จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 16 : กายเจ็บ ใจอย่าเจ็บ

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 16 : กายเจ็บ ใจอย่าเจ็บ

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

“คนไข้เป็นยังไงมั่งครับ” คุณหมอชวนคุยหลังจากผ่านการผ่าตัดไปแล้วหนึ่งสัปดาห์

“ดีค่ะคุณหมอ ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย” คุณธาริณียิ้ม แล้วหันไปมองลูกสาวที่วันนี้มาเป็นเพื่อน

ตั้งแต่รู้ผลชิ้นเนื้อ การนัดหมายสำหรับผ่าตัดจึงถูกกำหนดขึ้นในอีกไม่กี่วันถัดมา รวดเร็วจนไม่เหลือเวลาให้ต้องมาคิดอะไรให้รกใจ

แม้ว่าแผลผ่าตัดจะยังระบม ยังต้องมีท่อระบายเลือดและน้ำเหลืองที่เรียกว่าสายเดรน ต่อจากแผลตรงไปที่ขวดเก็บของเหลว ซึ่งคุณหมอแนะนำว่าให้หาถุงผ้ามาใส่ขวดนั้นไว้ จะเดินไปไหนก็ให้สะพายถุงนั้นไปด้วย แม้จะดูทุลักทุเล แต่คุณธาริณีกลับยอมรับมันได้ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความยากลำบากเลย

“วันที่ผ่าตัด พอหมอฉีดสีเข้าไปจึงพบว่ามีการลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ หมอเลยจำเป็นต้องตัดออกทั้งหมด ได้ข่าวว่าลูกสาวร้องไห้ใหญ่เลย” หมอมองหน้าหญิงสาวที่มากับคนป่วยแล้วยิ้ม

“เขาห่วงแม่ค่ะ กลัวแม่ตกใจตอนฟื้นขึ้นมา” คุณธาริณีหัวเราะเบาๆ

“คนไข้กำลังใจดี หมอก็สบายใจ เดี๋ยววันนี้ผมจะถอดสายเดรนออกให้นะฮะ จะได้สบายขึ้น แล้วจะทำเรื่องส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรัฐ เดี๋ยวหมอจะเตรียมเอกสารใบส่งตัวให้นะครับ แล้วพวกผลแล็บ เดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่เตรียมให้ จะได้เอาไปยื่นให้โรงพยาบาลรัฐได้ใช้นะครับ”

ขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากผ่าตัด ก็คือการให้เคมีบำบัดและการฉายแสง ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดไม่มีเครื่องฉายแสง จึงต้องทำการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลรัฐบาล ซึ่งกระบวนการรักษาถัดจากนี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็ง

คุณธาริณีปล่อยให้การจัดการดูแลทั้งหมดอยู่ในมือของธัญญา และคงต้องยอมรับว่า ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ

 

ก่อนหน้าไม่กี่วันนี้เอง หลังผ่าตัดแล้วกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ระหว่างที่นั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันสี่คนธาดาที่นั่งยุกยิกอยู่นาน จึงรวบรวมความกล้า แล้วพูดขึ้นเบาๆ

“พ่อฮะ ผมขอไม่ทำโรงยาได้มั้ยฮะ ผมอยากเป็นดีไซเนอร์ ตั้งแต่ได้ไปทำงานกับพี่ลินินแล้ว ผมพบว่าผมมีความสุขมากเลยฮะ อยากไปทำงานทุกวัน เห็นชิ้นงานออกมาแล้วมันปลื้มใจ”

เมื่อเห็นบิดายังคงนั่งฟังนิ่งๆ จึงร้อนใจ และพยายามจะอธิบายต่อ “จริงๆ แล้ว ผมก็ไม่ได้ชอบสิ่งที่ผมเรียนมา ผมเพียงแต่ไม่อยากให้พ่อเสียใจ ที่ไม่เชื่อฟัง ผมรู้ฮะ ว่าพ่อหวังดี” ธาดากลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก ก่อนจะพูดประโยคถัดไป

“เรื่องเอริค…ก็เป็นสิ่งที่พ่อกับแม่มองออกตั้งแต่ต้น ผมก็ยอมรับฮะ ผมผิดเอง ที่ดันทุรัง”

