Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 9 : มินตาซุ – ย่านเจ้าฟ้า

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 9 : มินตาซุ – ย่านเจ้าฟ้า

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

“ท่านย่าของฉันเป็นเจ้าหญิงโยเดีย” มินมินตั้งสติ พยายามเรียบเรียงคำตอบให้ออกมาดูดี

ไม่อยากโกหก แต่ก็ไม่สามารถเล่าความจริงทั้งหมดได้ และในตอนนี้ สิ่งที่เจ้าหญิงทับทิมต้องการก็คือคำตอบที่ยอมรับได้

“ท่านยังอยู่โยเดีย ไม่ได้ถูกนำตัวขึ้นมาที่อังวะด้วย”

“ยังอยู่โยเดียรึ” ดวงตาของเจ้าหญิงทับทิมเต็มไปด้วยร่องรอยครุ่นคิด

“ใช่จ้ะ… ฉันไม่เคยเห็นท่าน ได้ยินแต่คนพูดถึง” คราวนี้มินมินพูดจริง เธอไม่เคยเห็นเจ้าฟ้าที่เป็นต้นตระกูลของตัวเอง… จะเห็นได้อย่างไร ตอนที่เธอเกิด เจ้าฟ้าพวกนั้นสิ้นพระชนม์ไปนานนับร้อยปี ป่านนี้คงเกิดใหม่ไปแล้วละกระมัง

“ตอนนี้โยเดีย ไม่เหมือนเดิมแล้ว… หล่อนรู้ใช่ไหม” เจ้าหญิงว่า “อยุธยาเสียหายเกินกว่าจะฟื้นคืน ขุนหลวงตากต่อสู้กับทัพอังวะจนมีชัย ตั้งเมืองหลวงใหม่อยู่ที่ธนบุรี ต่อมาเจ้าพระยาจักรี ก็ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นรัชกาลแรกของราชวงศ์ใหม่ และย้ายเมืองหลวงมาที่บางกอก…”

“จ้ะ” มินมินพยักหน้า ตอบได้เพียงเท่านั้นจริงๆ เพราะเรื่องทั้งหมดที่เจ้าหญิงทับทิมเล่าออกมานั้น พ่อไม่เคยเล่าให้เธอฟังมาก่อน ดูท่าเจ้าหญิงองค์นี้จะไม่ใช่เจ้าหญิงธรรมดาๆ หากมีความรอบรู้มิใช่น้อย

“จะว่าไปแล้ว ฉันไม่รู้เรื่องที่โยเดียมากนักหรอก ได้แต่ฟังพ่อแม่เล่าสืบต่อกันมาเท่านั้นเอง” มินมินรีบบอก เพราะกลัวว่าเจ้าหญิงทับทิมจะถามคำถามที่เธอตอบไม่ได้

“ย่าของฉันพลัดพรากจากปู่ ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่มีผู้ใดรู้… มีเพียงปู่ของฉันเพียงคนเดียวที่ถูกนำตัวขึ้นมาพร้อมกับเชลยศึกคนอื่นๆ เนื่องเพราะว่าท่านเป็นทหาร  ที่ที่เราอยู่เรียกว่ามินตาซุเหมือนกัน”

“ตกลงย่าของเจ้าชื่ออะไร” สายตาของเจ้าหญิงทับทิมยังจับจ้องมองดูลุนตยาผืนที่มินมินสวม น้ำเสียงเคร่งเครียดในตอนแรกอ่อนลง

“ชื่อ… เอ้อ…” มินมินกรอกตาไปมา พยายามนึกทบทวนถึงประวัติครอบครัวตัวเองที่พ่อชอบพูดถึงอยู่บ่อยๆ “ท่านชื่อ เจ้าฟ้าดาราจ้ะ”

“เจ้าฟ้าดารา…” เจ้าหญิงทับทิมพึมพำ “ชื่อเหมือนลูกสาวของฉันเลย… เจ้าฟ้าดารา ย่าของเธอเป็นเจ้าฟ้าสายไหนกันนะ…”

เท่าที่เจ้าหญิงทับทิมเคยได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับอยุธยาจากเจ้าหญิงลำภูผู้เป็นพระมารดา

