เปลวกนก บทที่ 6 : หม่อมราชวงศ์หญิงเปลวกนก เกษกนก

เปลวกนก บทที่ 6 : หม่อมราชวงศ์หญิงเปลวกนก เกษกนก

โดย : พงศกร

เปลวกนก เรื่องราวของ มรว.เปลวกนก ที่ตัดสินใจหนีความวุ่นวายจากพระนครมาหาความสงบด้วยการทำฟาร์มถึงบางเบิด แต่แล้วเมื่อเพื่อนสนิทถูกฆาตกรรม เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ขณะเดียวกันก็มีเรื่องของหัวใจให้ต้องหนักใจอีก มาช่วยเธอตามหาความจริงและคำตอบของหัวใจได้ใน “เปลวกนก” โดย พงศกร นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-6-

 

“อะไรนะ” คุณหญิงเจิดนภางค์อ้าปากค้าง จ้องมองเด็กหนุ่มหน้าขาวๆตรงหน้าราวไม่เชื่อสายตาตัวเอง “ผู้ใหญ่กำลังบอกว่าเด็กกะโปโลคนนี้ก็คือ…อุ๊บ…เด็กคนนี้ คือธิดาของท่านชายเปรมปุษาณหรือ นี่ฉันฟังอะไรผิดไปหรือเปล่า”

หม่อมราชวงศ์เจิดนภางค์จ้องคุณหญิงเปลวกนก มองไล่ขึ้นๆ ลงๆ ราวไม่เชื่อสายตาตนเองว่า เด็กผู้ชายท่าทางแก่นๆ ที่ยืนหลังหยัดตรงอยู่เบื้องหน้า ที่จริงแล้วเป็นผู้หญิง แถมยังเป็นธิดาคนโตของหม่อมเจ้าเปรมปุษาณอีกต่างหาก

“ฟังไม่ผิดหรอกฮะ…ที่คนแถวนี้เรียกกันว่าไอ้เปลว บ้านบางเบิดน่ะ ชื่อจริงของฉันก็คือหม่อมราชวงศ์เปลวกนก เกษกนก” คุณหญิงเปลวกนกตอบเสียงชัดถ้อยชัดคำ สะใจกับท่าทางตระหนกของอีกฝ่ายยิ่งนัก

ตลอดเวลาที่คุณหญิงทั้งสองพูดจาโต้ตอบกันนั้น หม่อมเจ้าดำรงชาติได้แต่นิ่งมอง  ‘คุณหญิง’ เปลวกนกด้วยความสนพระทัย

นึกว่าเป็นเด็กหนุ่มกลับกลายเป็นเด็กสาวไปเสียได้ แถมไม่ใช่เด็กสาวสามัญ หากเป็นถึงราชนิกุลสาวอีกต่างหาก

“เข้าใจแล้วใช่ไหมขอรับคุณหญิงเจิดนภางค์” ผู้ใหญ่วิทยาหันไปกล่าวกับราชนิกุลสาวที่ยืนอยู่เบื้องหลังท่านชายดำรงชาติ “ว่าเหตุใดกระผมจึงจับคุณหญิงเปลวกนกไม่ได้”

“แต่การเป็นหม่อมราชวงศ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าทำผิดไม่ได้นี่คะ” คุณหญิงเจิดนภางค์ยังไม่ยอมแพ้ “และถ้าทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมาย”

“ใช่…ไม่ว่าใครก็ตามถ้าทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายอยู่แล้ว” ท่านชายดำรงชาติเห็นว่าคุณหญิงเจิดนภางค์คงไม่ยอมหยุดง่ายๆ จึงตรัสขึ้นด้วยสุรเสียงเข้ม “แต่สำหรับ…เอ้อ…สำหรับคุณหญิงเปลว…ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าเธอฆ่าวิทิศน์ ฉะนั้นเราจึงไม่สามารถจับตัวเธอไว้ได้ อีกอย่าง…ถ้าจะทำอย่างนั้น ก็เหมือนกับที่ผู้ใหญ่วิทยาว่า นั่นคือต้องทูลขออนุญาตจากท่านชายเปรมฯ เสียก่อน”

“แล้วเราจะทำยังไงต่อฮะ ผู้ใหญ่” คุณหญิงเปลวกนกเอ่ยถามผู้ใหญ่บ้าน สุ้มเสียงติดจะไม่ค่อยพอใจนัก ด้วยไม่ชอบให้คนเรียกว่า ‘คุณหญิง’ เรียกไอ้เปลวเหมือนเดิมยังจะดีเสียกว่า

