วิญญาณสองแม่

วิญญาณสองแม่

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

แม่เป็นคนไม่เชื่อเรื่องวิญญาณและเรื่องไสยศาสตร์ทั้งชีวิต จึงสอนลูกสาวคนเดียวว่า อย่ากลัวผีหรือวิญญาณ สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง  แม่สอนฉันตั้งแต่เล็กแต่น้อยเรื่องนี้ ถึงขั้นส่งลูกเดินขึ้นบ้านไปหยิบของทั้งมืดๆ ห้ามเปิดไฟจนกลายเป็นความชินไปในที่สุด

น่าแปลกที่ความไม่กลัวผีและไม่คิดว่าวิญญาณมีจริงนี่แหละ กลับทำให้เจอประสบการณ์จริงอันแปลกประหลาดอย่างชนิดที่ไม่คิดว่ามาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้พบเจอ เรื่องทั้งหมดที่เล่าคือเรื่องจริง และตัวละครทุกคนมีอยู่จริง

หลายต่อหลายหนที่เจอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล มักบอกตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องผีหรือไม่ได้ถูกผีหลอกแต่อย่างใด เพราะถูกอบรมบ่มสอนมาเช่นนั้น จนกระทั่งจนถึงวันที่แม่เสีย…นั่นแหละที่ทำให้ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า..ผีมีจริงไหม

แม่ล้มในห้องนอนด้วยอาการเส้นเลือดสมองตีบ  ฉันและพ่อจึงนำส่งโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เพราะหมอที่รักษาโรคหัวใจแม่ประจำอยู่โรงพยาบาลแห่งนั้น จากนั้นแม่ก็นอนในไอซียูมาตลอดหกเดือนในสภาพผัก   โดยมีฉันกับพ่อไปเยี่ยมแม่ทุกวันที่โรงพยาบาล แต่เราต่างทำใจว่าวันนั้นจะต้องมาถึง

คืนก่อนที่แม่จะเสีย พยาบาลบอกแล้วว่าให้เตรียมตัวคงไม่พ้นคืนนี้ เพราะสัญญาณชีพบอกชัดเจน ซึ่งเราทำใจไว้ล่วงหน้า คืนนั้น..ไฟในบ้านทุกดวงดับๆ เปิดๆ ทั้งที่เพิ่งเปลี่ยนหลอดไฟใหม่ พอหกโมงเช้าพยาบาลโทรมาตามให้ไปที่ไอซียู  ปรากฎว่าเราไม่ไปทัน

คืนสวดศพคืนที่ 3  ฉันต้องไปรับสามีอเมริกันที่สนามบินแล้วไปส่งคอนโดที่เช่าไว้ไม่ไกลบ้าน  ตอนนั้นยังไม่ได้แต่งงานกันตามกฎหมาย เนื่องจากแม่ป่วย   กว่าจะกลับบ้านตัวเองก็เกือบตีสาม พอไขกุญแจประตูรั้วเหล็กแกร๊ก…กลิ่นธูปฉุนจัดพัดวูบมาจากหลังคาบ้านมาปะทะร่างจนสะดุ้ง

กลิ่นธูปตอนตีสามนั้นแรงมาก  ซึ่งตอนตีสามคงไม่มีใครมาจุดธูปจุดเทียนหรอก ยิ่งบ้านฉันซึ่งไม่เคยจุดธูปเทียนบูชาพระยิ่งแล้วใหญ่ พ่ออยู่บ้านเพียงลำพังคงไม่จุดธูปแน่ๆ ความแรงของกลิ่นธูปที่วูบมาปะทะนั้นมีทิศทางมาจากหลังคาตรงบริเวณห้องนอนพ่อแม่ เหมือนกลิ่นปะทะมาตบหน้าแรงๆ

หลังจากฌาปนกิจร่างของแม่แล้ว คืนนั้นพ่อกลับมาบ้านก่อนและเข้านอนทันที คงจะยากทำใจเพราะพ่อกับแม่แต่งงานกันมา 50 ปี ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งต่อหน้าลูกเลยแม้แต่หนเดียว ชั่วชีวิตไม่เคยได้ยินคำหยาบหรือคำด่าทอระหว่างพ่อและแม่แม้แต่น้อย ส่วนฉันต้องไปทำธุระต่อ กลับมาอีกทีเกือบเที่ยงคืน ด้วยความที่เหนื่อยจัดเลยเข้าไปนอนในห้องนอนตัวเอง  โดยไม่บอกพ่อว่ากลับมาแล้ว

วันรุ่งขึ้นเราต้องไปที่วัดแต่เช้าตรู่เพื่อรับอังคารแม่กลับบ้าน อยู่ๆ พ่อก็ถามฉันที่กำลังประคองโถกระดูกว่าเมื่อคืนเข้าไปนอนเป็นเพื่อนพ่อใช่มั้ย  เตียงไหวยวบตอนลูกลุกออกไปตอนตีห้า    แล้วพ่อได้ยินเสียงลูกเดินออกจากห้องนอน

จากวันนั้นจนวันนี้ วันที่พ่อของฉันเสียชีวิตไปแล้ว ก็ไม่กล้าบอกความจริงพ่อว่าไม่ได้เข้าไปนอนเป็นเพื่อนพ่อในคืนนั้น  แล้วเสียงที่พ่อได้ยินคืออะไร…???

