ฉัตรกนก บทที่ 21 : หรือเป็นเพียงเหตุบังเอิญ

ฉัตรกนก บทที่ 21 : หรือเป็นเพียงเหตุบังเอิญ

โดย : พงศกร

ฉัตรกนก นวนิยายสืบสวนสอบสวน โรแมนติก จากซีรี่ส์คุณหญิงยอดนักสืบ โดย พงศกร นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวของโรงพิมพ์ผ้าตราฉัตรกนกที่กำลังเป็นที่นิยม เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น โดยมีชายลึกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง…ชายผู้ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นฆาตกรหรือโจรขโมยหัวใจกันแน่

……………………………………………………………….

-21-

ร่างสูงใหญ่รีบวิ่งย้อนออกไปที่หน้าโรงงาน ตวงฤทธิ์ตะโกนเรียกแขกที่เฝ้ายามอยู่ทางด้านหน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรน 

“ซิงค์…เห็นคุณหญิงฉัตรกนกออกมาหรือเปล่า”

“ไม่เห็นขอรับ” ซิงค์นิ่วหน้า ไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มจะตื่นเต้นอะไรกัน “คุณหญิงเข้าไปกับคุณไม่ใช่หรือ…ยังไม่ได้กลับออกมาเลยขอรับ”

“ซิงค์” ฤทธิ์ขมวดคิ้วมุ่น เกิดเรื่องแน่แล้ว

“คุณหญิงหายตัวไปจากห้องทำงาน ฉันจะเข้าไปค้นข้างในซิงค์เฝ้าอยู่หน้าโรงงานนะ ถ้าเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลละก็ รีบเป่านกหวีดให้ฉันรู้”

สั่งแขกยามเสร็จ ร่างสูงใหญ่ก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในโรงงานด้วยใจอันเร่งร้อน มือแข็งแรงที่เอื้อมไปกดสวิตช์เปิดไฟโรงงานมีอาการสั่นเล็กน้อยด้วยความประหวั่น ตวงฤทธิ์สังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก นึกภาวนาขออย่าให้เกิดเหตุร้ายอะไรกับคุณหญิงฉัตรกนกเลย ไม่เช่นนั้น เขาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปจนตลอดชีวิต

“คุณหญิง…คุณหญิงอยู่ที่ไหนครับ”

เปิดประตูชะโงกหน้าเข้าไปในห้องทำงานอีกครั้ง สำรวจให้แน่ใจว่าคุณหญิงไม่ได้อยู่ข้างใน จากนั้นตวงฤทธิ์ก็ค่อยๆ ไล่สำรวจไปทีละห้อง ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงก็ไม่พบแม้ร่องรอย

เหลืออีกเพียงห้องเดียวคือห้องเครื่องจักร ซึ่งเป็นห้องที่คุณหญิงวิศวานฤมิตถูกสังหาร…คุณหญิงฉัตรกนกไม่น่าจะเข้าไปในห้องนั้น

กลิ่นน้ำมันเครื่องลอยอวล อากาศในห้องเครื่องจักรพิมพ์ผ้าค่อนข้างร้อนกว่าห้องอื่น ร่างสูงใหญ่เดินสำรวจทุกซอกทุกมุม หากไม่พบแม้เงาของคุณหญิงฉัตรกนก

ได้ยินเสียงกุกกักในห้องเก็บอุปกรณ์ที่อยู่ด้านลึกสุดของห้องเครื่องจักร นั่นทำให้ตวงฤทธิ์สะดุดใจ เขาหันไปทางประตูห้องที่ปิดสนิท ยกมือขึ้นเคาะแล้วร้องถาม

“คุณหญิง…คุณหญิงอยู่ในนั้นหรือเปล่า”

“ฤทธิ์…ฉันอยู่ในนี้” เสียงอู้อี้ตอบกลับมา ผนังห้องที่หนากว่าปกติ และประตูหนาหนัก ทำให้เสียงนั้นเบาหวิว

“ผมมาแล้ว…คุณหญิงเข้าไปในนั้นทำไม”