เธอรู้ว่าพระราชโอรสและพระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ นั้นมีหลายพระองค์ มีทั้งที่เกิดแต่พระมเหสีและพระสนม แม้ส่วนใหญ่จะถูกกวาดต้อนมาอังวะ แต่ก็มีอีกหลายพระองค์ที่หนีรอดไปได้ ตกมาถึงรุ่นของเธอก็ไม่รู้จักแล้วว่าใครเป็นใครกันบ้าง

อีกอย่าง เท่าที่เธอทราบข่าวมา เจ้าฟ้าที่มีเชื้อสายราชวงศ์บ้านพลูหลวงมักเลือกที่จะเก็บพระองค์อยู่เงียบๆ  ไม่แสดงบทบาททางการเมืองออกมา ด้วยแผ่นดินในยามนั้นผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่แล้ว เจ้าฟ้าเจ้านายจากราชวงศ์เก่าจึงไม่อยากให้มีภัยเกิดขึ้นกับตัว

เหมือนอย่างเช่นพระองค์เจ้าแขก หรือกรมหมื่นเทพพิพิธ ผู้เป็นพระราชอนุชาของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ที่ไปตั้งทัพอยู่ที่หัวเมืองโคราชเตรียมจะตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าปกครอง ยังถูกขุนหลวงตากปราบปรามเสียจนสิ้นซาก

“สายไหนก็ไม่แน่ใจจ้ะ” มินมินตอบตามตรง

“อือม…” เจ้าหญิงทับทิมพยักหน้า

เด็กสาวคนนี้ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน หน้าตาท่าทางก็สวยสมกับคนที่มีเชื้อสายโยเดีย คงจะเป็นเชื้อสายเจ้าฟ้าจริงดังว่า ไม่เช่นนั้นจะมีลุนตยาเช่นนี้สวมใส่ได้อย่างไรกัน

“แล้วที่เธอว่ามาจากมินตาซุ…”

“ก็เรียกกันไปอย่างนั้นล่ะค่ะ” มินมินตอบเสียงแผ่ว “ตำบลของเรา มีคนที่มีเชื้อสายเจ้าฟ้า… เขาเลยเรียกกันว่ามินตาซุ เหมือนอย่างที่นี่”

“แล้วเธอมาถึง Hsinbyume ได้อย่างไร” เจ้าหญิงทับทิมเลิกซักไซ้เรื่องมินตาซุ เธอรู้ว่าตลอดระยะทางที่กองทัพอังวะเคลื่อนคนขึ้นมาจากโยเดีย มีการปล่อยคนไปตั้งหมู่บ้านตลอดรายทางสองข้างแม่น้ำอิระวดี  อาจจะมีสักแห่งที่มีเจ้าฟ้าเล็กๆ ไม่ได้มีความสำคัญหยุดยั้งอยู่บ้างก็เป็นได้

น่าเสียดายที่เจ้าฟ้าลำภู พระมารดาของเธอความจำไม่ดีเหมือนแต่ก่อน วันๆ ได้แต่นั่งนิ่ง มองเหม่อไม่พูดอะไร ส่วนเจ้าฟ้าโชติพระบิดานั้นก็มีพระชนม์มากแล้ว สองสามปีหลังมานี้มีอาการเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ สามวันดีสี่วันไข้ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะพอสอบถามถึงเรื่องราวแต่เก่าก่อนได้บ้าง

“ก็…” มินมินกลอกตาไปมา นึกหาคำตอบรวดเร็ว “เพื่อนของฉันชวนให้มากราบขอพรพระเจดีย์ด้วยกัน อุตส่าห์เดินทางมาแต่ไกล เพื่อนก็มาหายตัวไป… แล้วต่อพญายีก็มาพบฉันเข้า พอฉันบอกว่ามาจากมินตาซุ เขาก็เลยพาตัวฉันมาจนถึงที่นี่”

“ต่อพญายีเป็นนายทหารที่มีหน้าที่ควบคุมเชลยชาวโยเดีย ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยจะสู้ดี เขาเลยต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ เห็นคนแปลกหน้าผ่านมา ก็ต้องสอบถามว่าเป็นใครมาจากไหน”