“กระผมจะขอสอบปากคำศรีไพรสักหน่อย บางทีเราอาจได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับรูปคดี” ผู้ใหญ่วิทยาหันไปทางเด็กสาวลูกจ้างของวิทิศน์ซึ่งยืนตัวลีบ แอบอยู่ข้างหลังคุณหญิงเปลวกนก

“ศรีไพรเป็นลูกจ้างของวิทิศน์” คุณหญิงเปลวกนกรีบบอกท่านชาย เมื่อเห็นร่องรอยสงสัยปรากฏในดวงเนตรของอีกฝ่าย “เธอเพิ่งมาถึงที่ร้าน ตอนที่…เอ้อ…ตอนที่ท่านชายทรงไปตามผู้ใหญ่วิทยาน่ะฮะ”

“อ้อ” ท่านชายพยักพักตร์เป็นทำนองรับรู้

“ไม่ต้องกลัวนะศรีไพร ถ้าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว” คุณหญิงเปลวกนกหันไปบอกกับเด็กสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เล่าทุกอย่างที่เธอรู้ให้ผู้ใหญ่ฟัง เล่าเหมือนกับที่เล่าให้ฉันฟังเมื่อสักครู่ เข้าใจไหม”

“จ้ะ คุณเปลว” ศรีไพรก้มหน้านิ่ง มือทั้งสองบีบกันแน่นด้วยความหวั่นวิตก

ท่านชายดำรงชาติกวาดเนตรไปรอบๆ ทรงสังเกตผู้คนในห้องแห่งนั้นด้วยความละเอียดรอบคอบ ก่อนจะผินพักตร์ไปทางผู้ใหญ่วิทยาแล้วตรัสถามว่า

“แถวนี้มีโรงน้ำแข็งใช่ไหม เมื่อวานดูเหมือนฉันจะเห็นอยู่แห่งหนึ่ง”

“มีขอรับ” ผู้ใหญ่วิทยาพยักหน้า “เป็นโรงน้ำแข็งของนายทรัพย์ขอรับ”

“ดี” ท่านชายแย้มสรวลแต่น้อย “ถ้าเช่นนั้นหลังจากสอบปากคำศรีไพรเสร็จเรียบร้อย ผู้ใหญ่ช่วยสั่งลูกน้องให้เคลื่อนศพไปเก็บไว้ที่โรงน้ำแข็งก่อน ความเย็นจะช่วยถนอมศพ ฉันเพิ่งส่งโทรเลขถึงเจ้าคุณแพทยาคุณขอให้ช่วยชันสูตรศพของวิทิศน์ รอดูว่าท่านเจ้าคุณจะเดินทางมาที่นี่ หรือให้ส่งศพเข้าไปที่พระนคร”

“ขอรับ ท่านชาย” ผู้ใหญ่วิทยารู้ดีว่าหม่อมเจ้าดำรงชาติสังกัดหน่วยตำรวจลับของในหลวง มีอำนาจที่จะสั่งการอย่างไรก็ย่อมได้

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเสาะหาโรงน้ำแข็งเพื่อเก็บศพไว้ชั่วคราว ด้วยในบางเบิดมีโรงน้ำแข็งอยู่สองสามแห่ง ส่วนมากแล้วใช้สำหรับเก็บรักษาปลาทะเลที่จับมาได้ น้ำแข็งเป็นของแพง  ต้องสั่งเครื่องผลิตน้ำแข็งมาจากสิงคโปร์ คนจะมีโรงน้ำแข็งได้ต้องเป็นคหบดีมีเงินและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนายทรัพย์ ผู้เป็นบิดาของวิทิศน์นั่นเอง

“ท่านชายจะเสด็จไปด้วยไหมขอรับ จะได้แจ้งข่าวนายทรัพย์พร้อมกันทีเดียว” ผู้ใหญ่วิทยาหันมาถามหม่อมเจ้าดำรงชาติด้วยท่าทางเกรงใจ

“ไปสิ” ท่านชายตรัสตอบ “ฉันจะไปบอกข่าวของวิทิศน์ให้นายทรัพย์รู้ด้วยตัวเอง…จะไปด้วยกันไหมหญิงเปลว” ท่านชายหันไปรับสั่งกับธิดาของหม่อมเจ้าเปรมปุษาณ ด้วยท่าทางสนิทสนม สร้างความไม่พอใจให้กับคุณหญิงเจิดนภางค์มากพอดู

