ศพกินฟืน

ศพกินฟืน

โดย : ทรรศิตา

Loading

อ่านเอาขอแบ่งปันเรื่องเล่าจากเงาสนธยา เรื่องลี้ลับจากประสบการณ์ตรงของ ภัทรภร มนุษย์ฟรีแลนซ์ ที่ตระเวนเดินทางทำงานไปทั่วทิศและมักได้ของแถมเป็นการพบปะทักทายจากเหล่าเพื่อนต่างมิติ และ ทรรศิตา มนุษย์ผู้ใช้ชีวิตเป็นจาริกชนคนเดินทางแสวงหาความหมายชีวิตระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และมักผูกพันกับเรื่องลี้ลับบางอย่างเกินคาดเดา

ผู้ชายอีสานในสมัยโบราณนิยมเรียน “ของ” ของที่ว่านี้คือคาถาอาคมสำหรับใช้ป้องกันตัวหรือเป็นเสน่ห์เมตตามหานิยม สุดแท้แต่ว่าคนๆ นั้นจะนิยมชมชอบทางด้านใด ผู้ที่มีอาชีพค้าขายหรือเป็นนักแสดง นักร้อง หมอลำ ก็อาจเรียนทางด้านเมตตามหานิยม เช่น อ้อต่างๆ ซึ่งใครมีไว้ก็จะต้องทำพิธีที่เรียกว่า “ยกอ้อยอครู” เป็นประจำทุกปี ของจึงจะขลัง หรือบางคนอาจเรียนทางด้านอยู่ยงคงกระพันสำหรับใช้ป้องกันตัวจากโจรผู้ร้าย หรือจากสัตว์ร้ายเวลาเดินป่า เป็นต้น

ผู้เล่ายังเกิดมาทันเห็นคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเมืองเก่า โดยเฉพาะผู้ชายนิยมสักยันต์ที่ต้นขาเป็นลวดลายต่างๆ ดูสวยงามและขรึมขลังน่ากลัวไปพร้อมกัน อย่างเช่น ตาทวดของผู้เล่า มีลายลงยันต์รอบต้นขาลงมาจนเกือบถึงเข่า เวลาทำงานหรืออากาศร้อน ตาทวดมักนุ่งผ้ายกรั้งถกเขมรขึ้นสูงจนเห็นลายสักที่ต้นขา ผู้เล่าในวัยเด็กชอบเอามือไปจับดูแล้วถามว่า “ลายอะไรตา?” ตาทวดจะยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วไล่ชื่อลายเหล่านั้นให้ฟังทุกครั้งอย่างที่ไม่เคยเบื่อ แต่ผู้เล่าไม่เคยจำได้หมด รู้แต่ว่าเป็นลายสัตว์ป่าหิมพานต์ หรือเป็นลายอักขระขอม ซึ่งเท่าที่เคยสังเกตดู คนเฒ่าผู้ชายคนอื่นๆ ภายในหมู่บ้านก็มักมีลายลักษณะคล้ายๆ กัน

เพราะเหตุนี้คนเฒ่าในหมู่บ้านหลายคนจึงมีการใช้ของให้เป็นคุณ ซึ่งคนทั่วไปเรียกว่าเป็น “หมอธรรม” เช่น เป็นหมอยา เป็นหมอดูหรือหมอมอ หรือเป็น “เฒ่าจ้ำ” (คนที่สามารถติดต่อสื่อสารกับปู่ตาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านได้)

ตาทวดของผู้เล่าซึ่งมีอายุยืนถึงร้อยปีเป็นเฒ่าจ้ำและเป็นหมอยาประจำหมู่บ้าน ตาทวดจะมีย่ามว่านยาห่อด้วยผ้าขาวเก่าเก็บไว้เป็นชุดๆ หลายสิบห่อแล้วแต่ชนิดประเภทยา ใครเป็นอะไรในหมู่บ้านหากไปถึงมือตาทวดเป็นต้องหายขาดทุกราย เพราะไม่ใช่แค่ฝนยาให้กินเท่านั้น แต่ยังมีการเป่าคาถาลงรักษาด้วย