จากวันที่พระเจ้าสินพยุฉิ่นหรือพระเจ้ามังระนำเชลยศึกชาวโยเดียขึ้นมาถึงอังวะ จนถึงบัดนี้ เวลาล่วงเลยมาถึงห้าสิบปีแล้วก็ตาม หากอังวะก็ยังแต่งตั้งทหารให้มาคอยควบคุมกำกับดูแลเชลยศึกชาวโยเดีย และลูกหลานของพวกเขาอยู่อย่างใกล้ชิด ด้วยต้องการจะให้แน่ใจว่าเชลยพวกนี้จะไม่ลุกขึ้นมาก่อกบฏ

“ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันเอาไว้” มินมินเอ่ยพร้อมกับก้มลงกราบเจ้าหญิงทับทิม

“ไม่เป็นไร ถือว่าช่วยคนโยเดียด้วยกัน พวกอังวะใจร้ายนัก ว่ากันว่าเวลาที่พวกเขาทรมานคนร้ายละก็… โหดเหี้ยมอำมหิตไม่ใช่น้อย” เจ้าหญิงว่า และนั่นทำให้มินมินถึงกับทำคอย่นด้วยความประหวั่น

เห็นท่าทางหวาดกลัวของเด็กสาว เจ้าหญิงก็อดจะแย้มสรวลออกมามิได้ และนั่นทำให้ดวงหน้านวลงามของเธออ่อนโยนลง

“ว่าแต่ว่า หลังจากนี้… เธอจะไปไหนต่อ… กลับบ้าน หรืออย่างไร”

“ฉัน… เอ้อ…” คราวนี้มินมินตอบไม่ถูก

หากเป็นไปได้ เธอก็อยากย้อนกลับไปสู่เวลาปัจจุบันที่จากมา ป่านนี้พ่อกับแม่จะเป็นอย่างไรบ้างแล้วก็ไม่รู้

แต่มินมินก็ตอบไม่ได้ว่าจะกลับอย่างไร

เพราะที่หลุดเวลามาโผล่เอาที่นี่… เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ถ้ายังนึกไม่ออก พักอยู่ด้วยกันที่นี่ก่อนก็ได้นะ”

“ได้หรือคะ” ดวงตากลมโตของมินมินเบิกกว้าง อย่างน้อยได้พักที่นี่ก็ยังดีกว่าถูกคนตัวโตจับไปทรมาน

“ได้สิ” เจ้าหญิงทับทิมว่า หากดวงตาของเธอยังคงจ้องมองมาแน่วนิ่ง

สายตาทำนองนั้นทำให้มินมินรู้สึกหนาวยะเยือก เหมือนกับเจ้าหญิงทับทิมจะรู้ว่าเธอพูดปด หากเจ้าหญิงไม่ได้เอ่ยออกมาตรงๆ

“แล้วเสื้อผ้าของเธอ…”

“เสื้อผ้า…” มินมินทำตาโต

…จริงสิ เธอมีเสื้อผ้าติดกายมาแค่ชุดเดียวเท่านั้น…

เคราะห์ดีที่เป็นลุนตยาผืนเก่าแก่และเสื้อผ้าฝ้ายที่ดูเรียบง่าย หากเธอย้อนกลับมาอดีตด้วยชุดเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ละก็ คงทำเอาทุกคนตื่นเต้นโกลาหลยิ่งกว่านี้ ดีไม่ดีต่อพญายีอาจจะลากตัวเธอไปส่งทางการแล้วด้วยซ้ำ

“ฉัน… ฉันถูกพาตัวมาที่นี่ จึงไม่มีเวลาจะได้หยิบเอาเสื้อผ้ามาด้วย” มินมินพยายามประหยัดถ้อยวาจา

“ไม่เป็นไร” เจ้าหญิงทับทิมพึมพำ “เธอกับดาราตัวเท่าๆ กัน ใส่เสื้อผ้าของดาราไปก่อนก็ได้”

“ขอบคุณจ้ะ” มินมินก้มกราบเจ้าหญิงทับทิมอีกครั้ง

“แต่อยากให้เธอเข้าใจอีกเรื่อง” เจ้าหญิงว่า “ถึงเราจะเป็นเจ้าก็จริง หากอยู่ที่นี่ เราไม่ได้อยู่อย่างเจ้า เธอเองก็ต้องช่วยหยิบจับทำงานเหมือนกับคนอื่นๆ… จะนิ่งดูดายไม่ได้เด็ดขาด เข้าใจไหม”

