Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 6 : เจ้าหญิงแห่งโยเดีย

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 6 : เจ้าหญิงแห่งโยเดีย

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

ตลอดระยะทางที่เรือลำยาวแล่นเรื่อยเรี่ยไปเหนืออิระวดี คลื่นน้ำระลอกแล้วระลอกเล่าสาดซัดเกิดเป็นฟองฝอย สะท้อนกับแสงสุดท้ายเกิดเป็นประกายงดงาม หากมินมินไม่มีกะจิตกะใจจะคิดอะไรอีกแล้ว ธรรมชาติรอบกายจะงดงามสมบูรณ์เพียงใดก็ช่าง ภาพเหล่านั้นไม่ได้ผ่านเข้ามาสู่ห้วงคำนึงของหญิงสาวแม้แต่น้อย

ในใจของมินมินคิดแต่เพียงว่า… เกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่… เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทุกสิ่งก็คือสถานที่แห่งเดิม หากสถานที่ซึ่งปรากฏต่อหน้าเธอนั้น กลับไม่เหมือนเดิมที่มินมินเคยรู้จัก

ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีผู้คนที่เคยคุ้น ไม่มีสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ ไม่มีเทคโนโลยีและแม้แต่นวัตกรรมทันสมัย

วัดบางวัดที่เพิ่งสร้างขึ้นในสมัยหลังยังไม่ปรากฏให้เห็น วัดโบราณหลายแห่งที่เก่าแก่จนทรุดโทรมในช่วงเวลาของเธอ ยังสวยสดงดงามในห้วงเวลาขณะนี้

ตกลงนี่เธอหลงกาลเวลามาจริงๆ ใช่ไหม

…ตลกน่ะ… มินมินนึก

จะเป็นไปได้อย่างไร เรื่องแบบนี้มีแต่ในนิยายเท่านั้น

แต่ท่าทางขึงขังของชายหนุ่มที่นั่งอยู่กลางลำเรือ กิริยา วาจา และท่าทางของเขา ทำให้มินมินจำเป็นต้องเชื่อ ยังจะทุกสิ่งที่ปรากฏรอบกายนั่นก็อีก ทุกอย่างชี้ชัดว่า บัดนี้เธอกำลังอยู่ในอดีตกาล ที่เวลาล่วงผ่านมาแล้วถึง ๒๐๑ ปี

จากคำบอกเล่าของชายหนุ่มนาม ‘ต่อพญายี’ ผู้มีหน้าที่ควบคุมเชลยศึกชาวโยเดีย บอกให้มินมินรู้ว่าขณะนี้คือปีค.ศ. ๑๘๑๗ เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าบาจีดอว์เพิ่งสร้างเจดีย์ Hsinbyume เสร็จได้แค่ปีเดียว

ในตอนนั้นพระเจ้าแผ่นดินที่ปกครองอังวะคือพระเจ้าโบดอพญาหรือพระเจ้าปดุง ผู้เป็นโอรสองค์ที่ ๔ ของพระเจ้าอลองพญา ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบอง พระองค์ยังมีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระเจ้ามังระ ผู้มีชัยชนะเหนือโยเดียอีกด้วย

ปีนั้นพระนาง Hsinbyume ชายาคู่พระทัยของพระเจ้าบาจีดอว์ ซึ่งยังเป็นเพียงเจ้าชายแห่งสะกาย ซึ่งหมายถึงว่าพระองค์เป็นเจ้าชายรัชทายาท สิ้นพระชนม์เนื่องจากการคลอดพระราชบุตร เจ้าชายแห่งสะกายเสียพระทัยมาก หลังจากพระราชทานเพลิงพระศพเสร็จเรียบร้อย พระองค์จึงสร้างเจดีย์ Hsinbyume ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระนางอันเป็นที่รัก

Hsinbyume มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากเจดีย์ในยุคเดียวกัน เพราะออกแบบให้สร้างเป็นเจดีย์รูปทรงกลม ทาสีขาวบริสุทธิ์ แทนที่จะปิดทองเหมือนอย่างพระเจดีย์องค์อื่นๆ

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพระนาม Hsinbyume มีความหมายว่านางพญาช้างเผือกนั่นเอง

