ประมวลรัก ประมวลร้าย บทที่ 13 : ความทรงจำใกล้เลือนลับ

ประมวลรัก ประมวลร้าย บทที่ 13 : ความทรงจำใกล้เลือนลับ

โดย : ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์

ประมวลรัก ประมวลร้าย นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์ เมื่อวสินได้กลับมาอีกครั้งในร่างหนุ่มวัยยี่สิบสาม ความอลวนอลเวงก็เกิดขึ้น เพราะนอกจากเรื่องสืบคดีจะวุ่นวายแล้ว เรื่องหัวใจก็ทำเอาปวดหัว เมื่อเจ้าของร่างที่เขาใช้งานอยู่กำลังอินเลิฟกับมินตรา ลูกสาวของเขาเอง แล้วมันจะยังไงกันดีละเนี่ย

วันที่ 9

…จอมพลนั่งอยู่ที่เตียงริมหน้าต่างที่บ้านริมน้ำ เขาเพิ่งกลับมาถึงบ้านหลังพระอาทิตย์ขึ้นได้ไม่นาน ใบหน้าชายหนุ่มดูอิดโรยจากการที่ไม่ได้นอนทั้งคืน จอมพลเอามือบีบขมับตัวเองก่อนจะลุกเดินไปยืนที่หน้ากระจกบานใหญ่…

“แกอยู่รึเปล่า” ชายหนุ่มถามเงาตัวเองในกระจก

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากยมทูต เงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ยังคงเป็นเพียงเงาของนายจอมพลปกติ ชายหนุ่มทดลองหันซ้ายหันขวา เงาสะท้อนก็หันตาม “ฉันต้องการแก ออกมาหาหน่อยได้ไหม” เสียงจอมพลสั่นเครือ เขาทรุดตัวลงที่หน้ากระจก น้ำตาลูกผู้ชายไหลเอ่อ เขาไม่เคยรู้สึกมืดแปดด้านเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต…

“จอม…ลูก มีแขกมาหา” เสียงเจียรตะโกนมาจากชั้นล่างของตัวบ้าน

ชายหนุ่มพยายามตั้งสติ เงยหน้ามองกระจกเงาอีกที ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไร้ร่องรอยของยมทูตเงาควัน เขาค่อยๆ ประคองตัวเองให้ลุกขึ้น เงาสะท้อนในกระจกก็ลุกขึ้นตาม…

“จอม” เสียงเจียรดังขึ้นอีกครั้ง

“เดี๋ยวผมลงไปครับ”

จอมพลตะโกนตอบแม่ของเขา ก่อนที่จะหันมามองเงาตัวเองในกระจก “ยามที่ฉันต้องการแกที่สุด แกกลับไม่โผล่หัวมา ไอ้ยมทูตใจร้าย” จอมต่อว่าเงาสะท้อนด้านหน้า ก่อนที่เขาจะหันหลังก้าวเดินออกจากห้องไป โดยที่เงาสะท้อนก็หันหลังก้าวขาตามตัวจริง เพียงแต่การเดินของเงาสะท้อนในครั้งนี้คล้ายวิญญาณกำลังก้าวออกจากร่าง เป็นวิญญาณของจอมพลก้าวออกจากร่างของเขา และร่างเงาที่คงอยู่ในกระจกกลับกลายเป็นรูปร่างของ…วสิน

“ฉันไม่ได้ใจร้าย แต่มันคือชะตากรรมของนายที่จะต้องแก้ไขด้วยตัวเอง…จอมพล” เงาวสินในกระจกมองตามหลังชายหนุ่มจนเขาเดินออกพ้นประตูห้องไป…

 

…ชั้นล่างของบ้านริมน้ำเช้านี้เต็มไปด้วยแขกผู้มาเยือน งามตา มินตรา ทนายบุญช่วย และท่านชาคริตมานั่งรวมกันที่ชุดรับแขกในตัวบ้านโดยที่มีเจียรทำหน้าที่เสิร์ฟน้ำท่าให้ในฐานะเจ้าของบ้าน