คนมีของ เมื่อมีคุณแล้วก็ต้องมีการรักษาของให้คุณนั้นไม่เสื่อมลง หรือที่เรียกว่า “ขะลำ” หรือ “ผิดของผิดครู” เพราะไปละเมิดข้อห้ามที่ครูบาอาจารย์สั่งไว้ เช่น ห้ามให้ผู้หญิงจับหัวตน ห้ามลอดใต้ถุนบ้าน ห้ามผิดลูกผิดเมียผู้อื่น ห้ามลอดใต้ตีนซิ่นผู้หญิง ห้ามกินพริกทั้งขั้ว เป็นต้น ซึ่งข้อห้ามดังกล่าว หากใครละเมิดหรือทำผิด ของอาจแตก กลายเป็นบ้า เป็นปอบได้ แล้วแต่ว่าของที่มีนั้นแรงขนาดไหน!

เรื่องที่ผู้เล่าจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนมีของ ซึ่งเมื่อตายไปแล้วมักเผายากเผาเย็น บางคนเผาเป็นวันสองวันยังไหม้ไม่หมด เปลืองฟืนเผาไปเป็นกองๆ เพราะในสมัยก่อนไม่ได้มีเมรุเผาเหมือนสมัยนี้ ใครตายก็มักเผากันบนกองฟอนที่ใช้ไม้ฟืนเป็นหลัก ซึ่งต้องไปจัดหาซื้อมาให้ได้ภายในวันนั้น เพราะสมัยก่อนหากใครตายวันไหนก็ต้องเผาภายในวันนั้นๆ ไม่นิยมเก็บศพไว้เหมือนยุคปัจจุบัน

เคยได้ยินคนเฒ่าบางคนเล่าให้ฟังว่า คนที่มีของเมื่อถึงเวลาที่จะตายมักจะรู้ตัวก่อนเสมอ ดังนั้นก่อนใจจะขาดก็จะว่าคาถา “ปล่อยของ” หรือ “ทิ้งของ” จะได้ไม่เป็นที่ลำบากแก่สัปเหร่อผู้ต้องมาทำพิธีเผาร่างให้ แต่จะว่าไปสัปเหร่อในสมัยก่อนก็มักมีของเช่นเดียวกัน จึงจะสามารถรู้ได้ว่าของชนิดใดแก้ด้วยอะไร จึงจะเผาซากศพได้หมดจนไม่มีเหลือสิ่งใดนอกจากขี้เถ้าและกระดูกบางส่วน

ซึ่งบางศพอาจแก้ด้วยเชิงผ้าซิ่นผู้หญิง บางศพแก้ด้วยต้นสิงเยา (ต้นสบู่ดำ) บางศพแก้ด้วยต้นหนามแพ่งหนามเหนียว แต่ส่วนใหญ่มักจะแก้ด้วยเกลือเม็ด เพราะเกลือจะล้างของได้ ยกเว้นคนที่มีของแรงจริงๆ เท่านั้น!

ในหมู่บ้านของผู้เล่า มีตาทวดเฒ่าคนหนึ่งชื่อ “ตาจารย์สัง” แกเคยบวชเรียนมาหลายสิบพรรษาจนได้เป็นจารย์หรืออาจารย์ เมื่อลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสมีครอบครัว คนทั่วไปจึงเรียกว่า ตาจารย์สัง แกเป็นที่รักและเคารพของผู้คนในหมู่บ้านและบ้านใกล้เรือนเคียงแถบนั้น เพราะนอกจากจะมีคุณงามความดีเป็นที่นับหน้าถือตาแล้ว แกยังมีของอีกด้วย

เพราะนอกจากตาจารย์สังจะเป็นมัคนายกวัดแล้ว แกยังมีคุณวิเศษทางด้านจับยามสามตา ดูฤกษ์ดูยาม ดูมอ ใครมีความทุกข์ร้อนจากการโดนคุณไสย โดนของดำต่างๆ ตาจารย์สังแก้ได้หมด หรือทรัพย์สินเงินทองญาติพี่น้องหาย ไปให้ตาแกดูมอหรือดูหมอให้เป็นสำเร็จทุกราย วิธีการดูมอของตาจารย์สัง เรียกว่า “มอไม้” คือ ทำนายด้วยการหักไม้ไผ่ที่เหลาเป็นเส้นยาวพอสมควรไปเรื่อยๆ ให้เป็นข้อๆ โดยไม่ให้ข้อขาดจนหมดเส้นแล้วทำนาย ซึ่งใครๆ ในหมู่บ้านต่างก็พูดว่าแม่นมาก

