สัญญาณเตือนภัยให้เด็กน้อย

สัญญาณเตือนภัยให้เด็กน้อย

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

การใช้ชีวิตบนแผ่นดินแปลกหน้านามว่า “อเมริกา” นั้น  ทำให้มีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมายทั้งดีและร้าย รวมทั้งได้เรียนรู้ระบบสังคมที่แตกต่างไปจากเมืองไทย ระบบบางอย่างในอเมริกาก็ห่วยแตกอย่างร้ายกาจ  แต่บางระบบในสังคมอเมริกันนั้นถือว่าดีเลิศเลยทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมคือระบบการเตือนภัยพิบัติ

สมัยที่ไปอยู่อเมริกาใหม่ๆ บางหนตกใจเป็นล้นพ้น ขณะที่นั่งดูโทรทัศน์อย่างเพลิดเพลิน ทันใดนั้นหน้าจอดับวูบเป็นสีดำสนิทแล้วมีเสียงสัญญาณต๊อดๆๆๆๆ ติดต่อกัน ฟังน่าตื่นตระหนก สัญญาณที่ตัดเข้าสู่จอโทรทัศน์ทุกเครื่องคือการการแจ้งเตือนภัยพิบัติ คือแจ้งเตือนว่าพายุทอร์นาโดที่กำลังมุ่งหน้ามาทางเมืองนี้

ในบรรดากระบวนสัญญาณเตือนภัยเหล่านั้น มีสัญญาณเตือนภัยอย่างหนึ่งที่ฉันอยากให้ประเทศไทยนำไปใช้บ้าง เพราะมีประโยชน์อย่างยิ่งในเรื่องการช่วยเหลือเด็กให้รอดปลอดภัยจากการถูกล่อลวงลักพาตัว นั่นคือสัญญาณเตือนภัยที่เรียกว่า “Amber Alert”

เมื่อเกิดการลักพาตัวเด็กขึ้นในอเมริกา ทางตำรวจและหน่วยงานหลายหน่วยจะประสานงานกันแล้วแจ้งเตือนด้วยการแทคข้อความและส่งสัญญาณเสียงไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในบริเวณที่คาดว่าคนร้ายกำลังมุ่งหน้าไป โดยจะแจ้งให้ทราบถึงรูปพรรณสันฐานใบหน้าของเด็ก และลักษณะรถยนต์ที่ใช้ในการลักพาตัวเด็ก

AMBER Alert หรือ a Child Abduction Emergency เป็นสัญญาณเตือนภัยเมื่อมีเด็กถูกลักพาตัวไป มีการนำระบบนี้มาใช้ทั่วประเทศในปี ค.ศ 1996 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากคดีของเด็กหญิงตัวน้อยวัยเก้าขวบที่ชี่อแอมเบอร์ ฮาเกอร์แมนที่ถูกลักพาตัวไปฆ่าในปีนั้นที่เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส

วันที่ 13 มกราคม ปี ค.ศ.1996 เด็กหญิงแอมเบอร์ขี่จักรยานเล่นกับน้องชายอย่างสนุกสนานในลานจอดรถร้างละแวกบ้านตายายของเธอเอง แต่พอตกเย็น ริกกี้ น้องชายวัย 7 ขวบของแอมเบอร์ขี่จักรยานกลับมาบ้านตายายเพียงลำพัง  ตาของแอมเบอร์จึงออกไปตามหลานสาวคนเก่ง ซึ่งมีประวัติเป็นเด็กเรียนดี

แต่เมื่อไปถึงลานจอดรถร้างแห่งนั้น กลับไม่พบหนูน้อยแอมเบอร์แต่อย่างใด มีเพียงจักรยานจอดทิ้งไว้ในลานนั้น ที่น่าตกใจอย่างยิ่งคือ ตาของแอมเบอร์เจอตำรวจหลายนายกระจายกำลังค้นหาแอมเบอร์กันจ้าละหวั่น  เพราะแม่หนูน้อยหายตัวไปอย่างลึกลับนั่นเอง

เพื่อนบ้านในย่านนั้นโทรแจ้งตำรวจว่า เห็นชายผิวขาวแต่ลักษณะเป็นชายเม็กซิกันจอดรถกระบะในบริเวณที่แอมเบอร์ขี่จักรยานแล้วอุ้มเธอขึ้นรถไป  ข่าวนี้เป็นข่าวที่โด่งดังทั่วประเทศ เพราะใครๆ อยากให้จับคนร้ายได้   หนูน้อยแอมเบอร์จะได้คืนสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของครอบครัว อเมริกันทั้งประเทศสวดมนต์เอาใจช่วยครอบครัวของแอมเบอร์กันอย่างชนิดที่เรียกว่า “จดจ่อ” เลยทีเดียวเพราะถือเป็นเรื่องสะเทือนขวัญมากในเวลานั้น

วันเวลาแต่ละวันช่างเชื่องช้าเหลือเกินสำหรับครอบครัวของแอมเบอร์ ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใดเกี่ยวกับรูปคดี จนกระทั่งอีกสี่วันต่อมา พบร่างไร้วิญญาณของหนูน้อยแอมเบอร์ในลำธารข้างทางไม่ห่างจากบ้านตายายของเธอเองเท่าใดนัก ร่างนั้นถูกเชือดคอและแช่น้ำจนซีดไปทั้งร่าง