“ไงมึง เจออะไรไหม แล้วรถกูยังอยู่ในสภาพเดิมรึเปล่า” ทนายบุญช่วยส่งเสียงทักทายเพื่อนในร่างเด็กของเขาแบบลืมตัว ทันทีที่จอมพลก้าวขาลงมาถึงชั้นล่าง

คำทักทายของทนายบุญช่วยต่อจอมพลทำเอามินตรา ท่านชาคริต และเจียรถึงกับหันมามองทนายบุญช่วยด้วยสีหน้าหน้างุนงง และนั่นพอจะทำให้ทนายบุญช่วยฉุกคิดได้ว่าไม่มีใครรู้ว่าวสินอยู่ในร่างของเด็กจอมคนนี้ ในขณะที่งามตามีสีหน้าเรียบเฉย

“อ่า…ขอโทษที แหะๆ” ทนายบุญช่วยยกมือเกาหัวแก้เขิน “ลุงหมายถึงเจอเพื่อนไหมครับ แล้วรถลุงขับดีไหมลูก เสร็จธุระแล้วทำไมไม่ขับไปคืนลุงที่ออฟฟิศล่ะครับ” ทนายบุญพูดด้วยน้ำเสียงตะขิดตะขวงใจ

จอมพลไม่ตอบทันทีเดินมานั่งที่ข้างทนายบุญช่วย…

“ไม่เจอ…แต่กูจำออฟฟิศมึงไม่ได้” จอมพลพูดเบาคล้ายเสียงกระซิบ ส่งกุญแจรถคืนเพื่อน

“จำไม่ได้!” ทนายบุญช่วยเสียงดังจนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว ก่อนจะเอามือป้องปากเอียงหน้าไปหาจอมพล “มึงจำบ้านกูไม่ได้จริงๆ เหรอวะ” เสียงทนายบุญช่วยเบากว่าจอมพลเข้าไปอีก

“ผมมีคำสั่งอายัดบัญชีธนาคารของนายกริชกับคุณไอรีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงบัตรเครดิตของทั้งสองคนด้วย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะติดต่อมาภายในวันสองวันนี้แน่นอน”

ท่านชาคริตเปิดหัวข้อการสนทนาในวันนี้…

แม้จอมพลจะจำเพื่อนท่านวสินคนนี้ของเขาไม่ได้ แต่ครั้นเขาเห็นท่านชาคริตนั่งติดอยู่กับงามตา ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดหูขัดตาไม่น้อย “ผมขอนั่งตรงนี้ได้ไหม ท่านชาคริตย้ายไปนั่งกับทนายบุญช่วยน่าจะดีกว่า เผื่อจะได้คุยกันถึงรูปคดีได้” ชายหนุ่มจึงทำทีลุกไปขอนั่งแทรกระหว่างท่านชาคริตกับงามตา

“นั่งตรงไหนก็เหมือนน่าลูก บ้านเราก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนี่นา”

เจียรกลัวว่าท่านผู้พิพากษาจะไม่พอใจที่ลูกชายหล่อนเสียมารยาท

“ไม่เป็นไรครับ จอมพูดถูก ผมนั่งกับทนายบุญช่วยน่าจะดีกว่า”

ท่านชาคริตส่งยิ้มให้หญิงเจ้าของบ้านก่อนจะลุกไปนั่งแทนที่ของจอมพล โดยที่ชายหนุ่มมานั่งข้างงามตาแทน

งามตายิ้มน้อยๆ เขยิบให้จอมนั่งข้างตัว “ตาว่าพี่ชาคริตมาถูกทางแล้วค่ะ เราตัดท่อน้ำเลี้ยงของคนร้าย เชื่อว่าไม่นานต้องติดต่อมาเจรจากับเราแน่ เพียงแค่เป็นห่วงแต่หนูไอรีนนี่น่ะสิ ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

จอมพลนิ่งไป…

“ผมว่าคุณไอรีนน่าจะยังปลอดภัย เท่าที่รู้ทนายกริชเองก็ค่อนข้างรักและเป็นห่วงในตัวคุณไอรีนอยู่มาก เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดตอนนี้…เขาคงยังไม่กล้าทำอะไรบ้าๆ” ท่านชาคริตพยายามทำให้งามตาคลายกังวล