“เข้าใจค่ะ” มินมินรีบรับปาก

“อีกอย่าง…” คราวนี้น้ำเสียงของเจ้าหญิงแฝงไว้ด้วยความหนักอกหนักใจ “หากไม่จำเป็นแล้วละก็ อย่าออกไปเที่ยวเล่นเพ่นพ่านนอกหมู่บ้านมินตาซุโดยเด็ดขาด เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันอาจจะช่วยเธอไว้ไม่ได้เหมือนคราวนี้ ความโชคดีไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ หรอกนะมินมิน… เพลานี้โบดอพญาประชวรหนัก มีข่าวว่ามีคนส้องสุมกองทัพ หมายจะชิงบัลลังก์ และยังมีหัวเมืองหลายเมืองที่กำลังวางแผนจะแยกตัวเป็นอิสระ… ที่สำคัญ… ระวังต่อพญายีไว้ให้ดี เขาเป็นถึงพระราชนัดดาของพระเจ้าโบดอพญา และเขาก็ไม่ได้ชอบคนโยเดียมากนัก…”

แม้จะอยู่ในเรือนของตัวเอง หากเจ้าหญิงทับทิมก็ลดเสียงเบาลง หางตาเรียวยาวของเธอเหลือบมองเจ้าหญิงดาราที่ตลอดเวลาเอาแต่นั่งนิ่ง ก้มหน้ามองพื้น

มินมินสังเกตริมฝีปากเรียวบางของเจ้าหญิงองค์น้อยเม้มแน่นเป็นเส้นตรง อาการกำมือทั้งสองข้างแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน เหมือนกับว่าเธอกำลังเก็บงำความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ภายในอย่างสุดความสามารถ

สิ่งเดียวที่หญิงสาวพอจะทำได้ในตอนนั้น ก็คือรับปากเจ้าหญิงทับทิมด้วยสุ้มเสียงที่แผ่วเบายิ่งกว่ากระซิบ

“ค่ะ… ฉันจะคอยระวังตัวเอาไว้…”

 

แม้เรือนของเจ้าหญิงทับทิมจะมีขนาดใหญ่ หากมีบ่าวไพร่อยู่ไม่ใช่น้อย  เจ้าหญิงจึงจัดให้มินมินพักอยู่กับเจ้าหญิงดารา

“ขอโทษด้วยนะคะ ที่มารบกวน” มินมินเอ่ยด้วยสุ้มเสียงเกรงใจ สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องนอนที่ไม่กว้างมากนัก

มีเตียงไม้ตั้งอยู่กลางห้อง ขาเตียงทั้งสี่แกะสลักเป็นรูปเท้าสิงห์ ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าเป็นฝีมือของช่างชาวโยเดีย

บ่าวสองคนช่วยกันปูฟูกไว้ที่มุมห้องด้านหนึ่ง สำหรับเป็นที่นอนของมินมิน พอปูที่นอนเสร็จเรียบร้อย พวกเธอก็ล่าถอยออกไป เปิดโอกาสให้สตรีทั้งสองได้สนทนากันโดยลำพัง

“ไม่เป็นไรเลย ฉันอยากมีพี่สาวนานแล้ว” เจ้าหญิงดารายิ้มยินดี สอบถามกันแล้ว… มินมินอายุมากกว่าเจ้าหญิงหลายปี “ว่าแต่พี่เถอะจ้ะ… นอนบนพื้นแบบนั้นได้หรือเปล่า”

“ได้จ้ะ” มินมินรับตอบ เท่าที่เจ้าหญิงทับทิมอนุญาตให้พักอยู่ด้วยได้ ก็นับเป็นโชคดีของเธอมากแล้ว

“ครอบครัวเรามีแค่สี่คน… ท่านแม่ ตัวฉัน ท่านยายและท่านตา” เจ้าหญิงดาราเล่า “ท่านพ่อของฉันสิ้นไปหลายปีแล้ว เจ้าหญิงลำภู ท่านยายของฉันก็เริ่มหลงๆ ลืมๆ เจ้าฟ้าโชติ ท่านตาของฉันก็สุขภาพไม่สู้จะดีนัก ใช้จ่ายอะไรก็ต้องประหยัดกัน”