มีการส่งศพของแอมเบอร์ไปพิสูจน์หลักฐานพบว่า เมื่อตอนคนร้ายจับตัวหนูน้อยไปนั้น เธอยังมีชีวิตอยู่และถูกล่วงละเมิดทางเพศ เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายจะต้องอาศัยอยู่ในละแวกนั้นด้วยเช่นกัน เพราะคนร้ายไม่ได้ทำอันตรายแอมเบอร์ทันที แต่ลงมือสังหารหลังจากผ่านไปสองวัน ที่น่าเศร้าที่สุดคือจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังจับกุมคนร้ายที่ฆ่าเด็กน้อยผู้น่าสงสารไม่ได้ คดีนี้จึงค้างคามาจนปัจจุบัน หลายเป็นหนึ่งในคดีที่เรียกว่า Cold Case

ข่าวแสนเศร้าของเด็กหญิงแอมเบอร์สั่นสะเทือนหัวใจทุกครอบครัวทั่วอเมริกา ทุกคนต่างคิดว่าแอมเบอร์อาจจะไม่เสียชีวิต   ถ้าผู้ที่อยู่รอบข้างสามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงทีภายในเวลา 8 นาทีแรก หลังจากที่แม่หนูน้อยขี่จักรยานออกจากบ้าน หรือจนกระทั่ง 8 นาทีแรกหลังจากตำรวจได้รับแจ้งจากผู้เห็นเหตุการณ์ว่ามีเด็กถูกอุ้มขึ้นรถไปในลักษณะลักพาตัว

เรื่องราวสะเทือนขวัญของแอมเบอร์ทำให้เกิดการตั้งคำถามมากมายถึงความปลอดภัยในสังคม ทำให้ผู้บริหารของสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ในเมโทรเพล็กซ์รวบรวมความคิดในกรณีนี้มาจัดทำเป็น Amber Alert Plan ซึ่งจะทำงานประสานกันระหว่างตำรวจและสื่อมวลชน  จากนั้นนำมาใช้งานจริงในปีถัดมา โดยนำร่องที่รัฐเท็กซัส ต่อมาจึงประกาศใช้ Amber Alert ในกรณีเด็กหายทั่วอเมริกา

หลังจากปี ค.ศ. 1996 เป็นต้นมา สัญญาณเตือนภัยเรื่องการลักพาตัวเด็กนี้แพร่กระจายทั่วอเมริกา โดยแพร่ทางสื่อทุกสื่อในเวลาที่เกิดการลักพาตัวเด็กและคนร้ายหลบหนีไปในทิศทางไหน นอกจากนี้ยังมีการส่งข้อความเข้ามือถือโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในบริเวณที่คาดว่าคนร้ายกำลังใช้เส้นทางนั้นหรือมุ่งหน้าไป

สื่อต่างๆ เหล่านี้จะแสดงรายละเอียดของเด็กที่ถูกลักพาตัว  และต้องเข้าข่ายที่กำหนดไว้คือ  ได้รับการยืนยันจากผู้รักษากฏหมายว่ามีการลักพาตัวเด็กจริง  เด็กมีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเด็กและตัวผู้ลักพา รวมถึงลักษณะรถของผู้ลักพาตัว ที่สำคัญเด็กที่ถูกลักพาตัวนั้นจะต้องอายุน้อยกว่า 17 ปี

องค์กร National Center for Missing and Exploited Children เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.  1996 และได้ช่วยเหลือเด็กที่สูญหายไปแล้วมากกว่า 725 คน เด็กในประเทศอเมริกาจำนวน 750,000 คนที่ถูกแจ้งความหายไว้ มีทั้งที่หนีออกจากบ้านและถูกลักพาตัว

แต่ละปีมีเด็กนับร้อยๆ คนถูกลักพาตัวหรือถูกลักพาไปอาทิตย์ละ 2 คน ในจำนวนเด็กที่ถูกลักพาตัวไปนั้น  9 ใน 10 คนเป็นเด็กผู้หญิง ซึ่ง 5 ใน 10 คนถูกลักพาตัวเพื่อกระทำทารุณกรรมทางเพศ ที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ เมื่อเด็กถูกลักพาตัวไปแล้ว  เด็กจำนวน 3 ใน 4 คน จะถูกฆ่าภายในเวลา 3 ชั่วโมงหลังถูกลักพาตัว

มีการรายงานเด็กหายสาบสูญมากกว่าสามแสนรายในอเมริกาแต่ละปี บางรายโชคดีที่สามารถนำกลับคืนสู่ครอบครัวได้อย่างปลอดภัยด้วยความแจ้งเตือนของสัญญาณเตือนแอมเบอร์ แต่บางส่วนก็อยู่ในสภาวะ “สูญหาย” ตลอดกาล

ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งอดนึกไม่ได้ว่า คนที่เป็นพ่อแม่นั้นคงหัวใจสลาย หากลูกสูญหายไปหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศรวมทั้งถูกฆาตกรรม การมีระบบเตือนภัยเช่นนี้นับเป็นเรื่องดีที่น่าผลักดันให้เกิดขึ้นในสังคมไทยเช่นกัน ไม่เฉพาะเพียงแค่ในอเมริกา

Don`t copy text!