ภูษาแห่งราชา บทที่ 9 : สัญญา… ประทับตรา… ปิดผนึก

ภูษาแห่งราชา บทที่ 9 : สัญญา… ประทับตรา… ปิดผนึก

โดย : นาคเหรา

ภูษาแห่งราชา นวนิยายเรื่องล่าสุดจาก นาคเหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฉลองพระองค์ของพระราชาแห่งแดนโสม นิยายออนไลน์ ครบรส ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………………….

 

สามวันต่อมา

ฮวารยองพับผ้าย้อมสีใส่ถาดไม้ไว้ ที่จริงเธอดีใจมากที่เห็นผ้าของเก่าเก็บกลายมาเป็นผ้าสีขาวทั้งผืน เด็กหญิงใช้เวลาไม่นานนักในการปักผ้าเป็นลวดลายง่ายๆ อย่างลายดอกกุหลาบพันปี ที่เลือกลายนี้เพราะพี่อินจูของเธอสามารถวาดแบบก่อนปักได้ ไม่ต้องไปขอแรงคนอื่น ที่สำคัญยังสวยมากอีกด้วย

เด็กหญิงนั่งปักผ้ากินเวลาสองวันจนเสร็จ ส่วนผ้าอื่นเธอยังคงเย็บเก็บปลายไม่ให้หลุดลุ่ย แต่สิ่งที่อยากอวดนายหญิงหาใช่ลายผ้าที่ปักไม่ แต่เป็นสีที่เธอย้อมเองต่างหาก ตามปกติแล้วสีธรรมชาติพวกนี้โรงย้อมมักไม่ชอบ เพราะเห็นว่ามันไม่สวยสด ทุกปีทางโรงย้อมต้องนำเข้าสีมาจากจีนหรือญี่ปุ่น ทำให้สีจากธรรมชาติของดั้งเดิมไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ แต่สำหรับเธอเห็นชาวบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียงย้อมผ้าใช้เองบ่อยๆ ใบไม้เปลือกไม้ถูกนำมาย้อมผ้าฝ้าย ถ้าปีไหนปลูกพืชหรือค้าขายได้กำไรดี ถึงจะมีเงินซื้อสีจากร้านมาใช้บ้าง เรื่องการนุ่งห่มผ้าไหมเนื้อละไมถือเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากนักในช่วงชีวิตหนึ่งของคนชั้นสามัญชน

และวันนี้ฮวารยองไม่ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยงานที่ห้องเย็บปักรวม เพราะงานใหญ่เพิ่งเสร็จสิ้น เหลือแต่งานอบร่ำผ้าให้หอม ซึ่งขั้นตอนนั้นปักซังกุงจะเข้ามาดูแลงานในส่วนนี้เอง นางกำนัลห้องเย็บปักจึงได้รับอนุญาตให้หยุดพักและบางส่วนก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน ตอนนี้ที่ห้องซูบังจึงมีนางในอยู่งานบางตามากไม่เหมือนดังแต่ก่อน เสียงฝีเท้าของใครบางคนก้าวเข้ามาใกล้ ฮวารยองจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ เพราะกลัวจะถูกตำหนิเรื่องแต่งกายไม่เรียบร้อย พอเสียงประตูเลื่อนออกร่างผอมบางของโจซังกุงก็ปรากฏขึ้น พอเห็นผ้าในถาดก็ได้แต่คลี่รอยยิ้มทันที

“เจ้าย้อมสีเองเลยรึ ข้าให้เจ้ากัดสีผ้าอย่างเดียวมิใช่รึ ฮวารยอง”

นายหญิงโจพูด ก่อนจะหยิบผ้าผืนสีขาวขึ้นมาดู ใบหน้ายามนี้ฮวารยองเดาได้ทันทีเลยว่า ผู้สูงวัยกว่าคงรู้สึกพึงพอใจมาก ดวงตาเรียวรีสีดำนั้นทอดมองลายปักดอกกุหลาบพันปีอย่างชื่นชม นิ้วมือไล้ไปตามรอยปักระยะฝีเข็มที่เด็กน้อยเย็บเอง รอยยิ้มที่เผยออกบอกว่าดีใจมากที่เห็นฝีมือของฮวารยองก้าวหน้าไปมากอย่างที่ตนได้ตั้งใจไว้

“ปักใช้ได้ แต่เจ้าคงไม่ได้ใช้ผ้าผืนใหม่ในคลังหรอกนะ”

“ข้าใช้ผ้าเสียที่อยู่ในคลังผ้าเก่าเจ้าค่ะ เอามาย้อมสีขาวด้วยผงโฮบุนแทน หลังจากนั้นก็ค่อยเอามาปักเจ้าค่ะ” ฮวารยองเอ่ย ผู้สูงวัยกว่าทำสีหน้าแปลกใจ ก่อนจะมองดูผ้าผืนนั้นซ้ำอีกครั้ง

“ไม่ใช้การกัดสี แต่ใช้การย้อมทับด้วยผงโฮบุนเองรึ เจ้าเอาแนวความคิดมาจากใดกัน”

“ที่จริง… มันก็ไม่ใช่ความคิดของข้าเสียทั้งหมดหรอกนะเจ้าคะ คือทางกองศิลปะไม่ค่อยได้ใช้สีขาวอยู่แล้ว แต่เสื้อผ้าของกรมกองนี้มักเปื้อนง่าย ถ้าใช้ผงโฮบุนแช่ผ้าขาวก่อนซักด้วยน้ำขี้เถ้า มักจะทำให้คราบสีออกง่ายเจ้าค่ะ เรื่องนี้พี่อินจูบอกข้ามาค่ะ แต่ข้าเอามันมาย้อมสีเสียเลยดีกว่า”

ฮวารยองเอ่ยพลางยิ้ม ในตอนนั้นโจซังกุงเห็นดวงตาที่มีแววหม่นเศร้าก็เลยถามออกไปอีกว่า