“ไม่ฮะ” คุณหญิงเปลวกนกส่ายหน้าดิก “มีธุระที่ต้องกลับไปจัดการที่ฟาร์มหลายอย่าง”

“แล้วน้ำผึ้งสองโถนั้น…เธอจะทำอย่างไร” เนตรคู่คมของท่านชายเหลือบมองดูโถเคลือบใบโต ซึ่งภายในบรรจุน้ำผึ้งจากฟาร์มของคุณหญิงเปลวกนก

“ก็เอากลับฟาร์มน่ะสิฮะ วิทิศน์ไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว” คุณหญิงเปลวกนกยักไหล่ ตอบด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก ไม่สนด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเป็นถึงหม่อมเจ้า และเธอควรจะพูดจากับท่านชายด้วยท่าทีสุภาพและให้เกียรติ

“อย่าเลย” ท่านชายเอื้อมหัตถ์ไปฉวยหยิบโถน้ำผึ้งจากเคาน์เตอร์ “ฉันขอซื้อต่อ”

“ท่านชาย” คุณหญิงเจิดนภางค์ร้องเสียงแหลม “ซื้อทำไมกันเพคะ น้ำผึ้งอะไร คุณภาพดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ สู้น้ำผึ้งป่าไม่น่าจะได้”

“ฉันเชื่อว่าน้ำผึ้งจากฟาร์มเปรมปุษาณเป็นของดี” ท่านชายดำรงชาติทรงยืนยัน

“หญิงคิดว่าซื้อน้ำผึ้งป่าจากพวกชาวบ้านดีกว่าเพคะ” คุณหญิงเจิดนภางค์ยังยืนกรานความคิดของตน

“ในเมื่อคู่รักท่านชายไม่ให้ซื้อ ก็เอาคืนมาเถอะ” คุณหญิงเปลวกนกเริ่มหมดความอดทน เธอไม่ชอบผู้หญิงเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการแบบคุณหญิงเจิดนภางค์ คนแบบนี้อยู่ไกลได้มากแค่ไหนก็ยิ่งดี

น้ำผึ้งจากฟาร์มเปรมปุษาณเป็นน้ำผึ้งจากดอกสาบเสือ จึงคุณภาพดีและมีกลิ่นหอมนุ่มนวล รสชาติไม่หวานจัดจนเกินไป ใครได้ชิมเป็นต้องติดใจ แล้วคุณหญิงเจิดนภางค์มาพูดดูถูกแบบนี้ได้อย่างไรกัน

เธอเอื้อมมือไปหมายจะหยิบโถน้ำผึ้งกลับคืนมา หากท่านชายดำรงชาติรีบเบี่ยงวรองค์หลบ ไม่ยอมปล่อยโถน้ำผึ้งให้อีกฝ่าย

“ไม่” ท่านชายส่ายพักตร์ “กำลังนึกอยากกินฮันนี่โทสต์อยู่พอดี ที่มาร้านของวิทิศน์ก็เพราะได้ข่าวว่าเขาทำฮันนี่โทสต์อร่อยมาก…น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตไปก่อน ได้น้ำผึ้งของหญิงเปลวไป ฉันจะได้ทำฮันนี่โทสต์กินเอง”

“โถละสิบห้าบาท สองโถสามสิบบาท” คุณหญิงเปลวกนกบอกราคาน้ำผึ้ง คุณหญิงเจิดนภางค์ฟังแล้วถึงกับตาค้าง ก่อนจะโวยวายออกมา

“น้ำผึ้งอะไร แพงยังกับทองคำ”

“ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร” คุณหญิงเปลวกนกว่า เพราะใจก็ไม่ได้อยากขายให้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“ซื้อ” ท่านชายทรงยืนยัน “เดี๋ยวเสร็จธุระเรื่องวิทิศน์แล้ว ฉันจะตามไปจ่ายเงินให้ที่ฟาร์มของเธอ”

“เอ้อ…” คุณหญิงเปลวกนกขยับจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง หากเท่าที่พอจะทำได้ในตอนนั้นก็คือเอ่ยออกมาว่า “ขอบพระทัยฮะ…เอ้อ…เพคะ”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

เสียงหึ่งๆ ของผึ้งที่บินวนเวียนอยู่รอบๆ แปลงดอกไม้ เป็นเสียงที่ทำให้คุณหญิงเปลวกนกรู้สึกมีความสุข ชั่วขณะที่ได้อยู่กับผึ้งเหล่านี้เป็นชั่วขณะที่คุณหญิงได้เป็นตัวเองยิ่งกว่าชั่วขณะอื่นใด