“แล้วเสี่ยวิชัยตายรึยังคะ” มินตราแทรกขึ้นมากลางวง

“ทำไมพูดจาอย่างนี้ลูก” งามตาหันไปดุลูกสาว

“แหม…แม่ก็ คนเลวแบบนั้นตายได้ก็ดี”

“ยังอีก!” งามตาทำเสียงดุ

ทำให้มินตรารู้สึกน้อยใจหันหลังให้แม่ทันที “ชิ ไม่พูดก็ได้”

“เพิ่งเสียเมือคืนที่โรงพยาบาล กระสุนเข้าจุดสำคัญ หมอพยายามแล้ว แต่เอาไม่อยู่” สีหน้าชาคริตนิ่งลง

“สงสารหนูไอรีนจัง นี่ถ้ารู้คงเสียใจมาก” เจียรสีหน้าเศร้าสร้อย

“แต่มินสมน้ำหน้า เหลือไอ้ทนายกริชอีกคน ตายๆ ให้หมดไปเลยจะดีงามมาก” มินตาทำหน้าสะใจ ในขณะที่งามตาถลึงตาใส่ลูกสาว “ทำไมล่ะคะแม่ อย่าลืมสิว่าสองคนนี้ฆ่าพ่อมินกับพ่อพี่จอมนะคะ” มินตราเสียงสูง

“มินตรา!” งามตาส่งเสียงเข้มใส่ลูกสาว

“ถ้าเสี่ยวิชัยตายแล้ว คดีจ้างวานฆ่าที่เสี่ยวิชัยเป็นตัวการก็คงจบลงเท่านี้ อย่างมินพูดก็ถูก ถ้าทนายกริชเสียชีวิต คดีอาญาที่เราฟ้องก็ยุติ เหลือแค่เรียกร้องทางแพ่ง ก็คงไม่น่ามีปัญหาอะไร ผมจะได้หมดห่วงเสียที ติดที่ไอ้ทนายกริชมันยังอยู่น่ะสิ” จอมพลหันไปมองหน้างามตาด้วยสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด

“เห็นไหมแม่ พี่จอมยังเห็นด้วยกับมินเลย ว่าแต่ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะพี่จอม” มินตราหันไปถามรุ่นพี่

“กฎหมายอาญามาตรา 38 ไม่รู้หรือไง” จอมตอบแบบรำคาญนิดๆ

“จะไปรู้ได้ไง เพิ่งเรียนปีหนึ่ง มาตรากฎหมายมีเป็นพันๆ มาตรา ใครจะไปจำได้ อย่าบอกนะว่านายจำได้หมด” มินตราเปลี่ยนสรรพนามเรียกจอมด้วยความโมโห

“การลงโทษจำเลยในคดีอาญานั้น กฎหมายมุ่งที่จะเอาผิดต่อตัวจำเลยโดยตรง ไม่ได้มุ่งที่จะบังคับเอากับทรัพย์สินของจำเลย เมื่อจำเลยถึงแต่ความตาย ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเอาผิดกับจำเลยอีกต่อไป ดังนั้น ความตายของจำเลยย่อมทำให้คดีอาญาระงับไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 ไหนจะวิ.อาญามาตรา 39 วงเล็บหนึ่งด้วย พอเข้าใจไหม ” จอมอธิบายให้ลูกสาววสินฟัง

“ไม่เข้าใจ” เสียงมินตรายังขุ่นมัวอยู่

จอมพลถอนหายใจ “มินลองไปอ่านฎีกาที่ 10488/2558 ดูละกัน จำได้เท่านี้แหละ”

“เก่งมากจอม ยังเรียนไม่จบรู้ขนาดนี้ อีกหน่อยต้องสอบผู้พิพากษาได้แน่”

ท่านชาตริตเอ่ยชมจอมพลด้วยความรู้สึกทึ่งในความสามารถของนักศึกษาหนุ่มคนนี้

“โอ๊ย เก่งกว่ามึงเยอะท่านชาคริต มันสอบได้ที่หนึ่งประเทศไทยเลยนะ” ทนายบุญช่วยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยท่านชาคริต แต่จอมพลกลับถลึงตาใส่เพื่อน ทำให้ทนายบุญช่วยเอามือปิดปากหันหน้าไปทางอื่นทันที โดยที่ท่านชาคริตเองก็ไม่ถือสาเพื่อนคนนี้อะไร ได้เพียงส่งยิ้มให้เล็กน้อย

