จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 15 : เติบโต

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 15 : เติบโต

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

งานแฟชั่นวีกผ่านไปอย่างเรียบร้อย แม้ Lynyn จะเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่เพิ่งถือกำเนิดในโลกแฟชั่นไม่นาน แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีไม่น้อย ที่มีโอกาสได้ร่วมแสดงผลงาน

สารินได้มาช่วยถ่ายรูป ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมงาน ถ่ายภาพนางแบบเพื่อเตรียมสำหรับคอลเล็กชันใหม่ ไปจนถึงวันที่มีการเดินแบบ ธาดาได้มีโอกาสพบชายหนุ่มอีกหลายครั้ง ก็ยิ่งรู้สึกทึ่งไม่น้อยไปกว่าที่เคยทึ่งกับความสามารถของพี่ลินิน

ผู้หญิงที่เริ่มต้นจากการเดินทางไปหาความรู้ด้านแฟชั่น แม้พอจะมีทุนรอนจากทางบ้าน แต่การไปอยู่ในแวดวงคนทำงานตัวจริงเสียงจริง จนเรียกได้ว่าโดนโขกสับก็ไม่ผิดนัก ถ้าเป็นลูกคุณหนูทั่วไปอาจหนีกลับประเทศนานแล้ว แต่พี่ลินินสู้ไม่ถอย จนกระทั่งกลับมาเป็นดีไซเนอร์ในเมืองไทยได้

ส่วนพี่สาริน ลูกพี่ลูกน้องของพี่ลินิน แม้จะมีงานประจำ แต่ใจรักการถ่ายภาพ ก็ยังทำได้ดีทั้งสองอย่าง ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบภาพ การจัดแสงเงา มุมมองทางศิลปะไม่ได้ด้อยไปกว่าช่างภาพมืออาชีพเลย พี่สารินเล่าว่าได้ฝึกฝนการถ่ายภาพอยู่ตลอดเวลา ไปไหนมาไหนก็พกกล้องถ่ายรูป เพื่อจะได้ไม่พลาดที่จะได้ ‘ช็อต’ สำคัญ

ทั้งสองคนอายุก็มากกว่าธาดาเพียงแค่ปีสองปี แต่ได้ทำงานที่ตนเองรักจนสามารถสร้างแรงบันดาลใจอย่างมากกับธาดา ชีวิตที่เพียงแค่เรียนหนังสือจนจบ ทำงานอย่างที่พ่อแม่อยากให้ทำ มีแฟนเพราะอยากมี ใช่สิ แค่อยากมีแฟน แต่ไม่ใช่มีแฟนเพราะความรัก ผลลัพธ์มันถึงเป็นแบบนี้

“ธาดา เรื่องเรียนเป็นยังไงมั่ง” ลินินถามถึงการสมัครเรียนออกแบบเสื้อผ้าที่ได้สนับสนุนให้ชายหนุ่มไปเรียน

“เริ่มเรียนเดือนหน้าฮะ …ขนาดผมเรียนอยู่ในเมืองไทยนะ ไม่ได้ไปเรียนไกลยังตื่นเต้นมากเลยฮะพี่นิน”

“พี่จำความรู้สึกตอนไปเรียนได้เหมือนกัน ตื่นเต้นที่สุด พวกเรามันเรียนรัฐศาสตร์กันมาใช่มั้ย จะไปสายวาดรูป ดรออิ้ง แทบจะเป็นการเริ่มต้นใหม่เลย แต่พี่รู้แล้วไง ว่าอยากเป็นอะไร”

“พี่เลยไม่ทิ้งความฝัน พี่เลยพยายาม” ธาดาช่วยต่อให้ หญิงสาวพยักหน้าแล้วยิ้ม

“ใช่…โอกาสมันมีไม่มากไง ทำให้เต็มที่ จะได้ไม่ต้องมาพูดว่ารู้งี้…กว่าพี่จะมาถึงวันนี้ โดนฝรั่งโขกสับซะจนแทบจะทนไม่ไหว แต่พี่มันสายอึด”

หญิงสาวมองหนุ่มรุ่นน้องร่างบางตรงหน้าสักพัก พอจะรู้เรื่องราวของเอริคอยู่บ้าง เพราะสารินแอบมาเล่าให้ฟัง จึงทำให้ลินินพยายามป้อนงานให้ธาดาอย่างหนักในช่วงนั้น เพื่อจะได้ทำงานจนลืม
ความเศร้า ซึ่งเวลานั้นชายหนุ่มก็ทำได้ดีทีเดียว