องค์เจดีย์รายล้อมด้วยกำแพงคลื่นน้ำถึงเจ็ดชั้น เป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุและพระมหาเจดีย์จุฬามณี นี่เองจึงทำให้ Hsinbyume มีเสน่ห์และงดงามไม่เหมือนใคร และเพราะพระเจ้าบาจีดอว์สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่พระองค์มีต่อพระชายา ในเวลาต่อมาผู้คนจึงต่างพากันขนานนาม Hsinbyume ว่าเป็นทัชมาฮาลแห่งลุ่มอิระวดี…

Hsinbyume สร้างเสร็จในปี ค.ศ. ๑๘๑๖

ขณะนี้คือปี ค.ศ. ๑๘๑๗… พระเจดีย์เพิ่งสร้างเสร็จได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

มิน่าเล่า… หญิงสาวรำพึงกับตนเอง… Hsinbyume องค์ที่เธอเห็นเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา จึงแลดูใหม่กว่า Hsinbyume ที่เคยคุ้น

“ถึงแล้ว มินตาซุ”

เสียงห้าวๆ ของชายหนุ่มที่นั่งอยู่กลางลำเรือ เรียกสติของมินมินให้กลับคืนมา

“ไหน… เรือนของเธอคือหลังไหน พาเราไปสิ”

“มินตาซุ…” มินมินเหลือบตามองด้วยความประหวั่น ริมฝีปากพึมพำเสียงแผ่วระโหย “เรือนของฉัน… หลังไหนอย่างนั้นหรือ…”

นี่ไม่ใช่มินตาซุ – บ้านของเธอสักหน่อย

มินตาซุที่ต่อพญายีพามามีลักษณะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ยังร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ร่มครึ้ม หาใช่หมู่บ้านขนาดใหญ่ที่รายล้อมแออัดด้วยตึกรามบ้านช่องไม่

มินมินหันซ้ายหันขวา กวาดสายตามองราวจะวิเคราะห์ มือไม้ของหญิงสาวเยียบเย็นเมื่อพบว่าไม่มีถนนสายใดเลยที่ทอดไปยังบ้านของเธอ

บ้านทุกหลังที่ปรากฏตรงหน้าไม่คุ้นตาสักนิด บ้านแต่ละหลังมีรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ กั้นอาณาเขต ขนาดของตัวบ้านนั้นแตกต่างกันออกไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ตามแต่ฐานะของผู้เป็นเจ้าของ เรือนทุกหลังเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง มีชานกว้างและระเบียง มินมินสังเกตเห็นว่าด้านหน้าของเรือนทุกหลังมีศาลไม้เสาเดียวตั้งอยู่ใกล้กับประตูเข้าออก

บ้านของหล่อนก็มีศาลแบบเดียวกันนี้

สมัยที่ยังเป็นเด็กมินมินเคยสงสัยมาโดยตลอด ว่าเหตุใดศาลในบ้านของเธอจึงเป็นศาลเสาเดียว แตกต่างจากบ้านของทันวินที่เป็นศาลสี่เสา

“ศาลสี่เสา เป็นศาลของอังวะ พวกเขาบูชานัต” พ่ออธิบายให้หล่อนกระจ่างแจ้งในวันหนึ่ง “ส่วนศาลเสาเดียว คือศาลของเราชาวโยเดีย”

พ่อเน้นคำว่า “เราชาวโยเดีย’ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แสดงถึงความภาคภูมิใจ

“เห็นที่ไหน ให้รู้เลยว่าเจ้าของบ้านนั้นสืบเชื้อสายมาจากโยเดียแน่นอน”

“ว่าอย่างไร… เรือนของเธอคือหลังใด” เห็นมินมินยังนิ่ง ต่อพญายีจึงถามซ้ำด้วยน้ำเสียงติดจะดุดัน

“ที่นี่ไม่ใช่มินตาซุ” มินมินส่ายหน้าไปมา

“ที่นี่คือมินตาซุ” เขาจ้องมองเธอด้วยสายตาหงงุดหงิด “ตกลงเธอมาจากไหนกันแน่”

“ฉัน…” มินมินทำท่าเหมือนจะร้องไห้

จะให้อธิบายอย่างไรว่ามินตาซุที่เธอจากมากับมินตาซุที่ยืนอยู่ในขณะนี้ ไม่เหมือนกันเลยแม้สักนิด

“ฉันมาจากมินตาซุ…” มินมินเสียงสั่น “แต่ทำไมที่นี่…”