“เจ้าคิดได้เองหรือเป็นความคิดของใครกัน”

“คือ… มันเป็นสิ่งที่ท่านพ่อของข้าได้เขียนไว้เจ้าค่ะ ข้าก็แค่ทำตามเท่านั้น แต่สิ่งที่เพิ่มเติมจากที่ท่านพ่อได้ให้ไว้คือเวลาที่มากขึ้นในการทิ้งระยะให้ผงโฮบุนจับเนื้อผ้าเจ้าค่ะ นี่เป็นสิ่งที่ข้าไม่ได้คิดเองตั้งแต่ต้น นายหญิงจะลงโทษข้าหรือเจ้าคะ” ฮวารยองถามอย่างมีกังวล

“ไม่หรอก ข้าจะบอกว่าทำได้ดีแล้ว ถือว่าเจ้าทำได้นะ ข้าพอใจมากลายปักของเจ้าก็งดงามนัก ถุงพระบาทของพระมเหสีก็เย็บปักเรียบร้อย เก็บตะเข็บเย็บลายได้ดี แค่เจ้าไม่ไปเอาผ้าผืนใหม่มาย้อมแมวหลอกตาคนแก่อย่างข้า ก็ถือว่าเจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์มากแล้ว”

“แล้วนายหญิงจะเอาถุงพระบาทไปถวายพระองค์วันไหนหรือเจ้าคะ”

โจซังกุงยิ้มน้อยๆ ก่อนเปิดหีบใบเล็กที่ฮวารยองเอามาให้ มือเหี่ยวย่นหยิบถุงพระบาทออกมาดูด้วยความชื่นชมพลางบอกเรื่องบางอย่างกับเธอ

“เจ้าเอาไปถวายพระองค์เองเถิด วันพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญของพระมเหสีและพระราชาของเรา เสื้อคลุมที่เย็บใหม่พระองค์ก็จะสวมวันนั้น ไหนๆ ก็เย็บถุงพระบาทถวายพระองค์แล้ว เจ้าก็ควรนำไปถวายด้วยตัวเอง”

“นายหญิงบอกว่า… ข้าจะได้เข้าไปถวายงานที่คอนซอนกุงใช่ไหมคะ”

เด็กหญิงเอ่ยท่าทางตื่นเต้น เพราะทุกครั้งถ้ามีการตัดฉลองพระองค์เพื่อใช้ในพระราชพิธีสำคัญๆ นางกำนัลและซังกุงที่เกี่ยวข้องกับฉลองพระองค์นั้นต้องเข้าไปถวายงานเปลี่ยนภูษาด้วย ในตอนแรกฮวารยองคิดว่าตัวเองคงไม่ได้ติดตามนายหญิงไป จึงไม่กล้าคาดหวังอะไรมาก แต่พอได้ยินผู้สูงวัยบอกข่าวเรื่องนี้ เธอก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก

“ใช่สิ… เจ้าเป็นคนเย็บถุงพระบาทถวายพระมเหสีนี่ วันนี้เข้านอนแต่หัวค่ำหน่อยล่ะ แต่ต้องลุกก่อนคนในวังสักสองชั่วยาม เจ้าก็ตื่นแต่งตัวให้เรียบร้อยนะ เพราะต้องเข้าวังไปกับข้าและโออินจู เข้าใจไหม”

ฮวารยองยิ้มกว้าง เป็นอีกครั้งแล้วที่หัวใจเธอพองโต เพราะฉลองพระองค์ชุดใหม่ที่โจซังกุงเป็นผู้ปักมีลวดลายงดงามยิ่งนัก เด็กหญิงเห็นแววตาของโจซังกุงอิ่มเอมยามทอดออกมา ทุกครั้งที่นายหญิงของเธอมองลายปักบนฉลองพระองค์ของพระราชาหรือพระมเหสีทีไร ในดวงตาคู่นั้นกลับมีน้ำตาออกมาทุกครั้งไป ฮวารยองรู้ดีทีเดียวว่า นั่นคือความภาคภูมิใจของช่างภูษาที่ได้เย็บปักเพื่อถวายงาน การใช้เวลาปักลวดลายใช้เวลาหลายเดือน ยิ่งตอนนี้สภาพร่างกายของโจซังกุงถดถอยทำงานได้ช้าลงมาก ไม่ต้องบอกว่าท่านจะดีใจขนาดไหนที่งานทุกชิ้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

มือเหี่ยวย่นที่ด้านเพราะงานปักนั้นกอบกุมมือน้อยๆ ของเด็กหญิง ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงอาทรว่า

“จำไว้นะฮวารยอง เราเป็นผู้หญิง โลกภายนอกกำแพงวังหลวง กำหนดค่าให้เราได้แค่เดินตามหลังผู้ชาย สองมือของเราอาจจะดูไม่งดงามน่าสัมผัสเพราะกร้านงานเข็ม แต่ด้วยสองมือที่ต้อยต่ำนี่แหละ จะรังสรรค์ฉลองพระองค์ของพระราชา มือทั้งสองของช่างภูษาจึงมีความสำคัญมาก เพราะสามารถปักลวดลายอันเป็นมงคลให้สมพระเกียรติผู้สวมใส่ได้ สองพระหัตถ์ของพระราชาทรงทำงานหนักกว่าเราหลายเท่านัก เพราะต้องปัดเป่าแบกรับทุกข์สุขของประชาชน วันข้างหน้าเจ้าต้องหมั่นฝึกฝนให้มาก เพื่อรับใช้พระองค์ เข้าใจไหม”

“เจ้าค่ะ นายหญิง”

ฮวารยองรับคำผู้สูงวัยกว่าด้วยถ้อยคำที่หนักแน่นนัก

 

……………………………………………..