คุณโกมลนิ่งอยู่นาน จนธาดาเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง บางทีชายหนุ่มก็เคยคิด หากเป็นลูกบ้านอื่น อาจจะไม่ต้องมานั่งขอพ่อแม่กันแล้ว เพื่อนธาดาก็เคยล้อว่าเป็นบ้านลูกแหง่ แต่นี่ไม่ใช่การร้องขอ…ก็ในเมื่อเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะแปลกตรงไหน ที่คนในครอบครัวจะรับรู้ความเป็นไปของคนในบ้าน ก็เพราะเราเป็นทีมเดียวกัน

“รู้มั้ย พ่อเพิ่งเข้าใจว่าธาดาเหมือนพ่อตอนหนุ่มๆ เลย…อ้อ พ่อไม่ได้เป็นเกย์นะ” คุณโกมลรีบพูดเพราะเห็นลูกๆ ทำตาโต “ที่จริง พ่อก็ไม่อยากทำงานโรงยาเหมือนกัน พ่อไปเรียนในกรุงเทพ เรียนจบ เพื่อนๆ พ่อเขาก็ทำงานบริษัทใหญ่โต หรูหรา พ่อจะทำงานในโรงยา มันก็อายเพื่อน”

“ทีนี้จังหวัดเรามันมีนิคมอุตสาหกรรมไง ก็มีโรงงานใหญ่ๆ มาเปิด ไอ้เรามันจบวิศวะ ไปทำงานโรงงานก็น่าจะรุ่งเรืองดี ทิ้งให้ป้าสองคนทำงานโรงยาไป คุณปู่ก็โกรธพ่อ เหมือนที่พ่อเคยโกรธธาดานี่แหละ” คุณโกมลยิ้มเมื่อเล่าถึงความหลัง

“แต่ป้าสองคนเขาเก่ง โรงยาก็ก้าวหน้าเรื่อยมา ส่วนพ่อก็เติบโตในหน้าที่การงาน คุณปู่เขาก็เลยไม่รู้ว่าจะโกรธต่อไปทำไม”

“แล้วตอนนี้ พ่อจะโกรธธาดาไปทำไมล่ะ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ พ่อเข้าใจแล้ว”

ชายหนุ่มถึงกับลงไปนั่งคุกเข่ากอดพ่อ อย่างที่ไม่ได้ทำมานานแล้ว ตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่

“แล้วกลับไปทำงานได้ตามปกติได้แล้วนะ พี่ลินินเขาให้โอกาสขนาดนี้ ก็พยายามให้เต็มที่นะลูก ส่วนโรงยา แทนมันดูได้ มีคีรีมาช่วยอีกคน เดี๋ยวอีกไม่กี่วันพ่อก็เกษียณ ว่าจะไปช่วยเขาตอกยาบ้าง”

เสียงหัวเราะอย่างเข้าอกเข้าใจกันและกันในห้องนั่งเล่นที่เปิดไฟอบอุ่นสว่างไสว และบานกระจกที่ยามกลางวันสามารถมองออกไปเห็นต้นไม้ที่ปลูกอยู่ห่างๆ จนสุดรั้วบ้าน แต่ยามที่ฟ้ามืด คนภายนอกก็สามารถมองเข้ามาได้อย่างไม่ยากเย็น สายตาคู่หนึ่งจับจ้องเข้ามาจากนอกรั้วบ้าน แม้จะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยก็ตาม แต่แสงสีนวลตาจากภายในตัวบ้านที่ส่องสว่าง ทำให้มองเห็นคนที่มีแก่ใจมานั่งหัวเราะกันอยู่นั้น มันดูขัดตาขัดใจ

ธาดากลับไปทำงานกับพี่ลินินอย่างสบายใจ เป็นการขับรถไปกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้ ‘ร้อน’ เหมือนครั้งที่ผ่านมา จุดมุ่งหมายก็ชัดเจน ก็คือจะพยายามเป็นดีไซเนอร์ให้ได้ ไม่ใช่ไปตายเอาดาบหน้าเหมือนก่อนชายหนุ่มถึงกับนั่งฮัมเพลงมาตลอดทางจนถึงกรุงเทพฯ

 