“ทุกคนที่อยู่หมู่บ้านนี้ เป็นเชื้อสายเจ้าฟ้าทั้งหมดเลยหรือ” มินมินอดถามไม่ได้ มินตาซุในยามนี้แตกต่างจากมินตาซุในสมัยปัจจุบันแทบจะสิ้นเชิง

“มินตาซุ แปลว่าย่านเจ้าฟ้า… แน่นอน ทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ มีเชื้อสายเจ้านายโยเดียกันทั้งนั้น” เจ้าหญิงดาราพยักหน้า “ยายเล่าให้ฉันฟังว่า… ตอนที่เพิ่งขึ้นมาถึงอังวะ พระเจ้าสินพยุฉิ่นแยกเจ้านายสตรีไปอยู่ในวัง เจ้านายผู้ชายก็พระราชทานที่ดินตรงนี้ให้สร้างเรือน ยายของฉันอภิเษกสมรสกับตา จึงได้ออกจากวังมาอยู่ที่นี่ ต่อมาพระเจ้าโบดอพญาย้ายเมืองหลวงไปอยู่อมรปุระ เจ้านายสตรีหลายองค์ไม่ได้เสด็จตามไปด้วย ก็ทูลลาออกมาอยู่ที่นี่เช่นกัน”

ขณะที่เล่า เจ้าหญิงดาราก็เดินไปยังมุมห้องด้านหนึ่ง เพื่อเปิดหีบไม้ใบใหญ่ และเลือกผ้าสองสามผืนแล้วส่งให้มินมิน

“หอมจัง” มินมินรับผ้ามา พร้อมกับสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่รวยรินอยู่ในอณูอากาศเข้าไปด้วยความรู้สึกชื่นใจ

พลันนึกขึ้นมาได้ว่า กรุ่นหอมประหลาดที่ได้สัมผัสตอนไปกราบพระเจดีย์ Hsinbyume ก็คือกลิ่นหอมเดียวกันนี่เอง

“เราอบผ้าด้วยเทียนอบผ้า” เจ้าหญิงดาราอธิบาย และมินมินก็นั่งอ้าปากค้างฟังด้วยความสนใจ “เป็นเคล็ดลับที่ท่านยายจำมาจากสมัยอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา…”

เจ้าหญิงดาราออกเสียงคำว่า ‘กรุงศรีอยุธยา’ ไม่คล่องนัก คำว่า ‘อยุธยา’ จึงฟังลากยาวคล้ายกับคำว่า ‘โยเดีย’

“เทียนขวั้นมาจากรวงผึ้ง ไส้เทียนทำมาจากเกสรและดอกไม้หลายชนิด มีแต่พวกเราชาวโยเดียเท่านั้น ที่จะอบผ้าด้วยกรรมวิธีเช่นนี้”

“ตอนที่ฉันอยู่ที่ Hsinbyume…” มินมินนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอหันไปหาเจ้าหญิงดารา “ตอนที่ฉันพบต่อพญายี…”

มินมินเห็นรอยสะท้านไหววะวับขึ้นในหน่วยตาคู่กระจ่างใสของเจ้าหญิง

“เขาเรียกชื่อเจ้าหญิง…”

แก้มของเจ้าหญิงดาราซับสีเลือด เธอเบือนหน้าไปทางหน้าต่างบานยาวที่เปิดแง้มเอาไว้

“ต่อพญายีเรียกว่า…ดารา น้องอยู่ที่ไหน…”

มินมินเอื้อมมือไปจับอีกฝ่ายไว้มั่น

“เจ้าหญิงดารา… เจ้าหญิงนัดต่อพญายีไปพบที่นั่นใช่หรือไม่”

เจ้าหญิงดารานิ่งขึงไปในทันใด มือไม้ยะเยียบเย็นจนมินมินรู้สึกได้ ประโยคต่อไปเธอจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า

“เจ้าหญิงทับทิมไม่รู้เรื่องนี้ใช่ไหมคะ…”

Don`t copy text!