ณ คอนซอนกุง พระราชวังคยองบกกุง

“ค่ำวันนี้อากาศร้อนเสียจริง ดีนะได้เวรตอนค่ำ ถ้าได้ตอนเช้าถึงบ่ายนี่ไม่ใครต่อใครก็ต้องกลายเป็นปลาย่างแน่ๆ สาบานได้นะ ว่าอีกสองสามวันจะเปลี่ยนฤดู”

“ที่จริงถ้าเป็นปีก่อนๆ ช่วงนี้อากาศจะเย็นลงบ้างแล้วนะ ใบไม้ที่บ้านข้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้วล่ะ แต่ยังร้อนตับแทบแตกอยู่ดี”

“ร้อนๆ แบบนี้ทำให้ข้าคิดถึงเมีย”

“โถ่… ไอ้เจ้าคนลามก ร้อนขนาดนี้แกยังอยากจะกอดเมียอยู่อีกหรือไง”

“เปล่า ข้าอยากกินน้ำข้าวหวานเย็นๆ สักชามต่างหาก ใครกันแน่ที่คิดสัปดน”

เสียงทหารเดินเวรรอบนอกบ่น ในขณะที่จุนโฮกำลังเดินลาดตระเวนรอบๆ คอนซอนกุง ในส่วนนี้เป็นส่วนท้ายสุดของพระราชวังคยองบกกุง พระราชาโกจงโปรดเข้ามาประทับที่นี่พร้อมด้วยพระมเหสี ซึ่งคอนซอนกุงนี้จะเป็นตำหนักไม้ แบ่งเป็นตัวตำหนักสองส่วน ส่วนแรกเป็นตำหนักบรรทมของพระราชาเรียกว่าจางอันดัง ส่วนตำหนักที่อยู่ส่วนในเรียกว่าตำหนักอ๊กโฮรูเป็นที่ประทับของพระมเหสี ทั้งสองตำหนักมีทางเชื่อมติดกัน แถมเวลาสร้างก็มีกำแพงหินล้อมรอบอีกชั้น ทุกๆ ประตูทางเข้าจะมีราชองครักษ์ฝีมือดีประจำอยู่อย่างหนาแน่น

จุนโฮเดินไปเรื่อยๆ เพื่อดูแลความเรียบร้อยเหมือนดังเช่นทุกวัน การเข้าเวรยามจะมีลักษณะเข้าแบบวันเว้นวันเพื่อสลับสับเปลี่ยนกันไป และเป็นโชคร้ายของท่านอากับท่านลุงที่มักจะได้เวรยามตรงกันเสมอ

นี่แหละหนา… คนเขาว่ายิ่งเกลียดยิ่งเจอ ยิ่งไม่ชอบหน้ายิ่งทะเลาะกันเท่าใด ยิ่งเจอกันบ่อยเท่านั้น จุนโฮเองแม้จะไม่ชอบใจที่เห็นพวกท่านเป็นแบบนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะขนาดอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ท่านทั้งสองก็ยังโต้เถียงกันจนทั้งพระราชาและพระมเหสีเห็นเป็นเรื่องปกติไป

เด็กหนุ่มได้แต่คิดอะไรไปเรื่อย สายตาก็สอดส่ายไปทั่วบริเวณ และเขาก็ต้องหยุดทันทีเมื่อเห็นว่าผู้เป็นลุงมายืนอยู่ตรงหน้าตนแล้ว

“อ้าว… ท่านลุงเข้าเวรตรงนี้เหมือนกันหรือขอรับ”

“ตอนแรกนึกว่าพระราชาจะเสด็จไปประทับที่ตำหนักอื่น เพิ่งมีคำสั่งว่าจะทรงพักที่นี่ ลุงก็เลยต้องตามเสด็จมา”

“ขอรับ เมื่อสักครู่ก็ทรงบอกว่าจะทรงประทับที่จางอันดัง องค์รัชทายาทก็ทรงประทับอยู่ที่ด้วยนะขอรับ”

“ก็ดีเหมือนกันนะ พวกซังกุงกับนาอินจะได้แต่งพระองค์พร้อมที่นี่เลย เจ้าคงต้องเหนื่อยหน่อยนะ ช่วงเปลี่ยนเวรก็เข้าไปนอนเสีย พรุ่งนี้ต้องตามเสด็จออกต้อนรับราชทูตด้วยมิใช่รึ”

“ขอรับท่านลุง”

จุนโฮเอ่ยพลางหันไปสั่งทหารยศต่ำกว่าให้ไปดูที่ประตูทางเข้าใหญ่ ปกติบางทีถ้าพระราชาทรงงานดึก ซังกุงห้องเครื่องจะนำเครื่องว่างมาถวาย ต้องมีคนคอยดูแลความเรียบร้อย ฝ่ายตัวเขาเองไม่เห็นว่าผู้เป็นลุงจะปลีกตัวไปง่ายๆ จึงเอ่ยถามขึ้นมา

“ข้าคงต้องเข้าไปในกำแพงชั้นในสุดของอ๊กโฮรูแล้ว เรื่องที่จะไปพักที่บ้าน ช่วยบอกกึมอ๊กด้วยนะขอรับ ว่าช่วงนี้คงไปไม่ได้จริงๆ ยังต้องตามเสด็จองค์รัชทายาทอีกหลายที่ อีกทั้งพระราชาเองก็ทรงเรียกหาอยู่บ่อยๆ ช่วงนี้ เอาไว้ช่วงที่งานไม่ยุ่ง หลานจะไปเยี่ยมน้องที่เรือนนะขอรับ… ท่านลุง”

“จุนโฮอา…”

ท่าทางของผู้สูงวัยกว่ามีความผิดแปลกกว่าทุกครั้ง อาการนั้นทำให้จุนโฮหยุดเดินเพื่อฟังคำพูดของอีกฝ่าย

“ชอนฮาทรงมีราชโองการพระราชสมรสให้เจ้ารึ”

“ท่านลุงทราบได้อย่างไรขอรับ เรื่องนี้ข้ายังไม่เล่าให้ผู้ใดฟังเลย”

ลีซองจินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอามือล้วงไปหยิบหนังสือประทับตราส่งให้เขา ดวงตาของผู้สูงวัยกว่ามีแววว่าละอายนัก ปกติแล้วการเปิดหรืออ่านจดหมายของผู้อื่น มันเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ด้านจุนโฮเองก็ยอมรับว่าไม่พอใจมาก ที่ท่านลุงแอบปิดอ่านจดหมายที่พระราชาพระราชทานให้ แต่พอมาเห็นดวงตาที่มีแววสับสนก็เลยไม่พูดอะไรต่อ

“ลุงเปิดอ่านแล้ว ขอโทษนะที่ต้องทำอย่างนี้”

“ไม่เป็นไรขอรับ” จุนโฮเอ่ยพลางยื่นมือไปรับหนังสือประทับตรามาไว้หมายจะเก็บไว้เอง แต่ท่าทางไม่สบายใจดังกล่าวของผู้เป็นลุง ทำให้เขาไม่สบายใจอีกเช่นกัน

“ในราชโองการ… เจ้าจะเขียนชื่อกึมอ๊กลงไปได้ไหมเล่า”

“กึมอ๊กเป็นน้องสาวของข้าขอรับ ข้ารักนางแบบนั้น”

“แต่นางรักเจ้า… เอ่อ แบบที่ไม่ใช่พี่ชาย เรื่องนี้ถือว่าลุงขอร้องเจ้าได้ไหม ตลอดเวลาลุงไม่เคยขออะไรเจ้าเลย”

“ท่านลุงขอรับ ท่านกำลังทำให้ข้าลำบากใจนะขอรับ” จุนโฮเอ่ยพลางมองหน้าผู้เป็นลุงนิ่ง เขารู้ว่าที่จริงแล้วท่านลุงก็ไม่อยากที่จะทำแบบนี้นักหรอก แต่เพราะกึมอ๊กเป็นลูกสาวคนเดียว อะไรที่เป็นความสุขของนางนั่นคือสิ่งที่ผู้เป็นพ่อปรารถนา

‘แต่นี่มันก็เป็นความสุขของเขาชั่วชีวิตอีกเหมือนกัน’

“ถือว่าลุงขอร้อง กึมอ๊กก็ไม่มีอะไรเสียหายนี่ หรือนางไม่ดีพอสำหรับเจ้า”

ท่าทางของผู้เป็นลุงทำให้จุนโฮถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะปฏิเสธเช่นใดดีเล่า สายตาของท่านลุงผู้ไม่เคยร้องขออะไรจากเขา มันเหมือนกับเชือกที่ผูกติดให้ต้องยอมรับเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เขาเห็นกึมอ๊กมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย คุ้นเคยและถูกสอนว่าเป็นน้องสาวที่ต้องปกป้อง แต่ความรักแบบหนุ่มสาวหรือคู่ชีวิต จุนโฮไม่เคยคิดแบบนั้นเลย

“หากเป็นเรื่องอื่นข้าคงรับปากท่านลุงโดยไม่ลังเล แต่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตนะขอรับ จำเป็นที่ข้าต้องคิดให้มาก ถึงกึมอ๊กกับข้าจะโตมาด้วยกัน แต่ก็มิใช่ข้าจะรักนางแบบสามีภรรยาได้ ข้ามิอาจจะรับคำขอร้องของท่านลุงได้หรอกขอรับ”

ดวงตาของลีซองจินไหววูบ แม้จะรู้ดีว่าหลานชายเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ แต่เขาก็รู้สึกสงสารลูกสาวมากที่ไม่สมหวังในความรัก และเป็นเรื่องที่ไม่แปลกอะไรอีกเหมือนกัน ถ้าหากจุนโฮจะรักจะชอบคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกสาวของเขา บางทีการที่จุนโฮได้รับใช้พระราชาอาจจะเป็นที่ต้องตาบรรดาขุนนางผู้ใหญ่หลายคนที่เห็นโอกาสก้าวหน้า อยากจะยกลูกสาวตัวให้ก็เป็นได้

“หรือเจ้ามีคนที่พึงใจอยู่แล้ว”

“ไม่ใช่เลยขอรับ เพราะเห็นว่านี่คือความสุขทั้งชีวิตของข้า ข้าเห็นนางเป็นน้องสาวไม่ได้คิดเป็นอื่นแต่อย่างใด ท่านลุงขอรับ ได้โปรดฟังข้า ยังมีคนที่เหมาะสมและเพียบพร้อมกว่าข้านัก ข้าอยากเป็นพี่ชายของนางมากกว่าเป็นอย่างอื่น สำหรับข้าแล้วเรื่องแต่งงานมันเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ ข้าอยากจะเจอคนที่ข้ารู้สึกว่ารักได้อย่างเต็มหัวใจ”

คำนั้นทำให้ลีซองจินแทบจะยืนไม่อยู่ เขารู้ดีว่าจุนโฮเป็นคนเช่นใด ดวงตาคมคู่นั้นมีแววเด็ดเดี่ยว มั่นคงนัก คนอย่างคิมจุนโฮแล้ว ลองบอกว่าไม่ก็คือไม่ ต่อให้มีปลายกระบี่มาจี้ที่คอก็ไม่มีทางที่หลานชายของเขาจะเปลี่ยนใจ เด็กหนุ่มยื่นมือมากุมมืออีกข้างของท่านไว้ก่อนจะกล่าวต่อว่า

“อย่าให้ข้าต้องทำลายความสุขของกึมอ๊กเลยขอรับ ต่อให้ข้ารับปากท่านลุงจริงๆ แล้วท่านทนได้ไหมล่ะขอรับที่ข้าจะไม่แตะต้องนางชั่วชีวิต”

“แต่ลุงอยากเห็นนางมีความสุข ขอให้ผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นเป็นลูกสาวของลุงไม่ได้รึ นางไม่มีวันเปลี่ยนใจจากเจ้าแน่ๆ”

