ฉัตรกนก บทที่ 10 :  เหตุร้ายในพระนคร

ฉัตรกนก บทที่ 10 : เหตุร้ายในพระนคร

โดย : พงศกร

ฉัตรกนก นวนิยายสืบสวนสอบสวน โรแมนติก จากซีรี่ส์คุณหญิงยอดนักสืบ โดย พงศกร นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวของโรงพิมพ์ผ้าตราฉัตรกนกที่กำลังเป็นที่นิยม เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น โดยมีชายลึกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง…ชายผู้ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นฆาตกรหรือโจรขโมยหัวใจกันแน่

……………………………………………………………….

-10-

 

“คุณพระช่วย…ห้าง ต.ภูษา” คุณหญิงฉัตรกนกทวนชื่อนั้น และหันมาทางหม่อมอุ่นอรุณด้วยความตระหนก

“ได้ยินพวกดับเพลิงบอกกันว่า คนงานอาจจะสูบบุหรี่แล้วเผลอทิ้งก้นลงไปในกองผ้า เลยเกิดไฟไหม้ลุกลามรุนแรง กำลังช่วยกันดับอยู่ขอรับ”

นายขันเล่าต่อ สีหน้าท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ไม่เคยเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ในพระนครแบบนี้มานานแล้ว

“น่าสงสาร ไม่รู้เสียหายมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คงมีคนตกงานอีกเยอะเลย” หม่อมอุ่นอรุณพึมพำ เท่าที่ได้ยินมา ระยะหลังมานี้กิจการของ ต.ภูษาไม่ค่อยดีนัก มีการปลดคนงานไปเป็นจำนวนมาก ยังไม่ทันจะฟื้นตัวดี มาเจอกับไฟไหม้เข้าไปอีก ท่าทางคงจะแย่

เป็นเพราะรถติดแน่น จะแล่นไปทางไหนก็ไม่ได้ ผู้คนจึงพากันดับเครื่องรถยนต์แล้วเดินลงมาจับกลุ่มพูดคุยกัน หัวข้อหลักๆ ไม่พ้นไปจากเรื่องไฟไหม้โรงงานผ้าพิมพ์เก่าแก่

“หม่อมจะลงรถก่อนไหมขอรับ ผมคิดว่าถ้ารอให้ตำรวจเปิดถนน รอจนรถขยับเคลื่อนที่ได้คงอีกนาน เดินไปเรียกรถเจ๊กแถวหน้าเสาชิงช้ากลับวัง น่าจะเร็วกว่า” นายขันเสนอสุ้มเสียงเกรงใจ

“ฉันก็คิดอย่างนั้น…ไปเรียกรถเจ๊กท่าจะดีกว่า” หม่อมอุ่นอรุณเห็นด้วย เธอเปิดประตูรถลงเดิน โดยมีคุณหญิงฉัตรกนกตามหลังไปติดๆ “ปีนี้ชะตาบ้านเมืองเป็นยังไงก็ไม่รู้นะหญิงฉัตร พระนครมีแต่เรื่องวุ่นๆ”

เธอเกาะแขนหลานสาวเดิน พร้อมกับบ่นพึมพำไปด้วย ยิ่งใกล้ครบรัตนโกสินทร์ 150 ปีเข้าไปเมื่อใด อกใจของผู้สูงอายุอย่างเธอก็อดจะกังวลมากขึ้นมิได้

ระยะทางจากวัดมหรรณพไปจนถึงวัดสุทัศน์เทพวรารามไม่ไกลมากนัก เดินพอเหนื่อย บริเวณหน้าเสาชิงช้ามีรถลากจอดรอผู้โดยสารอยู่แค่สองสามคันเท่านั้น ปกติแล้วลานหน้าเสาชิงช้าจะมีรถลากมากกว่านี้ หากยามวิกาลเจ๊กลากรถกลับกันไปเป็นส่วนใหญ่ เหลืออยู่แค่ไม่กี่คัน

แม้วังเกษกนกอยู่ไม่ไกลจากแถววัดมหรรณพมากนัก หากไม่สามารถไปตามเส้นทางปกติได้เพราะถนนถูกปิดกั้น เจ๊กต้องลากรถอ้อมไปใช้เส้นทางถนนราชดำเนิน กว่าจะถึงที่หมายก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่ม