ห้องนั้นเป็นห้องที่เศวตพบศพคุณหญิงวิศวานฤมิต ต่อให้เป็นคนใจแข็งที่สุด ก็ไม่น่าจะกล้าเข้าไปคนเดียว โดยเฉพาะในยามวิกาลแบบนี้

แก๊ก แก๊ก

ตวงฤทธิ์พยายามเปิดประตู หากเปิดไม่ออก เขาขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจว่ามันถูกล็อกเอาไว้จากข้างนอก

ปกติห้องนี้ไม่เคยล็อก เพราะเป็นห้องที่ช่างเครื่องต้องเข้าออกตลอดเวลา อีกทั้งลูกกุญแจที่ใช้ล็อกประตูเป็นลูกกุญแจขนาดใหญ่ คนละแบบกับที่ใช้ในโรงงาน

“ฉันออกไปไม่ได้” เสียงคุณหญิงฉัตรกนกร้องตะโกน “ประตูถูกล็อกเอาไว้”

“คุณหญิงไม่ต้องกลัว” ตวงฤทธิ์ตะโกนปลอบ “เดี๋ยวผมจัดการให้ รอประเดี๋ยวนะครับ”

เสียเวลาหาประแจและค้อนมางัดลูกกุญแจอยู่พักใหญ่ กว่าจะเปิดประตูออกได้

ทันทีที่ประตูเปิดออกกว้าง ร่างโปร่งระหงของคุณหญิงฉัตรกนกก็เดินโซเซออกมา ดวงหน้าของเธอแดงก่ำ สองข้างแก้มเลอะเทอะมอมแมม เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก คุณหญิงโผเข้าหาร่างสูงล่ำสัน และตวงฤทธิ์ก็กอดเธอเอาไว้แนบอก รู้สึกได้ถึงอาการสั่นเทาของอีกฝ่าย

“เกิดอะไรขึ้นครับ คุณหญิงมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร”

เขายกมือขึ้นลูบผมของอีกฝ่ายราวจะปลอบประโลม

“ฉันได้ยินเสียงคนเดินอยู่ในโรงงาน ก็เลยเดินตามมาดู” คุณหญิงเล่า

“เสียงผมหรือเปล่า” ตวงฤทธิ์ลังเล

“ไม่ใช่” คุณหญิงฉัตรกนกส่ายหน้า

เธอค่อยๆ ผละออกจากวงแขนแข็งแรงของชายหนุ่ม ดวงหน้าสวยงามในตอนนี้ยังแดงก่ำ หากไม่ใช่เพราะความร้อนในห้องเครื่องมือเหมือนเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา หากเป็นเพราะความเขินอายเสียมากกว่า

“นายอยู่ด้านหลังโรงงาน…เสียงดังอยู่หน้าประตูออฟฟิศ ตอนนั้นฉันทำเอกสารเสร็จพอดี พอได้ยินเสียงคนเดินอยู่หน้าออฟฟิศ เลยชะโงกออกมาดู ตอนแรกก็คิดว่าเป็นนาย แต่กลับไม่เห็นมีใคร พอเหลือบมองไปทางด้านใน เห็นเงาคนเดินวับๆ แวมๆ เลยเดินตามมาจนถึงห้องเครื่องจักร”

แม้ภายในใจจะรู้สึกประหวั่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง หากมีสติมากพอที่จะควบคุมตัวเองให้เล่าเรื่องตามลำดับ

“พอถึงห้องเครื่องจักรก็ไม่เห็นใคร ลองชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้องเก็บเครื่องมือ เผื่อจะอยู่ในนั้น แล้วใครก็ไม่รู้ผลักฉันเข้าไปในห้อง พอหันมาอีกที ประตูก็ถูกล็อกเสียแล้ว”

“ใครกันนะ…” ตวงฤทธิ์ขยับกายด้วยความระแวดระวัง เขาเหลือบมองไปรอบๆ ราวต้องการจะตรวจสอบ…

“นั่นสิ…ใครกัน” คุณหญิงฉัตรกนกรำพึงเสียงแผ่ว “ถ้าไม่มีลูกกุญแจ ฉันอาจคิดไปได้ว่านี่คือเหตุบังเอิญ แต่นี่ไม่ใช่…คนที่ทำจงใจขังฉันเอาไว้ในห้อง…เขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันนะ ขู่ให้ฉันกลัวอย่างนั้นหรือ”