“ได้โปรด… บอกนางตามนี้เถิดขอรับ บอกนางให้เปลี่ยนความคิดที่จะทำร้ายตัวเองเสีย ยังมีคนที่ดีกว่าข้าอีกมากมายนัก พูดตามตรงหลานยังไม่อยากแต่งงานกับใครตอนนี้ ข้าแค่อยากจะทำงานรับใช้พระราชาและพระมเหสีให้ดีก่อน ถ้าหากว่าเรื่องยุ่งวุ่นวายนี่หมดไปถึงจะคิดเรื่องแต่งงานได้”

“นี่คงเป็นคำปฏิเสธของเจ้าสินะ”

ผู้เป็นลุงบอกน้ำเสียงเย็นชา ถึงจุนโฮจะรู้สึกผิด แต่เขาก็คิดว่าดีกว่าที่จะโกหก เจ็บตอนนี้ย่อมดีกว่าเจ็บในวันข้างหน้า เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งเดินเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะก้มตัวลงโค้งคำนับให้กับผู้เป็นลุง

“ขอร้องข้าเรื่องอื่นเถิดขอรับท่านลุง ข้าไม่อยากทรมานน้องด้วยความเย็นชา บอกนางให้ตัดใจจากข้าเถิดนะขอรับ”

ลีซองจินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขายอมรับว่าหนักใจเหลือเกินที่จะต้องบอกเรื่องนี้กับกึมอ๊ก เด็กคนนั้นไม่เคยผิดหวัง แล้วจะรับความเสียใจได้เท่าใดกันเล่า แต่เหตุผลของหลานชายก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี อย่างไรเสียเขาก็นึกถึงความจริงข้อนี้อยู่เหมือนกัน ผู้เป็นลุงเอามือวางที่ไหล่ของหลานชายก่อนเอ่ยออกไปว่า

“เอาเถิด ลุงรู้ดีว่าเจ้าเป็นคนยังไง เอาเป็นว่าลุงจะพูดกับนางเอง อาจจะต้องใช้เวลามาก เพราะกึมอ๊กเป็นคนที่เชื่ออะไรได้ยากมาก ถึงตอนนั้นลุงอยากให้เจ้าเข้าใจนางบ้าง”

“ขอรับ ข้าจะเข้าใจนางให้มาก นี่ก็เลยเวลาย่ำกลองมานานแล้ว เห็นทีข้าต้องไปลาดตระเวนต่อ”

จุนโฮเอาหนังสือสำคัญใส่ไว้แนบอก เขาขอตัวไปเดินลาดตระเวนตรงส่วนอื่นตามหน้าที่ ปล่อยให้ใต้เท้าลีต้องอยู่กับความไม่สบายใจกับสิ่งที่เขาได้ตัดสินใจไปแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ เขาไม่ได้รักกึมอ๊กแบบหนุ่มสาวเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วที่สายตาของญาติผู้น้องทอดมามีความหมายอย่างไร มีหรือที่เขาจะไม่รู้ ชายหนุ่มเดินจากประตูหลักผ่านหมู่อาคารสู่ตำหนักอ๊กโฮรูดังทันที

ที่นี่มีขบวนนางกำนัลอยู่งานยืนเฝ้าหน้าประตู หลายต่อหลายคนมองเขาด้วยสายตาเอียงอาย แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ทอดรอยยิ้มให้กับใคร เพราะนางในพวกนี้เป็นของต้องห้ามสำหรับสายตาของพวกเขา การล่วงล้ำผู้หญิงของพระราชาถือว่าเป็นการหมิ่นพระเกียรติยศของพระองค์ เขาเดินไปกำชับนายทหารเฝ้าประตูย่อยที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออก

“ดูแลให้ดีล่ะ อย่าให้ไฟดับเด็ดขาด กลางคืนน่ากลัวกว่าตอนกลางวันนัก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอย่าลืมส่งสัญญาณให้คนอื่นรู้ทันทีเข้าใจไหม”

“ขอรับนายท่าน”

พลันสายตาก็หันมาพบกับเด็กหญิงร่างเล็กที่เขาได้เจอเมื่อสองสามวันก่อน สีหน้าท่าทางของเธอไม่ค่อยจะสู้ดีนัก อาจจะเป็นเพราะอ่อนเพลียก็เป็นได้ อีกอย่างในเวลาเช่นนี้เด็กๆ ควรอยู่ในห้องนอนเสียมากกว่าจะมาเข้าเฝ้าหรือรับใช้เจ้านายที่นี่ ใบหน้าเรียวเล็กก้มลงต่ำ

“วันนี้มาแต่เช้าเลยนะขอรับ ท่านซังกุง”

“อย่าว่าเช้าเลยเจ้าคะใต้เท้าคิม เรียกว่ามืดเสียดีกว่านะเจ้าคะ”

“จริงๆ ด้วย ข้าใช้คำผิดไป ท้องฟ้ายังมืดจริงๆ ดาวก็ยังเต็มท้องฟ้าอยู่เลย” จุนโฮโค้งกายให้กับโจซังกุงพลางเอ่ย

ฮวารยองเมื่อได้ยินว่าเป็นใครก็นึกเคืองเลยแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก คนอะไรทำตัวแย่มาก แค่พูดความจริงก็เอาแต่เดินหนี เธอไม่อยากจะยุ่งด้วยแล้ว ที่เคยสัญญาก็จะทำเป็นลืมเลย มันคงไม่น่าเกลียดหรอกนะ ถ้าใช้ความเป็นเด็กแกล้งทำเป็นลืมเรื่องที่เคยคุยกันไปซะ

ฝ่ายจุนโฮมองตามก็ได้แต่นึกขำแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาหลีกทางให้กับซังกุงสูงวัยและนางกำนัลที่มาด้วยเข้าไปรอที่ห้องรับรอง โออินจูเห็นจุนโฮก็ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาด้วยความเก้อเขิน ส่วนฮวารยองก็แกล้งทำเมินทำเป็นไม่รู้จัก โจซังกุงหันมาบอกนางกำนัลที่ติดตามมาว่า