“เคยจำได้มากกว่านี้ แต่วันนี้ความทรงจำผมมันเลือนรางลงทุกที” จอมพลถอนหายใจหนักหน่วง

ในขณะที่งามตามีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม

“ไม่อ่าน ไม่สน นายแนะนำมั่วรึป่าวก็ไม่รู้” มินตรายังไม่เลิกวอแวหนุ่มรุ่นพี่

“ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของไปได้ แบบนี้จะเป็นผู้พิพากษาได้เหรอ” จอมพลหันไปพูดเบาๆ กับมินตรา

“นี่นาย…” มินตราพยายามต่อล้อต่อเถียงกับจอมพลต่อ แต่งามตาดึงลูกสาวให้หยุด

“เมื่อกี้จอมพูดกับมินว่าอะไรนะ” ท่านชาคริตรู้สึกสะดุดกับคำพูดของเด็กหนุ่มสักครู่

จอมเงยหน้ามองท่านชาคริตก่อนจะพูดซ้ำอีกครั้ง “ผมบอกลูก…เอ้ย ผมบอกมินว่าขืนทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของแบบนี้ จะเป็นผู้พิพากษาได้เหรอ มีอะไรรึเปล่าครับท่านชาคริต”

คำพูดสักครู่ทำให้ชาคริตนึกย้อนกลับไปในอดีต…

 

ชาคริตกระชากคอเสื้อบุญช่วยเข้าหา “หรือมึงจะเอา” นักศึกษาหนุ่มผมยาวเหมือนจะยับยั้งอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ “มึงสองตัวหยุดเลย” วสินเข้ามาแทรกกลางระหว่างเพื่อนสองคน

 “ชาคริตอีกคน ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของไปได้ แบบนี้จะเป็นผู้พิพากษาได้เหรอ หรือมึงอยากมีประวัติ ทะเลาะวิวาทมันผิดกฎหมาย ถ้าถูกจับมึงก็มีประวัติติดตัว และนั่นมันอาจทำให้มึงสอบผู้ช่วยไม่ได้ แล้วมึงจะเอาอะไรมาชนะกู”

 

“ถ้าไม่ใช่เพราะคำพูดวสินในวันนั้นผมคงไม่มีวันนี้” ท่านชาคริตกล่าวลอยๆ ขึ้นมาทำให้น้ำในตาของงามตาเอ่อคลอ “ตาพี่ขอโทษ พี่ไม่น่าพูดถึง…วสินเลย”

งามตายิ้มรับ ไม่พูดอะไร…

ตอนนี้องค์ประชุมเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรกันต่อ ทุกคนต่างนั่งเงียบกันไปหมด แต่ก่อนที่บรรยากาศจะย่ำแย่ไปกว่านี้ เสียงโทรศัพท์มือถือของจอมก็ดังขึ้น ทุกคนต่างหันมามองที่จอมเป็นตาเดียว

ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอถึงกับผงะ ก่อนจะชี้ให้ทุกคนมองมาที่โทรศัพท์ของตน

“ไอรีน เบอร์ไอรีนโทรมา”

“มึงฟังกูนะ ถ้าไม่อยากให้แฟนมึงเป็นอะไร มึงไปหาเงินมาให้กูยี่สิบล้าน”

สภาพทนายกริชตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับหมาจนตรอก แววตาที่เคยทระนง ถือดีและเย่อหยิ่ง บัดนี้เหลือเพียงความเคียดแค้นชิงชัง เขาไม่เคยเกลียดใครมากเท่าเจ้าของเสียงปลายสาย คนที่เขาโทษว่าเป็นตัวการทำลายทุกอย่างในชีวิตเขาโดยเฉพาะหัวใจ