ผึ้งเป็นสัตว์สังคม พวกมันอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่ทำร้ายใครก่อน ยกเว้นอาณาเขตของพวกมันจะถูกรุกราน เมื่อนั้นพวกมันจะรวมตัวกัน ต่อสู้กับศัตรูอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนว่าตัวจะตาย ขอเพียงปกป้องอาณาจักรและนางพญาของพวกมัน

เมื่อแรกที่คุณหญิงเปลวกนกริเริ่มจะเลี้ยงผึ้งในฟาร์ม มารดาของเธอคัดค้านอย่างเต็มที่ หม่อมกนกอรไม่เห็นด้วยกับบุตรสาวเอาเสียเลย

‘เลี้ยงผึ้ง เลี้ยงทำไมกัน’ ดวงตาของผู้เป็นมารดาเบิกกว้าง คุณหญิงเปลวกนกยังจำสีหน้าประหลาดใจของหม่อมมารดาได้แม่น ‘ไม่มีใครคิดแผลงๆ แบบนี้หรอก หากอยากจะได้น้ำผึ้งก็ไปตีเอาในป่าสิ มีออกถมเถ น้ำผึ้งจากธรรมชาติรสชาติอร่อย แถมยังมีประโยชน์’

ในยามนั้นไม่มีใครคิดถึงเรื่องเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพ ด้วยป่าดงพงไพรในสยามอุดมสมบูรณ์ ฝูงผึ้งในป่ามีเป็นจำนวนมาก หากเปลวกนกกลับคิดตรงกันข้าม

‘ลูกเห็นด้วยกับหม่อมแม่ว่าถ้าอยากได้น้ำผึ้งก็หาได้จากป่าไม่ยาก แต่การที่เราเลี้ยงผึ้งและเก็บน้ำผึ้งจากฟาร์ม เป็นการควบคุมคุณภาพ เราสามารถกำหนดดูถึงขนาดที่ว่า อยากให้น้ำผึ้งของฟาร์มเรามาจากดอกไม้ชนิดไหน น้ำผึ้งป่าอาจจะมีมากก็จริง แต่คุณภาพของน้ำผึ้งธรรมชาติก็ขึ้นกับพื้นที่และชนิดของดอกไม้ ควบคุมไม่ได้เหมือนน้ำผึ้งจากฟาร์ม’

คุณหญิงเปลวกนกพยายามอธิบายให้หม่อมกนกอรเข้าใจ ก่อนหน้าจะทำโปรเจกต์นี้ เธออ่านหนังสือค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้งมานับไม่ถ้วน เขียนจดหมายคุยกับครูที่สอนวิชาเกษตรในโรงเรียนที่ปีนัง ปรึกษากับครูจนแน่ใจแล้วว่าการเลี้ยงผึ้งไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถทำได้ในเมืองไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อากาศดี แหล่งธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เหมือนที่บางเบิด

‘หม่อมแม่เคยได้ยินไหมฮะ เรื่องที่ผึ้งป่าเก็บน้ำหวานมาจากดอกไม้ที่มีพิษ อย่างเช่นดอกยี่โถ พอคนเก็บน้ำผึ้งไปกิน น้ำผึ้งก็กลับกลายเป็นยาพิษ ฆ่าคนที่กินเข้าไป แบบนี้ก็มีให้เห็นมาหลายรายแล้ว’

หม่อมกนกอรฟังที่ลูกสาวคนโตเล่าแล้วก็นิ่งไป ด้วยข้อมูลของคุณหญิงเปลวกนกนั้นเป็นเรื่องจริง เรื่องน้ำผึ้งเป็นพิษนี้เธอเคยอ่านในแมกกาซีนฝรั่งที่ท่านชายเปรมปุษาณเป็นสมาชิก และเรื่องน้ำผึ้งพิษนี้ก็เคยเกิดเป็นเหตุฆาตกรรมมาแล้วครั้งหนึ่ง ในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งครั้งนั้นเธอและสวามีมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง

‘ลองดูก็ไม่เสียหลายนะแม่อร’ ท่านชายเปรมปุษาณตรัสหลังจากนิ่งฟังธิดาและหม่อมอรถกกันมาพักใหญ่ คุณหญิงเชิญกนกธิดาองค์เล็กดิ้นดุกดิกอยู่ในอ้อมกรของท่านชาย ส่งเสียงหัวเราะอ้อแอ้อย่างไม่เดียงสา