“อินจูตามข้าเข้าไปในห้องรับรองจะได้จัดเตรียมฉลองพระองค์ไว้ รู้ใช่ไหมต้องทำงานกับเหล่านางในถวายเครื่องแต่งองค์ทั้งหลาย อีกไม่นานพระมเหสีก็จะตื่นบรรทม ฮวารยองอา… เจ้าจะงีบก่อนก็ได้นะ ข้าจะเข้าไปคุยกับชเวซังกุงข้างใน เดี๋ยวจะให้คนมาเรียก ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยเอาถุงพระบาทไปถวายพระองค์ก็ได้”

“ข้าขอรอตรงนี้ดีกว่า ข้ากลัวตัวเองเผลอหลับยาวเจ้าค่ะ”

“งั้นก็ดี นั่งรออยู่ตรงนี้แหละนะ เอ่อ… ฝากใต้เท้าคิมช่วยดูเด็กคนนี้ให้หน่อยนะเจ้าคะ นางมาถวายงานเปลี่ยนฉลองพระองค์ครั้งแรก ที่จริงนางจะไม่ต้องมาก็ได้ แต่เพราะเด็กคนนี้ตั้งใจเย็บถุงพระบาทคู่ใหม่ให้พระมเหสี เลยอยากให้นางฝึกถวายงานด้วยตัวเอง”

“นางเป็นคนเย็บเองรึขอรับ”

“เจ้าค่ะ ถุงพระบาทของพระมเหสีคู่นี้ ฮวารยองเป็นผู้เย็บเองเจ้าค่ะ” โจซังกุงตอบ

จุนโฮหรี่ตามองถุงพระบาทที่ฮวารยองถืออยู่ เขาแอบคิดในใจว่า เด็กคนนี้ก้าวหน้าได้เร็วเพราะมีคนอุปถัมภ์ ที่ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นคนมีฝีมือ อายุแค่นี้การจะได้เป็นนางกำนัลถวายงานถือเป็นเรื่องยากนัก เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะรับคำผู้สูงวัยกว่า โจซังกุงกับโออินจูเดินถือถาดใส่ฉลองพระองค์เข้าไปในห้องรับรองด้านในที่ในนั้นมีนางกำนัลรับใช้อยู่เวรยามหน้าห้องพระบรรทม ส่วนฮวารยองก็นั่งอยู่ที่ทางเดินยกพื้นสูง ในมือก็ยังถือถาดใส่ถุงพระบาทของพระมเหสีอยู่ที่นี่

“นี่… เจ้าเย็บถุงพระบาทเองเลยรึนี่”

ฮวารยองไม่ตอบเพราะยังนึกโกรธใต้เท้าคิมอยู่ โกรธที่เขาเดินหนีและไม่ฟังเธอพูด พอมาตอนนี้ทำเป็นมาถามแถมยังยิ้มอ่อนๆ แบบไม่เต็มใจให้อีก เจ้าของดวงตาคู่งามมองเขาส่อแววว่าโกรธอย่างเปิดเผย อาการแสนงอนนั้นทำให้จุนโฮแทบจะหัวเราะออกมาดังๆ เด็กอะไรทำราวกับเป็นผู้หญิงแง่งอนคู่รัก นี่มันกิริยาเด็กเจ็ดขวบจริงรึนี่

“ถามทำไมไม่ตอบ”

“หึ!”

ฮวารยองสะบัดหน้าหนี จุนโฮยิ้มน้อยๆ ก่อนจะบอกให้ลูกน้องไปยืนเฝ้าตามจุดที่สั่งได้ เด็กหญิงนั่งห้อยขาลงในท่าที่สบายแต่สีหน้ายังมีแววขึ้งโกรธอยู่

“หึ คำนี้ถือเป็นคำตอบหรือไม่ แล้วมันแปลว่าอะไร”

“ท่านจะใส่ใจคำตอบของข้าทำไมเจ้าคะ ขนาดท่านเองยังไม่คิดจะตอบคำถามข้าเลย บางทีพูดความจริงไปท่านก็เอาแต่โกรธเดินหนีไป”

“แล้วเจ้าโกรธข้ารึ”

“มันก็น่าโกรธนี่ ข้าพูดความจริงก็ผิดด้วยรึเจ้าคะ ดวงตาของท่านมันบอกอย่างนี้จริงๆ”

ฮวารยองพูดพลางก้มหน้ามองถุงพระบาทในถาดที่ตนถือมา เจ้าของร่างสูงกว่าเด็กวัยเดียวกันนั่งลงใกล้ๆ เด็กน้อย มือแกร่งข้างหนึ่งแตะที่ศีรษะสวยได้รูปพลางเอ่ย

“เจ้ารู้ด้วยรึ ว่าในใจของข้ามันเป็นเช่นใด”

“ข้าไม่รู้สิ่งที่อยู่ในใจท่านหรอกเจ้าค่ะ แต่ท่านพ่อของข้ามักบอกว่า คนเราหากมีความสุขดวงตาจะเป็นอีกแบบ ถ้ามีความทุกข์ก็จะเป็นอีกแบบ ต่อให้สามารถกักเก็บความเสียใจไว้ได้มาก แต่บางอย่างมักจะล้นออกมาทางสองตา จากรอยยิ้มของท่าน คนทั่วไปอาจจะมองว่ามันเป็นความสุข ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่สำหรับข้าท่านดูเหมือนมีความทุกข์ใจแอบซ่อนไว้”

“พ่อของเจ้าเก่งจังเลยนะ นอกจากจะเป็นช่างภูษาแล้ว ยังมีอาชีพเสริมเป็นหมอดูด้วย” เขาพูดพลางมองไปที่ท้องฟ้าที่มืดสนิท วันนี้ดวงดาวเต็มท้องฟ้า หากแต่เป็นวันที่พระจันทร์เว้าแหว่ง ท้องฟ้าดาวจึงดูมีมากกว่าทุกๆ วัน