เพราะเจ้านายกลับผิดเวลา บรรดาบ่าวไพร่ต่างพากันชะเง้อมองด้วยความเป็นห่วง ครั้นพอเห็นหม่อมอุ่นอรุณและคุณหญิงฉัตรกนกกลับถึงวังด้วยความปลอดภัย ก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก ส่งเจ้านายทั้งสองพักผ่อนเรียบร้อย ทุกคนค่อยแยกย้ายกันไปนอนด้วยความอ่อนล้า

ก่อนจะตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่พร้อมกับข่าวใหญ่ในพระนครอีกหนึ่งข่าว…

ผู้ที่มาแจ้งข่าวใหญ่ข่าวที่สองให้คนที่วังเกษกนกทราบ หาใช่ใครอื่นไม่ หากเป็นร้อยตำรวจเอกหลวงบูรณะประชา นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่หม่อมเจ้าดำรงชาติมอบหมายให้คอยดูแลคุณหญิงฉัตรกนกนั่นเอง

“คุณหลวง มานานหรือยังคะ”

คุณหญิงฉัตรกนกทักทายนายตำรวจหนุ่ม เธอรู้สึกสังหรณ์ใจวาบ รู้สึกว่าจะต้องเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรบางอย่างขึ้นแล้ว ด้วยเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายไม่สู้ดีนัก

“มาถึงได้สักพักแล้วละครับ” เขายกมือขึ้นทำความเคารพหม่อมอุ่นอรุณที่เพิ่งเดินมาสมทบ เครื่องแบบนายตำรวจทำให้เรือนร่างสูงสง่าของเขาดูผึ่งผาย

“ลมอะไรหอบมาแต่เช้าเชียวคะคุณหลวง” หม่อมอุ่นอรุณทักเสียงราบเรียบ คุณหญิงฉัตรกนกเห็นร่องรอยปริวิตกปรากฏในดวงหน้าของผู้สูงวัยด้วยเช่นกัน

“ลมร้อนใจน่ะสิครับ…เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วครับหม่อม” คุณหลวงบูรณะเข้าเรื่องรวดเร็ว น้ำเสียงของนายตำรวจหนุ่มเต็มไปด้วยความร้อนรน

“เกิดอะไรขึ้นคะ” คราวนี้ทั้งหม่อมอุ่นอรุณและคุณหญิงฉัตรกนกเอ่ยถามออกมาพร้อมกัน

“คุณหญิงวิศวานฤมิตเสียชีวิตครับ” ชื่อที่หลวงบูรณะเอ่ยออกมานั้น ทำให้คุณหญิงและหม่อมย่าของเธอต้องหันไปมองหน้ากัน

“หา”

“อะไรนะคะ”

หม่อมอุ่นอรุณและคุณหญิงฉัตรกนกอุทานด้วยความตระหนก

“เมื่อวานตอนมาเยี่ยมชมโรงงานของเรา เธอยังดีๆ อยู่เลย”

“นั่นสิคะ” คุณหญิงฉัตรกนกปากคอสั่น “ไม่น่าเชื่อ”

“เธอเสียชีวิตเมื่อคืนนี้เอง” ร้อยตำรวจเอกหลวงบูรณะประชาแจ้ง

“แม่แช่มเสียที่ไหน เสียอย่างไร” สีหน้าของหม่อมอุ่นอรุณยังไม่คลายจากความตระหนก

“เสียที่โรงงานผ้าของหม่อมนั่นละครับ” นายตำรวจหนุ่มว่า “คุณเศวต…พบศพของคุณหญิงวิศวานฤมิตอยู่ในตู้เก็บเครื่องมือ”

“อะไรนะ” หม่อมอุ่นอรุณฟังแล้วถึงกับทรุด คุณหญิงฉัตรกนกรีบประคองหม่อมย่าของเธอไปนั่งพักที่เก้าอี้รับแขกตัวยาว

“เป็นไปไม่ได้…” ผู้สูงวัยพึมพำซ้ำๆ

“ตู้เก็บเครื่องมือ” คุณหญิงฉัตรกนกนิ่วหน้า “ในห้องเครื่องจักรทอผ้าน่ะหรือคะ”