‘เวลานี้บ้านเมืองของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคกสิกรรมใหม่ ดูอย่างท่านสิทธิพรสิ หลายอย่างที่ท่านริเริ่มทำ เมื่อแรกก็มีแต่ผู้คนคัดค้าน เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร…’

ได้ฟังเหตุผลของสวามีเช่นนั้น หม่อมกนกอรจึงได้แต่เห็นด้วย

ก็จริงของท่านเปรมปุษาณ เมื่อแรกที่หม่อมเจ้าสิทธิพรและหม่อมศรีพรหมาอพยพครอบครัวไปทำฟาร์มที่บางเบิด มีแต่ผู้คนนึกฉงน ยิ่งเมื่อได้ทราบข่าวว่าท่านนำเอาวิทยาการใหม่ๆเข้ามาช่วยทำไร่ทำฟาร์ม ทุกคนก็ได้แต่กังขาว่าจะมีประโยชน์จริงหรือ ทำไมต้องลงทุนถึงขนาดนั้น ในเมื่อพื้นดินของสยามก็ยังอุดมสมบูรณ์ พืชสวนไร่นาต่างๆ ก็ยังเจริญเติบโตได้ดี

จนเมื่อผู้คนได้เห็นพระวิริยะอุตสาหะของท่านชาย ได้เห็นผลผลิตจากฟาร์มบางเบิดที่มีความสมบูรณ์กว่าผลผลิตที่เกิดจากการที่เกษตรกรปล่อยให้เติบโตไปเองตามกลไกของธรรมชาติ ทุกคนก็เริ่มเห็นถึงความสำคัญของการเกษตรแนวใหม่ที่มีการนำเอาวิทยาการอันทันสมัยมาช่วยเหลือ

แตงโมจากฟาร์มบางเบิดลูกใหญ่ หวานฉ่ำ เป็นที่ต้องการของผู้คนในพระนคร เมื่อแตงโมโตจนสามารถเก็บเกี่ยวได้ ท่านสิทธิพรจะให้คนงานขนขึ้นเกวียนขับตามกันไปเป็นคาราวาน 10 ถึง 12 เล่ม เพื่อนำไปขึ้นรถไฟที่สถานีห้วยสัก เมื่อแตงโมไปถึงพระนคร ผู้คนต่างพากันมาแย่งซื้อจนหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง

นอกจากแตงโมแล้ว ที่ฟาร์มบางเบิดยังมีผลผลิตอีกหลายอย่าง ตั้งแต่มะพร้าว แคนตาลูป ไปจนถึงข้าวโพดและถั่วลิสง ท่านสิทธิพรจะวางแผนการปลูกพืชในฟาร์มของท่านอย่างชาญฉลาด และเมื่อหม่อมเจ้าเปรมปุษาณมาซื้อที่ดินติดกัน ท่านชายและคุณหญิงเปลวกนกก็ทรงไปขอคำแนะนำจากท่านชายสิทธิพร และนำเอาแนวทางมาปฏิบัติในฟาร์มเปรมปุษาณอย่างเคร่งครัด

สำหรับการเลี้ยงผึ้งนี้ ท่านสิทธิพรไม่ได้คัดค้าน แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนมากนัก ด้วยทรงมีเรื่องอื่นที่ต้องทำอีกมาก แต่กระนั้นทุกครั้งที่คุณหญิงเปลวกนกมีปัญหาและนำไปปรึกษา ท่านชายสิทธิพรก็จะให้คำแนะนำดีๆ กลับมาเสมอ

“คุณหญิง คุณหญิงขอรับ”

เสียงตาเข่งร้องเรียก ดึงความคิดที่ล่องลอยไปของคุณหญิงเปลวกนกกลับมายังลังไม้ตรงหน้า

“มีอะไรหรือตาเข่ง เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าส่งเสียงเอะอะโวยวาย ประเดี๋ยวโดนผึ้งต่อยจะหาว่าไม่เตือน”

คุณหญิงทำเสียงเอ็ด เธอเคยสั่งห้ามหลายหนแล้วว่าเวลาเข้ามาในฟาร์มผึ้งห้ามส่งเสียงดังเพราะถ้าผึ้งอารมณ์เสีย ก็อาจจะต่อยเอาได้

คุณหญิงหันกลับมาทางชายสูงวัยผู้ที่ท่านบิดาส่งมาเป็นพี่เลี้ยง แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่าทางด้านหลังของตาเข่งมีบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งเดินตามมาด้วย