“พี่ถามได้มั้ย เรื่องระหว่างเรากับเอริคเป็นยังไงบ้าง”

“ผมตัดขาดไปเลยฮะ ส่วนเงินที่เคยให้ก็ไม่หวังว่าจะได้คืน ก็ถือเป็นค่าโง่ไป แต่ที่ผมยืมน้องสาวมา ก็ต้องทำงานเก็บเงินคืนเขา”

“ดีแล้วที่ไม่เศร้านาน เสียเวลาชีวิต ส่วนเรื่องเงิน ไม่ตายก็หาใหม่ได้” หญิงสาวตบบ่าธาดาเบาๆ

“ผมไม่ค่อยเศร้าเรื่องเอริคแล้วฮะ แต่เสียใจที่ไม่ฟังคนที่บ้านมากกว่า เขาเตือนตั้งแต่ต้น แต่ผมมันดื้อเอง แล้วผลุนผลันออกมาจากบ้าน อยากแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเลือกทางชีวิตไม่ผิด สุดท้ายผู้ชายก็เลวทั้งที่เขาก็ห้ามแล้ว” ธาดาแค่นยิ้ม แล้วหันมามองหน้าลินินเต็มตา “ดีแค่ไหนที่เจอพี่นิน ขนาดผมไม่มีประสบการณ์อะไรเลยด้วยซ้ำ ก็ยังรับผมเข้าทำงาน”

“ไม่ต้องมาทำซึ้งอะไรตอนนี้เลย พี่เห็นเธอตั้งแต่ยังเป็นรุ่นน้องที่คณะ มาขอทำงานเหมือนลูกนกตกรัง ไม่ช่วยก็แย่แล้ว” ลินินพูดพลางหัวเราะ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ธาดาเห็นว่าเป็นสายเรียกเข้าจากน้องสาวจึงกดรับ แล้วอุทานเบาๆ หน้าที่ขาวอยู่แล้ว ยิ่งเผือดจนเหมือนไม่มีสีเลือด

“แทนโทรมาฮะพี่นิน แม่ต้องผ่าตัดจันทร์หน้า…มะเร็งเต้านม เพิ่งรู้ผลตัดชิ้นเนื้อฮะ หมอก็เลยนัดผ่าเลย”

“งั้นก็กลับบ้านเถอะ นี่ก็วันศุกร์แล้ว อีกไม่กี่วันเอง ทางนี้ไม่มีงานเร่งแล้ว”

ชายหนุ่มพึมพำขอบคุณ ในใจว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก รู้ทั้งรู้ว่าเป็นคนที่ทำให้แม่เสียใจ รู้ว่าถึงอย่างไรก็ต้องกลับไปขอโทษ จบงานแฟชั่นวีกก็คิดว่าจะกลับบ้าน แต่ผ่านมาหลายวันก็ยังกล้าๆ กลัวๆ จนเมื่อแม่ป่วย ก็ไม่เหลือความกลัวอีกต่อไป กะอีแค่เผชิญหน้ากับความจริง

เป็นเวลาค่ำพอดีที่ธาดาขับรถกลับถึงบ้าน ที่ที่เคยอยู่มาตั้งแต่เกิด จะห่างไปนานก็แค่ช่วงที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง แต่นั่นก็เป็นความห่างที่ทุกคนมีความสุข เพราะธาดาก็ได้ยินอยู่เสมอว่าพ่อและแม่คุยถึงลูกที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยกับเพื่อนฝูงได้ไม่รู้เบื่อ แต่ครั้งนี้แม้ไกลตาเพียงแค่เกือบสามเดือน แต่คนที่คอยอยู่ที่บ้านคงไม่กล้าไปคุยอวดใคร ว่าลูกชายคนเดียวหนีไปอยู่กับผู้ชาย ซ้ำยังถูกหลอก ไม่รู้จะเอาหน้าที่ไหนกลับไปหาคนที่บ้าน ทั้งเจ็บทั้งอาย

ชายหนุ่มยืนอยู่หน้าประตูบ้านนานหลายอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจผลักบานประตูเข้าไป มองดูที่ที่เคยนั่งดูโทรทัศน์ ทำการบ้าน หรือแม้แต่ตอนที่โตเป็นวัยรุ่นก็นั่งฟังเพลงอยู่ในห้องนี้ เวลานี้ไม่มีคนอยู่ คงจะอยู่ที่โต๊ะกินข้าวกันแน่ๆ

ในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับอาหารฝีมือพี่หมาย ซึ่งก็ไม่ได้อร่อยเท่าร้านอาหารหรูหรา ซ้ำยังไม่ได้ปรุงสุกใหม่มื้อต่อมื้อ เพราะกว่าที่ทุกคนจะพร้อมหน้าก็เย็นชืด ต้องเอามาอุ่นซ้ำอีกครั้ง หลายต่อหลายคนเคยบอกไว้ว่า อาหารจะอร่อยขึ้นอยู่กับว่าเรากินกับใคร ก็คงจะจริง

หญิงสาวกำลังตักอาหารก็เงยหน้าขึ้นมามองเพราะรู้สึกเหมือนมีใครจ้อง

“พี่ธาดา มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เงียบเชียว”

คนที่เหลือจึงเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบถลาเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าคุณธาริณี ที่
หันมามองลูกชาย

“แม่ครับ พ่อครับ ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ ครับ ผมรู้แล้ว” เมื่อได้พูดในสิ่งที่รู้สึกมาตลอด ชายหนุ่มก็สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กๆ คุณธาริณีลูบหลังลูบไหล่ลูกชาย น้ำตาหยาดหยดรดไปบนบ่าของชายหนุ่มที่ก้มกอดมารดาที่ตัก ไม่ต่างกับเมื่อครั้งเป็นเด็ก ตักแม่คือที่ปลอดภัยเสมอ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมามองมารดา สองมือแม่ปาดน้ำตาออกจากสองแก้มลูกชายอย่างเบามือ

“ผมเข้าใจแล้วฮะ…”

“ไม่เป็นไรนะลูก กลับมาพ่อกับแม่ก็ดีใจแล้ว” เท่านั้นเอง ชายหนุ่มถึงกับก้มหน้ากลั้นเสียงสะอื้นที่ดูจะดังกว่าเดิม กลัวไปเองทั้งนั้น ว่าพ่อแม่จะโกรธจนไม่กล้ากลับไปสู้หน้า ถ้าแม่ไม่ป่วย คงไม่กล้ากลับมาอยู่นั่น ทำไมขี้ขลาดขนาดนี้ ชายหนุ่มได้แต่โทษตัวเอง

“ไปล้างหน้าล้างตาเถอะ ไม่ได้กินข้าวฝีมือพี่หมายนานแค่ไหนแล้ว” ทั้งที่ก่อนหน้า คุณโกมลโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่พอเห็นลูกชายรู้สึกผิดก็ใจอ่อนยวบ อย่างไรก็ลูก ซ้ำไม่ชอบเห็นน้ำตา ธาดาเห็นพ่อพูดด้วยก็หัวเราะทั้งน้ำตา แล้วเดินไปล้างหน้าตามคำสั่งอย่างไม่อิดออด

“ขี้แงตั้งแต่เล็กจนโต ไอ้แทนซะอีก ร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน” ผู้เป็นพ่อหันมาถามลูกสาวที่ได้แต่ยิ้ม พ่อคงไม่รู้ เวลาที่ทุกข์ใจไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ สิ่งที่หญิงสาวใช้เป็นที่ปรับทุกข์ก็คือการวาดรูป ไม่เคยต้องปาดน้ำตาเลย เพราะมัวแต่ปาดสี และเวลาที่มีความสุขก็เช่นกัน สีสันจะสดใสเป็นพิเศษ

วันนี้น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ที่ทุกคนกินข้าวเย็นด้วยกัน ธาดาพบว่าอาหารพี่หมายอร่อยกว่าที่ร้านอาหารหรูในกรุงเทพฯ จริงๆ ด้วย

“อะไรเนี่ยพี่ธาดา กินไปยิ้มไป เมาบวบผัดไข่เหรอ”

 

เช้าตรู่วันจันทร์ ทั้งคุณโกมล คุณธาริณี ธาดา และธัญญา ยกโขยงกันไปที่โรงพยาบาล คีรีมาดูแลโรงยาตามเคย ส่วนสองป้าเฝ้าคุณปู่ ทุกคนรวมถึงป้าชมจันทร์ส่งกำลังใจมาให้คนที่จะผ่าตัด จนแทบไม่เหลือความกังวล

“เดี๋ยวคนไข้ไปเตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้านะคะ เราจะเข้าไปรอในห้องเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ส่วนญาติสามารถไปรอที่ห้องพักผู้ป่วยได้เลยค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ คุณหมอจะดูแลอย่างดี”