หลังจากแต่งงานและย้ายมาอยู่อเมริกาได้ไม่นาน    พ่อสามีเสียชีวิต  ตอนที่พ่อสามีเสีย  ฉันกลับไปซ่อมแซมบ้านที่เมืองไทย จึงไม่อาจกลับมาร่วมงานได้ทัน หลังจากพ่อสามีเสีย  แม่สามีก็เริ่มป่วย ก่อนที่พ่อแม่สามีจะล้มป่วย ทั้งคู่คิดรอบคอบด้วยการซื้อแพกเกจงานศพไว้ให้ตัวเอง ฝรั่งแก่ๆ ส่วนมากที่พอมีเงินเก็บและเคร่งศาสนามักทำเช่นนี้  เพื่อให้แน่ใจว่าศพของตนจะได้รับการทำพิธีอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาคริสต์

ค่ำวันหนึ่งพยาบาลโทรมาตามว่า “ถึงเวลาแล้ว” โดยปกติฝรั่งจะไม่ไปเฝ้าวาระสุดท้ายของพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง แต่รอจนสิ้นใจแล้วค่อยจัดการโทรตามสัปเหร่อมารับร่างไร้วิญญาณไปที่สถานประกอบพิธีศพทางศาสนา ในกรณีนี้เราขอให้พยาบาลโทรตามเป็นกรณีพิเศษ

บรรยากาศในห้องนั้นวังเวงอย่างน่ากลัว บ้านของชาวอเมริกันจะไม่ใช้ไฟนีออนสีขาว  แต่มักเปิดโคมไฟสีเหลืองนวลในบ้าน  ไฟแบบนี้แหละก่อเงามืดตามมุมที่แสงตกกระทบ  หลังเที่ยงคืนเล็กน้อย ลมหายใจสุดท้ายของแม่สามีก็สิ้นสุดลง

หลังจากนั้นคือหน้าที่ของสถานฌาปนกิจที่ต้องมานำร่างแม่สามีใส่ถุงบรรจุศพ แล้วนำไปแต่งศพที่สถานประกอบพิธี  ซึ่งเป็นไปตามแพกเกจที่แม่สามีซื้อไว้  ร่างไร้วิญญาณของแม่สามีได้รับการตกแต่งอย่างดีจนเหมือนคนนอนหลับ แต่ร่างในโลงนั้นแข็งเหมือนพลาสติกและเย็นเฉียบ การเปิดโลงไว้ครึ่งท่อนบนคือธรรมเนียมการเคารพศพและการกล่าวลาครั้งสุดท้ายก่อนนำไปฝังในสุสาน

ฉันแอบเลิกผ้าห่มและเห็นว่ามือและแขนที่ยกขึ้นทาบอกถูกพันไว้ด้วยเทปสีเทาน่าเกลียดเพื่อยึดโยงให้อยู่ในสภาพนั้น โลงที่บรรจุศพเป็นโลงสีฟ้าอ่อนวาววับ หลังจากส่งแม่ไปสู่ที่พำนักนิรันดร์แล้ว คืนนั้นฉันก็ฝันเห็นแม่สามีซึ่งเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เป็นคนจุกจิกขี้บ่น  เรื่องเล็กน้อยแกก็บ่นได้ทั้งวัน ในฝันแม่สามีบอกว่า

“ไอไม่ชอบที่สัปเหร่อพันแขนค้างไว้แบบนั้น มันอึดอัด  แล้วยูรู้ไหมว่าโลงศพนี้ไม่ใช่โลงที่ไอเลือกเอาไว้”

หลังงานศพแม่สามีได้สามวัน พี่สาวสามีแวะมาบ้านเพื่อนำของบางอย่างมาให้สามี แล้วคุยกันตามประสาพี่น้อง ฉันเลยชงกาแฟมาให้พร้อมคุ้กกี้พลางเล่าความฝันประหลาดนี้ให้ฟัง พี่สาวสามีถึงกับคุ้กกี้หลุดมือหน้าซีดเผือด เธอถอนหายใจแรงๆ สามีตกใจในปฎิกริยาของพี่สาว เธอกระพริบตาถี่ๆ แต่หน้ายังเผือดสี แล้วเล่าอย่างตะกุกตะกักว่า

“จำตอนที่พ่อแม่ไปซื้อแพกเกจพิธีศพได้ไหม แม่จัดแจงทุกอย่าง โลงศพของทั้งคู่เป็นสีน้ำตาลมะฮอคกานี ซึ่งเป็นโลงที่เหมือนกันทั้งสองโลง  คนที่ไปงานศพพ่อรู้ว่าโลงนี้สีน้ำตาล ยกเว้นภรรยาเธอ  ตอนที่พ่อเราเสีย   เพราะกลับเมืองไทย  แต่พอแม่เราเสีย ฉันเห็นว่าสีน้ำตาลดูหม่นไป เลยเปลี่ยนโลงใหม่ให้แม่เป็นสีฟ้าอ่อน เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ แม้แต่เธอ แล้วภรรยาของเธอรู้ได้อย่างไร”

พี่สาวสามีชี้หน้าสามีฉัน  ซึ่งทำหน้าตื่นตะลึงไม่แพ้กัน พี่สาวสามีแอบเปลี่ยนโลงใหม่จากสีน้ำตาลที่แม่เลือกไว้เป็นสีฟ้า เพราะคิดเอาเองว่าแม่ตนน่าจะชอบ แต่พี่สาวไม่ยักรู้ใจแม่ตัวเองว่า อะไรที่แกเลือกไว้แล้ว อย่าได้บังอาจเปลี่ยนเลยเชียว ฉันรู้ฤทธิ์แม่สามีดีนั่นเอง ถึงได้กล้าพูด

เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกในครอบครัวสามี เพราะฉันไม่รู้เรื่องแพกเกจงานศพและไม่รู้เรื่องโลงศพทั้งดั้งเดิมและที่ถูกเปลี่ยน แล้วทำไมถึงฝันว่าแม่สามีไม่พอใจเรื่องโลงศพ เรื่องบางเรื่องก็นอกเหนือคำอธิบายเชิงเหตุผลอย่างแท้จริง

 

Don`t copy text!