ทนายกริชเกลียดชังจอมที่เข้ามาในชีวิตของไอรีน เขาทั้งอิจฉา ริษยา และจ้องจะทำลายครอบครัวของจอมทุกวิถีทาง เขาเคยคิดว่าถ้าเขาทำลายครอบครัวจอมแล้ว บางทีไอรีนอาจจะหันมามองเขาบ้าง แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย ยิ่งทนายกริชทำอะไรลงไปเท่าไร ยิ่งทำให้ไอรีนรังเกียจเขามากขึ้นเท่านั้น และวันนี้เขารู้แล้วว่าคงไม่มีทางได้หัวใจผู้หญิงที่เขารักมาครอบครองเป็นแน่แท้

“มึงได้ยินที่กูบอกใช่ไหม กูต้องการเงินยี่สิบล้าน แล้วกูจะปล่อยไอรีนไป”

“แล้วตอนนี้ไอรีนอยู่ไหน เปิดกล้องให้กูเห็นไอรีนก่อน” ปลายสายต่อรองมาแบบมืออาชีพ

“ไอรีนปลอดภัยดี มึงอย่าเรื่องมากไอ้เด็กเมื่อวานซืน” ทนายกริชออกอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

…“กูไม่เชื่อ เสี่ยวิชัยมึงยังฆ่าได้ ถ้าไม่เห็นไอรีน กูไม่เจรจา” จอมใช้ความสามารถและประสบการณ์ของวสินเท่าที่เขาจำได้อย่างเต็มที่ คนรอบข้างทุกคนถึงกับตะลึงในวิธีพูดของเด็กหนุ่มคนนี้

“ไอ้เสี่ยบ้ามันตายแล้วเหรอ สมควรแล้ว” ทนายกริชที่ปลายสายหัวเราะอย่างสะใจ

“ไอรีนอยู่ไหน” จอมย้ำคำเดิมของเขา

“ไอ้เด็กเปรต มึงนี่มันน่ารำคาญไม่แพ้พ่อมึงเลยนะ” ทนายกริชจำใจเปิดกล้องโทรศัพท์หันไปทางร่างของหญิงสาวซึ่งถูกมัดตรึงแน่นอยู่กับเก้าอี้ไม้ มีผ้าสีขาวมัดปิดปากไม่ให้ส่งเสียงได้

 

…จอมเปิดหน้าจอดูภาพที่ทนายกริชเปิดกล้อง เห็นภาพไอรีนกำลังส่งเสียงอู้อี้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้พ้นจากพันธนาการ

“ไอรีน ไอรีน ให้ไอรีนพูดกับกู” จอมส่งเสียงเข้าไปในวิดีโอคอล

ภาพหน้าจอโทรศัพท์หันกลับมาที่ทนายกริชอีกครั้ง

“มึงมันเรื่องมาก ก็เห็นแล้วไงว่าไอรีนยังไม่ตาย มึงจะเอาอะไรอีก หรืออยากให้กูฆ่ามันเดี๋ยวนี้ หา” กล้องหันไปที่ไอรรีนอีกครั้ง โดยเห็นมือทนายกริชถือปืนจ่อไว้ที่ศีรษะของหล่อน

“ถ้าไอรีนตาย มึงก็ไม่ได้เงิน” เสียงจอมนิ่งขึ้น

เขาพยายามมองสภาพแวดล้อมของสถานที่นั้นอย่างละเอียด มันคล้ายโกดังอะไรสักอย่าง จอมกวาดสายตาไปทั่วเท่าที่ภาพในจอโทรศัพท์ของเขาจะอำนวยให้ แต่เขายังไม่เห็นอะไรเตะตาเลยแม้แต่น้อย

“แม่งเอ๊ย ไอ้พวกเหี้ย กูจะฆ่าพวกมึงให้หมด” เหมือนทนายกริชจะสติแตก เหวี่ยงตัวไปทั่วด้วยความโมโห ทำให้หน้ากล้องโทรศัพท์ที่เขาถืออยู่หันไปมาพร้อมกับตัวเขาด้วย