“แต่ตอนนี้ท่านไปเป็นเทวดาแล้วล่ะเจ้าค่ะ” ฮวารยองบอก

“ก็คงเหมือนท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าไปเป็นเทวดาอยู่บนนั้น ที่ข้าทอดมองท้องฟ้าก็เพราะข้าคิดถึงท่าน ตอนนี้ก็เหมือนกัน… คิดถึง” เด็กหนุ่มทอดมองไปยังเวิ้งฟ้ากว้าง โดยมีเด็กหญิงนั่งมองตามไปด้วย

“เป็นแบบนี้นี่เอง ข้าขอโทษนะคะที่พูดความจริงแบบนั้นไป มาคิดอีกทีข้าไม่น่าพูดขึ้นมาเลย”

“ไม่เป็นไรหรอก แต่เจ้าเป็นคนแรกเลยนะที่รู้เรื่องนี้ ต่อไปถือว่ามันเป็นความลับของเราสองคนก็แล้วกัน”

จุนโฮพูดพลางยิ้มให้กับเธอ ในเวลาเช่นนี้การได้ปลดปล่อยความเศร้าต่อหน้าใครสักคน นับว่าเป็นเรื่องที่ดีทีเดียว เขาเป็นคนที่เก็บกักอารมณ์เศร้าเสียใจไว้มากมายจนเคยชิน ตั้งแต่ที่ท่านพ่อท่านแม่จากไป รอยยิ้มที่เคยมีก็น้อยลง ดวงตาที่ทอดมองคนทั้งโลกก็ดูเย็นชาลงทุกขณะ เพราะสูญเสียความรักและความสุขไปแล้ว เขาจึงไม่คิดจะรักใคร แต่เมื่อได้รับความเมตตาจากพระราชาและพระมเหสี ก็ทำให้จุนโฮอยากจะมีชีวิตอยู่เพื่อทำงานรับใช้พระองค์ทั้งสอง อาการนิ่งเงียบนั่นทำให้ฮวารยองต้องเอ่ยความจริงบางอย่างออกมาบ้าง เพื่อหวังจะปลอบโยนเขาให้รู้สึกดี

“ท่านพ่อกับท่านแม่ตายต่อหน้าต่อตาข้าด้วยค่ะ ข้าเองก็ไม่ต่างจากนายท่านหรอกนะเจ้าคะ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าจะต้องอยู่เพื่ออะไร”

“แล้วเจ้าอยู่เพื่ออะไรล่ะ”

“ก็อยู่เพื่อเป็นช่างภูษาแทนท่านพ่อไงเจ้าคะ ท่านพ่อของข้าคงดีใจที่ข้าจะใช้มือทั้งสองข้างทำงานรับใช้พระราชาและราชวงศ์ ข้าจะปักชุดลายมังกรให้ได้ จะหัดงานทุกอย่างที่ช่างภูษาควรจะทำ นี่คือความหวังทั้งหมดในชีวิตของข้าเจ้าค่ะ”

ฮวารยองยิ้มให้เขา เธอไม่ได้รอฟังคำตอบ นัยน์ตาคู่งามพร่างพราวในความมืด ในตอนนั้นจุนโฮรู้สึกอบอุ่นอยู่ลึกๆ ในหัวใจ ตัวเองก็บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไรถึงรู้สึกอย่างนั้น พอเด็กน้อยหันมาจุนโฮก็รีบหลบหน้าหนีไปทางอื่นพลางกระแอมในคอเพื่อปิดบังความรู้สึก พอฮวารยองเผลอเขาก็แอบมองเธออีก

“ขอยืมนิ้วก้อยของนายท่านหน่อยสิเจ้าคะ”

“เจ้าจะทำอะไร เจ้าก็มีนิ้วก้อยนี่” จุนโฮเอ่ยพลางตีสีหน้าดุใส่เธอ

“เถิดน่า ข้าไม่ได้ตัดเอามาห้อยคอเสียหน่อย หวงไปได้”

ฮวารยองเอ่ยพลางยิ้มให้เขา เธอวางถาดใส่ถุงพระบาทก่อนจะคว้ามือเขาไว้ สัมผัสจากมือเล็กๆ คู่นี้ทำไมถึงรู้สึกอบอุ่น แววตาเก้อเขินในความมืดทำให้เขารู้สึกสับนัก แต่ก็ยอมทำตามที่ฮวารยองขอ เด็กหญิงชูนิ้วก้อยขึ้นสูงก่อนเอ่ย

“ทำสัญญาน่ะ ทำคนเดียวไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ข้ายอมรับว่าโกรธที่ท่านเดินหนีไม่ฟังคำข้าเมื่อสามวันก่อน แต่ข้าสัญญานะเจ้าคะ ว่าจะตัดเสื้อสวยๆ ให้ท่านใส่ แถมจะปักลายที่เสื้อคลุมตามใจท่านให้ด้วย จากนั้นก็ประทับสัญญาไว้เลยเจ้าค่ะ… ตรงนี้”

ฮวารยองชี้ไปที่หน้าอกตำแหน่งที่ใกล้หัวใจที่สุด จุนโฮทำสีหน้างงๆ แต่เด็กหญิงไม่ได้สนใจท่าทางของเขานัก เธอได้แต่ดึงมือไว้ ต่อจากนั้นก็เอานิ้วก้อยเกี่ยวกันกับนิ้วก้อยเขา ก่อนจะเอานิ้วโป้งมาประกบอีกที

“เจ้าทำอะไรน่ะ” จุนโฮพูดอย่างลืมตัว

“ก็เกี่ยวก้อยสัญญาไงเจ้าคะ แถมลงตราประทับให้ด้วย สัญญาว่าจะไม่ลืมชั่วชีวิต”

“ชั่วชีวิตเลยรึ… มันนานไม่ใช่เล่นเลยนะ ถ้าจำไม่ได้ ข้าปรับเจ้าหลายเท่าเชียวนะ”