พูดได้เพียงเท่านั้นหญิงสาวก็นิ่งอึ้งไป

ใช่แล้ว… ถ้าหากเธอย้อนเวลากลับมาอดีตเมื่อสองร้อยกว่าปีจริงๆ มินตาซุในเวลานั้นย่อมไม่เหมือนกับมินตาซุในปัจจุบัน

แต่ถึงแม้ว่ากาลเวลาอาจจะทำให้สภาพแวดล้อม ผู้คน และบ้านเรือนเปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าหากทีนี่คือมินตาซุจริงๆ จะต้องมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่

“คุณต่อพญายี” มินมินรวบรวมสติ หันไปทางชายหนุ่มร่างสูงสง่า

ต่อพญายีได้ยินหญิงสาวเรียกเขา ‘คุณ’ ก็อดจะมีสีหน้าแปลกใจมิได้

“คุณ… นั่นภาษาอะไร” คิ้วเข้มๆ ขมวดมุ่น

“ภาษาเมียนมาร์นี่ละ” มินมินบอก

“เมียนมาร์” คราวนี้สีหน้าของต่อพญายีดูดุดัน “ตกลงเธอไม่ใช่คนโยเดีย เมียนมาร์คือดินแดนใด”

“โอย…” ความนี้มินมินกลายเป็นฝ่ายถอนใจบ้าง “คืออย่างนี้ค่ะ… เมียนมาร์ก็คืออังวะนี่ล่ะ แต่บ้านฉันเรียกอังวะว่าเมียนมาร์ แล้วภาษาบ้านฉัน เวลาเรียกคนอื่นอย่างให้เกียรติ เราจะเรียกว่า ‘คุณ’”

“อ้อ… อย่างนั้นหรอกรึ” ชายหนุ่มพยักหน้า

สายตาคู่คมของเขายังจ้องมองหญิงสาวร่างสูงโปร่งอย่างครุ่นคิด ต่อพญายีไม่ค่อยเชื่อใจผู้หญิงคนนี้นักหรอก หล่อนมีอะไรแปลกๆ หลายอย่าง ดูมึนๆ งงๆ อย่างไรชอบกล ภาษาที่พูดก็ออกจะล้ำสมัย ฟังไม่ค่อยเข้าใจ ยังจะกิริยาท่าทางที่ไม่ค่อยจะนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรีที่ดีเท่าไรนัก แถมยังกล้าถูกเนื้อต้องตัวผู้ชายโดยไม่รู้สึกอับอายอีกด้วย

“ตกลงเรียกเรา… มีอะไร” นึกถึงตอนที่เธอใช้หลังมืออังหน้าผากของเขา ต่อพญายีก็อดหน้าแดงขึ้นมาอีกครั้งมิได้

“ศาลพระรามค่ะ คุณต่อพญายี… ศาลพระรามอยู่ที่ไหน” มินมินถาม

ใจกลางหมู่บ้านที่เธอพำนักอยู่นั้น มีศาลพระรามตั้งอยู่ เป็นที่สักการบูชาของผู้คนมานานนักหนา พ่อเคยเล่าว่าศาลแห่งนี้ตั้งขึ้นมาพร้อมกับการตั้งหมู่บ้าน หากที่นี่คือมินตาซุจริง ศาลพระรามจะต้องมีอยู่

“อยู่ทางนี้” ต่อพญายีผายมือไปทางถนนดินสายหนึ่ง ชายหนุ่มใช้มือข้างที่ถือดาบสะกิดมินมินให้เดินตามเขาไป ยังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายอยากไปที่ศาลกลางหมู่บ้านทำไม

ถนนดินบดละเอียดสายนั้นน่าจะเป็นถนนสายหลักของหมู่บ้าน สองข้างเต็มไปด้วยเรือนใหญ่น้อย มินมินรู้สึกถึงสายตาของผู้คนที่มองมาด้วยความสงสัย หญิงสาวสืบเท้าเดินตามหลังต่อพญายีไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมาถึงต้นโพใหญ่ที่อยู่กึ่งกลางลานรูปวงกลม ใกล้กับวัดประจำหมู่บ้าน และที่ใต้ต้นโพนั่นเองที่มีศาลขนาดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่า…