โรงยาในวันนี้ดูวุ่นวายเป็นพิเศษ เพราะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเพื่อต่ออายุจีเอ็มพี ที่ป้าบงกชพากเพียรจัดเตรียมเอกสารอยู่ตั้งนานสองนาน โดยที่มีคีรีคอยเป็นลูกมือช่วยเหลือ ห้องคลีนรูมที่มีเครื่องตอกยาที่ซ่อมเสร็จแล้ววางเด่นเป็นสง่า พนักงานทุกคนแต่งกายถูกระเบียบเหมือนที่เคยเป็น แต่เวลาที่มีใครมาคอยมอง มันก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา

ป้ามาลัยที่ย้ายมาช่วยอิ๋มที่สโตร์ ก็ตรวจพื้นที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง บริเวณที่จัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับอบแห้งและจัดเก็บ ก็เป็นระเบียบเหมือนที่เคย แต่ก็ไม่วายที่จะคอยไปขยับให้เข้าที่อีกสองเซนติเมตร

จนเมื่อเจ้าหน้าที่กลับไปแล้ว ป้าบงกชจึงสั่งอาหารมาเลี้ยงขอบคุณทุกคน ที่ช่วยกันทำงานอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะคีรีที่เป็นลูกมือชั้นเยี่ยม

“ป้าขอบใจทุกคนมากเลยนะ ที่ช่วยกันทำงานจนสำเร็จ” ป้าบงกชพูดใส่โทรโข่งคู่ใจเหมือนเคย

“งานต่ออายุจีเอ็มพี รอบหน้าก็จะให้คีรีมาทำเต็มตัว รอบนี้ช่วยป้าได้มากจริงๆ ป้าต้องขอบใจอีกครั้ง” ป้าบงกชหันมายิ้มเหมือนจะขอบคุณชายหนุ่ม ในขณะที่สายตาของคนถูกชมมองเห็นธัญญายิ้มหน้าบานก็รู้สึกดีใจ

“สำหรับอาหารมื้อนี้ ก็เพื่อขอบคุณพวกเราทุกคน” ทุกคนในโรงยาปรบมืออย่างดีใจ แล้วหยิบอาหารที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะมากินอย่างมีความสุข

“ส่วนก๋วยเตี๋ยวหน้าโรงยา ป้าเหมาไว้ให้ ใครจะสั่งเป็นอาหารเย็นกลับบ้านก็ตามสบายเลยนะ” เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ดังไปถึงร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ด้านหน้า

“อ้าว แล้วไม่ไปกินกับเขาข้างในเหรอ” อาเฮียร้านก๋วยเตี๋ยวเงยหน้าขึ้นมาถามลูกค้าที่ยืนนิ่งๆ อยู่หน้าร้าน

“วันนี้ป้าบงเขาเลี้ยง จะกินอะไรล่ะ เดี๋ยวทำให้…อ้าว เดินหนีไปซะเฉยๆ เป็นอะไรของมัน”

 

วันแรกของการให้เคมีบำบัด โรงพยาบาลรัฐมีขั้นตอนที่คล้ายกับเอกชน เพียงแต่จำนวนคนไข้มีเยอะกว่ามาก คุณธาริณีถึงกับเบาใจ เพราะว่ามีคนเป็นมะเร็งมารอตรวจเต็มไปหมด ‘เพื่อนเยอะดี’ และทุกคนก็ผ่านการเจาะเลือดในตอนเช้า เพื่อดูว่าเลือดมีความสมบูรณ์พอที่จะให้เคมีบำบัดหรือไม่ ซึ่งการที่ลูกชายกลับมาอยู่ด้วยตอนต้นเดือน แม้เพียงช่วงสั้นๆ แต่เป็นช่วงที่เจริญอาหารที่สุด ผลเลือดจึงสมบูรณ์พร้อมสำหรับการให้เคมีบำบัด

“เราจะให้ยาทั้งหมดแปดครั้ง ห่างกันครั้งละสามสัปดาห์นะคะคุณธาริณี” คุณหมอเรียกการให้เคมี
บำบัดว่า ‘การให้ยา’

“หน้าที่ของยาคือจะไปทำลายเซลล์มะเร็งนะคะ หลังจากให้ก็อย่างที่รู้กัน ว่าผมจะร่วง อาจจะมีแผลในปาก ไม่ค่อยอยากทานอาหาร ร่างกายจะอ่อนแอลง ดังนั้น อาหารที่กินต้องปรุงสุกทุกอย่าง เน้นโปรตีนให้มากพอ ซึ่งอันนี้สำคัญมากนะคะ เพราะโปรตีนจะทำให้ผลเลือดสมบูรณ์ แล้วก็ถ้าชอบทานนมเปรี้ยว ของหมักดอง ก็ขอให้งด เพราะท้องจะเสียได้ง่าย” คุณหมออธิบายกับสมาชิกมะเร็งคนใหม่