“ยอมให้ปรับสองร้อยเท่าเลยเจ้าค่ะ ถ้าข้าได้ทำแบบนี้กับใครแล้วรับรองว่าไม่ลืม แต่ถ้าท่านลืมก่อนก็ไม่ใช่ความผิดของข้านะเจ้าคะ”

“เอาล่ะๆ ก็ได้… สัญญาชั่วชีวิตกับแม่สาวเย็บผ้า”

คนตัวโตกว่าพูดดังแว่วในลำคอ ดวงตาสองข้างมีแววว่าขำนักกับท่าทางเด็กน้อย แต่เขาก็ยอมทำตามที่เธอสอน

“นี่แบบนี้เจ้าค่ะ สัญญา… ประทับตรา… และปิดผนึก”

ฮวารยองทำท่าหลับตา อาการดังกล่าวทำให้จุนโฮยิ้มกว้างอย่างไม่เคยเป็น เขาเอามืออีกข้างแตะใบหน้าเรียวเล็กพลางเอ่ย

“เอาล่ะ… สัญญากันชั่วชีวิต…. อย่าลืมเสียล่ะ”

“นายท่านยิ้มแล้ว เวลาท่านยิ้มแบบนี้น่ามองมากเลยเจ้าค่ะ ฮวารยองบอกอย่างจริงใจ เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นใต้เท้าคิมจุนโฮยิ้มอย่างมีความสุขจริงๆ

จุนโฮไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากยิ้มให้เธอ ฮวารยองเองก็ยิ้มตอบเขาไปเช่นกัน

 

ตอนนี้มีลมพัดมาเอื่อยๆ จนใบไม้ไหวสั่น คอนซอนกุงเป็นตำหนักที่เชื่อมติดกันระหว่างตำหนักจางอันดังกับกูรยองฮับ ส่วนนี้เป็นหมู่ตำหนักสองส่วน แยกส่วนหน้าเป็นตำหนักที่ประทับของพระราชา ส่วนกูรยองฮับเป็นตำหนักที่พระมเหสีมินทรงโปรดปรานมาก เพราะที่นี่มีหนังสือมากมาย เวลาที่ทรงว่างจากงานราชการแล้ว พระมเหสีทรงโปรดที่จะมาอ่านหนังสือที่นี่ และในบางทีพระราชาก็เข้าไปทรงงานที่นั่นด้วย ส่วนตำหนักอ๊กโฮรูที่เป็นตำหนักพระบรรทมของพระองค์ ในตำหนักนี้ดูเหมือนเป็นพระราชวังเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมด้วยพระราชวังใหญ่ก็คือคยองบกกุง

ฮวารยองนั่งมองพระจันทร์ที่ลอยสูง ท้องฟ้าวันนี้มืดมิดกว่าวันก่อนๆ ดวงดาวดาษดื่นส่องแสงพร่างพราวแข่งกันระยิบระยับ แต่วันนี้เธอทำงานมาทั้งวัน ถึงจะพยายามฝืนตัวมากเท่าไรแต่เปลือกตาทั้งสองก็ไม่เป็นใจ ความเหนื่อยอ่อนนั้นทำให้ดวงตาคู่งามปรือจัด คนที่อยู่ข้างๆ เห็นท่าทางดังกล่าวก็ได้แต่ขำ จุนโฮมองร่างน้อยที่นั่งโงนเงน ก่อนจะเอามือไปแตะแก้มของเด็กน้อย

“ง่วงรึ”

“เจ้าค่ะ ข้าลืมตาแทบจะไม่ขึ้น”

ฮวารยองพูดพลางหาวอย่างลืมรักษามารยาท พอรู้ตัวว่ามีคนอยู่ด้วยเธอจึงหุบปากลงอย่างรวดเร็ว นิ้วมือแกร่งแตะไล้ไปตามแก้มเนียนอย่างนึกเอ็นดู

“เจ้าเก่งมากนะ ตอนข้าอายุเท่าเจ้าก็ได้เข้าวังมาเหมือนกัน แต่ข้าคงสบายกว่าเจ้า เพราะได้กินนอนเป็นเวลา ไม่ต้องมาตามรับใช้เจ้านายในเวลาดึกดื่น พอมาเห็นเจ้าตัวแค่นี้ทำงานทั้งย้อมผ้าปักผ้า มาเห็นเจ้าอดนอนเพื่อรอรับใช้เจ้านาย ข้ารู้สึกชื่นชมเจ้าจริงๆ”

“ข้ายังต้องฝึกอีกมากเจ้าค่ะ นายท่าน”

ฮวารยองเอ่ยไม่กล้าสบตากับเขา เพราะรู้สึกเก้อเขินเมื่อได้รับคำชม

แต่ทันใดนั้น เสียงตะโกนกู่ก้องดังแว่วมาจากประตูควางฮวามุน จุนโฮพยายามเงี่ยหูฟังเสียงดังกล่าว จากที่เคยเป็นเสียงแว่วๆ แต่พอฟังดีๆ กลับได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับคนได้รับความเจ็บปวด ความแตกตื่นนั้นทำให้นกกลางคืนกรีดร้องจนบินหนีออกจากรังไป นั่นทำให้จุนโฮต้องจับดาบเอาไว้ให้มั่นเพื่อระวังภัย

ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งก็ดังใกล้เข้ามา เสียงสรรพสิ่งรอบด้านจากเงียบงันกลายเป็นอื้ออึง จุนโฮมองสบตาเจ้าของร่างเล็กๆ ที่มองเขาตอบอย่างฉงน ฮวารยองนิ่งเงียบแต่ดวงตาทั้งสองก็มีแววตระหนก มือทั้งสองของเธอเริ่มสั่นเทาด้วยความกลัว และเมื่อใครคนหนึ่งวิ่งใกล้เข้ามา เด็กหญิงก็แอบเข้าไปหลบด้านหลังของจุนโฮทันที

“นายท่านขอรับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ… นายท่าน!”

Don`t copy text!