มินมินเข่าอ่อนจนต้องทรุดกายลงไปนั่งกองกับพื้น

ศาลพระราม… ไม่ผิดแน่แล้ว

ศีรษะพระรามสีเขียวเข้ม บนหิ้งบูชาสูงสุด ถัดลงมาเป็นศีรษะสีเหลืองทองของพระลักษม์ ศีรษะทศกัณฐ์ วางตั้งอยู่ที่ใจกลางศาล ศีรษะทั้งสามคือหัวโขนของคนโยเดีย

ดวงตาของมินมินจ้องมองหัวโขนทั้งหลายในศาลแน่วนิ่ง หัวโขนเหล่านั้นคือหัวโขนชุดเดียวกับที่ครอบครัวของเธอไปกราบไหว้บูชา เพียงแต่หัวโขนที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเธอในยามนี้ ยังดูใหม่กว่าที่มินมินเห็นในปี ค.ศ. ๒๐๑๘

พ่อเล่าว่าหัวโขนลักษณะนี้เป็นของโยเดียโดยแท้

คนโยเดียนำเอาศิลปะการแสดงละครรำเรื่อง รามเกียรติ์ มาเผยแพร่ที่อังวะ มินมินไม่แน่ใจว่าหัวโขนในศาลพระรามเป็นหัวโขนที่สร้างขึ้นใหม่ หรือเป็นของเก่าที่นำติดตัวขึ้นมาจากอยุธยาตอนที่พวกเขาถูกกวาดต้อนขึ้นมาที่อังวะ

เมื่อได้รับพระราชทานที่ดินให้ปลูกเรือนอยู่ พวกเขาก็ตั้งศาลแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นที่เคารพบูชา เป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคน

นี่คือศาลพระรามแห่งเดียวกันกับที่หล่อนคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ทุกคนในหมู่บ้านนับถือศาลพระรามอันศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนไม่สบายใจ ก็มักจะมากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าวกันเสมอ

ที่นี่ก็คือมินตาซุจริงๆ!

แล้วก่อนที่มินมินจะได้พูดหรือถามอะไรออกมา เสียงต่อพญายีรองทักใครบางคนก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของยามใกล้สนธยา

“เจ้าหญิงทับทิม”

สุ้มเสียงของชายหนุ่มนั้นติดจะเกรงใจ

มินมินเหลือบมองไปตามเสียงเรียกนั้น ก็เห็นสตรีร่างผอมบางสวมผ้าซิ่นลักษณะเดียวกันกับเธอ กล่าวคือเชิงซิ่นทอลวดลายคลื่นน้ำ มีดอกมะลิสอดสลับ จะแตกต่างกันก็ตรงที่ลุนตยาผืนที่มินมินสวมนั้นมีลายกระหนกแทรกอยู่ด้วย  ขณะที่อีกฝ่ายนั้นมีเพียงลายคลื่นน้ำและดอกมะลิเท่านั้น

ผมของสตรีวัยกลางคนเกล้าเป็นมวยไว้ที่ท้ายทอย ลักษณะการเกล้าไม่เหมือนกับที่สตรีพม่านิยม ส่วนปิ่นทองคำที่ปักผมนั้นมีลวดลายละเอียดลออ ประกายสีแดงและเขียวที่วะวับจับตานั้นเกิดจากทับทิมและมรกตที่ประดับอยู่บนปิ่นนั่นเอง

“ต่อพญายี”

สตรีผู้นั้นแย้มรอยยิ้มอ่อนโยน มินมินเห็นลักษณะบางประการที่ทำให้เธอดูแตกต่างจากสตรีคนอื่นๆ ที่มินมินเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง

เหมือนกับมีรัศมีความสง่างามบางประการแผ่ออกรอบเรือนกายผอมบาง แม้ดวงหน้าจะมีริ้วรอยเหี่ยวย่นปรากฏให้เห็น หากมิอาจจะบดบังความทรงอำนาจที่แฝงอยู่ได้

“มาไหว้ศาลพระรามหรือขอรับ” ท่าทางนอบน้อมของชายหนุ่ม บอกให้มินมินรู้ว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ หาใช่สามัญชนคนธรรมดาไม่

“จ้ะ ไหว้เสร็จแล้วล่ะ กำลังจะกลับกันอยู่พอดี” เธอขยับกายไปเล็กน้อย เผยให้เห็นเด็กสาววัยแรกรุ่น ดวงหน้าสวยหวานที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง

“ฉันพาลูกดารามาไหว้ขอพรจากพระราม”

“เจ้าหญิงดารา…”

ต่อพญายีพึมพำ ดวงหน้าคมสันเปล่งประกายยินดีขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่มินมินถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินนามนั้น

ก่อนหน้าจะเกิดปรากฏการณ์ประหลาดกับตนเอง มินมินแว่วได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ ‘ดารา’

ดาราคนนั้นกับ ‘เจ้าหญิงดารา’ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า จะใช่คนเดียวกันหรือไม่

“จวนจะค่ำแล้ว ท่านมาที่มินตาซุทำไม… ต่อพญายี” สตรีผู้มีนามว่า ‘เจ้าหญิงทับทิม’ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าอันราบเรียบ หากมินมินกลับรู้สึกได้ว่าภายใต้ความราบเรียบนั้น แฝงเอาไว้ด้วยความไม่ไว้ใจ

มินมินสังเกตเห็นแววตาที่ต่อพญายีและเจ้าหญิงดารามองกันแล้ว ก็พอจะเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าหญิงทับทิมจึงไม่ไว้ใจชายหนุ่มผู้นี้

“เราพาสตรีผู้นี้มาสอบ…” ชายหนุ่มละเอาไว้ไม่กล่าวต่อให้จบประโยค เขาชี้มือที่ถือดาบไปทางมินมินซึ่งยังยืนนิ่งขึงอยู่

“สอบ…” มินมินเห็นเจ้าหญิงทับทิมหันไปสบตากับเจ้าหญิงดารา ผู้เป็นธิดา

“ถูกต้อง…” ต่อพญายีตอบเสียงเคร่งขรึม “มีพิรุธหลายประการนัก เพราะจู่ๆ นางก็มาปรากฏกายที่ Hsinbyume ขณะที่เรากำลังลาดตระเวน ที่มาที่ไปไม่ปรากฏ สังเกตดูจะเห็นว่าสตรีผู้นี้แต่งกายคล้ายกับคนโยเดีย อีกทั้งลุนตยาที่ใช้ก็เป็นลวดลายของเจ้าหญิง… นางบอกว่าชื่อมินมิน พำนักอยู่ที่มินตาซุ แต่ถ้านางอยู่ที่มินตาซุจริงๆ… เราต้องรู้จัก”

“ท่านก็เลยพามาเพื่อสอบถามว่า เธอคือใคร” เจ้าหญิงทับทิมพยักหน้า สายตาของเธอจ้องมองมินมินอย่างครุ่นคิด

“ถูกต้อง” ต่อพญายีพยักหน้า “ท่านก็รู้ว่าในยามนี้ เรามิอาจไว้ใจผู้ใดได้ทั้งสิ้น”

ข่าวการประชวรของพระเจ้าโบดอพญาแพร่สะพัด ฝ่ายทหารต้องทำงานกันหนักเพื่อรักษาความปลอดภัยของทั้งพระเจ้าแผ่นดินและราชอาณาจักร เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การแย่งชิงราชบัลลังก์ หรือการที่อาณาจักรอื่นจะฉวยโอกาสเพื่อทำสงคราม มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้

“หากนางพิสูจน์ตัวเองไม่ได้… เราก็จำเป็นจะต้องนำตัวนางไปส่งให้ทางการ เพื่อทำการสอบสวนต่อไป”

“อะไรนะ” มินมินหันขวับไปทางชายหนุ่ม

…ไปกันใหญ่แล้ว… นี่เขาคิดว่าหล่อนเป็นคนร้ายหรืออย่างไร

“เห็นจะไม่จำเป็นต้องทำเช่นที่ว่า” ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านั้น เจ้าหญิงทับทิมก็เดินมาใกล้ๆ มินมิน

มือเรียวยาวของหญิงวัยกลางคนโอบไหล่ของมินมินเอาไว้หลวมๆ ก่อนมุมปากจะยกยิ้ม ขณะเอ่ยกับต่อพญายีด้วยเสียงดังฟังชัดว่า

“เพราะมินมินหาใช่ใครที่ไหนไม่ แต่เป็นหลานสาวของเรา เธอเพิ่งเดินทางมาจากมินบู”

Don`t copy text!