”เห็นทะเบียนไหม” ท่านชาคริตซึ่งดูหน้าจออยู่ด้วยพูดด้วยเสียงกระซิบชี้ไปที่ท้ายรถส่งของที่จอดอยู่บริเวณนั้น จอมพลรีบมองไปตามที่ท่านชาคริตบอก เขาไม่เห็นทะเบียนรถคันดังกล่าวหรอก แต่สัญลักษณ์ที่ท้ายรถคันนั้นเด่นชัดมากแม้จะกล้องจะแพนผ่านไปอย่างรวดเร็วก็ตาม

“ใช่แล้ว” จอมส่งเสียงเบาๆ ออกมา

ตัว V สีแดง สัญลักษณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นจอมพลหรือวสิน ไม่มีทางลืมไปได้อย่างแน่นอน

“มึงอย่ามาลูกเล่นกับกู คิดว่ากูไม่กล้าฆ่าแฟนมึงเหรอวะ พ่อมันกูก็ฆ่ามาแล้ว” ทนายกริชหันกล้องโทรศัพท์มาที่ไอรีนอีกครั้ง คราวนี้เขาทำทีขึ้นลำปืนให้เห็น ก่อนจะจ่อไปที่ศีรษะไอรีน

“โอเคๆ กูยอมแล้ว ไม่ต้องให้ไอรีนพูดก็ได้” ปลายสายพยายามลดดีกรีความบ้าของทนายกริชลง

“เงินยี่สิบล้าน” ทนายกริชปิดกล้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยแบบปกติ

“ให้เวลากูหน่อย เงินตั้งเยอะจะหาทันทีได้ไง” จอมทำทีต่อรอง

“ไม่ พรุ่งนี้เงินต้องได้ ไม่งั้นแม้แต่ศพอีนี่พวกมึงก็จะไม่ได้เห็น”

“แล้วจะเอาไปให้ที่ไหน” จอมตะโกนเสียงดัง

“พรุ่งนี้” กล่าวจบทนายกริชตัดสายทิ้งทันที

“หาตำแหน่งโทรศัพท์ได้ไหมคะ” มินตราออกความเห็นขึ้นมา

“ไม่น่าได้ เมื่อวานเจ้าหน้าที่พยายามหากันทั้งวันแล้วไม่สำเร็จ เหมือนทนายกริชจะปิดสัญญาณติดตามทั้งหมด” ท่านชาคริตตอบมินตราโดยทันควัน

“แล้วทำยังไงดี สงสารหนูไอรีนเหลือเกิน” เจียรมีทีท่าร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด จนงามตาต้องเข้าไปกอดไว้

“ไอ้ช่วย เอ่อ…ลุงบุญช่วยรู้ไหมว่าเสี่ยวิชัยมีโกดังที่ไหนบ้าง” จอมหันไปถามทนายบุญช่วย

“เท่าที่รู้ไม่มีนะมึง เอ้ยหลาน” ทนายบุญช่วยทำท่าครุ่นคิดหนัก

“เอาอย่างนี้ เดี๋ยววันนี้เราแยกย้ายกันก่อน เดี๋ยวผมจะรีบประสานเจ้าหน้าที่ตรวจดูว่าเราสามารถตรวจสอบที่อยู่ของสัญญาณที่ทนายกริชโทรมาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ เรายังพอมีเวลา เชื่อว่าทนายกริชคงยังไม่กล้าทำร้ายคุณไอรีน เขาต้องการเงินเพื่อหลบหนีมากกว่า” ท่านชาคริตลุกขึ้นยืน

“ขอบใจมากนะ รบกวนด้วย” จอมพลลุกขึ้นตบไหล่ท่านชาคริตแบบคนรุ่นเดียวกัน

ท่านชาคริตทำหน้างงๆ แต่ก็ไม่ว่าอะไร

“เช่นนั้นผมขอตัวก่อน ตาเอารถมาใช่ไหม” ท่านชาคริตหันไปถามผู้หญิงที่เขาแอบรักมานาน

“ค่ะพี่ แต่ตายังไม่กลับ ขอคุยเรื่องคดีกับจอมอีกนิดนึง รบกวนพี่ชาคริตไปส่งมินตราที่บ้านด้วยสิคะ”

งามตามองไปที่ลูกสาว “กลับกับคุณอาก่อนนะลูก”