ตาจารย์สังมีอายุยืนมากจนถึงเกือบร้อยปีพอๆ กับตาทวดของผู้เล่า วันที่แกล้มลงสิ้นใจตาย คนในหมู่บ้านยังแทบจะไม่เชื่อสายตา เพราะตาจารย์สังแข็งแรงมากไม่เคยเจ็บป่วยไข้ เรียกว่าตาแกตายแบบไม่รู้ตัว คือ นอนตายไปเฉยๆ ไม่ทันได้สั่งความกับลูกหลานโหลนเหลนใดๆ เลย นั่นทำให้ภาระหนักมาตกอยู่ที่สัปเหร่อ ซึ่งตอนนั้นมีสัปเหร่อประจำหมู่บ้านชื่อ “ลุงบุญทัน” ลุงแกบอกกับทีมงานขี้เหล้าของแกเบาๆ ในวันเผาว่า

“ลองเสี่ยงเผาไปก่อน.. หากไม่ไหม้จริงๆ ค่อยหาทางแก้เอาดาบหน้า!”

ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะศพตาจารย์สังเผากันตั้งแต่บ่ายสามจนกระทั่งรุ่งเช้าวันต่อมายังไหม้ไม่หมด เหลืออยู่ตั้งแต่ส่วนอกลงไปถึงเอว เนื้อย่นจับกันเป็นก้อนเหมือนก้อนพลาสติกสีดำส่งเสียงดังฟู่ฟี้ๆ พร้อมกลิ่นเหม็นไหม้ เมื่อถูกไฟลามแต่ก็ไม่ไหม้ คงจับกันเป็นก้อนอยู่อย่างนั้น ลุงบุญทันแกหาวิธีแก้จนหมดภูมิความรู้ก็ไม่สามารถแก้ได้ แต่ถือว่ายังโชคดีอยู่ที่มีคนวิ่งมาบอกว่า “หลวงพ่อที่วัดให้มาตามไปหาบนศาลา” เมื่อลุงบุญทันไปถึงกราบลงยังไม่ครบสามทีดี หลวงพ่อก็บอกว่า…

“เผาไม่หมดใช่ไหม? เมื่อคืนเจ้าของเขามาหาแล้วบอกวิธีแก้ไว้ให้!” เล่นเอาสัปเหร่อประจำหมู่บ้านอ้าปากค้างกันไปเลยทีเดียว

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนตอนใกล้รุ่งท่านฝันว่า ตาจารย์สังเข้ามาหาและบอกวิธีแก้ของถ้าหากเผาศพแกไม่ไหม้ โดยให้ไปนำเอาห่อของที่ตาแกเก็บไว้บนหิ้งพระมาเผากับศพแก พร้อมว่าคาถาบทหนึ่งซึ่งหลวงพ่อท่านจำไว้ได้แม่นมาก (ผู้เล่าเคยถามท่าน ท่านเมตตาท่องให้ฟังเป็นคาถาภาษาบาลีผสมกับภาษาขอม)

เมื่อลุงบุญทันนำเรื่องไปบอกแก่ญาติพี่น้องของตาจารย์สัง จึงพากันไปค้นหิ้งพระดูก็พบของบางอย่างห่อผ้าขาวเก่าๆ แต่ไม่มีใครกล้าแกะเปิดออกดูเพราะกลัว นอกจากให้ลุงสัปเหร่อนำไปเผาพร้อมว่าคาถาตามที่หลวงพ่อบอก ในที่สุดก็เผาไหม้หมดสิ้นไม่ถึงชั่วโมง เป็นอันว่าจบเรื่อง “ศพกินฟืน” ได้ในสองวัน

นี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่ต่อมา ไม่ว่าผู้เฒ่าท่านใดในหมู่บ้านถามผู้เล่าว่า

“อยากได้ของดีไหม?” ผู้เล่ามักจะตอบทันทีว่า

“เอาแค่คาถาสวดมนต์พุทธคุณอย่างเดียวก็พอเพียงแล้ว ไม่อยากได้สิ่งใดอีก” ไม่ใช่ว่ากลัวตนเองจะรักษาของไว้ไม่ได้ แต่กลัวว่าจะเปลืองฟืนมากกว่า!

Don`t copy text!