”

หิรัณย์ตอบรับ เป็นจุดที่เขาจดไว้แล้วเช่นเดียวกันว่าต้องปรับ ก่อนชะงักไปเมื่อเห็นสิ่งหนึ่งซึ่งลำแสงจากไฟฉายทั้งของเขาและสุมิตราส่องอยู่ บอกชัดว่ากำลังมองในจุดเดียวกัน…​ ศาลไม้หลังนั้น ยังไม่ทันได้คิดอะไร หิรัณย์ก็ต้องตกใจเพราะอยู่ๆ ม้าของสุมิตราก็โผขึ้นเตี้ยๆ และบิดตัวกลับมาทางนี้ หลุดปากเรียกสุมิตราด้วยกลัวไปล่วงหน้าว่าหญิงสาวอาจตกม้า “แซม!”

สุมิตราซึ่งนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าอย่างปลอดภัยไม่ได้หันกลับมามองเขา แต่มองไปยังจุดหนึ่ง ทำให้หิรัณย์ต้องหันไปมองด้วย

“คุณเห็นหรือเปล่า”

เสียงสุมิตราที่ถามมาบอกให้รู้ว่าเงาตะคุ่มใต้ต้นไม้ใหญ่นั้นไม่ได้มีแต่เขาที่เห็น หิรัณย์ส่งเสียงอืมตอบกลับ ขณะยังก้ำกึ่งอยู่ว่าเงานั้นเป็นคนหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายบอกทันที

“กลับเลย”

หิรัณย์รอจนสุมิตราหมุนม้ากลับทางเดิมแล้วจึงเตรียมปิดท้าย ทว่าเมื่อเตรียมกระตุ้นม้าห้อกลับบ้าน ก็พลันได้ยินเสียงหนึ่งที่ทำให้ชะงักเสียทั้งคู่

เสียงม้าร้อง… ไม่ใช่เสียงของจาเมก้าและแวนเดอร์บิลต์

สุมิตราหันขวับกลับไปมองต้นเสียง และได้เห็นภาพที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เห็น… เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนเคียงกับม้าสีดำสนิท ม้าตัวนั้นส่งเสียงร้องอย่างที่สุมิตราฟังออกว่าเป็นเสียงเรียก อะไรบางอย่างทำให้สุมิตราหวนนึกไปถึงความฝันเมื่อหลายคืนก่อน นึกถึงอาการหายใจไม่ออก นึกถึงเสียงหัวเราะหวีดแหลม ไม่รู้เหมือนกันว่าครั้งนี้ม้าตัวนั้นจะกลายเป็นกลุ่มควันเข้ามาห้อมล้อมเธอไหม จะมีเสียงหัวเราะหวีดแหลมหรือไม่ สุมิตราไม่รู้… เพราะเธอหมดสติในวินาทีนั้นเอง

 

Don`t copy text!