แวบหนึ่งนั้น คุณหญิงฉัตรกนกอดคิดไปถึงจดหมายข่มขู่ และเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับมะลิวัลย์มิได้

“จะทำไปเพื่ออะไรก็ตาม ผมคิดว่าใครคนนั้นต้องไม่หวังดีแน่” ตวงฤทธิ์เม้มปากแน่นด้วยความเจ็บใจตัวเอง เขาไม่น่าปล่อยคุณหญิงเอาไว้คนเดียวเลย

“ลองคิดดูสิครับ ถ้าผมไม่ได้ย้อนกลับมาช่วยคุณหญิงได้ทัน คุณหญิงจะถูกขังอยู่ในนี้ทั้งคืนเลยนะครับ คุณหญิงอาจจะไม่ตาย แต่ก็จะต้องทรมานอยู่นานจนกว่าจะเช้าและมีคนงานมาพบ คนที่ทำก็ใจร้ายเหลือเกิน ห้องเครื่องมือทั้งแคบ ทั้งอับ ไม่มีหน้าต่าง อากาศไม่ระบาย แถมยังเป็นห้องที่พบศพคุณหญิงวิศวาฯ อีก…คุณหญิงคงกลัวแย่…”

“ฉันไม่กลัว” คุณหญิงฉัตรกนกส่ายหน้า ดวงตาคู่ดำขลับของเธอจ้องมองชายหนุ่มแน่วนิ่ง

“จริงหรือครับ” ตวงฤทธิ์เลิกคิ้วประหลาดใจ

“จริง” คุณหญิงยืนยัน “ฉันไม่กลัวเพราะรู้ว่านายจะต้องมาช่วย…ก็นายสัญญาแล้วนี่นะ ว่าจะปกป้องดูแลฉัน”

คำพูดสั้นๆ อ่อนหวานหากทว่าหนักแน่นของคุณหญิงฉัตรกนก ทำให้หัวใจของตวงฤทธิ์พองโตจนแทบคับอก เขาอดไม่ได้ที่จะดึงเอาร่างแบบบางมากอดเอาไว้อีกครั้ง สัญญากับตนเองว่าจะต้องปกป้องเธอผู้นี้จากอันตรายทั้งปวง

“ผมจะไม่ให้คุณหญิงต้องประสบกับอันตรายเช่นนี้อีกแล้ว” เขาให้คำมั่นสัญญา

ภายในโรงงานยังเงียบสงัดปราศจากผู้คน ไม่มีแม้เสียงลมพัด บรรยากาศรอบกายทึบทะมึน น่าอึดอัด เขาดึงมือคุณหญิงฉัตรกนกให้รีบเดินออกไปจากบริเวณนั้น ด้วยรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย

“ไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่าครับ”

“เดี๋ยว” คุณหญิงฉัตรกนกก้มลงเก็บลูกกุญแจที่ตกอยู่บนพื้น “เอานี่ไปด้วย…เราอาจตรวจสอบจากลายมือได้ว่าใครคือคนที่ขังฉันไว้ในห้องเครื่องมือ”

ตวงฤทธิ์พยักหน้าเห็นด้วย เขาลืมเรื่องนี้ไปสนิท

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบถุงผ้าใบเล็กๆ ที่วางอยู่แถวนั้น ก่อนจะรับเอาลูกกุญแจจากคุณหญิงฉัตรกนกมาแล้วใส่ลงไป

“พรุ่งนี้ฉันจะส่งลูกกุญแจไปให้ท่านเจ้าคุณดำรงตรวจสอบ”

คุณหญิงฉัตรกนกบอก ขณะนั่งอยู่ด้วยกันบนรถ เธอหมายถึงพระยาดำรงแพทยาคุณ ผู้เป็นนิติเวชแพทย์ประจำโรงพยาบาลใหญ่ ท่านเจ้าคุณเป็นหมอคนแรกๆ ของสยามที่นำเอาวิทยาการความรู้ทางด้านนิติเวชศาสตร์มาช่วยในการตรวจชันสูตรศพ หาสาเหตุการตายของคน รวมถึงตรวจพิสูจน์หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีความต่างๆ เมื่อคราวที่คุณหญิงเปลวกนกต้องการสืบหาคนร้ายในคดีฆาตกรรมที่บางเบิด ท่านเจ้าคุณดำรงฯ ก็เคยช่วยตรวจสอบลายนิ้วมือแฝงของฆาตกรมาแล้ว

นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณยังรู้จักสนิทสนมกับท่านชายดำรงชาติผู้เป็นพี่เขยของเธอ ฉะนั้น ครั้งนี้ท่านเจ้าคุณคงเต็มใจช่วยเหลือเป็นอย่างดี

“ฟ้าใกล้สางแล้ว อีกไม่นานหม่อมอุ่นอรุณคงจะตื่นมาตักบาตร…คุณหญิงรีบเข้าไปก่อนจะดีกว่านะครับ” ตวงฤทธิ์จอดรถอยู่ข้างหลังกำแพงวัง ตำแหน่งเดิม

“ขอบใจนายมากนะ” คุณหญิงฉัตรกนกพึมพำ ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วรีบก้าวลงไปอย่างรวดเร็ว

…ท่ามกลางสายตาของใครบางคน ที่จ้องมองมาจากเรือนแถวฝั่งตรงข้าม…

เช้าวันนั้น ก่อนจะเข้าโรงงาน หม่อมอุ่นอรุณสั่งนายขันให้ขับรถไปโรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมดูอาการของมะลิวัลย์

เลขานุการสาวผู้เคราะห์ร้ายอาการคงที่ หากทว่ายังคงหลับสนิทเหมือนเจ้าหญิงนิทรา ทำอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น หมอเจ้าของไข้บอกได้แต่เพียงว่าให้รอจนกว่ามะลิวัลย์จะฟื้นขึ้นมาเอง

เมื่อมาถึงโรงงาน แก่นก็รีบมารายงานว่า รตอ.หลวงบูรณะประชา พาลูกน้องจากสถานีตำรวจมาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และเก็บหลักฐานเพิ่มเติม

“คุณหลวงต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม บอกได้เลยนะคะ สุดาจะช่วยประสานให้เต็มที่” เสียงแหลมๆ ของดวงสุดาดังมาก่อนเจ้าตัว ครั้นเมื่อหันมาเห็นหม่อมอุ่นอรุณกับคุณหญิงฉัตรกนกยืนอยู่ หญิงสาวก็รีบตรงเข้ามาทำความเคารพด้วยท่าทางอ่อนน้อมเกินจริง

“แหม หม่อมกับคุณหญิงมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่คะ สุดามัวแต่ไปต้อนรับขับสู้คุณตำรวจอยู่ ไม่ทันได้สังเกต…แต่สุดาต้มน้ำร้อนเตรียมน้ำชาไว้ให้แล้วเรียบร้อยนะคะ หม่อมและคุณหญิงจะรับชาเลยไหมคะ”

“ก็ดี”

“ไม่”

หม่อมอุ่นอรุณและคุณหญิงฉัตรกนกเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

“อ้าว…เช้าวันนี้ไม่ดื่มชาละหรือหญิงฉัตร” หม่อมย่าขมวดคิ้ว

“นั่นสิครับ ไม่ดื่มชาด้วยกันก่อนหรือครับ” หลวงบูรณะประชายิ้มกว้าง

“ไม่ละค่ะ” คุณหญิงฉัตรกนกตอบสั้นๆ

“ดื่มสักหน่อยสิคะ” ดวงสุดายิ้มแย้ม “หน้าตาคุณหญิงเหมือนอดนอนมาทั้งคืน สุดาเตรียมชา Peppermint ไว้ให้จะได้สดชื่น ดื่มสักหน่อยนะคะ”