ทั้งคุณโกมล ธาดา และธัญญาจึงไปรอที่ห้องพักผู้ป่วย คุณโกมลเปิดโทรทัศน์ดูแก้เบื่อ ทั้งที่ใจไม่อยู่ที่รายการโทรทัศน์เลย ธาดานั่งเล่นโทรศัพท์ดูรูปคอลเล็กชันใหม่ที่พี่ลินินเอามาลงอย่างเพลิดเพลิน น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่ดึงความสนใจออกมาได้ ส่วนธัญญาก็กดรีโมตคอนโทรลของโทรทัศน์เปลี่ยนช่องไปมา ซึ่งคุณโกมลก็ไม่รู้เลยว่าลูกสาวกดเปลี่ยนช่อง

กระทั่งมีเสียงโทรศัพท์ในห้องพักผู้ป่วยดังขึ้นมา ธัญญารีบพุ่งตัวไปรับโทรศัพท์อย่างร้อนรน

“ญาติคุณธาริณีใช่มั้ยคะ” หญิงสาวตอบรับ “จากห้องผ่าตัดนะคะ ตอนแรกที่เราคุยกันคือจะตัดเฉพาะก้อนเนื้อ แต่เมื่อผ่าไปแล้ว เราจำเป็นต้องตัดออกทั้งเต้าค่ะ อยากจะให้ญาติมาเซ็นชื่อยินยอมที่ห้องผ่าตัดค่ะ”

“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับแผ่วเบา

“พ่อ…เขาบอกแม่จำเป็นต้องตัดออกทั้งเต้า ให้เราลงไปเซ็นยินยอม” หญิงสาวไม่รู้ตัวเลย ว่าน้ำหูน้ำตาไม่รู้มาจากไหน “ไหนตอนแรกบอกว่าจะตัดแค่ก้อนเนื้อไง” หญิงสาวยังคงตีโพยตีพาย

“แม่เป็นคนรักสวยรักงาม แม่ไม่รู้ว่าต้องตัดหมด ถ้าแม่ฟื้นขึ้นมาแล้วไม่เป็นอย่างที่คิด แทนจะบอกแม่ยังไง” หญิงสาวเอามือปาดน้ำตาวุ่นวายไปหมด พ่อเคยบอกว่าแทนไม่ขี้แง แต่ครั้งนี้มันไม่ไหวจริงๆ ธาดาเสียอีกเดินมาลูบหลังน้องสาว พอรู้สึกถึงสัมผัสจากพี่ชาย ทำให้ยิ่งร้องไห้หนักไปกว่าเดิมอีก

“ไม่เป็นไร ในห้องผ่าตัด เราก็ต้องเชื่อใจหมอเรามากที่สุด” คุณโกมลพูดขึ้นมา หลังจากที่ตั้งสติได้ก่อนใคร

“ถ้าไม่จำเป็น เขาก็ไม่ตัดทั้งหมดหรอก นี่มันน่าจะเป็นเรื่องจำเป็นจริงๆ เอาอย่างนี้ เราไปกันทั้งสามคนนี่แหละ เดี๋ยวพ่อไปเซ็นชื่อ ทีมผ่าตัดรออยู่ อย่าให้เขาต้องรอ เดี๋ยวนานไปแม่ฟื้นขึ้นมาก่อน”

หญิงสาวอดขำไม่ได้ จึงหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา นานแค่ไหนแล้วที่เราสามคนไม่ได้เดินจูงมือกันหญิงสาวมองพ่อที่จับจูงมือเธออยู่ อีกด้านของพ่อเป็นพี่ชาย พ่อตัวเตี้ยกว่าเราสองพี่น้องตั้งแต่เมื่อไรกันทั้งที่แต่ก่อนเคยแหงนคอตั้งมองดูพ่อ

เหมือนอยู่ๆ ก็เพิ่งสำนึกว่าพ่อและแม่อายุมากแล้ว! วันเวลาผ่านไป หญิงสาวไม่เคยสังเกตเลยว่าพ่อและแม่แก่ลงไปมาก จริงสินะ เพราะกว่าที่พ่อมีลูกคนแรกก็อายุสามสิบกว่าปีแล้ว ส่วนแม่ก็เพิ่งขึ้นเลขสาม สมัยพ่อกับแม่ถือว่ามีลูกช้าเลยทีเดียว จะไม่ให้แก่กันไปได้อย่างไร

จนเซ็นชื่อเสร็จเรียบร้อยและเดินกลับไปที่ห้องพักผู้ป่วย หญิงสาวจึงเป็นฝ่ายจับจูงพ่อ เมื่อมองไปอีกด้าน…พี่ธาดาก็เป็นฝ่ายจูงพ่อเหมือนกัน