“ส่วนหน้าที่ของคนไข้ คือเตรียมร่างกายให้พร้อม กินให้ดี นอนให้ดี เราให้ยาทุกสามสัปดาห์ ถ้าร่างกายพร้อม เลือดแข็งแรง เราจะได้ไม่ต้องขยับตารางการให้ยา ซึ่งหากขยับ ก็จะไม่เป็นผลดีต่อการรักษาค่ะ ถ้าคนไข้ไม่มีอะไรสงสัย เดี๋ยวไปที่ห้องให้ยาได้เลยนะคะ” คุณหมอพูดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้ว่าหน้าห้องจะมีคนไข้รออยู่เป็นจำนวนมาก

ห้องให้ยาเต็มไปด้วยคนไข้นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมที่ปรับเอนได้เรียงรายเต็มไปหมด ยาที่หยดเข้าสู่ร่างกายทีละหยด มันคือทั้งความหวังและความน่ากลัว ใครต่อใครต่างพูดกันว่าการให้เคมีบำบัดช่างร้ายกาจ แต่ในเมื่อใจมันจะสู้ ต่อให้ต้องผ่านด่านที่ยากแค่ไหนก็จะต้องผ่านไปให้ได้

คุณธาริณีหลับตาลง แล้วพิงพนักเก้าอี้ที่ปรับเอนให้นอนสบาย…มาเถอะ จะแค่ไหนกันเชียว เธอค่อยๆ ผ่อนลมหายใจช้าๆ เป็นจังหวะ จนที่สุดจิตใจที่ว้าวุ่นก็สงบลง

ธัญญาเตรียมหนังสือมานั่งอ่านระหว่างรอมารดาให้ยาเคมีบำบัด เพราะว่าใช้เวลานานร่วมครึ่งวัน แม้เก้าอี้ในโรงพยาบาลจะแข็งทั้งที่นั่งและพนักพิง แต่ก็ยังมีบางคนที่นั่งรอญาติจนหลับไป หญิงสาวเลือกที่นั่งที่ยังว่าง แล้วอ่านหนังสือรอเวลา จนสุดท้ายก็หลับไปเหมือนคนอื่นๆ

หลับไปนานแค่ไหนไม่รู้ได้ กระทั่งคุณธาริณีเดินมาปลุก หญิงสาวจึงงัวเงียลืมตาขึ้นมา พร้อมกับเช็ดน้ำลายที่เลอะข้างแก้ม แล้วก้มลงมองนาฬิกา

“โห…แทนหลับไปนานเลยอะ แม่โอเคมั้ย ทำไมผมไม่ร่วงล่ะ”

“ยัยบ๊องเอ๊ย ไม่ใช่ให้ยาปุ๊บ ผมร่วงปั๊บซะหน่อย อีกสักพักแหละ…ไป…จ่ายเงินแล้วกลับบ้านกัน”

“ล้อเล่น…นี่ก็ว่าจะชวนไปดูวิก เอาผมสีชมพูมั้ย เผื่อพ่อชอบแปลกๆ หรือเอาสีเขียวดี”

“แม่ว่าเอาหัวเหม่งๆ นี่แหละ แล้วแม่จะใส่ชุดเหลือง ให้พ่อกราบ”

“งั้นไม่ซื้อวิกละ ไปหาบาตรกัน” หญิงสาวหัวเราะพลางจูงมารดาไปจ่ายเงิน แล้วกลับบ้าน

ตกเย็น คีรีถือหม้อใบเขื่องมาที่บ้านใหญ่ เพราะรู้เวลาดีว่าบ้านโรงยากินข้าวเย็นกี่โมง หญิงสาวจึงรีบเดินไปเปิดประตูให้ หลังจากได้ยินเสียงตะโกนเรียก

“แม่ทำไก่ตุ๋นไวน์แดงมาให้ ค็อกโอแวงน่ะ คนให้คีโมต้องกินโปรตีนเยอะๆ แม่เลยลงมือหัดทำมาฝากน้าธาริณี”