“ทำไมถึงคิดว่าฉันอดนอนมาทั้งคืน” คุณหญิงฉัตรกนกตั้งข้อสังเกต

“แหม…สุดาล้อเล่นน่ะค่ะ” ดวงสุดารีบหัวเราะกลบเกลื่อน “เห็นคุณหญิงขอบตาคล้ำ หน้าตาดูซีดๆ เวลาสุดาอดนอนก็เป็นแบบนี้…สุดาเลยคิดเองเออเองน่ะค่ะ คุณหญิงอย่าใส่ใจเลยนะคะ ไม่ดื่มก็ไม่ดื่มค่ะ”

“เอ้า…งั้นคุณหลวงมาดื่มกับฉันสองคนก็แล้วกัน” หม่อมอุ่นอรุณกวักมือเรียกนายตำรวจหนุ่มให้มานั่งที่เก้าอี้โซฟายาว

“ถ้างั้น…หญิงขอตัวนะคะหม่อมย่า” คุณหญิงฉัตรกนกนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอบอกกับหม่อมอุ่นอรุณ แล้วรีบเดินออกจากห้องโดยไม่รอให้หม่อมย่าเอ่ยอนุญาต จุดประสงค์ของคุณหญิงก็คือไปตามหาแก่น

“มีอะไรขอรับคุณหญิง” แก่นวางมือจากงาน เขาเงยหน้าขึ้นมองคุณหญิงฉัตรกนกด้วยสายตาประหลาดใจ

“แก่นไปหาซิงค์เป็นเพื่อนฉันหน่อย” คุณหญิงกระซิบบอก

งานหลักของซิงค์คืออยู่เวรยามเฝ้าโรงงานตอนกลางคืน ในเวลากลางวันเขาจะนอนพักผ่อน ซิงค์มีห้องพักอยู่ในเรือนคนงานหลังเล็กท้ายสวน

“ขอรับ” แก่นพยักหน้า แม้ใจจะสงสัยว่าคุณหญิงจะไปหาซิงค์ด้วยเหตุใด หากแก่นไม่กล้าจะถาม

เขายืนเคาะประตูห้องของแขกหนุ่มอยู่พักใหญ่ ซิงค์งัวเงียลุกขึ้นจากที่นอนมาเปิดประตู กายท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นขนดกดำบนหน้าอก กายท่อนล่างพันโธตี – ผ้านุ่ง สีขาวขะมุกขะมอม ครั้นพอเห็นว่าคนที่มาด้วยกันกับแก่นคือใคร แขกยามหนุ่มก็หันกลับเข้าไปในห้องเพื่อสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

“คุณหญิงมีธุระอะไรหรือขอรับ”

เขาเป็นแขกปาทานที่เกิดและเติบโตในแผ่นดินสยาม จึงพูดจาชัดถ้อยชัดคำ

“เมื่อวานนี้ตอนฉันกลับบ้าน…ซิงค์มาเข้าเวรแล้ว” คุณหญิงฉัตรกนกทวนความจำให้กับแขกยามหนุ่ม

“ใช่ขอรับ” ซิงค์พยักหน้ารับ “ตอนผมมาเข้าเวร คุณหญิงออกไปพร้อมหม่อมท่านพอดี”

“แล้วดวงสุดา…เลขาของฉันล่ะ” คุณหญิงฉัตรกนกว่า “ซิงค์เห็นหรือเปล่าว่าเธอออกไปตอนไหน”

“เอ…” ซิงค์มีสีหน้าครุ่นคิด “ไม่เห็นนะขอรับ คุณดวงสุดาน่าจะกลับบ้านไป ก่อนที่ผมมาเข้าเวร เพราะถ้าออกไปหลังจากนั้น ผมต้องเห็นเธอแน่นอน”

“ตอนที่ฉันกลับวัง…ดวงสุดายังอยู่ในออฟฟิศ” คุณหญิงฉัตรกนกพึมพำ ริมฝีปากเรียวราวกลีบกุหลาบเม้มอย่างใช้ความคิด

หลังจากเวลาเลิกงาน ทางเข้าออกโรงงานมีแค่ประตูหน้าทางเดียวเท่านั้น ใครจะผ่านเข้าออก ซิงค์จะต้องเห็นทุกคน

“ถ้าซิงค์ไม่เห็นเธอกลับออกไป…นั่นหมายความว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา…ดวงสุดายังอยู่ในโรงงาน ไม่ได้ออกไปไหน…”

Don`t copy text!