“ครับ” นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า

“เป็นแบบนี้ได้อย่างไรกัน” คุณหญิงฉัตรกนกนึกภาพสถานที่ได้กระจ่างในใจ

ตู้เก็บเครื่องมือที่คุณหลวงบูรณะเอ่ยถึง เป็นตู้ขนาดใหญ่ที่คนสามารถเดินเข้าออกได้ นายเศวตเพิ่งสั่งลูกน้องให้กั้นขึ้นมาไม่ถึงเดือน สำหรับเอาไว้เก็บเครื่องมือและอะไหล่ คนที่ใช้ตู้นี้มีอยู่ไม่กี่คน ทุกคนเป็นพนักงานแผนกช่างเครื่อง

และเพราะว่าตู้นั้นอยู่ในห้องเครื่อง จึงไม่ใช่สถานที่ที่บุคคลภายนอกจะเข้าถึงได้โดยง่าย กว่าจะเข้าไปถึงห้องเครื่อง ต้องผ่านออฟฟิศด้านหน้า ผ่านส่วนที่เป็นโรงย้อมผ้า และส่วนอื่นๆ อีกมากมาย

“คุณหญิงจะมาเสียชีวิตในโรงงานของเราได้อย่างไร เธอมาดูงาน และกลับออกไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว”

คุณหญิงฉัตรกนกยังไม่หายสงสัย

“ประเด็นนี้ยังไม่กระจ่างครับ ทุกคนต่างเห็นว่าคุณหญิงวิศวานฤมิตกลับออกไปแล้วจริงๆ สอบถามจากแขกที่เฝ้ายาม ก็ไม่เห็นว่าคุณหญิงกลับเข้ามาอีกตอนไหน เขาเล่าว่าสิ่งเดียวที่ผิดสังเกต คือเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา สุนัขแถวนั้นเห่ากระโชกผิดปกติ เห่าติดต่อกันอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง”

ก่อนจะมาที่วังเกษกนก ร้อยตำรวจเอกหลวงบูรณะประชาได้แวะไปสอบปากคำคนงานในเบื้องต้นแล้ว เขาจึงพอจะมีข้อมูลรายละเอียดอยู่ในมือ

“คุณเศวตเล่าให้ตำรวจฟังว่า มาทำงานตั้งแต่เช้า มาถึงก็เข้าไปตรวจสอบเครื่องจักร เตรียมพร้อมสำหรับจะใช้งาน” นายตำรวจหนุ่มเล่ารายละเอียด “พอดีเห็นประตูตู้เปิดแง้มเอาไว้เลยเข้าไปดู ก็พบศพของคุณหญิงวิศวานฤมิตนอนอยู่ในนั้น”

“คุณหญิงเป็นอะไรเสียคะ” คุณหญิงฉัตรกนกถาม และทุกคนภายในห้องโถงใหญ่ต่างนิ่งรอฟังคำตอบ

“เธอถูกยิงเข้าที่ศีรษะครับ” คุณหลวงบูรณะตอบเสียงแผ่วเบาด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ

“คุณพระช่วย…” คุณหญิงเปลวกนกผงะถอยหลังไปนิดหนึ่ง ตอนแรกเธอคิดว่าคุณหญิงวิศวานฤมิตอาจจะเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว ไม่นึกว่าจะถูกฆาตกรรม

“ใครเป็นคนยิงแม่แช่ม คุณหลวงรู้ไหม” หลังจากสูดยาดมในมือ สีหน้าของหม่อมอุ่นอรุณก็เริ่มดีขึ้น

“ยังไม่ทราบครับ” นายตำรวจหนุ่มส่ายหน้า “คงต้องใช้เวลาสอบปากคำพยาน ตรวจสอบ และรวบรวมหลักฐานอีกสักพัก”

“หวังว่าจะหาตัวคนร้ายมาลงโทษได้โดยเร็วนะคะ” คุณหญิงฉัตรกนกยังใจหาย

“ยิ่งได้ข้อมูลมากเพียงใด ก็จะยิ่งช่วยให้เราหาตัวคนร้ายได้เร็วขึ้น เราต้องสอบปากคำทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสอบหาสาเหตุจูงใจในการสังหารคุณหญิงวิศวานฤมิต”

เสียงของนายตำรวจหนุ่มติดจะเกรงใจ เขามองแลเลยทุกคนไปยังหน้าต่างบานยาวทางด้านหลัง ก่อนจะพึมพำออกมาว่า