ท่านชาคริตยิ้มรับปาก จากนั้นทั้งทนายบุญช่วย ท่านชาคริต และมินตราก็ออกจากบ้านริมน้ำไป…

 

…ที่ศาลาริมน้ำวันนี้อากาศครึ้มคล้ายพายุกำลังมา ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าพร้อมความมืดมิดที่คืบคลานเข้ามาแทนที่ กระแสน้ำเบื้องล่างซัดกระแทกฝั่งถี่กว่าที่เคย ไม่มีเรือแล่นผ่านให้เห็นเหมือนทุกวัน ชายหนุ่มยืนมองสายน้ำที่ว่างเปล่า โดยมีหญิงสาวต่างวัยยืนอยู่เคียงข้าง

“พี่วสิน…” แววตาของงามตาดูเศร้า

แต่เมื่อชายหนุ่มหันมาแววตาของเขากลับดูเศร้ายิ่งกว่า

“พี่กลัว…ตา พี่กลัวจะลืมตา ลืมลูก” น้ำตาลูกผู้ชายไหลริน

งามตาเอามือเช็ดน้ำตาชายหนุ่ม แม้ร่างกายภายนอกจะเป็นจอมพล แต่หล่อนรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้คือวสินคนรักของหล่อน ไม่ใช่จอมพล คนตรงหน้าคือวสิน อย่างน้อยที่สุดก็ตอนนี้ และน้ำตาที่ไหลรินคือเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาจากวิญญาณภายในร่างของผู้ชายคนนี้ งามตารู้ดี…

“พี่จำวันที่เราเจอกันครั้งแรกได้ไหม” งามตาพูดเสียงแผ่วเบา

ชายหนุ่มส่ายหน้า “พี่รู้ว่างามตาคือใคร แต่พี่จำช่วงแรกของเราไม่ได้เลย จำไม่ได้แม้แต่ตอนมินตราคลอด หรือตอนเป็นเด็ก รู้เพียงว่าคือลูก แต่ไม่รู้ว่าเราเลี้ยงเขามาแบบไหน” น้ำตาชายหนุ่มเอ่อล้นออกมา

“ไหนจะเรื่องไอรีนอีก พี่ทำอะไรไม่ถูกแล้ว” ไม่ทันที่จอมพลจะพูดต่อ งามตายกมือขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากชายหนุ่ม

“หยุดพูดถึงไอรีนสักครู่จะได้ไหม” เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายลงมา

ชายหนุ่มมองหน้าอดีตคนรัก…

“จำเพลงที่พี่แต่งให้ตาได้ไหม”

จอมพลส่ายหน้าอีกครั้ง…

งามตาฝืนยิ้มพยายามสะกดไม่ให้น้ำตาตัวเองไหลออกมา…

“ถ้างั้นช่วยเรียกตาแบบที่เคยเรียกให้ฟังหน่อยสิคะ” งามตาส่งตาหวานให้จอม

“ตา…แม่ตาหวาน”

หญิงสาวไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป งามตาโผเข้ากอดชายหนุ่มพร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก หนุ่มสาวต่างวัยมองหน้ากันและกันคล้ายจะจดจำวันเวลานี้ไว้ให้นานที่สุด…

“ตาคิดถึงพี่” งามตาส่งยิ้มให้เขาทั้งน้ำตา เสียงหล่อนแผ่วเบาคล้ายเสียงกระซิบ

ชายหนุ่มลูบไล้ใบหน้าหญิงสาว เขาไม่อยากลืมหล่อนเลยแม้แต่น้อย…

ใบหน้าทั้งสองเคลียคลอใกล้ชิดท่ามกลางสายฝนและเกลียวคลื่นที่กระเซ็นเข้ามาภายในศาลาริมน้ำแห่งนี้ สองแขนหนุ่มสาวต่างวัยต่างโอบกอดกันและกัน ทั้งสายฝน สายน้ำ และน้ำตา พากันสาดซัดอาบร่างเขาและหล่อน คล้ายจะช่วยชะล้างความเจ็บช้ำในหัวใจของคนทั้งสองคน