“อุ๊ย…ท่านชาย”

คุณหญิงเปลวกนกรีบเก็บคอนไม้ที่ผึ้งเกาะเต็มใส่คืนเข้าไปในลังรวดเร็ว ก่อนจะย่อเข่าถวายบังคมท่านชายดำรงชาติด้วยท่าทางขัดเขิน เธอเลิกคิ้วจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยว่าพระองค์เสด็จมาที่ฟาร์มเปรมปุษาณทำไม

“ฉันไม่เคยเห็นการเลี้ยงผึ้งมาก่อน ฟังหญิงเล่าแล้วนึกสนใจ เลยอยากจะแวะมาชม อีกอย่าง ฉันยังติดค้างค่าน้ำผึ้งสองโถ เลยจะมาจ่ายเสียด้วยเลย” ท่านชายตรัสเสียงเรียบ ไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยถาม ด้วยสีหน้าของคุณหญิงเปลวกนกแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากำลังสงสัยว่าพระองค์เสด็จมาทำไม

เนตรคู่คร้ามคมจ้องมองร่างโปร่งบางในเสื้อกางเกงแบบเด็กหนุ่มอย่างสนใจ มือของคุณหญิงเปลวกนกขยับทำงานรวดเร็ว เธอไม่ได้สวมชุดป้องกัน ท่าทางดูไม่ได้กลัวว่าจะถูกผึ้งต่อยเอาเสียเลย

“จริงหรือเพคะ” คุณหญิงอดไม่ได้ เธอชะเง้อมองเลยไปข้างหลัง เพียงเพื่อจะพบว่าท่านชายเสด็จมาองค์เดียว ไม่มีผู้ติดตามสาวสวย

“จริง” ท่านชายสรวลแผ่วเบา “หญิงเจิดไม่ได้มาด้วย เธอกำลังเตรียมตัว เพื่อออกเดินทางไปที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน”

“อ้อ…” คุณหญิงพยักหน้า “แล้วที่ท่านชายเสด็จมาได้เช่นนี้…ทรงทำธุระเรื่องนั้นเสร็จแล้วหรือฮะ…เอ้อ…เพคะ”

คุณหญิงไม่อยากเอ่ยเรื่องวิทิศน์ออกมาตรงๆ

“เรียบร้อย” ท่านชายพยักพักตร์ และเหลือบเนตรมองไปทางตาเข่ง

“ตาเข่ง…ออกไปก่อน” คุณหญิงสั่ง

“ทันทีที่ทราบข่าวการตายของวิทิศน์…แม่ปรุงล้มทั้งยืน” ท่านชายรอให้ตาเข่งเดินออกไปพ้นจากบริเวณที่จะได้ยินแล้ว จึงตรัสเล่า “ข้างนายทรัพย์นั้นไม่มีน้ำตาแม้สักหยด ไม่มีแม้แต่ท่าทางจะเสียใจ ตอนแรกเขาไม่ยอมให้เราตรวจศพ แต่จะให้เอาไปทำพิธีที่วัด สวดหนึ่งคืนแล้วเผาเลย แต่สุดท้ายผู้ใหญ่วิทยาเกลี้ยกล่อมจนยอมเปลี่ยนใจ”

“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อไป” คุณหญิงเปลวกนกลากเสียงท้ายประโยคยาว ด้วยไม่อยากลงท้ายว่า ‘เพคะ’

“ตกลงเธอจะพาฉันชมฟาร์มหรือจะถามเรื่องวิทิศน์” ท่านชายแกล้งตรัส

“หม่อมฉันอยากทราบเรื่องวิทิศน์ ว่าเราจะทำอย่างไรต่อ” คุณหญิงตอบตรงๆ ตามนิสัย

“แต่ฉันอยากชมฟาร์ม” ท่านชายเลิกขนง

“ถ้างั้นหม่อมฉันพาท่านชายทอดพระเนตรฟาร์มก่อน เสร็จเรียบร้อยท่านชายต้องเล่าเรื่องวิทิศน์ให้ฟัง ว่าเราจะต้องทำอย่างไรต่อไป ตกลงตามนั้นนะเพคะ”

คุณหญิงเปลวกนกมัดมือชก ก่อนจะถอนใจยืดยาว ไม่นึกเลยว่าอุตส่าห์หนีเมืองหลวงมาอยู่ไกลถึงบางเบิด ยังจะต้องมาเจอกับคนหัวดื้ออย่างท่านชายดำรงชาติอีกจนได้…

***

Don`t copy text!