“เพราะเหตุนี้ ผมจึงต้องมาที่วังเกษกนก เพื่อขอเชิญหม่อมและคุณหญิงไปให้ปากคำ และพิมพ์ลายนิ้วมือที่โรงพักด้วยครับ”

“ให้ปากคำ…พิมพ์ลายนิ้วมือ” คำของหลวงบูรณะประชา ทำให้คุณหญิงฉัตรกนกถึงกับอึ้งไป ด้วยไม่คิดว่าเธอและหม่อมย่าจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัย

“คุณหลวงสงสัยหญิงและหม่อมย่าหรือคะ”

คุณหญิงฉัตรกนกถามตรงๆ

“เมื่อวานนี้มีคนได้ยินคุณหญิงและหม่อมถกเถียงกับคุณหญิงวิศวานฤมิต” ท่าทางของนายตำรวจหนุ่มดูเกรงใจมากกว่าเก่า “ผมเลยจำเป็นต้องสอบถามข้อมูลเอาไว้ประกอบการติดตามตัวคนร้าย ไม่ได้หมายความว่าคุณหญิงและหม่อมตกเป็นผู้ต้องสงสัย”

“แต่เราไม่ใช่คนร้าย” คุณหญิงฉัตรกนกเสียงเข้มขึ้นมา

“ผมยังไม่ได้สรุปว่าคุณหญิงกับหม่อมคือคนร้ายนะครับ” หลวงบูรณะเสียงอ่อนลง “แต่เราต้องทำตามหน้าที่”

“ไปกันตอนนี้เลยไหมคุณหลวง” หม่อมอุ่นอรุณเป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อน

“หม่อมย่า…” คุณหญิงฉัตรกนกท้วง

“ไม่เห็นเป็นไรเลยหญิง” หม่อมอุ่นอรุณบอกกับหลานสาว “เราไม่ได้ทำอะไรผิด จะต้องกลัวไปทำไม”

“ไปตอนนี้เลยก็ดีครับ” คุณหลวงว่า “ผมจะได้สอบถามข้อมูลจากคุณหญิงและหม่อมด้วยตัวเอง ถ้าไปช่วงบ่ายหรือวันพรุ่งนี้ ผมอาจจะไม่ว่าง เพราะต้องไปที่ห้าง ต.ภูษา สอบสวนถึงสาเหตุเพลิงไหม้เมื่อคืนนี้”

“ไหม้เยอะไหมคะ” คุณหญิงฉัตรกนกอดถามไม่ได้

“วอดไปกว่าครึ่งครับ” คุณหลวงตอบก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ไม่ใช่เรื่องสมควรที่จะเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีฟัง “ไปกันเลยไหมครับ ผมมีรถมาด้วย ไปเสียด้วยกัน เสร็จธุระแล้วผมจะขับมาส่ง”

นายตำรวจหนุ่มเอ่ยชวนอย่างมีน้ำใจ

“ไม่รบกวนคุณหลวงดีกว่าค่ะ” คุณหญิงฉัตรกนกตัดสินใจ “นายขันมาทำงานแล้ว หญิงให้คนรถของเราขับไปให้ดีกว่า…อีกอย่าง หญิงอยากขอเวลาทำธุระสำคัญสักครู่…คุณหลวงไปรอที่โรงพักก่อน แล้วเรา…หมายถึงหญิงกับหม่อมย่า จะตามไปพบที่นั่น แบบนี้ดีไหมคะ”

“ได้สิครับ” นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า “เอาตามที่คุณหญิงสะดวกเลย ผมจะล่วงหน้าไปรอที่โรงพักก่อน…แล้วพบกันครับ…”

ธุระสำคัญที่คุณหญิงฉัตรกนกว่า ก็คือการโทรศัพท์ไปแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้หม่อมเจ้าเปรมปุษาณทรงทราบ

พระองค์และหม่อมกนกอรรีบรุดไปที่สถานีตำรวจทันที หม่อมเจ้าเปรมปุษาณพระทัยร้อนจนต้องทรงขับรถเอง แวะรับทนายความจากสำนักงานแถวถนนราชดำเนินมาด้วย