“พี่กลัว…ตา” เสียงชายหนุ่มสั่นเครือ

ไม่มีเสียงตอบจากงามตา หล่อนมองหน้าเขาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะโน้มใบหน้าชายหนุ่มเข้ามาประชิดใกล้จนลมหายใจของทั้งสองกลายเป็นลมหายใจเดียวกัน ภาพจำต่างๆ ระหว่างเขากับหล่อนยังคงเด่นชัดในหัวของหญิงสาว แต่กลับเลือนรางในความทรงจำของชายหนุ่ม

งามตาหลับตาบรรจงจุมพิตที่ริมฝีปากชายหนุ่มอย่างบางเบา ร่างของจอมสั่นสะท้าน ภาพความทรงจำระหว่างเขากับงามตาค่อยๆ เด่นชัดขึ้นในหัว ภาพนักศึกษาสาวรุ่นน้องที่เขาเจอครั้งแรกก็หลงรัก ภาพวันแต่งงานที่ริมหาด…

แต่ละคืนที่ยาวนาน…กว่าจะผ่านคืนวันมืดมน

มันสับสน…บางครั้งทนแทบไม่ไหว

เวลาที่พ้นไป…ก็เดินผ่านไปช้าช้า

ฉันมองไปที่ขอบฟ้า อ่อนล้าไม่มีเรี่ยวแรงในความเงียบงัน

เสียงเพลงที่งามตาถวิลหาแว่วมากระทบโสตประสาทของชายหนุ่ม ภาพจำต่างๆ ยังทยอยวิ่งเข้ามาในหัวจอมพล ภาพวันที่รู้ว่าหล่อนกำลังจะมีลูก ภาพทารกน้อยในอ้อมอกชองเขา ภาพมินตราตอนยังเด็ก…

แล้วเธอก็มาส่องแสงกระซิบบอกฉัน

พูดเบาๆ ว่าเช้าแล้วฟ้าเป็นสีครามสดใส

บอกกับฉันว่าไม่เป็นไรเราจะอยู่เคียงข้างกัน

โอบกอด…ให้ฉันหนาวคลาย ส่องใจให้ฉันเดิน

ไม่ต้องกลัวอะไร อาจมีวันที่เราเสียใจ

แต่เราก็เริ่มวันใหม่กันได้…เสมอ

 เหมือนทุกภาพทุกความทรงจำกำลังส่งผ่านจากหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ามาหาเขา…

แม้กลางคืน…จะมืดมิดเพียงใด

อย่าหวั่นไหวยังมีดวงดาวนับร้อยพัน…เป็นเพื่อน

แล้วเธอก็มาส่องแสงกระซิบบอกฉัน พูดเบาๆ ว่าเช้าแล้ว…

“แม่ตาหวาน” เสียงทุ้มอ่อนหวานดึงหญิงสาวให้ออกจากภวังค์ งามตาลืมตาขึ้นมาท่ามกลางสายฝน ชายหนุ่มที่อยู่หน้าหล่อนบัดนี้ไม่ใช่จอมพลอีกต่อไป ใบหน้าที่คุ้นเคยทำให้ทั้งร่างกายและหัวใจงามตาถึงกับสั่นไหว น้ำตาหล่อนเอ่อล้นด้วยความปีติ หล่อนลูบไล้ใบหน้านั้นเหมือนจะเก็บทุกสัมผัสไว้ตลอดไป

“ท่านหัวหน้า ท่านหัวหน้า” เสียงหล่อนสั่นกว่าเดิม

“พี่เอง…ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวก็เช้าแล้ว” วสินยิ้มอ่อนโยนให้คนรักของเขา

งามตาร่ำไห้สะอึกสะอื้น…ก่อนจะโผตัวเข้ากอดสามีที่จากไปด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ

 

…ฝนข้างนอกยังไม่หยุดตก เจียรขึ้นบ้านไปแล้วเหลือเพียงแสงไฟสลัวที่เธอตั้งใจเปิดไว้ให้ลูกชายมองเห็นทางเวลากลับมาถึงบ้าน ภาพทนายกำพลที่แขวนไว้บนผนังทอดถอนใจส่งสายตามองไปที่นอกหน้าต่าง… “ฉันช่วยได้เท่านี้ หวังว่านายคงเข้าใจ”



Don`t copy text!