“อะไรนะ หัดทำเหรอ” หญิงสาวร้องลั่น

“พี่ชิมแล้ว อร่อยดี แทนก็รู้ว่าแม่ชอบทดลอง รอบนี้เลยทดลองทำอาหาร แล้วอร่อยเฉยเลย…แล้วนี่จะยืนคุยอีกนานมั้ย พี่หนัก” หญิงสาวนึกขึ้นได้ จึงกุลีกุจอพาคีรีมานั่งร่วมวงที่โต๊ะอาหาร

“งั้นกินข้าวเย็นด้วยกันเลยนะพี่คี” ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ หญิงสาวรีบตักข้าวใส่จานให้

“กับข้าวพี่หมายถึงกับหมองไปเลย เจอกับข้าวป้าชม อร่อยจริงๆ ด้วย” หญิงสาวชอบอกชอบใจ แล้วตักให้คุณธาริณีชิ้นโต

“กินเยอะๆ เลยนะคะแม่ ป้าชมเก่งหลายอย่างจังแฮะ ทำแยมก็อร่อย แล้วนี่หัดทำยังอร่อยขนาดนี้ ป้าชมอยากได้ลูกสาวเพิ่มมั้ยเนี่ย พี่คี” หญิงสาวหันไปถาม ทำเอาชายหนุ่มนั่งหน้าแดงจนเกือบจะแดงก่ำ แต่ต้องหยุดแดงแบบทันควัน เพราะได้ยินเสียงกระแอมไอที่ไม่ค่อยสมจริงจากอีกฝั่งของโต๊ะ

“โทษที กระดูกไก่ติดคอ” คุณธาริณีค้อนสามีที่แก้ตัวไม่ค่อยเนียนเท่าไร

“แล้วเป็นไง วันนี้ให้คีโมวันแรก” คุณโกมลเปลี่ยนเรื่อง ถามถึงการให้เคมีบำบัดของภรรยา ที่ตนเองไม่ได้ไปเป็นเพื่อนเพราะเป็นวันธรรมดาที่ต้องไปทำงาน จึงฝากลูกสาวดูแลแม่

“ก็คล้ายๆ นอนให้น้ำเกลือนั่นแหละ เพียงแต่เป็นยา ฉันก็นั่งหลับตาบนเก้าอี้นวมที่ปรับเอนได้ ปล่อยให้ยาเขาทำงานไป บางคนเขาก็นอนบนเตียงนะ มีเตียงเรียงอยู่ด้วย ในห้องนั้นมีคนที่ต้องให้ยาเต็มไปหมด เพื่อนเยอะเลย แล้วก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด” คุณธาริณีเล่าถึงบรรยากาศในห้องให้เคมีบำบัดของโรงพยาบาล ที่ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่จินตนาการไว้ก่อนหน้า

“แล้วคุณกลัวมั้ยล่ะ”

“ตอนแรกก็กลัว แต่พอยอมรับว่ากลัว ความกลัวมันก็ลดลง มันก็ดีเหมือนกันนะ เราไม่เห็นต้องทำเป็นเข้มแข็งเลย แล้วเวลาให้ยา ฉันก็คิดนะ ว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของยา ส่วนฉันก็มีหน้าที่นอน แล้วก็หลับไป” คุณธาริณีเล่าขำๆ ถึงความรู้สึกตัวเองในเวลานั้น

“เออ คี น้าฝากขอบคุณป้าชมด้วยนะ อุตส่าห์ทำไก่อบไวน์แดงมาให้ อร่อยมากจริงๆ นี่ไปเปิดร้านได้เลย” คุณธาริณีหันมาขอบคุณชายหนุ่มร่วมโต๊ะ

“ไว้น้าจะส่งแทนไปเรียนนะ จะได้ทำอะไรเป็นกับเขาบ้าง” คุณธาริณีมองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วยิ้ม ยิ่งเห็นใบหูที่เปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วยิ่งชอบใจ ถึงกับหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบเพื่อไม่ให้มีพิรุธ ในขณะที่คนที่จะถูก‘ส่งไปเรียน’ ยังนั่งเคี้ยวข้าวไม่รู้ไม่ชี้อยู่เลย

ซึ่งสิ่งที่คุณธาริณีและทุกคนมองไม่เห็น ก็คือหญิงสาวที่แอบอมยิ้มอย่างถูกใจ

 



Don`t copy text!