“หญิงฉัตร” หม่อมกนกอรโผเข้ากอดธิดาองค์รองไว้แน่น คุณหญิงฉัตรกนกและหม่อมอุ่นอรุณเพิ่งมาถึงสถานีตำรวจพอดี “นี่มันอะไรกัน เกิดฆาตกรรมในโรงงานได้อย่างไร”

“หญิงก็ไม่ทราบค่ะ” คุณหญิงฉัตรกนกพึมพำ

“หม่อมแม่ครับ นี่ทนายดำเกิง ผมรับตัวมาจากสำนักงาน เขาจะคอยช่วยเหลือเราทางด้านกฎหมาย” หม่อมเจ้าเปรมปุษาณแนะนำชายวัยกลางคนร่างเตี้ยล่ำ ที่ยืนเรียบร้อยอยู่ทางด้านหลังของพระองค์

“ขอบพระทัยท่านชายมาก…นี่แม่ก็ได้แต่ประหลาดใจว่าเกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรกัน แม่แช่มย้อนกลับมาที่โรงงานเมื่อไหร่ กลับมาทำไมก็ไม่รู้…”

หม่อมอุ่นอรุณพึมพำขณะเดินตามหลังหม่อมเจ้าเปรมปุษาณและทนายความเข้าไปในโรงพัก ที่นั่นร้อยตำรวจเอกหลวงบูรณะประชากำลังรออยู่แล้ว

“กระหม่อม…” เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นหม่อมเจ้าเปรมปุษาณ นายตำรวจหนุ่มก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพ “เสด็จมาเองเลยหรือขอรับ ที่จริงไม่มีอะไรเลยสักนิด กระหม่อมแค่ขอสอบปากคำ ตามขั้นตอนเท่านั้น”

“แม่กับลูกสาวของฉันไม่เคยพบกับเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาก่อน ในเมื่อต้องมาให้ปากคำกับตำรวจ…ฉันก็สมควรมาเป็นเพื่อนมิใช่หรือ”

แม้ชันษาจะล่วงเข้าสู่มัชฌิมวัย หากวรองค์หยัดตรง วงพักตร์ของหม่อมเจ้าเปรมปุษาณยังคงสง่างาม และเปี่ยมไปด้วยอำนาจดุจเดิม

“คุณหลวงก็ทำตามหน้าที่ของคุณหลวงไปเถิด ไม่ต้องเป็นกังวล” พระองค์รีบตรัสบอก เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของอีกฝ่าย “ฉันสัญญาว่าจะไม่ก้าวก่ายอะไรโดยเด็ดขาด ที่มานี่ก็เพราะเป็นห่วงสองคนเท่านั้น”

ทรงผินพักตร์ไปทางร่างผอมบางของหม่อมอุ่นอรุณและคุณหญิงฉัตรกนก

“ชายกับแม่อรจะไปรอหม่อมแม่กับหญิงฉัตรทางด้านนอก มีทนายดำเกิงอยู่ด้วย หม่อมแม่ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะ” หม่อมเจ้าเปรมปุษาณหันไปตรัสกับหม่อมมารดาด้วยสุรเสียงอ่อนโยน

หม่อมอุ่นอรุณและคุณหญิงฉัตรกนกเข้าไปให้ปากคำกับนายตำรวจหนุ่มภายในห้อง โดยมีทนายความนั่งอยู่ด้วยตลอด ใช้เวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนที่ทั้งสองจะกลับออกมา หม่อมกนกอรสังเกตเห็นดวงหน้างดงามของคุณหญิงฉัตรกนกเต็มไปด้วยร่องรอยเครียดขรึม

“หญิงฉัตร…มีอะไรหรือเปล่าลูก”

“ตอนที่หญิงและหม่อมย่ากำลังให้การ ลูกน้องของคุณหลวงบูรณะเข้ามาส่งข่าวว่ามีคนงานของเราหายไปคนหนึ่ง” คุณหญิงฉัตรกนกตอบเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ “ตำรวจกำลังสงสัยว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของคุณหญิงวิศวานฤมิต”

“ใครกัน” หม่อมกนกอรนิ่วหน้า

“นายฤทธิ์ค่ะหม่อมแม่” คุณหญิงฉัตรกนกตอบ ดวงหน้าขาวซีดแทบไม่มีสีเลือด “นายฤทธิ์ ชาติสยาม”

Don`t copy text!