บางทีการจับจูง มันไม่ใช่เป็นการนำพาใครไปในทิศทางไหน แต่มันคือการทำให้คนที่ถูกจูงรู้สึกเบาใจว่าไม่ได้เดินลำพัง

ราวๆ บ่าย แม่ก็ถูกพาตัวมาที่ห้องพักผู้ป่วย คุณธาริณียังสะลึมสะลือ แล้วก็หลับไป ทั้งสามคนเฝ้ามองอย่างเป็นห่วง แต่ก็พอจะเบาใจได้บ้างก็เพราะผู้หญิงที่เป็นที่รักของทั้งสามคนได้มานอนอยู่ตรงหน้าแล้ว และปลอดภัยดี แต่สิ่งที่ยังคงเป็นความกังวลใจคือเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม คนที่รักสวยรักงามอย่างคุณธาริณีจะประคองใจอย่างไร

หญิงสาวยังคงนั่งซึม เป็นห่วงความรู้สึกมารดา

“ถ้าตัดนมแทน แทนจะไม่ว่าเลย ไม่ตัดก็เหมือนตัดอยู่แล้ว…ฮือ…แต่นี่แม่”

“แทน ไปล้างหน้าก่อน เดี๋ยวแม่ตื่นขึ้นมาจะตกใจ ปกติไม่ร้องไห้ พอร้องที ตาบวมจนเหมือนฝังลูกนิมิตใต้คิ้วแล้ว”

หญิงสาวเดินไปล้างหน้าแต่โดยดี ตาบวมเป่งจริงๆ ด้วยสิ พอได้น้ำเย็นๆ ก็ดูเหมือนจะสบายขึ้น ธัญญาจึงวักน้ำล้างหน้าอยู่นานสองนาน พอเปิดประตูห้องน้ำออกไป ก็พบว่าคุณหมอมาเยี่ยมคนป่วยที่เพิ่งจะฟื้นพอดี

“แม่ตื่นแล้ว…” เสียงอุทานของหญิงสาว

ทำให้ทุกคนในห้องหันมา

“เอาละ อยู่กันครบแล้ว คุณธาริณีรู้สึกตัวดีนะครับ เดี๋ยวหายดีแล้วค่อยมาคุยกันถึงขั้นตอนการรักษาต่อไป วันนี้พักก่อน…แล้วก็ครอบครัวคงยังไม่ได้แจ้งให้คนไข้ทราบแน่เลย เพราะเพิ่งฟื้น พอดีตอนที่ผ่าเข้าไป หมอพบว่ามีการลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง หมอเลยจำเป็นต้องทำการตัดออกทั้งหมดฮะ แต่ไม่ต้องกังวลไป ถ้าจะทำเรื่องศัลยกรรมความงาม เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันอีกที”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณหมอ ดิฉันเข้าใจ ไม่ต้องศัลยกรรมอะไรทั้งนั้นแหละ แก่แล้ว คุณก็ไม่ว่าอะไรใช่มั้ย” คุณธาริณีมองมาทางสามี คุณโกมลพยักหน้า ยิ้มรับ

“เจ็บแค่นี้ก็พอแล้วครับ ผมรักของผม แบบไหนผมก็รัก ไม่อยากให้เจ็บมากไปกว่านี้”

“อย่างนี้หายเจ็บเร็วแน่เลย กำลังใจดีเยี่ยม งั้นผมไปก่อนนะฮะ นอนโรงพยาบาลสักสองคืน เดี๋ยว
พรุ่งนี้ผมมาเยี่ยมใหม่” คุณหมอกล่าวอำลาแล้วเดินออกไปพร้อมกับพยาบาล

“แม่…แม่โอเคจริงๆ ใช่มั้ย” หญิงสาวอดสงสัยไม่ได้ อุตส่าห์ร้องไห้เป็นวักเป็นเวร

“ถ้ามันต้องตัดก็ตัดสิแทน แม่เลือกอะไรได้ล่ะ หน้าที่แม่คือทำตัวให้พร้อมสำหรับรักษา ส่วนหน้าที่รักษา แม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่คุณหมอ” คุณธาริณีพูดเบาๆ เพราะยังมึนหัวอยู่นิดหน่อย

“แล้วแทนร้องไห้ซะตาบวม กลัวแม่ตกใจที่ไม่มีนม”

“แทนเอ๊ย ไม่รู้ซะแล้ว แม่เข้มแข็งกว่าที่แทนคิดเยอะนะลูก”

 



Don`t copy text!